เครมบูเล หวานอมขมรัก บทที่ 9 : รักแรก แรกรัก

เครมบูเล หวานอมขมรัก บทที่ 9 : รักแรก แรกรัก

โดย : คุนนภา

เครมบูเล หวานอมขมรัก นวนิยายโดย คุนนภา หนึ่งในผู้เข้าประกวดจากโครงการช่องวันอ่านเอาครั้งที่ 2 เมื่อรสชาติความรักประหนึ่งรสชาติเครมบูเลที่ทั้งขมและหวาน เหมือนความรักที่มีอุปสรรคดั่งไฟที่เผาไหม้ หากทนร้อนได้ก็จะได้รสชาติความรักที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น แต่ณมินจะทนได้ไหม เมื่อเธอคือหน้าใหม่ในวงการความรักที่มีสองหนุ่มมาให้เลือก

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เราสามคนได้กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า ฉันอดกินคานิ เพราะแม่บอกว่าอยากกินแนวอิตาเลี่ยนมากกว่า พอฉันเสนอพิซซ่า แม่เลยเขกหัวไปหนึ่งโป๊ก แต่สุดท้าย ก็สั่งพิซซ่าอยู่ดี เพราะแม่อยากกินพาร์ม่าแฮม  ฉันเลยสั่งสปาเก็ตตี้ซีฟู้ดมาสู้กับพิซซ่าบางกรอบหนักชีสของแม่ ที่สุดก็แลกจานกันไปกันมาเพราะต่างก็อยากกินของกันและกัน  สุดท้ายก็แม่จบด้วยเจลาโต้ ส่วนฉันสั่งบานอฟฟี่ของโปรดมาล้างปาก  พ่อนั้นได้แต่มองผู้หญิงสองคนแข่งกันกินหมุบหมับ พลางจิบเอสเปรสโซ่ รอคอยอย่างใจเย็น

“พ่อไม่ยอมแตะอาหารเลย ไม่ชอบอาหารอิตาเลี่ยน แต่อุตส่าห์พามากินถึงนี่ พ่อน่ารักที่สุด” ฉันประจบ

“ไม่เป็นไรลูก อันที่จริงพ่อยังอิ่มอยู่เลย ปกติไม่เคยกินมื้อบ่ายแบบนี้ แต่ว่าสองคนกินจุเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”

กินไม่จุหรอก แต่ติดงกซะมากกว่า โดยเฉพาะแม่ หากว่ามื้อไหนมีคนจ่ายให้ มื้อนั้นแม่ต้องกินให้ถึงกระเพาะที่สอง แถมยังมีกระซิบว่าจะสั่งกลับบ้านด้วยดีมั้ย เพราะชีสกับซาลามี่ที่นี่อร่อยดีเท่าหน้าตา

“สรุปว่างานศิลปะเป็นเซรามิกญี่ปุ่นนะครับคุณจูน”  พ่อเปิดเรื่อง กว่าจะได้คุยเรื่องงาน พวกเราก็อิ่มจนเรอแล้วเรออีก

“ค่ะ แล้วอยากได้อาหารเป็นแนวไหนคะ ญี่ปุ่นดั้งเดิม หรือฟิวชั่น”  แม่ตอบกลับเป็นงานเป็นการเช่นกัน

“ครับ…คิดว่าน่าจะเป็นแนวฟิวชั่น เพราะคาซามิเซนเซ…เอ่อ ศิลปินเจ้าของงานนะครับ… ท่านเป็นคนไทย แต่ไปเกิดใหม่ที่ญี่ปุ่น ก็ควรจะจัดธีมผสมผสานน่าจะเข้ากับท่านมากกว่า ดีมั้ยครับ”

พ่อก็นะ ทางการเกิ้น… ผมยังงี้ นะครับยังงี้ ฟังแปล่งๆ พิกล

“แล้วพ่อจะจัดข้างในให้เป็นญี่ปุ่นด้วยป่าว… แล้วมีใครช่วยพ่อยัง ให้หนูช่วยมั้ย”

ฉันทำตัวขวางโลก ใช้ภาษาแบบรองเท้าแตะ อยากให้สองคนนี้ถอดคัทชูออก แล้วหันมาคุยกันแบบสบายๆ หรือไม่ก็ถอดรองเท้าออกไปเลย คุยกันเท้าเปลือยๆ

“เอ…เห็นว่าจะแสดงแบบเรียบง่ายที่สุด คงมีแค่แท่นวาง กับการจัดแสง อันนี้ยังไม่ได้คุยกันลึกเท่าไหร่ แต่ว่าความต้องการที่แจ้งมาคือขอห้องโล่งๆ ก็พอ”

