เครมบูเล หวานอมขมรัก บทที่ 17 : เพื่อน

เครมบูเล หวานอมขมรัก บทที่ 17 : เพื่อน

โดย : คุนนภา

เครมบูเล หวานอมขมรัก นวนิยายโดย คุนนภา หนึ่งในผู้เข้าประกวดจากโครงการช่องวันอ่านเอาครั้งที่ 2 เมื่อรสชาติความรักประหนึ่งรสชาติเครมบูเลที่ทั้งขมและหวาน เหมือนความรักที่มีอุปสรรคดั่งไฟที่เผาไหม้ หากทนร้อนได้ก็จะได้รสชาติความรักที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น แต่ณมินจะทนได้ไหม เมื่อเธอคือหน้าใหม่ในวงการความรักที่มีสองหนุ่มมาให้เลือก

“แม่จะแต่งงานใหม่ มินควรทำยังไงดีพี่ บอกพ่อดีมั้ย”  ฉันขึ้นไปพบที่ปรึกษาบนชั้นดาดฟ้า แม้จะรู้ว่าเขาไม่น่าจะมีคำปรึกษาที่ดีให้

“ประโยคนี้แปลกดี แม่จะแต่งงาน…บอกพ่อดีมั้ย” พี่พพายทำในสิ่งที่ฉันทายไว้อยู่แล้ว

“มินก็ไม่รู้จะมาบอกพี่ทำไมนะ แต่แค่ไม่อยากคิดคนเดียว”

“บอกพี่ก็ดีแล้ว มาสิ…ให้ช่วยคิดอะไร”

“ไม่เป็นไรพี่…พี่ทำงานต่อเหอะ มินไปอยู่ร้านดีกว่า”

 

ตรงข้ามกับนายมหาสมุทร ยังไม่ทันเอ่ยปาก เขาก็อ่านใจฉันออก

“คิดเรื่องแม่อยู่ละสิ…ปล่อยให้เขาคิดเองเถอะ เราไม่ต้องคิด”

“นายรู้ได้ยังไง”

“คืนนั้น ภาพมันก็ฟ้องอยู่ แต่พ่อใหม่ก็ดูดีนะ เขาออกแบบที่นี่ด้วย แล้วแม่ก็รักที่นี่”

“ใช่ แม่รักประตูสีน้ำเงิน”

เขาเดินผ่านมาแตะไหล่ ตบเบาๆ “ชีวิตเขาเป็นของเรานานแล้ว ถึงเวลาปล่อยให้เขาไปมีชีวิตที่ต้องการดีกว่า…อย่าคิดมากนะ”

ถึงแม้จะไม่ใช่คำแนะนำที่เข้าข้างฉัน แต่ก็ช่วยให้คิดอะไรได้ลึกซึ้งขึ้น ชอบที่บอกว่าให้ไปใช้ขีวิตที่เขาต้องการ เหมือนกำลังพูดกับลูกวัยรุ่นเลย ฉันไม่คิดห้ามแม่เลยสักนิด แต่ห่วงว่าแล้วที่นี่จะยังไงต่อ พ่อจะยังเช่าบ้านเราต่อมั้ย ร้านจะทำต่อโดยใคร แม่เหรอ แม่แต่งงาน แล้วอาจจะอยู่นครนายก…เดี๋ยวนะ หยุดก่อนณมิน หยุดมโนก่อน ทุกอย่างมันอาจจะเป็นเหมือนเดิมก็ได้ ล ค ป อ (เลิกคิดไปเอง)

เขาเดินโฉบกลับมาอีกรอบ แตะไหลฉันอีก “เลิกคิดได้แล้ว กินเครปกันดีกว่า”

“เครป…” ฉันหูผึ่ง “นายทำเป็นด้วยเหรอ”

“เปล่า…ออกไปซื้อร้านข้างๆ”

ปัดโธ่ อุตส่าห์หลงดีใจ นึกว่าจะมีเครปให้กินแบบกินเมื่อไหร่ก็ได้ในร้าน นั่นสิ แล้วทำไมเราไม่ทำเครปกัน อ๋อ…นึกออกแล้ว แม่ไม่ชอบอยู่หน้าเตา แล้วหลังแต่งงานแม่จะอยู่ที่ไหน

“ไปมั้ย” เสียงเขาดังขึ้นกว่าเดิม เพราะยืนเรียกอยู่หน้าประตู แล้วก็ทำนิ้วชี้นิ้วกลางเป็นท่าเดิน บนแขนตัวเอง ฉันซอยเท้าตามยิกเลย จะได้ตามเขาทัน

“ช่วงเบรกผมน่ะ…กลัวคุณจะหาว่าผมอู้”

“แม่มินเข้มงวดเรื่องเวลาขนาดนั้นเลยเหรอ”

“คุณดูเข้มงวดกว่า เลยบอกคุณไว้ก่อน หยุดก่อน” เขาสั่ง แล้วยกแขนกางกันฉันไว้ไม่ให้เดินล้ำขึ้นไปข้างหน้า จักรยานคนหนึ่งแล่นผ่านไปอย่างเฉียดฉิว แล้วเขาก็ออกเดินต่อ ฉันเร่งฝีเท้าตาม

“เพราะเรียกแต่คุณมินๆ หรือเปล่าเลยกลัวไปเอง มินจะเข้มงวดได้ยังไง มินเด็กกว่าตั้งเยอะ”

“รู้ตัวด้วย”

“งั้นก็เรียกอย่างอื่น อย่าเรียกคุณเลย ฟังดูแก๊แก่”

“เรียกไรดีล่ะ ไม่รู้ว่าผู้หญิงชอบให้เรียกแบบไหน”

“ก็เรียกแบบ…เป็นเพื่อนกันอะไรอย่างนั้นน่ะ”

“อืมได้”

