จากแดกู…สู่หัวใจ บทที่ 25 : เปเปโร่เดย์

จากแดกู…สู่หัวใจ บทที่ 25 : เปเปโร่เดย์

โดย : เนียรปาตี

จากแดกู…สู่หัวใจ ไพรัชนิยาย จาก เนียรปาตี ที่จะทำให้คุณหลงรัก ‘แดกู’ เมืองเล็กๆ ในประเทศเกาหลีที่มอบประสบการณ์อันแสนอบอุ่นให้กับ นัด เบียร์ พี่เม่น นักศึกษาไทยที่เดินทางมาเพื่อเรียนต่อ แต่เมื่อแดกูไม่ใช่โซลหรือปูซาน ที่นี่จะเป็นอย่างไร ร่วมซึมซับเรื่องราวของนิยายออนไลน์เรื่องนี้ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 25 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

เปิดเรียนวันแรกยังไม่มีการเรียนการสอนจริงจังเท่าไหร่ เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า การแนะนำตัวกับสมาชิกใหม่ไม่เป็นสิ่งจำเป็นอีกต่อไป เพราะพวกเรารู้จักกันหมดแล้ว แค่เปลี่ยนสมาชิกในห้องบางคนเท่านั้นเอง เม่น เบียร์ ริคาโด อารุชา ชาร์ลส์ และเรนโฮลด์ มาอยู่ที่ห้องเดียวกัน คงมีแต่คริสเตียนที่อยู่ห้องรั้งท้ายเพราะคะแนนต่ำ อีกกลุ่มหนึ่งที่มาร่วมเป็นสมาชิกในห้องคือแก๊งนกกระจาบ หรือที่พี่เม่นเรียกแสบ ๆ ว่าแก๊งพยาธิปากขอก็มาอยู่ร่วมด้วยครบทีม

แล้วแก๊งสาวน้อยเสียงสองก็เริ่มผูกมิตรกับเพื่อนใหม่ในห้องด้วยการแจกขนม ‘เปเปโร่’ ให้กับเพื่อนใหม่ในห้องเรียน ถึงริคาโด หนุ่มอิตาลีก็รับพลางหัวเราะชอบใจ ในขณะที่อารุชาทำตาขวางถามว่า

“แล้วของฉันล่ะ อยู่ไหน”

“นี่จ้ะ อารุชาออนนี่” แม่สาวนกแก้วคนหนึ่งทำเสียงสองยื่นให้อย่างที่คิดว่าทำแล้วน่ารัก แต่ก็ได้ผลเพราะอารุชาไม่วางท่าเป็นศัตรูมากกว่านั้น

คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรที่สุดคือเม่น จึงสะกิดถามเบียร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

“มันเรื่องอะไรกัน ต้องมาเที่ยวแจกป๊อกกี้กันทุกคน”

“ไม่ใช่ป๊อกกี้นะพี่เม่น หน้าตาเหมือน ๆ กัน แต่ที่นี่เรียก เปเปโร่” เบียร์อธิบาย

“แล้วยังไง?” เม่นยังคงไม่เข้าใจ น้ำเสียงประกาศชัดว่ามองเป็นเรื่องไร้สาระ

“ก็วันนี้วันที่ 11 เดือน 11 ไง เป็นวันเปเปโร่เดย์” เบียร์บอกได้คล่อง เพราะเห็นร้านค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อทุกแห่งตกแต่งร้านด้วยขนมเปเปโร่ ทำเป็นของวัญบ้าง จัดคู่กับตุ๊กตา หรือจัดเป็นช่อเหมือนดอกไม้บ้าง สงสัยว่ามันคืออะไร เพราะยังไม่ถึงช่วงคริสมาสต์หรือปีใหม่ นัดอธิบายให้พอเข้าใจ แล้วหล่อนก็เปิดเว็บไซต์หาข้อมูลเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อคืนวาน

“มันเหมือนเป็นวันวาเลนไทน์ของเกาหลีเลยนะพี่เม่น แล้วที่ต้องเป็นวันนี้ ก็เพราะพอเอาขนมแท่ง ๆ นี่มาเรียงกัน 5 แท่ง ก็จะได้วันที่ 11.11 ไงละ” เบียร์อธิบายให้เม่นนึกภาพออก เม่นก็เข้าใจมากขึ้น แต่จากสีหน้าก็ยังเห็นได้ชัดว่ายังไม่ศรัทธากับเรื่องนี้