“ว้า…น่าเสียดาย”

“เสียดายทำไมล่ะ เดี๋ยวนี้ที่ร้านมิลลิเมตรมีบริการจัดสถานที่ด้วยและเหรอลูก”

“เปล่าค่ะ มินแค่อยากรู้เฉยๆ แม่ล่ะ แม่มีไรจะถามพ่ออีกหรือเปล่า”  ฉันกระทุ้งแขนแม่ รบเร้าให้แม่จ้อบ้าง อย่าเอาแต่ตักไอติมทำเป็นสาวเขินหนุ่ม “ไหนบอกว่ามีอะไรอยากจะคุยด้วยไง”

“จัดวันไหนคะ”

“คงจัดยาวประมาณ 3 เดือนครับ แต่รอบไฮไลท์จะมีวันเปิดกับวันปิด ทิ้งไว้ยาวๆ เพราะจะมีสาธิตการปั้นเซรามิกแบบญี่ปุ่นด้วย”

เลิศที่สุด เท่ากับว่า เราจะได้จัดงานสองครั้ง และขายของระหว่างทางอีกสามเดือน บ๊ะ มีแนวโน้มว่าจะดี ผลงานชิ้นโบว์แดงของฉันเลยนะเนี่ย… ฉันเหล่แม่ แล้วก็เชิดหน้าพูดกับทั้งสองคน

“มันลงตัวสุดๆ เลยคะพ่อ งานนี้นอกจากแม่จะได้ทำจัดเลี้ยง พ่อก็ยังจัดงานศิลปะได้อีกด้วย ร้านเราก็จะกลับมาคึกคักๆๆๆ ดีจังเลยนะคะ”

“ความคิดลูกทั้งนั้นเลยนะคราวนี้…” พ่อชมฉันๆๆ ต่อหน้าแม่ด้วย หุหุ

“หน้าบานใหญ่แล้วนั่นน่ะ หุบหน่อย”  แม่ขบฟันพูด จะชมสักคำก็ไม่มี

“แต่ว่า…มีปัญหาอย่างนึง อยากฝากให้ช่วยคิดหน่อยจะทำยังไงดี” จู่ๆ พ่อก็เปลี่ยนอารมณ์

“ปัญหาอะไรคะ” แม่ถาม

“คือเซเซนอยากให้มีพื้นที่สาธิต ผมเลยอยากปรับพื้นที่ดาดฟ้าอยากทำเป็นห้องถาวร ทีนี้ ทางคุณจะติดอะไรหรือเปล่า”

พ่อเช่าห้องชั้นหนึ่งกับดาดฟ้าไว้แสดงงาน ส่วนดาดฟ้านั้นเปิดโล่งรับลม กับมีศาลานั่งชิวแบบหลังคาคลุมอย่างเดียวอยู่แล้ว หากทำเป็นห้องขึ้นมาบนนั้น บรรยากาศจะเป็นยังไงนะ

“ห้องแบบไหนกัน ยุ่งยากถึงขั้นต้องขออนุญาตอาคารหรือเปล่า” แม่ถาม

“คงไม่ขนาดนั้น แค่ให้ศิลปินมีพื้นที่สาธิตงาน คิดว่าอาจจะใช้ศาลาเดิมแต่กั้นกระจกใสเป็นห้อง แค่นั้นเองครับ”

“อ๋อ… ถ้าแค่นั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตามสบายเถอะค่ะ” แม่ตอบอย่างเป็นงานเป็นการอีกแล้ว ทำยังไงให้สองคนนี้คุยกันแบบพ่อแม่ปกติได้นะ…คิดสิณมิน

“พ่อ…แม่”

ดวงตาดำขลับสองคู่จ้องเป๋งมาที่ฉัน รอฟังว่าฉันเรียกทำไม

“พ่อ…แม่”  ฉันพูดซ้ำอีกที  คนแรกที่อึดอัดที่สุดคือพ่อ

“ว่าไงลูก มีอะไร”

“นั่นสิ…เป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะ”

“เปล่าค่ะ หนูแค่อยากเรียกแบบนี้พร้อมกัน… พ่อ…แม่”

…….