ฉันซอยเท้าเร็วๆ จนขึ้นไปเดินคู่กับเขา แล้วก็เริ่มคุยกันแบบเพื่อน

“ชื่อจริงมาจากไหนอะ ใครตั้งให้ แปลกดี”

“พ่อตั้งให้ พี่ชายเราชื่อน้ำทะเล”

“มหาสมุทร น้ำทะเล แบบนี้ก็เค็มปี๋ทั้งบ้านเลยสิเนอะ”

“อ่าฮะ ไม่ทั้งบ้าน พี่สาวชื่อส้มหวาน”

“ส้มหวาน? อ่าว นายเป็นน้องพี่ส้มหวานเหรอ” ฉันไม่อยากจะเชื่อ

“เครปสองอันครับ” เขาสั่งพ่อค้าเครป เราเดินผ่านร้านแรกไปก่อน เขาตั้งใจมาซื้อที่ร้านนี้ “เธอล่ะ ใส่อะไรบ้าง”

“ได้หมด เหมือนของนาย”

“น้ำพริกเผา ไข่นกกระทา สองอันครับ” เขาสั่งพ่อค้าเพิ่ม

“ใส่แค่สองอย่างเองอะ ทำไมน้อยจัง”

“จะเอาอะไรล่ะ ก็สั่งเพิ่มเองดิ”

“งั้นก็แบบนั้นแหละ ลองกินดูหน่อย ว่าแต่…นายเป็นน้องพี่ส้มหวานจริงๆ อะ”

“อ้าวนึกว่ารู้อยู่แล้ว คุณแม่ไม่ได้บอกเหรอ”

“เปล่า” อันที่จริงฉันเองก็ไม่เคยคิดจะถาม ตอนนั้นแม่ก็เอาแต่บอกว่า เช็กประวัติแล้วไว้ใจได้

“งั้นนายก็อยู่บ้านเดียวกับพี่ส้มหวาน ที่เป็นโรงเรียนสอนทำขนมเก่าน่ะเหรอ ใช่มั้ย”

“ใช่…เคยไปเหรอ”

“เคยสิ แม่พาไปตอนเด็กๆ ที่นั่นกลิ่นห้อมหอม จนฉันอยากอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน จำได้เลยว่าเคยรบเร้าอยากเรียนทำขนมที่นั่นด้วย แต่ไม่รู้ทำไมไม่ได้เรียน ลืมไปหมดแล้ว”

“เคยไปกินเค้กที่นั่นมั้ย” เขาถามน้ำเสียงจริงจัง

ฉันมองไปที่กระทะเครป ทบทวนสิ่งที่เขาถาม แล้วก็ตอบไปอย่างมั่นใจว่า

“ไม่เคยกินนะ จำได้ว่าเคยไป แล้วก็ได้ขนมกลับมาเป็นถุงๆ”

เขาดูเงียบไป

พ่อค้าละเลงแป้งบนกระทะร้อน แผ่นร้อนเรียบๆ ของมันทำให้แป้งสุกในพริบตา พ่อค้าใช้มือข้างที่ถือตะหลิวมาที่นายมังงะ แล้วก็บอกว่า คิวคุณแล้ว พริกเผา ไข่ สอง แล้วก็ก้มหน้าทำต่อ ปาดพริกเผาก่อนจะตอกไข่นกกระทาลงไปห้าใบ ฉันกลืนน้ำลาย…มันน่ากินใช่มั้ย

“งั้นน่าจะเคยเห็นกันบ้างตอนเด็กๆ เราอยู่ที่นั่นทั้งวันเลย ไม่ชอบไปโรงเรียน” เขาพูด

“ที่นั่นก็เป็นโรงเรียน นายก็ทำถูกแล้วนี่”

“แถเก่งนะเราน่ะ” เขาเปรยตาเหล่ๆ ใส่ แบบคนรู้ทันกันอะไรแบบนั้น

“เดี๋ยวก่อนสิ แล้วทำไมถึงเลิกทำโรงเรียนล่ะ”

“ไม่รู้สิ เจ๊งมั้ง ไม่มีคนมาเรียน” พ่อค้าพับเครปใส่กรวยกระดาษ ส่งให้เขาอันนึงก่อน เขาส่งต่อมาให้ฉัน “อย่าเพิ่งกินนะ ร้อน เป่าก่อน”

“นายเอาไปก่อนสิ นายอยากกินมากกว่านี่”

“งั้นฝากถือไว้ก่อน เป่าให้ด้วย”

ฉันรับเครปมาถือไว้ แล้วก็เป่าลมใส่มันปู้ดๆ ตอนนี้อยากมีสองปากแล้วละ เอาไว้เป่าของกินให้หายร้อน ส่วนอีกปากจะได้ถามทุกอย่างที่ตัวเองสงสัย แต่ตอนนี้ฉันทำได้แค่เป่า สลับกับถาม

“ปู้ดดดดด…แล้วที่ทำครัวซองต์มาให้ตอนเช้าก็คือ ทำมาจากที่บ้านยังงั้นเหรอ”

“อ่าฮะ”

“ว้าว ความลับของนายนี่เอง เริดอ่า…ปู้ดดดดด”

เขามองเครปในมือก่อนจ้องหน้าฉัน

“กินได้แล้วมั้ง” เขาดึงเครปไป  ร่นส่วนเนื้อขนมออกจากกรวยกระดาษแล้วก็เอามาจ่อตรงปากฉัน

“อุ่นกำลังดี…กัดสิ…อ้ำ”

เขาสั่งด้วยดวงตาขึงขังจนไม่อาจคิดว่าเป็นความอ่อนโยน ถ้าแบบนี้ก็รับได้ อุ่นใจกว่าตายิบหยี ฉันอ้าปากกว้างงาบเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติพริกเผาอวลอยู่ในปากคละกับกลิ่นแป้งและคาวของไข่ สำหรับฉันนี่มันยอดแย่ บอกไม่ถูก