ซอนเซงนิมหรือครูประจำชั้นเข้ามา ทักทายแล้วก็บอกว่าเจ้าหน้าที่จากออฟฟิศมีเรื่องสำคัญจะมาแจ้ง 2 เรื่อง ให้ตั้งใจฟังให้ดี และซักถามหากมีข้อสงสัย เม่นคิดในใจว่าอีกเดี๋ยวเถอะ พัคจุงมินคงโผล่เข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่ที่ดูแลนักเรียนทุนมี 2 คน คือพัคจุงมิน กับหวังรันน่า เม่นจึงเก็งไว้ว่าด้วยเรื่องส่วนตัวระหว่างเขากับอีกฝ่ายที่ยังค้างคากันอยู่ พัคจุงมินต้องอาสาเข้ามาแจ้งข่าวที่ห้องนี้แน่ ๆ

แล้วก็จริงดังคาด

“อันยองฮาเซโย สุขสันต์วันเปเปโร่เดย์นะครับทุกคน”

พัคจุงมินแสดงท่าทีว่ามิได้สนใจเม่นเป็นพิเศษได้อย่างน่าชื่นชม ราวกับว่าเขามีสวิตซ์เปิด-ปิดการแสดงออกในที่สาธารณะและที่ส่วนตัวได้ เรื่องแรกที่แจ้งคือ

“ผมมีเวลาให้สองวันเพื่อทุกคนตัดสินใจว่า ในเทอมหน้าจะยังคงอยู่ในหอพัก หรือจะหาที่พักเองนอกมหาวิทยาลัย”

เรื่องนี้มีผลต่อเงินทุนรายเดือน เพราะทุกวันนี้ เงินรายเดือนที่ได้รับจะถูกหักเป็นค่าหอพักก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะโอนเข้าบัญชีนักเรียน แต่หากว่านักเรียนเลือกที่จะหาที่พักเอง ก็จะได้เงินเดือนเต็มจำนวน แล้วบริหารจัดการค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง

อธิบายเรื่องนี้จบก็มีเสียงครึมครางขึ้นในห้อง พัคจุงมินส่งเอกสารสำหรับเช็คการตัดสินใจเรื่องหอพักแก่ริคาโดเป็นตัวแทนห้อง ส่งคืนที่ออฟฟิศในวันมะรืน

“ส่วนเรื่องที่สองนี้ สำคัญกว่าเรื่องแรก” พัคจุงมินเว้นระยะนิดหนึ่งเพื่อดึงความสนใจ “นั่นก็คือเรื่องการสอบโทปิค”

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมาจากกลุ่มแก๊งนกกระจิบเสียงสอง ทำนองว่าแย่แน่ ตายแล้ว จะทำยังไงดี มีแต่เสียง…ออต๊อกเค – ทำยังไงดี…กวนประสาทอยู่นั่น อันที่จริงเรื่องสอบนี้ก็พอรู้มากระเซ็นกระสายจากนักเรียนทุนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอื่น แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก จนกระทั่งได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการวันนี้เอง

การสอบ TOPIK หรือสอบวัดระดับภาษาเกาหลี นี้มีความสำคัญกับการเรียนต่อในประเทศเกาหลีมาก ข้อสอบแบ่งเป็น 3 ตอน คือการฟัง การอ่าน และการเขียน ประเมินผลคะแนนออกมาเป็น 6 ระดับ ระดับ 6 เป็นกลุ่มคะแนนสูงสุด มหาวิทยาลัยโดยทั่วไปจะกำหนดให้ต้องผ่านระดับ 4 แต่สำหรับนักเรียนทุนที่ไม่เคยเรียนภาษาเกาหลีมาก่อนเลยนี้ ต้องผ่านอย่างน้อยระดับ 3 ขึ้นไป จึงจะเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ได้

“เราเพิ่งเรียนกึบ 3 จะสอบผ่านได้หรือคะ” อารุชาถาม เพราะแม้หล่อนจะเป็นคนเรียนเก่ง ทำคะแนนได้เกือบเต็ม แต่หล่อนก็รู้ว่ามันเป็นไปได้ยากที่จะสอบผ่านได้ โดยเฉพาะข้อสอบเขียนเรียงความ ทุกวันนี้ยังเขียนได้แค่ประโยคง่าย ๆ จะเอาที่ไหนมาเขียนเรียงความเป็นหน้า ๆ ได้

“ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ” พัคจุงมินบอกให้สบายใจ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะสีหน้าทุกคนยังเหยเก “เมื่อถึงเวลาที่ต้องสอบจริง ๆ แล้ว ด้วยหหลักสูตรของเรา ผมเชื่อว่าทุกคนผ่านแน่นอนครับ แต่ครั้งนี้เป็นการทดลองสอบเพื่อให้รู้จักข้อสอบ และทำความคุ้นเคย”

พัคจุนมินบอกด้วยรอยยิ้ม ไม่พูดต่อว่าอย่ากังวลไปเลย ถึงอย่างไรก็ยังไม่ผ่านหรอก

“ถ้าอย่างนั้น เรายังไม่ต้องสอบก็ได้ใช่ไหมครับ” ริคาโดถาม

“ไม่ได้ครับ ต้องสอบ ทุกคนต้องสมัครสอบ เพราะต้นสังกัด…” พัคจุงมินหมายถึงองค์กรผู้ให้ทุน “ให้เราส่งหมายเลขการสมัครสอบของนักเรียนทุนทุกคน หากไม่สมัครสอบในครั้งนี้ ก็จะถูกตัดสิทธิ์สอบในครั้งต่อไป”

สรุปก็คือ การสอบวัดระดับภาษาเกาหลีนี้จะยังมีอีกหลายครั้ง แต่นักเรียนทุนจะถูกบังคับให้สมัครสอบสองครั้งคือครั้งนี้และครั้งสุดท้ายก่อนเปิดเทอมปกติของปีการศึกษาในเกาหลี ระหว่างนี้ หากใครอยากสมัครสอบเองก็ไม่มีใครว่า

“เย็นนี้ผมกับหวังรันน่าจะคอยอยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ เลิกเรียนแล้วขอให้ทุกคนไปลงทะเบียนสมัครสอบด้วยนะครับ”

พัคจุงมินเปิดโอกาสให้ซักถามสักครู่ เมื่อไม่มีใครสงสัยอะไรแล้วจึงขอตัวออกจากห้อง แต่ก่อนไปเขาบอกกับเม่นว่า

“มีพัสดุส่งมาถึงคุณเม่นที่ออฟฟิศ ว่างเมื่อไหร่ก็ลงไปรับนะครับ”

เม่นพยักหน้ารับทราบ แต่ในความคิดยังสับสน พัสดุที่เคยส่งมาถึงเขาจะส่งไปที่หอพัก ไม่เคยส่งมาที่ออฟฟิศ ใครส่งอะไรมา ซอนเซงนิมเห็นว่านักเรียนคงอยากใช้เวลาพูดคุยกันอีกสักพัก ทั้งเรื่องที่พักและสมัครสอบ จึงปล่อยให้อยู่กันตามอัธยาศัย เม่นจึงถือโอกาสนี้เดินตามพัคจุงมินไปที่ออฟฟิศ

“เที่ยวปูซานสนุกไหม” เขาถามเบา ๆ เมื่อเดินเคียงกันมา

“ก็ดี”

“คุณอ่านข้อความ แต่ไม่ตอบกลับผมเลย”เสียงเขาตัดพ้อ เม่นก็ยิ่งตัดรอน

“ผมไม่เห็นความจำเป็น”

“คุณคอยเดี๋ยว ผมหยิบพัสดุของคุณมาให้” พัคจุงมินเข้าไปในออฟฟิศครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมกล่องไปรษณีย์เกาหลีสีขาวแดงใบเล็ก ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกล่องของไปรษณีย์ไทยยื่นส่งให้

เม่นรับมาแล้วก็ยังงง ๆ ดูที่จ่าหน้ากล่องหรือประทับตราไปรษณีย์ก็ไม่พบ เขาจึงแกะดู ก็พบกล่องขนมเปเปโร่อยู่ในนั้น

“สุขสันต์วัน…” พัคจุงมินพูดยังไม่ทันจบ เม่นก็ตัดบท

“ขอบใจนะ”

จังหวะพอดีที่คูยุนเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อประชุมเรื่องการออกฟิลด์ทริป เม่นจึงยื่นเปเปโร่กล่องนั้นให้กับบัดดี้ของเขา ต่อหน้าพัคจุงมินนั่นละ