.แครมบรูว์เล แปลตามอักษรในภาษาฝรั่งเศสว่าครีมที่ถูกเผาไหม้ ความรู้สึกที่กินน้ำตาลไหม้แบบคาราเมลกรุบกรอบตัดกับรสหวานละมุนของเนื้อขนมครีมก็ไม่ใช่คัสตาร์ดก็ไม่เชิง ได้รสขมอมหวาน เหมือนความรักที่มีปัญหาและอุปสรรคดั่งไฟที่เผาไหม้ หากทนร้อนได้เราจะได้รสชาติความรักที่กลมกล่อมยิ่งขึ้น

ฉันเปิดหนังสือภาษาไทยเล่มเก่ากึ๊กจากรุ่นพี่อ่านวนซ้ำไปซ้ำมา ตัวหนังสือบางส่วนเริ่มละลายซึมเข้าเนื้อกระดาษ มองดูคล้ายเงา และมีแนวโน้มว่ามันจะค่อยๆ เยิ้มหายกลายเป็นปื้นสีน้ำเงินแทนที่ตัวหนังสือในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า   พ่อบอกว่าเพราะอย่างนี้เลยชอบเขียนกวีด้วยดินสอดำ เพราะผงคาร์บอนของดินสอนั้นมีอายุยาวนานกว่าเคมีในปากกา แล้วพ่อก็ยังชอบพกสมุดและดินสอกดติดตัวไปด้วยเสมอ  เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอารมณ์เขียนคำขึ้นมาตอนไหน แต่เมื่อนั้นก็ควรจะมีอุปกรณ์อยู่ใกล้มือ ไม่งั้นอารมณ์อาจจะพลัดหลงทางไปได้… ฉันเลยบอกว่า พิมพ์ใน note มือถือสิพ่อ ค่าเท่ากัน

ครั้งแรกที่ได้อ่านข้อความแครมบรูว์เล่ ฉันนึกถึงคู่ของพ่อกับแม่…

อยากให้ทั้งพ่อและแม่อ่านตรงนี้สักสิบรอบ จะได้เข้าใจว่าปัญหาชีวิตคู่ที่ทั้งสองคนกำลังเผชิญ มันก็แค่ไฟที่กำลังไหม้น้ำตาล หากอดทนรอคอย รอให้ไฟนั้นผ่านไป รอจนเย็นลง เหมือนน้ำตาลที่เริ่มเย็นลงแล้วจับตัวกันใหม่กลายเป็นคาราเมล ฉันว่าถึงเวลานั้น ทั้งคู่ก็จะรู้ว่า ปัญหาที่เผชิญมันมีรสชาติหวานกลมกล่อมแค่ไหน  ส่วนที่ขมนิดๆ นั่นด้วย มันช่วยทำให้เราไม่หลอกตัวเองว่าความรักมีแต่ด้านหวานไม่เคยมีอุปสรรค

ถ้ารู้ว่าแครมบรูว์เล่เกิดขึ้นมายังไง รู้ว่ามันต้องผ่านไฟ ต้องเจ็บปวด แต่มันก็คือส่วนหนึ่งของความอร่อย ทั้งคู่คงไม่ล้มกระดานชีวิตคู่ของตัวเองแบบนี้

99 เปอร์เซ็นต์ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ มักไม่ฟังคำทัดทานเรื่องชีวิตคู่จากลูก ไม่จริงหรอก! ฉันมั่วเอา ที่จริงแล้วมันควรจะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนั่นแหละ

พวกเราที่เป็นลูก ถูกนิยามตัวตนว่าเป็นโซ่ทองคล้องใจ ซึ่งฉันว่ามันเป็นคำเปรียบที่ไม่เข้าท่าเลยสักนิด  เคยเห็นช้างถูกล่ามโซ่ในสวนสัตว์มั้ย ฉันนึกถึงตัวเองเป็นโซ่ที่ขาช้างทุกทีที่พ่อพาไปที่นั่น ฉันคิดว่าถ้าคนสองคนจะรักแล้วเชื่อมความสัมพันธ์ต่อกันจนเกิดทายาท เขาไม่จำเป็นจะต้องใช้ทายาทนั้นในความหมายว่าโซ่  ไม่มันยุติธรรมกับโซ่เลยสักนิด ที่เราเกิดมาเพียงเพื่อจะล่ามใครเอาไว้

