ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 6 : ท่านคือใครกันแน่

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 6 : ท่านคือใครกันแน่

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 6 –

“ท่านชายอะไร?”

ไม่ใช่เพียงแค่เสียงในใจข้าเท่านั้นที่ถามแต่แขกเหรื่อคนอื่นก็ถามอีกเช่นกัน ข้าคิดกลับไปมาในหัว ท่านชายอะไรจะมาไกลถึงหลินอันนี่ แม้หลินอันจะเป็นเมืองใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่เมืองหลวงอย่างเมืองเปียนจิง  (1) การมาที่นี่ของเขาอาจจะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ก็ได้

มีเสียงพูดอื้ออึงแบบไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัด เพราะพวกเขามุ่งประเด็นไปที่เนื้อแกะตุ๋นแทน ท่านยายมองหน้าข้าเป็นเชิงให้พูด พลางเอ่ยกับท่านชายในชุดโม่งทันที

“เชิญที่ห้องรับรองก่อนเถิดเพคะ เหลียนเอ๋อร์จัดการเรื่องอาหารให้แขกด้วย วันนี้อาหารหกอย่างที่เหลือจะขายโดยไม่มีการประมูล”

“เยี่ยม!!”

ดูท่าการไม่เสียเงินมาก จะทำให้คนพวกนี้พอใจมากขึ้น คราวนี้ทั้งแขกชั้นสองก็พากันมาสั่งอาหารที่ตนชอบกันทั้งนั้น ข้าเอง ก็มัวแต่ยุ่งเรื่องจัดการอาหารเลยไม่ได้สนใจท่านชายโม่งเสียเท่าไหร่ เต๋อผิงมองอาหารรสเลิศพลางนึกเสียใจ ทำไมเขามองข้ามหมั่นโถ่วฟักทองไปได้นะ

“ข้าน่าจะได้ชิมสักอย่าง แต่อาหารจานละหนึ่งตำลึงทอง เงินในกระเป๋าข้ามิสามารถ” เต๋อผิงเอ่ย ข้าเดาได้ว่าเขาคงนึกอย่างกินอาหารเหล่านั้นบ้าง แต่ถ้าให้ซื้อเงินก็คงไม่พอเป็นแน่ ข้าคิดอะไรบางอย่างได้จึงบอกเขาออกไปว่า

“ตอนเย็นๆ พรุ่งนี้ก็มากินข้าวด้วยกันสิ เชิญท่านพ่อเจ้ามาด้วย ข้าจะบอกท่านยายน้อยว่าอยากกินเต้าหู้ผัดกับไก่ตุ๋น”

ข้าบอกกับเขาด้วยความจริงใจ เพราะแม้เต๋อผิงจะเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือ แต่อาหารจานละหนึ่งตำลึงทองก็ต้องขายหนังสือเป็นสิบเล่มเป็นอย่างต่ำ เขาพยักหน้างึกงักรับคำของข้า พร้อมกันนั้นก็แอบถามทางไปห้องของนางระบำ ข้าคิดว่าเขาคงสนใจเสี่ยวชิวเป็นแน่ แต่เด็กคนนั้นเพิ่งเต็มสิบสามมาได้สามวัน ยังไงๆ ในสายตาข้านางก็ยังดูอ่อนวัยนัก

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก ท่านแม่สั่งห้ามบ่าวผู้ชายไปที่เรือนนอนของผู้หญิง หากคนใดจะแต่งงานแต่งการท่านแม่จะให้แยกเรือนออกไป นี่เต๋อผิงเจ้าสนใจเสี่ยวชิวรึ”

“ปะ..เปล่า ข้าแค่สนใจว่าดวงตาของนางสีอะไรกันแน่ ทำไมเวลาข้ามองมันเหมือนไม่ใช่สีดำ”

“โอ๊ะ! ไกลขนาดนั้นยังมองเห็นสีของลูกตา ข้าว่าเจ้าไม่น่าจะสนใจแค่สีตาอย่างเดียวแล้วม้าง”

ข้าพูดพลางเก็บเงินค่าอาหารใส่กระเป๋าพลางยิ้มให้แขกคนหนึ่ง เต๋อผิงทำท่าร้อนรน เพราะข้าแกล้งดักคอเขาเอ่ยด้วยเสียงสั่นระรัวเหมือนคนร้อนตัว