“สุขสันต์วันเปเปโร่นะ คูยุน มายบัดดี้”

ทั้งเรื่องสอบภาษาเกาหลีและหาที่อยู่ใหม่เป็นประเด็นคุยกันวุ่นวายในกลุ่มนักเรียนทุน แต่คงไม่มีใครกลุ้มใจหนักเท่ากลุ่มที่เรียนอยู่ชั้นสูง ๆ ระดับแอดวานซ์อย่างนัดและผองเพื่อน เพราะ

“ถ้าคะแนนสอบรอบนี้ออกมาว่าผ่าน พวกนัดก็ต้องไปเริ่มเรียนกันเลยในเทอมหน้า” นัดบอกด้วยสีหน้าจวนจะร้องไห้ อาหารกลางวันที่สั่งมากลืนไม่ค่อยจะลงคอ

“หมายความว่า เทอมหน้าจะมีคนหายไปส่วนหนึ่งเหรอ” เบียร์ถาม นัดก็พยักหน้าหงึกหงัก “แล้วพวกแกจะทำยังไงกัน”

“ส่วนใหญ่ก็อยากเรียนภาษาที่นี่ให้ครบปี ไม่อยากจากไปกลางทางอย่างนี้ พวกนัดก็เลยคิดกันว่า จะแกล้งสอบไม่ผ่าน”

“เฮ้ย! ได้เหรอวะ” เบียร์อุทานขึ้นมาอย่างตกใจ แต่ก็นึกสนุก

“ได้สิ ก็แค่ระบายคำตอบให้มันผิดช่องเท่านั้นเอง”

“แล้วถ้าเกิดว่า แกล้งทำข้อสอบแย่ ๆ แล้วยังดันผ่าน แกจะทำยังไงวะ” เบียร์เชื่อมโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกันมาอธิบาย “เราจะหาห้องอยู่ด้วยกัน ถ้าแกต้องไปเรียนก่อน ฉันก็อยู่คนเดียวสิ จะชวนพี่เม่นมาอยู่ด้วยก็ไม่ได้ ถึงฉันจะไม่คิดอะไรกับพี่เม่นก็เหอะ แต่ผู้ชายผู้หญิงอยู่ด้วยกันอ่ะ มันก็ไม่ดีปะ”

“ไม่รู้สิ ถึงตอนนั้นแล้วค่อยว่ากันได้ไหมอ่ะ” นัดทำเสียงเหมือนจะร้องไห้ออกมาจริง ๆ เพราะหล่อนยังไม่อยากจากแดกูไปตอนนี้ หล่อนยังสนุกกับชีวิตที่นี่และคิดว่าอะไร ๆ กำลังจะเข้าที่เข้าทาง

เย็นวันนั้นในห้องคอมพิวเตอร์ นักเรียนทุนที่เรียนภาษาระดับสูงจึงลงทะเบียนสมัครสอบอย่างซังกะตาย โธ่…ทำไมนะ วันเปเปโร่ที่ควรจะมีความสุขกลับต้องมาทำเรื่องอะไรแบบนี้ ส่วนนักเรียนกลุ่มพื้นฐานก็หน้านิ่วคิ้วขมวดกับหน้าจอสมัครสอบ เพราะทุกอย่างล้วนเป็นภาษาเกาหลี กว่าจะงมไปได้ทีละคำสองคำก็ใช้เวลา ซ้ำนักเรียนที่รู้เรื่องเมื่อทำของตัวเองเสร็จแล้วก็สะบัดตูดหนีไปเสียอีก พัคจุงมินและหวังรันน่าจึงต้องวิ่งวุ่นช่วยเหลือตามที่นักเรียนร้องขอ

นัดดันทำตัวเป็นเด็กดื้อในเย็นวันนี้ พอเม่นขอให้ช่วยสมัครสอบ หล่อนก็บอกอย่างตัดรอนว่า

“นัดมีนัดกับเพื่อนที่ห้อง จะไปฉลองเปเปโร่กันอ่ะคะ” บอกทั้งน้ำเสียงเซ็ง ๆ “พี่เม่นขอพี่เบียร์ช่วยก็แล้วกัน มันไม่ยากเท่าไหร่หรอก”