แต่ช่วงเวลาที่ถูกไฟเผาไหม้สำหรับฉัน มันผ่านไปเนิ่นนานแล้วละ ฉันเคยนอนร้องไห้ ไม่เข้าใจที่พ่อแม่ต่างคนต่างอยู่ เคยต้องไปนอนบ้านคุณย่าที่เอาแต่นินทาเรื่องแม่ เคยไปนอนบ้านตาที่เอาแต่สวดส่งพ่อให้ยับ เคยแม้แต่จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีผู้ชายเข้ามาในชีวิตแม่กี่คน และเด็กสาวรุ่นเดียวกับฉันที่เดินเกาะแขนพ่อในที่สาธารณะอย่างไม่แคร์สายตาใคร   มันก็เป็นแค่โมเม้นท์ที่รุ่มร้อนที่สุด เจ็บปวดที่สุด แต่ในเวลาไม่นาน มันก็จะหาย  เดี๋ยวช่วงเวลาอร่อยกลมกล่อมก็จะคืนกลับมาพร้อมด้วยโบนัสความสุขจากรสชาติที่หอมหวลขึ้นด้วยซ้ำ….. แค่เข้าใจธรรมชาติและกระบวนการของมันก็พอ ฉันคิดอย่างนี้ คิดแบบเดียวกับพี่รหัสของฉัน …พี่พพาย  พะไม่มี ร.เรือสระอะ

 

เช้าวันอังคารเราก็ได้รับโจทย์เรื่องอาหารเลี้ยงต้อนรับงานเปิดตัวการแสดงผลงานเซรามิกของคาซามิเซนเซ  ทีมจัดการที่มาสั่งการแบ่งเป็นสองฝั่งคือฝั่งพ่อที่มาพร้อมคนออกแบบจัดแสดงซึ่งเป็นคนของเซนเซ กับฝั่งระดมทุนที่ดูเหมือนแม่งานชื่อว่าคุณแต้ว

คุณแต้วอะไรเนี่ย ท่าทางนางเอาเรื่องทีเดียว พอบอกว่า จะใช้ทีมจัดเลี้ยงจากร้านมิลลิเมตรที่อยู่ข้างๆ แกลอรี่นางก็เบะปากมองบนไปทีนึงแล้ว อันที่จริงนางไม่พอใจตั้งแต่สถานที่แล้วล่ะ  ไม่ชอบใจที่มันเป็นเพียงแค่ตึกแถวธรรมดา  ในความตั้งใจนั้น นางอยากได้ที่ริมแม่น้ำ มีความเป็นออเรียลทอล หรือไม่ก็ญี่ปุ่นจ๋าไปเลย การมาเห็นสถานที่ในลักษณะเกินความคาดหวังไปมาก ทำให้นางดูเหวี่ยงและหงุดหงิดจนเห็นได้ชัด

“ที่จอดรถล่ะคะ แต้วไม่เห็นว่าแถวนี้จะมีคาร์ปาร์คเลย ส่วนมากลูกค้ามาดูงาน ก็ระดับ VIP ผู้บริหารทั้งนั้นเลย   อย่างนี้ก็ลำบากแย่เลย”

คนถามเปิดฉากด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ เสียงดังสะท้อนกลับไปมาในห้องที่มีเพียงผนัง

“ปกติเราให้จอดที่ปั้มน้ำมัน กับที่จอดในโรงเรียนใกล้ๆ ร้านนี่ละค่ะ”

เสียงแม่ฉันตอบก็ดังอยู่ ได้ยินชัดแม้จะฉันกับพ่ออยู่ไกลถึงหน้าประตู  ภาพจากไกลๆ ที่ฉันเห็นคือ ผู้หญิงร่างเพรียวดูฉลาดเฉลียวสองนางในชุดเครื่องแบบร้านมิลลิเมตร กำลังเผชิญหน้ากับหญิงเจ้าเนื้อท่าทางจุกจิกในชุดกางเกงทรงบอลลูนกับเสื้อผ้าไหมที่ดูไม่เข้ากัน ไม่นับรวมผมทรงสั้นไถข้างนั่นด้วย ดูยังไงก็ไม่เข้ากับบุคคลิคภายนอกเลยสักนิด ฉันเรียกว่า ดูยังไงก็ขัดตาแก้แล้วกัน

“คิดไว้แล้วเชียวว่าต้องให้จอดในโรงเรียน แต่มันออกจะไกลไปหน่อยมั้ยคะคุณ”

“จูนค่ะ ชื่อจูนค่ะ”  แม่ฉันทำท่าไม่ยอม

“ค่ะ ทราบแล้วว่าชื่อคุณจูน อดีตภรรยาของคุณภูมิน เราถึงได้ยอมให้มาจัดที่นี่ไงค่ะ”

“อ่อ…ขอบคุณมากนะคะที่กรุณา..”