“ข้าก็แค่สงสัย คนอย่างข้าน่ะ มองผู้หญิงก็ไม่น่าแปลก เพราะข้าเป็นผู้ชาย เจ้าน่ะสิ ทั้งชีวิตมีผู้ชายผ่านมาให้มองกี่คนกัน มีข้าที่เป็นเพื่อนและเฉินหลวนที่เป็นอริ นอกนั้นข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมองใครเป็น”เขาพูดทั้งที่ข้ายิ้ม แต่เมื่อกี้แล้วสำหรับข้าการได้สบตาท่านชายโม่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ใจของข้าเต้นแรงจนรู้สึกแปลก แต่นั่นอาจเป็นเรื่องที่ข้าคิดมากไปว่า ข้าอาจจะตื่นเต้นกับการแข่งขันประมูลจานมากจนเกินไป

ในเวลาเดียวกันพี่อี้เหลียนเดินเข้ามาบอกข้าว่า ท่านยายน้อยเรียกหา ข้าจำต้องฝากบัญชีรายรับและหีบเก็บเงินไว้กับนาง ท่านแม่เองก็เดินเข้าไปในห้องรับรองนั่นเหมือนกัน พี่ฉิงชวนเดินยกถ้วยน้ำชาดอกเบญจมาศชั้นดีเข้าไปด้วย ห้องรับรองใหญ่นานๆ ครั้งจะได้ต้อนรับแขกเสียที ปกติแล้วที่หอจันทร์เสี้ยวมีห้องรับรองสองห้อง ห้องใหญ่ด้านตะวันออกนี้เอาไว้ต้อนรับแขกที่สำคัญๆ โดยเฉพาะ แต่ข้ายังไม่ได้เปิดประตูเข้าไปกลับได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมา

“บางทีการจะกินอาหารบางอย่างสำหรับข้าเองก็ยากเย็นนัก ของต้องห้ามแต่ข้ากลับปรารถนาอยากกินมัน ท่านรู้ไหมทำไมเสด็จลุงถึงห้ามนักหนา”

“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ แต่ที่ท่านชายเสด็จออกมาแบบนี้ ท่านอ๋องแปดอาจจะทรงกังวลก็ได้”

“ท่านพ่อไม่กังวลหรอก ข้าออกไปไหนมาไหนบ่อย จนทหารยามหน้าวังเขารู้ มาหลินอันมาคราวนี้ก็เพื่อ..”

เสียงนั้นเงียบลง ทั้งๆที่ข้าพยายามเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์ คนที่อยู่ข้างในก็ช่างกระไร ทำไมไม่พูดต่อให้มันจบๆทำไมชอบปล่อยให้มันค้างคาใจข้าขนาดนี้

แต่ทันใดนั้น…

เสียงเหมือนมีใครผลักประตูโรงฆ่าสัตว์ออกอย่างไรอย่างนั้น นี่คนเดินหรือแมวเดินทำไมไม่ได้ยินเสียงเดินเลย ข้ามารู้อีกเมื่อมีมือเย็นๆ มาจับหลังคอเสื้อข้ายกขึ้น

“หลานสาวของท่านยายน่าจะหูบานเท่าเห็ดพิษแล้ว” เสียงก้าวเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูได้สักครู่แล้ว เมื่อได้ยินเสียงสนทนาย่อมแสดงว่าเจตนาแอบฟัง” เขาเอ่ยพลางปล่อยมือออกจากคอเสื้อของข้า

“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้แอบฟัง” ข้าตะโกนสุดเสียงและรู้ว่ามันไม่แนบเนียนนัก แต่ปากก็ต้องเถียงออกไป

“เหลียนเอ๋อร์ เสียมารยาทมาก รีบมาขอโทษท่านชายเสีย” ท่านยายน้อยดุข้าพลางชักสีหน้าไม่พอใจมาด้วย แต่ข้าก็

“ท่านยายคะ ข้าไม่ได้แอบฟังจริงๆนะคะ แค่ผ่านมาแล้วบังเอิญได้ยินเท่านั้น”

“เถียงข้างๆคูๆ ท่าทางของเจ้าหมายความว่าอะไร เจ้าจะตะครุบจิ้งหรีดที่พื้นรึ จะโกหกทั้งทีให้มันแนบเนียนหน่อย”