“อะฮ่าๆๆๆ ไม่ชอบละสิ คายออกมา” เขาบอกแล้วแบมือรอของคายออกจากปากฉัน

“อึ๊…กลืนหมดแหล่ว” ว่าแต่เขาจะทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ ให้ฉันคายของออกใส่มืออะไรแบบนั้น ต้องทำแบบนั้นไปทำไมกัน

ขากลับเราเดินเร็วกว่าขาไป เขาเล่าเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ฟังแบบย่อๆ ว่ารู้จักร้านแถวนี้แทบทั้งหมด เห็นข้อดีข้อเสียหลายๆ อย่างก็เลยนำไปปรับปรุงร้านเรา เขาสรุปให้ฟังว่าถึงแม้คนจะชอบเข้าร้านกาแฟหรือเบเกอรีที่มีชื่อเสียง หรือร้านใหญ่ๆ แต่ถ้าร้านเล็กๆ สร้างบุคลิกที่ชัดเจนให้ตัวเองได้ ร้านนั้นก็น่าจะอยู่รอดได้

“แบรนด์ไอเดนทิตี้” ฉันโพล่งออกมาอัตโนมัติ คือไม่ได้ตั้งใจพูดอวดรู้อะไรแบบนั้นหรอกนะ

“ใช่ อะไรแบบนั้นแหละ ถ้าพูดแบบบ้านๆ ก็คือมีลายมือตัวเองชัดเจน เดี๋ยวนี้ร้านเล็กๆ ที่มีเอกลักษณ์ กลับกลายเป็นร้านแข็งแรงขึ้น บางเจ้าก็ถึงกับขายแฟรนไชส์ ขยายตัวเอง”

“เฮ้ย…นายเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ คือ…ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นน่ะ…หมายถึงว่า…นี่มันสิ่งที่ฉันเรียนอยู่ แล้วนาย…นายก็เรียนเหมือนกันเหรอ เรียนที่ไหนกัน ขอโทษนะ…ฉันดูอยากรู้เกินไปหรือเปล่า” ฉันเก็บอาการตื่นเต้นไว้แทบไม่ไหว ให้ตายเหอะ ช่วงหลังๆ ฉันคุยแต่ภาษาติสต์จนมึนตึ้บ พอเจอะพวกเดียวกัน มันเลยรู้สึกเหมือนก้าวออกจากท็อปบูตหุ้มข้อที่ดูเหมือนเซอร์ๆ เป็นผ้าใบเน่าๆ คู่เดิมที่ใส่สบายกว่า

“เรียนออนไลน์เอาก็ได้มั้ง เรื่องพวกนี้หาเรียนง่ายมาก แต่ความยากมันอยู่ตรงที่เราเอาไปใช้เป็นหรือเปล่า” เขาตอบ

“ว้าว…ขอคำนับท่านพี่ทรีไทม์ ต่อด้วยเบญจางคประดิษฐ์อีกหนึ่งเซต”

“ขำไป จะเคารพกันก็จริงใจกว่านี้หน่อยสิ”

“อ๊ะซอรี่…แล้วนายไม่อยากได้ปริญญา อะไรแบบนั้นเหรอ”

“หึ…เฉยๆ เอาไปทำไร ลองอบคุกกี้ยังไม่ได้เลย”

“ก็จริงของนาย….คิดแบบนี้มันก็ดีนะ ไม่ต้องเสียเงิน เสียเวลาเรียน”

“มันก็ดีคนละอย่าง เพราะว่าตอนหาเรียนเองจะเหนื่อยกว่า แล้วก็บางที่ก็รับไม่ได้ที่เราไม่มีเครดิต”

“ก็ทำเองดิ สร้างเครดิตด้วยความสามารถของตัวเอง แบบ…แบบคาซามิเซนเซนั่นไง เก่ง ชัดเจน คนยอมรับ”

“ปีหน้าว่าจะลงแข่งบาริสต้า…”

“เฮ้ย…เอา เชียร์เลย นายทำได้แน่ๆ เราเชื่อ นายน่ะเก่งจะตายไป เก่งทุกอย่าง มือของนายมันสุดยอดมากๆ เราว่ามือของนายทำอะไรก็ได้ ต่อไปนายจะเป็นแชมป์บาริสต้า จะดังมากๆๆ แล้วทำอะไรคนก็สนใจ นายไปเปิดโรงเรียนเบเกอรีของที่บ้านอีกยังได้เลย”

เราเดินมาหยุดยืนตรงหน้าประตูสีน้ำเงินพอดี เขามองหน้าสบตาฉันเขม็ง แล้วบอกว่า

“เราเป็นพวกอยู่กับความจริง เราฝันไม่เก่งเหมือนเธอ แต่ก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะ…” เขาพูดแล้วจบด้วยรอยยิ้มตายิบหยี

 

ช่วงนี้ลุงแจ๊คมาหาแม่ที่ร้านบ่อยขึ้น ฉันว่ามันเลยช่วงทำคะแนนไปไกลแล้ว ระยะนี้น่าจะเป็นช่วงสร้างความมั่นใจและแสดงความเป็นเจ้าของมากกว่า ถึงแม่จะไม่ค่อยเล่าเรื่องความสัมพันธ์นี้ แต่ฉันก็มีสายสืบที่คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตา และคอยส่งข่าวให้รู้อยู่เสมอ