ยิ่งฝ่ายโน้นต่อความ ก็ยิ่งเข้าทางคุณนายจูนที่เฉาปากมานาน ฉันว่าคุณแต้วเนี่ย กลับไปศพไม่สวยแน่ แนวโน้มชัดเจนออกอย่างนี้

“เรื่องที่จอดรถ…ยังไงก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะไกลมาก อาจจะต้องมีรถรับส่งจากที่นั่นมาที่นี่ด้วย”

“อ๋อ….เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลค่ะเตรียมไว้ให้อยู่แล้วเพราะทุกทีที่เคยจัดงานเราก็จะนึกถึงความสะดวกเรื่องที่จอดรถของลูกค้าก่อนเสมอ  แต่เห็นคุณบอกว่าลูกค้าเป็นระดับผู้บริหาร เอ๊ะอย่างนี้ท่านก็ควรจะมีคนขับรถส่วนตัวมาส่งกระมังคะ  อย่างมากก็ขับแค่เตรียมทางขึ้นทางลงหน้าร้านไว้ให้เรียบร้อย….น่าจะเป็นอย่างนี้มังค่ะ”

ดีที่พ่อเตือนไว้แล้วเรื่องท่าทีของคุณแต้ว  แม่กับคุณแอนเลยตั้งการ์ดรอแบบไม่ต้องตกใจมาก นางเป็นใครมาจากไหน ถึงได้มาเจ้ากี้เจ้าการขนาดนี้ ปกติศิลปินที่มาจัดแสดงงานกับพ่อ ไม่มีใครเคยจับผิดสถานที่ขนาดนี้มาก่อน  เพราะเราอยู่ใจกลางเมือง การเดินทางสะดวกทุกเส้นทาง แล้วอีกอย่างงานนี้เน้นให้นักเรียนนักศึกษาเข้าชม ไม่เห็นรู้มาก่อนว่ามีวีไอพีไฮโซโบว์ใหญ่แบบนี้ด้วย

“เซนเซจัดให้มีประมูลงาน ชิ้นที่เอามาโชว์ แล้วให้มอบเงินเข้ามูลนิธิทางภาคเหนือ คุณแต้วเลยต้องเข้ามาดูเรื่องจัดประมูล  ก็ดีนะ เพราะพวกเราก็ไม่มีใครรู้เรื่องพวกนี้สักคน เอ่อ หมายถึงฝั่งพ่อด้วย ติ้สเป็น อย่างเดียวกันทุกคนเลย”

พ่อยืนอธิบายให้ฟังตอนที่พวกเราเดินขึ้นดาดฟ้า พร้อมคนออกแบบจัดแสดง แต่คุณแต้วนั้นยืนกรานว่าไม่ขอปีนบันไดลิงแบบนี้ แล้วก็ไม่ควรพิเรนทร์จัดประมูลบนนั้นด้วย ควรจัดแสดง และประมูลให้เสร็จทีเดียวในห้องข้างล่างนั้น

“ขนาดคุณแต้วยังเป็นแบบนี้ แล้วเซนเซจะขนาดไหนกันนะพ่อ”

“เซนเซนะเหรอ…ฮึ คนละเรื่องเลย เดี๋ยวเจอตัวจริงก็จะรู้”

“แล้วพ่อจะมาทำห้องกระจกเมื่อไหร่คะ”

“เร็วๆ นี้แหละลูก”

“คุณมินครับ…”

“ค่ะ / ครับ”  เราสองคนพ่อลูกหันไปรับเสียงเรียกพร้อมกัน จนคนเรียกงง

“เอ่อ…คุณภูมินน่ะครับ”

“อ๋อครับ คุณช่างว่ายังไงครับ”

“ผมสเก็ตซ์พื้นที่คร่าวๆ ไว้แบบนี้นะครับ ทำตามที่เซนเซสั่งมาว่าอยากให้เป็นแนวเรียลโชว์ ผมเลยว่าจะขอลงสวนบนนี้นิดหน่อยได้มั้ยครับ มันน่าจะเหมาะกับชิ้นงานด้วย”

“ได้สิครับ ไม่มีปัญหา ทำได้เลย เพียงแต่ว่า คุณจะขนของลำบากกันหรือเปล่า”

คุณช่างมองไปที่บันไดลิง ที่สร้างเกาะผนังอาคารด้วยเหล็กเส้น มองเผินๆ คล้ายบันไดหนีไฟมากกว่า แต่พ่อทำให้เนื้อเหล็กหนาเกือบเท่าขั้นบันไดจริง เพียงแต่ว่า ไม่ได้กว้างมากเป็นแบบเดินสวนกันได้แบบเบียดๆ

“ไม่เป็นไรครับ คงไม่เน้นไม้ใหญ่ เดี๋ยวหาวิธีขนขึ้นมาเองครับ”