ใบหน้าของคนผู้นั้นยกยิ้มน้อยๆ ข้าตีความว่ามันเป็นอาการเย้ยหยัน บางทีข้าก็อยากจะไปถามใต้เท้าเฉินพ่อของเฉินหลวนเหมือนกันว่าไปลืมลูกชายอีกคน ไว้ที่จวนท่านอ๋องแปดอะไรนี่รึเปล่า ทำไมถึงได้มีคนที่นิสัยแย่มาอยู่ตรงนี้ ข้าล่ะหลงชื่นชมในหน้าตาที่หล่อเหลา แต่กลับมาสะดุดกับท่าทางกิริยาที่ไม่ชวนฝันนี่แหละ

ในชั่วเวลานั้นข้าตัดสินใจได้ว่า จะเอาความชื่นชมจนเป็นหลงใหลกลับลงใส่ไหดองผักให้หมด ใบหน้าของเขาชะโงกมาใกล้ข้าจนเกือบชิด ข้าพูดอะไรแทบไม่ออกเมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นชัดๆ

“ว่ายังไงจ๊ะ แม่นางเหลียร์เอ๋อร์”

แปลก..ทำไมใจข้าเต้นแรงอีกแล้ว ครั้นถอยหลังได้สามก้าวเหมือนกับจะล้มลง มือใหญ่แข็งแรงเพียงข้างเดียวก็รั้งเอวข้าไม่ให้ล้มไปกองกับพื้น

“เหลียนฮวา!!” เสียงท่านแม่ตะโกนอย่างตกใจ ช่วงเวลานั้นผิวกายกลับร้อนวูบวาบราวจับไข้และตอนนั้นข้าไม่กล้าสบตาเขาได้นาน ทั้งๆที่ใจจริงแล้วข้าไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลยสักเสี้ยววินาที

“อย่าแกล้งนางเลยเพคะ เอาล่ะ เหลียนเอ๋อร์ รีบขอโทษท่านชายเสีย มานี่ก็ดีแล้ว เมื่อเจ้านายเสด็จมาที่นี่เจ้าก็ควรจะมาคำนับพระองค์” ท่านยายเอ่ย เขารีบปล่อยข้า เมื่อเป็นอิสระจากวงแขนนั้น ข้าก็พูดออกทันที

“แล้วข้าต้องคุกเข่าให้ท่านชาย ไหมเจ้าคะ”

“เหลียนฮวา เสียมารยาท!”

“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ” วงแขนนั้นค่อยๆคลายออก ดวงตาที่ทอดมามีแววล้อเลียน แต่ที่ข้าขอโทษไปน่ะไม่ใช่เพราะกลัวหรอกนะ แต่เพราะข้าขัดท่านแม่ไม่ได้ต่างหาก ข้าถูกสั่งเข้ามาในห้อง ซึ่งในนั้นมีพี่ฉิงชวนทำหน้าที่ชงชาให้แขกผู้สูงศักดิ์

“ฉิงชวนออกไปข้างนอกได้ แล้วเรื่องที่ท่านชายเสด็จมาที่นี่อย่าให้รู้ถึงหูคนวังหลวงล่ะ”

“เจ้าค่ะ”

พี่ฉิงชวนรับคำก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ข้าถือโอกาสนั้นทำทีว่าจะเดินหนีออกไปเหมือนกัน แต่ท่านยายบอกให้ข้ามารินน้ำชาให้และเป็นอีกครั้งที่ข้าเผลอทำหน้าเบื่อสุดขีดออกมา สาบานได้ข้าเห็นเขาลอบยิ้ม

“ไหนๆก็มีคนแอบฟังแล้วความลับย่อมไม่เป็นความลับ ข้าจะมาสืบข่าวเรื่องการเดินกำลังของแคว้นเหลียว”

“นั่นเป็นคำสั่งของฝ่าบาทรึเพคะ” ท่านยายถามต่อพลางขยิบตาให้ข้ายกหมั่นโถวมาวางที่โต๊ะ ท่านแม่เองเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ควรจะก้าวล้ำ ท่านได้แต่บอกว่า ขอตัวออกไปดูแลแขกเหรื่อก่อน พอข้าจะอ้าปากขอออกไปด้วย เพราะเบื่อสีหน้าคนบางคนเต็มที แต่ท่านก็ส่ายหน้าบอกว่าไปไม่ได้

“ไม่ใช่ ข้าอยากมาเอง ที่นี่มีพ่อค้าชาวเหลียวเป็นจำนวนมาก ข้าอยากจะรู้ความคืบหน้าของคนเมืองนั้นจึงออกมาที่นี่”