คุณแอน แห่งชมรมคานิ ผู้ที่ไม่เคยเชียร์ให้แม่ชอบใครจริงจัง แต่พอเห็นถึงความเพียรของลุงแจ๊คนางก็เลยใจอ่อน กลายเป็นเข้าข้างร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเสียอย่างนั้น คุณแอนขอโทษฉันที่ไม่เชียร์พ่อให้กับแม่ เพราะดูทรงแล้ว คู่นี้ไปต่อกันไม่ได้ชัวร์ๆ แต่ที่สั่งสัญญาณถึงกันได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันเอง พวกเขาต้องคอยดูแลประคบประหงมฉันด้วยกัน นี่ทำให้นึกถึงคำพูดของนายมังงะ ที่บอกว่า ‘ชีวิตเขาเป็นของเรานานแล้ว ถึงเวลาปล่อยให้เขาไปมีชีวิตที่ต้องการดีกว่า’

“แล้วร้านนี้จะยังไงต่อคุณแอน แม่เคยพูดให้ฟังหรือเปล่า” ฉันยังคงอยากรู้ เพราะพ่อเคยบอกว่า ถ้าแม่แต่งงานใหม่เมื่อไหร่ ก็จะเลิกเช่าที่ทั้งหมด เพราะพ่อคงทำใจไม่ได้ที่เห็นผู้หญิงสองคนของตัวเองเปลี่ยนคนดูแลใหม่

“หูย…น้องมินคิดไปไกลจัง แม่ยังไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย ตอนนี้แม่อินเลิฟ แบบปั๊ปปี้เลิฟสุดๆ ก็แหม รู้จักกันตอนประถม มัธยมแอบปิ๊ง มหา’ลัยเป็นแฟน แต่จบมาแม่เราดันหักหลังไปแต่งกับพ่อ รายนั้นก็อึดสุดๆ ถ้าเจอแบบนี้ เป็นคุณแอนก็คงไม่ปล่อยให้หลุดมือไปได้หรอก จริงมั้ย”

ฉันเข้าใจความรู้สึกแบบนี้นะ เพราะฉันตอนนี้ก็ไม่ต่างจากแม่ การที่ฉันคบเป็นแฟนกับพี่รหัส มันคือความอิ่มใจ ความสุข มันเหมือนสิ่งที่ขาดหายไปกลับเข้ามาเติมเต็มให้ชีวิต อาจจะเป็นเพราะฉันเข้าถึงอารมณ์แบบนี้ดี เลยไม่คิดจะขัดขวางแม่กับลุงแจ๊ค เพียงแต่ห่วงว่าพ่อจะเข้าใจผิด เรื่องนี้พ่อจะรู้สึกน้อยใจหรือเปล่าที่ตัวเองกำลังจะถูกเขี่ยกระเด็นไปจากวงโคจรของพวกเรา

“บอกพ่อดีมั้ยคุณแอน ให้พ่อรู้ตัวก่อน”

“อ๊ะ อ๊ะ ไม่ควรบอก เรื่องแบบนี้ให้เขาคุยกันเองสองคนดีกว่า แล้วอีกอย่าง แทบไม่จำเป็นต้องบอกด้วยซ้ำ ในเมื่อสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว”

เป็นสิ! คนนึงเป็นพ่อ คนนึงเป็นแม่ ถึงความเป็นสามีภรรยามันจบไปแล้วแสนนาน แต่สถานะพ่อแม่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้

 

“น้องมินจะไปมหา’ลัย ติดรถลุงแจ๊คไปมั้ยคะ”

ลุงแจ๊คถาม หลังจากมาคุมการติดตั้งเคาน์เตอร์ใหม่ด้วยตัวเองจนเสร็จ อันที่จริงลุงแจ๊คระดมช่างไม้มาติดตั้งแต่เมื่อคืน แต่ช่วงสายตู้แช่ใหม่มาลง ลุงก็ยังอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามาคุมงานให้จบด้วยตัวเอง อยากเช็กให้แน่ใจว่า ดีไซน์กับตู้มันเข้าด้วยกันได้ดี แม้จะเช็กจากโปรแกรมออกแบบแล้วตั้งหลายหน แต่ก็เชื่อในสายตาตัวเองมากกว่า แต่เอาจริงๆ นะ ฉันว่านี้เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของมากกว่า ดูจากสีหน้าอันเบิกบานของแม่ กับแววตาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่เหมือนสมัยตามจีบต้อยๆ พอยิ่งเห็นฉันลาแม่ไปเรียน ปุ่มความเป็นพ่อไปส่งลูกคงงอกขึ้นมาเฉียบพลัน

“ไปค่ะ ไม่ลำบากใช่มั้ยคะ หรือว่าต้องไปทางเดียวกันอยู่แล้ว” ฉันเองก็อยากใช้บริการจากว่าที่พ่อใหม่ดูบ้าง ประสาคนรักสบาย

“คนละทางเลย แต่ลุงตั้งใจไปส่ง” แม่เชียร์แฟนตัวเองออกนอกหน้า

“งั้นดีเลยค่ะ แหมมินรู้สึกตัวเองเป็นคนสำคัญขึ้นมาเลย…ลุงแจ๊คขับรถซิ่งมั้ยคะ ถ้าซิ่งรออีกครึ่งชั่วโมงก็ได้ แต่ถ้าไม่ ก็ไปตอนนี้เลยค่ะ”

“ไปเลยก็ได้ครับ ไปเร็วด้วยซิ่งด้วย ไปถึงก่อนนานๆ เผื่อแวะทานอะไรก่อนเข้าเรียน ดีมั้ยครับ”

บราโว่ๆ ต้องแบบนี้ซิ มาถูกทางแล้วละลุง มีหรือณมินจะปฏิเสธได้ลงคอ

“ก่อนถึงมหา’ลัย มีส้มตำเจ้านึง ไก่ย่างเขาดังมาก ลุงแจ๊คทานส้มตำมั้ยคะ”

“อ๋อ…ได้หมด ไปสิ งั้นเรารีบไปดีกว่า ลุงจะพาซิ่งเอง”

ลุงแจ๊คบอก ก่อนจะก้าวไปคว้ามือแม่ไว้ เหมือนคู่รักจะร่ำลาไปต่างบ้านต่างเมือง “ขากลับ ให้ซื้อมาฝากด้วยมั้ยจูน”