ว้าว จะจัดสวนบนนี้เลยเหรอ ดีเหมือนกัน บางทีถ้าจบงานของพ่อ ฉันอาจทำที่นั่งร้านเพิ่มเป็นคาเฟ่ลอยฟ้า ไม่เลวเลยที่เดียว แล้วก็ไวเท่าความคิดฉันเลยเสนอว่า

“เสร็จงานแล้วไม่ต้องรื้อออกได้มั้ยค่ะ”

“ครับ อะไรนะครับ”

“สวนน่ะค่ะ มินขอไว้บนนี้เลย แบบทำแล้วทำเลยน่ะค่ะ ได้มั้ยคะ”

“ครับ คุณภูมินจะขอไว้ใช่มั้ยครับ”

“ไม่ใช่ค่ะ ณมินเป็นคนขอค่ะ…. ได้มั้ยคะคุณภูมิน” ฉันส่งกระพริบตาข้างเดียวให้พ่อ ส่วนพ่อก็กระพริบตาส่งกลับมา

“อ๋อ… ชื่อเหมือนกันนี่เอง ผมเลยงง ได้ครับ เก็บไว้ได้ครับ พอดีเลยผมจะได้ไม่ต้องขนลงด้วยครับ”

“แล้ว…. จะมีต้นซากุระด้วยหรือเปล่าคะ”

ต้องมีอยู่แล้วสิ งานญี่ปุ่นๆ จะขาดซากุระได้ไง ฉันคิดของฉันเอง

“…คงเป็นแนวไผ่กับหลิวมากกว่าครับ ซากุระน่าจะหายาก ผมให้ดูเรฟเฟอร์เร้นท์นี่แล้วกันครับเผื่อคุณณมินจะนึกภาพออก”

คุณช่างเปิดภาพให้ดูจากไอแพด ฉันเห็นแบบคร่าวๆ ที่เขาวาดไว้ แล้วก็หน้าตาสวนที่เป็นญี่ปุ่นจ้า มีส่วนหนึ่งเป็นพื้นทรายประดับหิน เขาบอกว่าเอาไว้จะวาดรูปบนพื้นทรายแบบเซนให้ชมไม่ซ้ำรูปในแต่ละวันด้วย

“ประมาณสวนเซนลอยฟ้าน่ะครับ” คุณช่างสรุป

“อ๋อ…พอจะนึกออกแล้วค่ะ ตื่นเต้นอยากเห็นของจริงจังเลยค่ะ”

“พ่อว่าทางนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้วนะ เราลงไปดูข้างล่างกันดีกว่า พ่อเป็นห่วงคุณแต้วจัง”

“นั่นสิพ่อ งั้นเรารีบไปกันดีกว่าเนอะ”

พ่อพยักหน้า ส่วนฉันแอบป้องปากขำคิกๆ

“คุณช่างจะทำงานต่อบนนี้ก็ได้นะครับ ถ่ายรูปไปเยอะๆ เลย ช่วงสักห้าโมง ก่อนพระอาทิตย์ตก ตรงนี้แดดสวยเลยครับ อยากให้เซนเซเห็นภาพด้วยเดี๋ยวจะหาว่าผมขี้โม้”

“ครับผม งั้นผมอยู่บนนี้เลยนะครับ ข้างล่างไม่มีอะไรผมได้ขนาดห้องมาแล้ว จะรอจนฟ้าสวยแล้วจะถ่ายรูปไปฝากเซนเซครับ”

“ครับผม ตามสบายครับ” พ่อบอกแล้วต้อนหลังให้ฉันเดินไปข้างล่างด้วยกัน

“อะไรเหรอพ่อ เมื่อกี้นี้ ต้องถ่ายรูปฟ้าด้วยเหรอพ่อ”

“อ๋อ…ใช่ ก็พ่อไปขายวิวดาดฟ้าไว้ พ่อยืมคำพูดของคุณ’รงค์ วงศ์สวรรค์ ที่บรรยายฉากในเมืองไว้ว่าเป็น ‘ป่าคอนกรีต’ เซนเซเขาเกิดชอบใจคำนี้ขึ้นมา เพราะปกติเคยแสดงแต่ป่าธรรมชาติ ท่านอยากรู้ว่า งานเซรามิกสไตล์ญี่ปุ่น ท่ามกลางป่าคอนกรีต คงจะเป็นความขัดแย้งที่ลงตัวดี เพราะคำนี้เลยน้า พ่อถึงโน้มน้าวให้มาจัดที่นี่ได้”

“สุดยอดพ่อจริงๆ คารมชนะเลิศตลอด”

“เดินดีๆ เหอะเรา อย่าเอาแต่ยอพ่อ”