“เสี่ยงมากนะเพคะ ถ้าหากไท่จื่อเย่ว์  (2) ทรงรู้เรื่องนี้มิวายพระองค์ต้องถูกเพ่งเล็งอีกแน่ ทางที่ดีรีบกลับก่อนพิธีคัดเลือกพระชายารัชทายาทเถิดเพคะ”

“เขาเป็นคนจะมีเมียมิใช่ข้า รึท่านอยากให้ข้ารีบไปมีส่วนร่วมในวันที่เขาเข้าหอ เสด็จลุงเองก็ปรารถนาให้ข้ามีเมียเร็วๆเหมือนกัน”

เสียงหัวเราะหึๆดังในลำคอ ในขณะที่ท่านยายมีท่าทางไม่สบายใจนัก หมั่นโถ่วก้อนหนึ่งถูกเจ้าของมือหนาหยิบขึ้นมากัด พลันดวงตาทั้งคู่ก็ดูหม่นลง

“ท่านลุงหวงตี้บอกว่าหมั่นโถ่วเผือกเป็นขนมนักโทษ ท่านพ่อก็ไม่ชอบให้ใครทำขึ้นโต๊ะเสวย แต่มีครั้งหนึ่งมีผู้หญิงในตำหนักเย็นยื่นมันให้ข้า รสชาติของมันอร่อยมาก แต่ที่ข้าสงสัยคือน้ำตาที่หยดลงมาในขนมต่างหาก ข้าเคยสัญญากับตัวเองว่าถ้าโตขึ้นจะทูลขอเสด็จลุงให้ยกเลิกการจองจำติดสนมเสียที เพราะมันโดดเดี่ยวมากที่ต้องโดนคนเรารักปฏิเสธ”

“พระองค์หมายถึงพระสนมหลี่หรือเพคะ” ท่านยายเอ่ย

“ใช่ ข้าสงสารนาง หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ตำหนักเย็น ข้าก็ไม่เห็นนางอีกเลย ไม่แน่ว่านางอาจจะตายในกองเพลิงแล้วก็ได้ แต่แปลกนะ ขนมของท่านมันรสชาติเหมือนกับที่นางยื่นให้ข้า”

“เป็นธรรมดาเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันเป็นคุมเครื่องว่าง การทำปรุงอาหารให้เชื้อพระวงศ์ต้องผ่านมือหม่อมฉันทั้งนั้น แต่หมั่นโถวก็เป็นเพียงขนมง่ายๆ ที่คนทั่วไปต้องได้กินกัน สูตรที่หม่อมฉันทำนี้คือสูตรของเมืองหลินอันคือนอกจากเผือกแล้วเรายังใช้ธัญพืชพื้นเมืองเพคะ ว่าแต่ว่าทรงทราบได้เช่นใดว่าหม่อมฉันทำอะไร”

“ก็ข้ากินอาหารฝีมือท่านเกือบทุกวัน ก็ต้องรู้สึกคุ้นลิ้นเป็นธรรมดา อย่าลืมสิ ตอนนี้ข้าได้ไปทำงานในกองราชองครักษ์แล้วนะ มันคงดีกว่านี้ถ้าข้าได้ออกไปสู่สนามรบมิใช่คุมกองทหารขันที”

เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้น ข้ารู้สึกว่าเวลาท่านชายคนนี้ยิ้มหรือหัวเราะมันน่ามองขึ้นมาทีเดียว ดวงตายาวรีกลายเป็นเล็กหยี ตอนนี้ข้าสังเกตดีๆ เขามีลักยิ้มด้วย ข้าเผลอมองเขาพลางยิ้มตามแต่ดวงตาคู่นั้นก็ตวัดมามองข้าทันควัน

“เจ้ายิ้มอะไร?”