นัดเดินออกจากห้องไปแล้ว เม่นก็ได้ยินเสียงเบียร์ถอนหายใจพรืดอย่างโล่งอก

“เสร็จซะที ลงทะเบียนยากจริงแม่คุณเอ๊ย…พี่เม่นเสร็จยังคะ”

“ยังเลย อะไรอยู่ไหนก็ไม่รู้เนี่ย หนูช่วยพี่ดูหน่อยสิ”

“ซอรี่ค่ะพี่เม่น เบียร์ขอช่วยเฮดี้กับอายูนาก่อนนะ สองคนนี้อาการหนักกว่าพี่เม่นเยอะ” แล้วเบียร์ก็ผละไปช่วยเพื่อนสนิทของหล่อน แต่ไม่วายมีน้ำเอื้อเฟื้อ…หรือแกล้ง โดยการโบกมือเรียกพัคจุงมิน

“คุณพัคคะ ช่วยดูให้เม่นโอปป้าหน่อยค่ะ ยังสมัครไม่ได้เลย”

พัคจุงมินพยักหน้าแล้วเดินเข้ามาทันที ยันแขนลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์แล้วโน้มตัวลงมาใกล้เหมือนกันไว้กลาย ๆ มิให้เม่นหนีไปทางไหนได้

“คุณพัคคะ ช่วยดูให้ฉันด้วยคนสิ” เสียงเชเคอร์ออดอ้อนดังมา พัคจุงมินเห็นเพื่อนของเขาว่างอยู่ จึงบอกหวังรันน่าให้ช่วยเหลือเชเคอร์ ไม่นานก็เรียบร้อย เชเคอร์ผุดลุกขึ้นแล้วก็เดินชนโต๊ะที่เม่นนั่งอย่างจงใจ สะบัดหน้ามาเบะปากใส่แล้วเดินเชิดออกไปจากห้อง

 

นัดเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยคนเดียวหลังจากสมัครสอบโทปิคแล้วออกมากับเพื่อน ๆ แต่หล่อนไม่นึกอยากไปร้านที่เพื่อนตกลงใจจะไปในวันนี้ จึงปลีกตัวออกมา เดินคนเดียวสักห้านาทีท่ามกลางอากาศหนาวที่เย็นเยียบจนต้องห่อตัว ยามลมพัดมาเหมือนใบมีดเล่มเล็ก ๆ วิ่งผ่านผิวแก้มไปจนรู้สึกเจ็บ

จู่ ๆ ความเหงาก็เกิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

คงเป็นเพราะเรื่องสอบโทปิคและหาที่อยู่ใหม่นี้เอง นัดไม่รู้ตัวว่ากิจวัตรประจำวันที่ซ้ำ ๆ กันไปมา วนเวียนอยู่แค่หอพัก โรงอาหาร ร้านชำ และออฮักตัง จะกลายเป็นความผูกพันฝังลึกที่เพียงแค่คิดว่าจะต้องจากไปในเร็ววัน ก็ทำให้ใจหายลงไปมาก นี่แค่หล่อนเดินคนเดียวไม่ถึงสิบนาที ยังอ้างว้างว้าเหว่ขนาดนี้ ถ้าหล่อนต้องจากแดกูไปก่อนจริง ๆ หล่อนจะใช้ชีวิตในโซลคนเดียวได้อย่างไร

จริงอยู่ว่า อีกเดี๋ยวก็มีเพื่อนใหม่ แต่หล่อนยังไม่พร้อมจะจากไปในตอนนี้

นัดแทบสะดุ้งเมื่อถูกฉุดแขนโดยแรง ตัวของหล่อนปะทะเข้ากับอะไรสักอย่างที่อ่อนนุ่ม เสียงแตรดังแล้วค่อยจางหายไป

“เธอไม่เป็นไรนะ นารี”

“คูยุน เธอมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” นัดถามกลับ

“ฉันเห็นเธอเดินเหม่อ ๆ มาตั้งแต่หัวมุมตรงโน้น เรียกตั้งหลายหนเธอก็ไม่ได้ยิน ฉันก็เลยเดินตามมา ตะกี้หวุดหวิดเกือบถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวแล้วสิ”

นัดไม่พูดอะไร เพียงแต่หน้าตาของหล่อนเท่านั้นคล้ายจะเป็นคำพูดว่า…อ๋อ อย่างนั้นเหรอ

“ทำไมมาเดินอยู่คนเดียวล่ะ เม่นกับเบียร์ล่ะ ไม่มาด้วยกันเหรอ”