ตอนนั้นที่เราเดินลงบันไดลงมา ฉันเห็นเมฆก้อนนึง พัดลอยจากเพื่อนฝูงของมัน มองไกลๆ เลยเมฆออกไป มีตึกเรียงรายสูงๆ ต่ำ ลดหลั่นกันไป ฉากในเมืองที่เป็นป่าคอนกรีต ก็คือตึกพวกนี้น่ะเหรอ ถ้างั้นตอนนี้เรากำลังปีนลงจากต้นไม้กันอยู่ใช่มั้ย

“เรากำลังอยู่บนต้นไม้ใช่มั้ยพ่อ เพราะพ่อเรียกว่านี่เป็นป่าคอนกรีต”

“อะไรอย่างนั้นแหละลูก แบบนี้คือการเปรียบเปรย เป็นสำนวนที่ใช้แทนภาพและความรู้สึกเก่งนี่ เริ่มจะเก็ทแล้วใช่มั้ย”

ฉันยิ้มอยู่ในใจ ก็คำไม่ยากนี่นา พูดเสียเห็นภาพเสียขนาดนั้น

 

ค่ำนั้นหลังจากทีมงานจัดแสดงศิลปะของเซนเซยกทีมกลับแล้ว ฝ่ายจัดเลี้ยงก็เตรียมประชุมกันอย่างคร่ำเคร่ง แม่กับคุณแอนนั้น ดูอารมณ์ค้างมาจากคุณแต้วหลายดอกเชียว เหมือนว่าจะขับรถไปตระเวนดูที่จอดรถด้วยกันสองสามรอบ จะอะไรกันนักหนาไม่รู้กับที่จอดรถเนี่ย แม่ฉันบ่น จากนั้นก็มาปรึกษากันต่อเรื่องธีมหลักของอาหาร และการจัดตกแต่งซุ้มอาหาร

“ฟิวชั่น ไทยญี่ปุ่น”

“อืมใช่แอน…ฟิวชั่นไทยญี่ปุ่น นี่ทำให้นึกถึงสนามกีฬาไทยญี่ปุ่นดินแดนเลยนะ”

“นั่นสิ…เอาจริงๆ นะเวลาลูกค้าสั่งอาหารเป็นฟิวชั่น ฉันละเสียวทุกที คือมันไม่มีหรอกนะลูกครึ่งแล้วจะออกมาดีเนี่ย แต่ถ้าบิดมุมนิดๆ แซมเสริม ก็น่าจะได้รสชาติกว่า”

“มันก็พอไหวนะ แกนึกถึงยำปลาดิบสิแอน นั่นก็ทำออกมาได้ดีนินา อย่าเพิ่งเบื่อไปคิดมาก่อน”

“ฉันคิดได้ ทำได้ แต่ว่าคนกินจะไม่เบื่อกันเหรอ…ขอบิดมุมนิดนึงได้มั้ยอ่า อย่างเช่นระบุเลยว่าไทยภาคไหน”

“หนูซื้อๆ หนูชอบ ให้หนูเลือกภาคให้เอามั้ยคะ” ฉันยกมือสูงท่วมหัว

“เหรอ มินก็คิดเหมือนกันใช่มั้ย ว่าฟิวชั่นมันน่าเบื่อเนอะ มินเลือกภาคไหนละ ใต้มะ ซูชิสะตอไรงิเอามั้ย”

“มินว่านะ เซนเซเป็นคนเหนือ ทำไมเราไม่ทำเป็นฟิวชั่น ญี่ปุ่นขันโตกละคะ”

คุณแอนดันข้อศอกลุกขึ้นจากนอนพังพาบโต๊ะ แววตามุ้งมิ้งเป็นประกาย เหมือนกับจะเห็นด้วย

“เอาซื้อๆๆๆ แหล่มเลย ทำเป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์อาหารเหนือ คิดเร็วๆ นะมากิไส้อั่วต้องมาแล้วละ”

“เฮ้ยแอน เอางี้จริงอ่ะ ลูกชั้นมันอำแกเล่นไม่รู้หรือไง”

“เปล่าๆ มินไม่ได้อำ  แม่ไม่รู้หรอเทรนด์แบบนี้เขาเรียกคอมบาย เอาโน่นนี่มาผสมกัน หนูว่าน่าสนุกดี แล้วเราเสริฟอาหารในขันโตกด้วยดีมั้ยคุณแอน”

คุณแอนตบมือตัวเองดังฉาด แล้วแบให้ฉัน “ขอเบอร์บัญชีหน่อยณมิน”

“อะ…เอาไปทำไมคะ”

“ก็ขอซื้อไอเดียนี้  โอนเลย ขายมั้ย”