แม่ยักไหล่นิดๆ คงหมายถึงแล้วแต่นายเลย ส่วนฉันคิดว่า แม่คงอายแย่แล้ว ที่มีแฟนเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อ ต่อหน้าลูกตัวเอง หุหุ อย่าอายไปเลยเดี๋ยวแม่ก็ชินไปเองแหละ

ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน ฉันทำเป็นนั่งเล่นมือถือ ลุงแจ๊คเปิดเพลงโดยต่อจากแอปในมือถือ เขาถามว่าฉันชอบเพลงแนวไหน กดเลือกฟังเองได้เลย ฉันเลยบอกว่า ฟังตามเพลย์ลิสต์ของลุงนั่นแหละ ซึ่งโดยมากเป็น OST. (original sound track) ฉันไม่ใช่พวกนักฟังสายสายข้อมูลจ๋าเหมือนบางคนที่รู้จักตั้งแต่ โปรดิวเซอร์จนถึงคนเขียนเนื้อ บางเพลงมันมาพร้อมกับหนัง ถ้าหนังติดกระแสเพลงก็ดังไปด้วย ลุงแจ๊คน่าจะเป็นแนวข้อมูลจัดเพลย์ลิสต์ OST ของเขาเรียงตามเรื่อง ไม่ใช่แค่เพลงดัง

“หนูเพิ่งดูหนังเรื่องนี้มาก เพลงนี้เพราะมาก เพิ่งรู้ว่าลุงก็ชอบ แบบนี้เรียกแนวอะไรเหรอคะ”

“เอ…ลุงไม่สันทัดหรอก แต่ฟังเพราะชอบเพลง หนังก็ไม่เคยดู เป็นยังไงล่ะ มู้ดโทนมันเหมือนในเพลงหรือเปล่า”

“ก็หนังรักของคนป่วยอะค่ะ” เรื่องนี้ฉันเพิ่งไปดูกับพี่พพายในโรงหนัง

“แล้วยังไงสมหวังมั้ย” ลุงถาม

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนังไม่ได้สรุปให้เลย ได้แต่คาๆ ไว้ว่า เขาทำสิ่งสุดท้ายให้นางเอก แล้วก็เดินจากไป”

“จบแบบปลายเปิดหรือเปล่า”

“ไม่แน่ใจค่ะ แต่หนูวิเคราะห์เองว่า พระเอกตาย เพราะในเรื่องมันบอกอยู่แล้วว่ายารักษาไม่ได้ผล แต่แฟนหนูดันบอกว่า นางเอกหายแล้วกลับไปรอพระเอก อยู่เคียงข้างกันจนพระเอกหาย พวกผู้ชายชอบคิดอะไรเพ้อๆ อย่างนี้เหรอคะลุง”

ลุงแจ๊คเงียบไป ไม่ได้ตอบที่ฉันพ่นคำถามไปเมื่อกี้ แต่ดันถามฉันว่า

“เมื่อกี้บอกว่าไปดูหนังกับแฟน….มีแฟนแล้วเหรอ…แม่รู้หรือเปล่า”

ตายละ เผลอหลุดปากไปตอนไหน

“แม่ไม่รู้ค่ะ เพราะหนูก็ไม่ได้กะจะคบกันนานอยู่แล้ว”

“เขาเป็นใครอยู่ที่ไหน เอ่อ…สะดวกจะพูดถึงเขาให้ลุงฟังมั้ยคะ”

บางคนกำลังจะทำหน้าที่พ่อ…ฉันว่านี่เริ่มจะเยอะไปแล้ว

“ไม่ค่อยสะดวกค่ะ หนูว่าเรื่องนี้มันไม่สำคัญเท่าไหร่ อีกอย่างนึงเราตกลงกันไว้ว่า เราจะคบกันไม่นาน เพราะเขาเองก็ต้องกลับไปเรียนต่อ”

“ทำไมล่ะคะ เขาเรียนอยู่ต่างประเทศเหรอ” ลุงแจ๊คถาม

“ไม่ใช่ค่ะ เขาอยู่แถวนี้แหละ เขามาทำงานพิเศษ เอ่อ…เป็นผู้ช่วยสาธิตงานศิลปะน่ะค่ะ หมดโปรเจกต์เขาก็ต้องกลับ”

“หนูเลยบอกกับผู้ชายว่า ขอคบกับเขาแค่ช่วงที่เขาอยู่ที่นี่?”

“ใช่ค่ะ ทำไมลุงแจ๊คถึงดูสนใจเรื่องนี้จังเลยคะ หนูบอกแล้วไม่มีอะไรจริงๆ แต่หนูก็ไม่อยากให้แม่รู้ ลุงไม่ต้องเล่าให้แม่ฟังนะคะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนั้นลุงจะไม่เข้าไปยุ่งระหว่างความสัมพันธ์แม่กับลูกอยู่แล้ว แต่ที่ลุงสนใจ เพราะเรื่องนี้ มันเหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

“เอ๊ะ!”