“ข้ายิ้มเหรอ” ข้าถามต่ออย่างงงๆ ท่านชายส่งสายตาดุๆมาให้ทำให้ข้ารู้ตัวทันทีว่าข้าพูดไม่มีหางเสียง

“ข้าเห็นเจ้ายิ้มและแอบมองข้าเป็นนาน”

“ข้าเปล่านะ..เจ้าคะ และไม่ได้มองท่านด้วย”

“เหลียนเอ๋อร์ พูดใหม่ให้มีหางเสียงมากกว่านี้” ท่านยายดุข้า

“ข้าไม่ได้มองท่านชายเพคะ ข้าคิดถึงเรื่องอื่นอยู่เหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่ทำให้ข้ายิ้มได้”

“อ้อ..หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องเดียวกันนะ ข้าไม่อยากมีใจตรงกับใคร”

ที่ท่านชายอะไรนี่พูดมันทำให้ข้าไม่พอใจอย่างมาก ถ้าเป็นเวลาปกติ ข้าอาจจะเอาน้ำชาเทรดหัวคนพูดไปเลย แต่มาคิดถึงความจริงว่า ข้าหัวเราะเรื่องที่เขาพูด คราวนี้ข้าก็ต้องกัดลิ้นไว้ไม่ให้เขาจับได้ ท่านยายน้อยเห็นสีหน้าของข้าไม่ใคร่จะดีนักจึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง

“อย่าแกล้งนางเลยเพคะ แล้วหนีมาไกลถึงหลินอัน นอกจากเรื่องข้าศึกเมืองเหลียว น่าจะมีเรื่องอื่นปนมาด้วย หม่อมฉันได้ยินข่าวเรื่องการเลือกไท่จื่อเฟย (3) ที่วังบูรพาด้วย หลังจากนั้นก็คงถึงคราวของพระองค์”

“ข้าไม่อยากแต่งงานกับลูกสาวเสนาบดีหม่าก็เลยหนีมาที่นี่ ท่านพ่อยื่นคำขาดให้ข้าต้องหาเมียให้ได้ ก่อนจะยกเลิกคำสั่ง แต่คนที่จะมาเป็นคัดเลือกล้วนแต่เป็นคนของพระมเหสี ไม่งั้นก็เป็นคนมาจากตระกูลกั๊วญาติห่างๆ ของขันทีกั๊ว ข้าเลยต้องหนีมาที่นี่ ให้ท่านพ่อเลิกล้มความคิดไปเอง เฮ้อ!”

ที่แท้เขาก็หนีการแต่งงานมานี่เอง คราวนี้ ข้าเกือบจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเต็มที เมื่อคิดถึงตัวเอง ถ้าหากทั้งต้าซ่งเป็นเหมือนหอจันทร์เสี้ยวที่ข้ามีอำนาจเต็มในการจัดการ ข้าคงยกเลิกการดูตัว และจารีตบางอย่างที่มันไม่ยุติธรรมจากสตรีเพศออกไปให้หมด แต่เสียดายต้าซ่งก็ยังเป็นต้าซ่งที่ยังคงหมุนไปตามวงล้อจารีต ท่านยายส่ายหน้าน้อยๆ พลางเอ่ย

“ท่านอ๋องไม่มีวันยอมทำตามความต้องการของท่านชายหรอกเพคะ เพราะท่านชายฝู่ว์อี้ก็ได้สตรีจากตระกูลกั๊วเป็นภรรยา ตามความเห็นของหม่อมฉัน พระองค์ไม่น่าจะรอด”

ข้ายิ้มเยียบเย็นรู้สึกสะใจเล็กๆ แต่เอ๊ะ..เขาบอกว่าว่าตัวเองชื่อจ้าวฝู่ว์อี้มิใช่รึแล้วทำไม ข้ามองตวัดสายตามามองหน้าท่านชายอะไรนี่อย่างสงสัยก่อนจะเอ่ย

“ท่านไม่ได้ชื่อ จ้าวฝู่ว์อี้หรอกรึ”

เขายิ้มน้อยๆพลางหยิบกาน้ำชาในถาดที่ข้าถืออยู่มารินเอง

“ข้าแซ่จ้าว แต่ชื่อจริงๆของข้าคือโช่วอี้ ส่วนป้ายฐานันดรอันนั้นข้าขโมยของพี่รองมาเองล่ะ แต่จะบอกเจ้าเอาบุญอีกก็ได้ชื่อที่ฝ่าบาทเรียกข้าถือเป็นชื่อพระราชทานคือจ้าวเจิน”

ข้ากลอกตาไปมาอย่างเสียมารยาท คนบ้าอะไรมีตั้งหลายชื่อ และตัดสินใจว่าจะไม่สนใจผู้ชายคนนี้อีก!

 

เชิงอรรถ : 

(1) เมืองไคเฟิง ในปัจจุบัน

(2) รัชทายาท

(3) ไท่จื่อเฟย พระชายาของรัชทายาท

Don`t copy text!