ฉันหัวเราะ ชอบคุณแอนตรงนี้เลยไว้มาก ส่วนแม่ยังนั่งกุมขมับ ตามความคิดไม่ทันละเซ่

“ว่าไงล่ะ คุณนายจูน จัดตามนี้นะ ญี่ปุ่นขันโตก ซื้อมั้ย”

“ไม่รู้สิ… ฉันว่ามันกลิ่นตุๆ อยู่นะ… มหาสมุทรล่ะว่าไง เห็นด้วยมั้ย”

ฉันหันขวับไปทางเคาน์เตอร์ คิดว่านายคนนี้กลับไปแล้วเสียอีก อะไรกันเวรตัวเองช่วงเช้า แรดอยู่ถึงป่านนี้ทำไมกัน  แล้วนั่งงุดๆ ตัวจมแทบมองไม่เห็นนั่นคืออะไร หลบหน้าใครอยู่หรือเปล่า คงรู้ตัวแล้วสินะว่าฉันไม่ชอบขี้หน้า เพราะตั้งแต่รู้ความนัยที่ยิ้มตายิบหยีให้ฉันก็ตีตัวออกห่าง ไม่เปิดโอกาสให้ได้ทำชีกออะไรแบบนั้นได้หรอก

“เอ๊า…อยู่ด้วยเหรอ ไหนมานี่หน่อย มาช่วยพี่คิดหน่อยสิ” คุณแอนร้องเรียกเขาด้วยอีกคน

“ครับ”

นายมังงะสุดหล่อ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาสมทบที่โต๊ะขาวด้วยกันอย่างว่าง่าย เลือกนั่งไม่ไกลจากคุณแอนมากนัก ส่วนรายนั้น พอได้ไอเดียที่ถูกใจก็ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น

“เดี๋ยวทวนให้ฟังอีกทีนะ คือลูกค้าจะจัดแบบ….”

“ครับ ทำเป็นขันโตกญี่ปุ่น ดีครับ ผมเห็นด้วย น่าสนุกดีครับ คนกินคงจะชอบ”

“เห็นมั้ยจูน ไอเดียลูกสาวเธอก็ใช้ได้อยู่ เธอต้องหัดชมลูกบ้างนะ มันเก่งขนาดนี้เนี่ยเพราะได้แม่มาเต็มๆ นะจ้ะ”

ใช่ แม่น่ะต้องหัดชมฉันบ้าง เพราะดูช้างให้ดูหางดูนางให้ดูแม่ ชมลูกก็ไม่ต่างจากชมแม่ รักคุณแอนจัง

“ชมไม่ได้หรอก เดี๋ยวเหลิง”  แม่กลืนน้ำลายก่อนจะพูด

“เปลี่ยนเป็นตังค์ก็ได้นะแม่  มินโอเค คริคริ”

“งั้นตามนี้นะ เดี๋ยวคุณแอนไปคิดต่อ แล้วก็หาขันโตกเกร๋ๆ เตรียมไว้เลย คือเราไม่ต้องขออนุญาตคุณแต้ว อะไรนั่นแล้วใช่มั้ย”

“ช่างเขาเหอะ ทำออกมาให้ดี ดูสิใครจะว่าเราได้” แม่สรุปเอง ไม่เห็นแม่เหวี่ยงใส่ใครมานานแล้ว เจ้าประจำอย่างฉันเลยสบายตัวไปหนึ่งวัน ไม่ต้องลำบากหู

“ฮ้าย เสร็จสักที…งั้นขอตัวกลับก่อนนะ”

“เดี๋ยวออกไปส่ง จอดรถไว้ที่ไหนคะคุณ”

“แอนค่ะ ชื่อแอน”

คุณแอนทำท่าล้อเลียนแม่ แล้วสองคนก็พากันขำก๊ากออกมา แม่นั้นดูเหนื่อยและอิดโรยมาก แต่เมื่อไหร่ได้เจอเพื่อนหรือผู้คนที่คุยกันถูกคอ ก็เหมือนจะมีพลังชีพพิเศษผุดขึ้นมาเป็นร่างอีโวลได้เสมอเลย

แล้วในขณะที่มองดูแม่อย่างมีความสุข สายตายิบหยีคู่นั้นที่ฉันหงุดหงิดก็ทำแบบนั้นใส่ฉันอีกจนได้

พอเหอะนายมังงะ รู้แล้วว่าหล่อ หลุดออกมาจากการ์ตูน แต่อย่ามาทำตาแบบนั้นใส่ฉันอีกเลย มันไม่ได้ผลหรอก จะบอกให้

 



Don`t copy text!