“ฮ่าๆๆๆ ลุงละเชื่อคำพังเพยนี้จริงๆ ดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่”

“ทำไมคะลุง ลุงจะบอกว่าแม่ก็เคยทำแบบนี้เหรอคะ คนคนนั้นเป็นใครเนี่ย น่าสงสารจัง”

“ลุงเป็นคนนั้นเอง” เขาตอบแล้วหันหน้ามายิ้มให้แวบนึง “คนที่แม่ขอคบเป็นแฟน จนกว่าจะจบมหาวิทยาลัย แม่เขาว่า ไม่อยากเป็นโสดเพราะรำคาญคนเข้ามาจีบ แม่อยากเรียนให้จบ ก็เลยขอคบลุงเป็นแฟน จะได้เป็นไม้กันหมาพวกผู้ชาย”

ผ่าง…จุดไต้เตาตอจริง โธ่ลุงแจ๊ค อย่าบอกนะว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ แม่ยังหลอกใช้ลุงเป็นไม้กันหมาอยู่อีก

“แยกหน้าเลี้ยวซ้ายแล้วตรงไปในซอยเลยค่ะ” เราใกล้ถึงร้านส้มตำ ฉันอยากรีบคุยให้จบ เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนฉ่ามากๆ สำหรับฉัน แต่ลุงไม่ปล่อยให้ถาม กลับตอบฉันกลับมาสองสามประโยค ที่ทำให้ฉันต้องมองภาพลักษณ์ของลุงคนนี้ใหม่ รวมทั้ง…เขาของฉันด้วย

“น้องมินอาจจะคิดว่า ลุงเป็นผู้ชายประสาอะไรไปยอมรับเป็นแฟนกับผู้หญิงง่ายๆ แต่ขอบอกจากใจจริงเลยว่า ไม่มีผู้ชายคนไหนเขาจะยอมทำแบบนั้นหรอก ถ้าเขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นมากมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว…ใช่ ลุงพูดแบบไม่อายเลยว่า ลุงรักแม่หนู รักคนเดียว รักตลอดมา และจะรักตลอดไป ลุงคิดว่าหัวใจลุงมีแค่ดวงเดียว แล้วมันเป็นของแม่หนูคนเดียวเท่านั้น”

เขาหันมาส่งยิ้มให้ฉันด้วยความภูมิใจ

เอาเป็นว่าลุงแจ๊คสอบผ่าน เพราะเขากับฉันเป็นคนประเภทเดียวกัน เขาไม่จำเป็นต้องทำคะแนนอะไรกับฉันอีกแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องเขากับแม่ ที่ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ ของเขาเองไปให้ได้

หลังจากฟาดมือหนักเป็นค่าปิดปาก ลุงแจ๊คก็พามาส่งถึงตึกคณะ ก่อนลงจากรถ ฉันไหว้ขอบคุณที่เขาพามาส่งและเลี้ยงของอร่อยจนอิ่มแปล้ ฉันคิดว่า เขาควรได้รางวัลจากฉันนะ ฉันก็เลยบอกเขาว่า

“ลุงเคยเกินแครมบรูว์เลที่ร้านมินหรือยังคะ”

“เอ๊ะ…แครมบรูว์เล ยังไม่เคยลองเลย ทำไมหรือคะ น้องมินอยากให้ลองเหรอ ได้ๆ เดี๋ยวกลับไปลุงจะไปขอชิมนะคะ”

“ได้ค่ะ…ลองชิมดูแล้วบอกมินที ว่าลุงคิดยังไงกับมัน แล้วลุงก็เอาถ้วยเซรามิกถ้วยนั้นกลับไปด้วยนะคะ เป็นอภินันทนาการจากร้านค่ะ…แล้วค่อยคุยกันนะคะ ขอให้ลุงโชคดีเรื่องแม่ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ ลุงแจ๊ค สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีจ้า ตั้งใจเรียน อย่าแอบหลับนะคะ”

“ฮ่าๆๆๆ ค่ะ ชัวร์ หลับชัวร์ ไปนะคะ สู้ๆ ค่ะลุงแจ๊ค”

ฉันมองดูรถเคลื่อนผ่านไปจนลับตา รู้สึกทึ่งในตัวลุงแจ๊คบุคคลใจเดียวแห่งยุคเก้าศูนย์

 

หกโมงครึ่ง ฟ้าครึ่งหนึ่งมืดลง ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งกำลังงงตัวเองว่า ควรจะอยู่ฟากกลางวันหรือกลางคืน วันนี้ไม่มีมาร์เบิ้ลเค้กส้มให้เห็น มีเพียงใบหน้าของเขาที่จับจ้องอยู่กับขอบสูงของก้อนดิน ตรงข้ามกับเขาคือผู้ชมราวสี่ห้าคน ที่สนใจการปั้นดินน้อยกว่าตัวผู้ปั้น

ในห้องสาธิตแน่นขนัดไปด้วยผลงานที่ปั้นไว้ในแต่ละวัน พี่พพายบอกว่า หลังจากนี้จะยกกลับเชียงราย เอาไปเข้าเตาเผาที่อาศรมศิลป์ แล้วตั้งไว้ที่โน่นถ้าใครสนใจจะซื้อก็ยินดีขาย แต่ราคาไม่สูงเพราะเทียบชั้นไม่ได้เลยกับปรมาจารย์อย่างคาซามิเซนเซ  ฉันเคยถามว่า ปั้นแล้วทำไมไม่ทุบเอาดินไปใช้ปั้นใหม่ล่ะ เขากลับตอบว่า ถ้าชิ้นนั้นปั้นขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแล้วก็ทำใจทุบไม่ลง เพราะปั้นจากใจ ไม่ได้เสแสร้งแค่แสดง แม้จะเป็นเพียงสาธิตการปั้นก็ตาม

ฉันยืนมองจนจบการแสดง งานปั้นวันนี้ขึ้นเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบแล้ว ผู้ชมสาวๆ ในห้องรอจังหวะขอเซลฟีกับพ่อนักปั้นของฉัน จังหวะนั้นเองแม่สาวคนหนึ่งสะกิดให้ฉันช่วยกดชัตเตอร์ภาพหมู่ให้ พร้อมกับยื่นกล้องสีดำตัวเขื่อง ฉันเลยปฏิเสธไป

“พอดี…ถ่ายรูปไม่เป็นน่ะค่ะ กลัวออกมาไม่ดี”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ่ายไม่ยากเลย วางนิ้วตรงนี้กลั้นหายใจแล้วกดปุ่ม จนมีเสียงแชะก็พอ นี่ค่ะตั้งเฟรมไว้ให้แล้ว…แค่นี้เองนะคะ รบกวนหน่อย อุตส่าห์มาตั้งไกล เพราะอยากถ่ายรูปกับพี่เขาน่ะค่ะ”

“อ๋อ…งั้นก็ได้ค่ะ ยังไงนะคะ ตรงนี้นะ”

“ใช่ค่ะๆ เฟรมนี้นะคะ ให้อยู่ตรงกลาง” ฉันมองภาพจากจอกล้องที่ยื่นออกมา พวกสายอาร์ตนี่ยังไง ต้องพกกล้องใหญ่ขนาดนี้ติดตัวไปมาด้วยตลอด ไม่หนักกันหรือไงนะ

“ไม่ต้องนับนะคะ กดรัวๆ ได้เลยค่ะ พร้อมแล้วก็กดได้เลยนะคะ” ว่าพลางนางปรี่กลับไปรวมกลุ่มเข้าประจำช่องที่เพื่อนเว้นไว้ให้

ฉันกดให้รัวๆ ตามสั่ง กดไปเป็นสิบเลยเห็นจะได้ ไข่แดงในเฟรมจ้องกล้องเขม็ง เหมือนฉันโดนเหล่อยู่ยังไงก็ไม่รู้

“เยอะแล้วนะคะ พอแล้วมั้งคะ”

“เครค่า ขอบคุณมากค่า” ร่างเพรียวลมสี่นางแยกวง จากเรียงหน้ากระดานคราวนี้ พากันรุมถามโน่นถามนี่นักปั้น ไม่มีใครคิดจะมารับกล้องคืนจากฉันเลย มันน่านัก ยอมรับว่าหงุดหงิดมาก แต่พอคิดว่าพวกนี้เป็นลูกค้ามาดูงานศิลป์ แล้วร้านมิลลิเมตรของเราก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย พอคิดแบบนี้ใบหน้าสวยๆ ของพวกนั้นก็กลายเป็นธนบัตร นี่มันเป็นภาพหลอนแบบไหนกันแน่ ฉันต้องสะบัดหัวแรงๆ ไล่ภาพหลอนทิ้งไปก่อน แล้วไปยืนพิงกำแพงกระจก รอให้ธนบัตรพวกนี้เสร็จธุระติ่งค่อยส่งกล้องคืน แต่ก็ยังอยู่ในระยะที่มองเห็นกันอยู่ ไม่งั้นจะหาว่าฉันตบของนางไปก็ได้

ครู่ต่อมาเจ้าของกล้องก็เดินมารับของคืน พร้อมกับขอบคุณขนานใหญ่ ฉันเลยบอกว่าไม่เป็นไร ช่วยอุดหนุนขนมกับน้ำก็พอ แล้วถ้าอยากได้ของที่ระลึกเป็นผลงานของพี่นักปั้น ก็ให้ซื้อแครมบรูว์เล เพราะเป็นฝีมือของพี่เขาเอง แถมเรายังให้ถ้วยนั้นกลับไป

“งั้นต้องไปอุดหนุนเยอะๆ แล้วค่ะ ร้านไปทางไหนคะ”

“ลงบันไดไปร้านอยู่ทางขวา ประตูสีน้ำเงินค่ะ”

“จะไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

เสร็จฉันแหละนักการตลาดตัวจริง มีคนบอกว่า ในความหงุดหงิดมันมีโอกาสอยู่เสมอ คนนั้นคือฉันเอง สาวๆ พากันเดินลงบันไดหายวับไป นึกในใจว่า รายต่อไปที่น่าจะถูกเซลฟีก็คือนายมังงะ

“หายไปไหนเลย งอนเหรอ” พี่พพายถาม

“งอนอะไรพี่…”

“ก็วันก่อน มินอยากคุยเรื่องพ่อกับแม่ แล้วจู่ๆ ก็เดินหนีไปเลย ไลน์ไปก็ไม่อ่าน อาการหนักเลยนะ”

ถ้าคิดว่างอนนานขนาดนี้แล้วไม่รู้จักง้อนี่ มันเรียกว่าบกพร่องได้มั้ยนะ แต่เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เพียงแต่มันยุ่งมาก ทั้งเรื่องร้าน เรื่องเรียน แล้วก็แม่ด้วย

“มินยุ่งจริงๆ พี่ไม่ต้องห่วง มินงอนไม่เป็นหรอก เพราะมีอะไรมินจะพูดตรงๆ ไม่เคยเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการงอนหรอก สบายใจได้”

“ดีจังเลย แฟนแบบนี้คุยง่ายดี”

“แล้วแบบไหนถึงคุยยากคะพี่”

“ออ…พี่หมายถึงทั่วๆ ไป น่ะ…นี่มีเรื่องจะสารภาพ…พี่โคตรคิดถึงมินเลย”

“เหมือนกัน” ฉันตอบห้วนๆ ตามหน้าที่

“วันนี้อาหารยังไม่ตกถึงท้องใช่มั้ย ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี”

“ทายผิดแล้วพี่ ตอนนี้มินอย่างอิ่ม…แต่จะว่ามาดูว่าพี่โอเคหรือเปล่า วันนี้เหนื่อยมั้ย แล้วคนมาดูเยอะหรือเปล่า มินน่ะยุ่งทุกวันเลย เลยไม่ค่อยได้ขึ้นมาหา แล้วที่ไม่ได้เปิดไลน์อ่าน ก็เพราะไม่มีอะไรจะคุยอะค่ะ”

“อืม…ไม่เป็นไรหรอก แล้วหายยุ่งหรือยังล่ะวันนี้”

“ยังค่ะ พี่ยังมีโชว์ต่อหรือเปล่าคะ หรือว่าพอแค่นี้”

“เห็นข้างล่างบอกมาว่า จะมีกลุ่มที่ลงทะเบียนไว้ขอดูปั้นด้วย แต่ยังมาไม่ถึงมั้ง พี่เลยว่าจะรอเป็นกลุ่มสุดท้าย มินจะอยู่รอดูด้วยกันมั้ย”

“รอดูทำไมพี่ มินดูจนเบื่อแล้ว”

“อืม”

“แต่มินรอเป็นเพื่อนพี่ได้นะ จนกว่าคนดูของพี่จะมา”

“ออ…เอาสิ แต่จะไม่เบื่อใช่มั้ย”

เบื่อมั้ยเหรอ มันไม่น่าจะเป็นเรื่องเบื่ออะไรนั่นหรอก เพียงแต่ว่า ตั้งแต่นิดหนึ่งบอกเรื่องที่ทุกคนรู้ว่าพี่พพายมีแฟนใหม่อยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกไม่ดี ใช้คำว่าไม่ดีไปก่อนนะ อันที่จริงมันแย่กว่านั้นอีกแต่ฉันนึกคำไม่ออก

“พี่นั่นแหละเบื่อหรือเปล่า ไปนั่งรอข้างล่างมั้ยละ ถ้าคนดูมาเราก็ค่อยกลับมาพร้อมกัน ไปมั้ย”

เขาส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า รออยู่บนนี้ทำสมาธิดีกว่า งั้นพี่ไปเตรียมดินก่อนนะ”

ไม่ใช่ฉันหรอกที่ดูห่างเหิน น่าจะเป็นเขามากกว่า…

 

“มิน ผู้หญิงคนนั้นมาอีกแล้วนะ”  นายมังงะพรวดพราดมาบอกขณะที่ฉันเดินลงบันไดมาจากชั้นดาดฟ้า

“จริงอะ…เมื่อไหร่”

“ตอนนี้เลย นั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้าร้าน แต่คราวนี้ไม่ได้ถามหามินนะ แค่มาสั่งกาแฟ แต่เราคิดว่าเป็นคนเดียวกัน อยากไปดูให้รู้มั้ยว่าเป็นใคร”

ไม่แปลกใจหรอกถ้าจะเป็นพี่ชมพู ฉันเดาว่าสองคนนั้น เอิ่ม…พี่รหัสของฉันกับแฟน (ตัวจริง) คงไปคุยอะไรกันมาเกี่ยวกับสถานการณ์ของฉัน แล้วฝ่ายหญิงเลยรับหน้ามาเคลียร์เอง อยากให้ฉันเลิกยุ่งกับแฟนเขา ก็ดี…สะสางไปเสียทีก็ดีเหมือนกัน บางทีฉันอาจจะตั้งเวลานานไป…ตั้งสามเดือน แต่จะพูดยังไงให้พี่รหัสของฉันไม่ดูแย่ ก็คงต้องบอกเหตุผลเงื่อนไขที่เกิดจากตัวฉันเอง พูดแบบฉันเอง พูดตรงๆ ที่ไม่ได้เป็นการขอความเห็นใจ แต่พูดจากใจในสิ่งที่เราคิดมาทั้งหมด แล้วก็รับปากว่าทุกอย่างจะจบแค่นี้

“เฮ้…” เขาดีดนิ้วเรียก เสียงดังเปาะ “มึนอะไรอยู่ หรือกลัวมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

“อ๋อ…เปล่าๆ กำลังคิดว่าตอนเผชิญหน้ากันควรพูดยังไงให้อีกฝ่ายไม่เสียใจ”

“ยังไม่ทันรู้ว่าคนนั้นเป็นใครก็คิดว่าจะพูดกับเขายังไงแล้วเหรอหืม…คนคิดเยอะ ถ้ากลัวก็ไม่ต้องไปเจอหรอก หลบเข้าบ้านไป เดี๋ยวเราจัดการให้เอง”

“นายรู้เหรอว่าต้องจัดการยังไง”

“รู้สิ”

“คงทำบ่อยละสิ” วูบนึงฉันรู้สึกว่าพฤติกรรมของฉันเหมือนแอบเป็นกิ๊กกับแฟนชาวบ้าน คำพูดนิดหนึ่งลอยอยู่ในบับเบิ้ลความคิด จำเป็นคำๆ ไม่ได้แล้วว่านิดหนึ่งด่าว่าอะไรบ้าง แต่คิดว่าตอนนี้ภาพลักษณ์ตัวเองคงคล้ายกับนายมหาสมุทร

“แล้วที่บอกว่าจะจัดการ…นายจะจัดการยังไง สมมติว่ามีคนมาทวงแฟนเขาคืนจากนายอะไรแบบเนี่ย นายจะบอกคนคนนั้นว่ายังไง”

“อ่า…เรื่องแบบนี้เอง”

ฉันรอฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ สีหน้าเขาไม่ค่อยพอใจ ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง

“แล้วแต่คนกลาง” เขาตอบน้ำเสียงแผ่วเบามาก

“ห๊า”

“อืม…เรื่องแบบนี้ใครจะตัดสินใจได้นอกจากคนกลาง เขาต้องเลือก ไม่ใช่ปล่อยให้สองฝ่ายเผชิญหน้ากัน”

พวกมีความรักมาแล้วเยอะๆ เขาคิดกันแบบนี้นี่เอง ความคิดมือใหม่อย่างฉันดูตื้นเขินไปเลย

“มิน” เขาเรียก “งั้นก็อย่าไปเลย ไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้หรอก ปล่อยมันไป”

น้ำเสียงกับสีหน้าของเขาตอนที่บอกว่าไม่ให้ฉันยุ่งกับเรื่องแบบนี้ มันฟังดูเหมือนขอร้อง แกมบังคับ

“ทำไมล่ะ ทำไมให้ปล่อยมันไป”

“ก็เพราะ…ถ้าเป็นเรา เราก็จะปล่อยมันไปเหมือนกัน”



Don`t copy text!