“สองคนนั้นกำลังสมัครสอบอยู่น่ะ ดูท่าจะวุ่นวายอีกพักหนึ่ง ฉันไม่อยากรอก็เลยออกมาก่อน”

คูยุนรู้สึกว่านารีในวันนี้ไม่เป็นคนเดิมที่เคยสดชื่นรื่นเริงแจ่มใส หล่อนคงมีอะไรในใจแน่ ๆ แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะซักไซ้เอาตรง ๆ เดินผ่านร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งที่หน้าร้านตกแต่งด้วยกระเช้าและของขวัญมากมายล้วนมีขนมเปเปโร่เป็นตัวเอก เขาจึงถามหญิงสาว

“วันนี้มีใครให้เปเปโร่นารีหรือยัง?”

“ยังเลย”

“แล้วนารีซื้อให้ใครหรือยังล่ะ”

“ก็ยังอีกเหมือนกัน ฉันไม่รู้จะซื้อให้ใคร” เหลือบมองหน้าคูยุนแล้วก็เลยบอกความลับว่า “อันที่จริงฉันก็อยากจะซื้อให้เพื่อน ๆ บ้างหรอก แต่ยังไม่สบโอกาส อยู่กับพี่เม่นตลอดเลย”

“เม่นเกี่ยวอะไรด้วย?” คูยุนถามเพราะไม่เข้าใจจริง ๆ

“ก็ถ้าพี่เม่นรู้ว่าซื้อไปทำไมก็จะแขวะเอานะสิ ว่าทำอะไรไร้สาระ” นารีลดเสียงลงให้เป็นเหมือนนินทา คูยุนก็หัวเราะออกมาอย่างถูกใจ

“นารีชอบรสอะไรล่ะ นม ช็อกโกแล็ต หรือสตรอว์เบอร์รี”

“คูยุนจะซื้อให้ฉันเหรอ” จ้องตาตรง ๆ แล้วก็ถามสำทับอีกครั้งหนึ่งว่า “รู้ใช่ไหม ว่าวันนี้เขาให้เปเปโร่กันทำไม”

“ก็เพราะรู้นะสิ ถึงอยากซื้อให้ แต่ไม่กล้าซื้อให้ก่อนเพราะกลัวผิดหวัง ก็เลยถามความสมัครใจก่อน”

“แบบนี้ก็มีด้วย” นารีว่า อากาศเย็น แต่หน้าหล่อนเริ่มร้อน

“ตกลงว่าถ้าซื้อให้ นารีจะรับไว้ใช่ไหม?”

“เอากระเช้านั้นนะ ที่มีหมีผูกโบสีเหลืองอ่ะ”

คูยุนยิ้มกว้าง รีบวิ่งเข้าไปในร้านสะดวกซื้อทันที หวิดจะพลาดกระเช้าเปเปโร่ที่มีตุ๊กตาหมีผูกโบสีเหลืองเสียแล้ว เพราะเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียว เมื่อเขายื่นทั้งกระเช้าส่งให้นารี หญิงสาวก็กล่าวขอบคุณ ยิ้มอาย ๆ ก่อนล้วงลงไปในกระเป๋ายื่นส่งให้ชายหนุ่ม

“อันที่จริงฉันแอบซื้อไว้อันนึงเมื่อวานนี้ พี่เม่นไม่รู้หรอก”

แล้วทั้งสองก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกันราวกับว่าจะช่วยกันปกปิดความลับเรื่องนี้ไม่ให้เม่นรู้เด็ดขาด

 

ร้านอาหารเล็ก ๆ ที่คูยุนพานัดไปนั่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยนั้นเอง แต่ด้วยความเล็กและไม่โอ่อ่าทำให้นัดไม่เคยสังเกตมาก่อนว่ามีร้านนี้ตั้งอยู่ ทว่าเมื่อเข้าไปแล้ว หล่อนก็รู้ในทันทีว่าคงเป็นร้านยอดฮิตของนักเรียนต่างชาติที่มาอยู่ที่นี่แน่ ๆ เพราะผนังโดยรอบมีตัวอักษรหลายภาษา ภาพถ่ายคู่กับคุณลุงคุณป้าเจ้าของร้าน และของกระจุกกระจิกจากทั่วโลกอีกสารพัด บนโต๊ะอาหาร มีธนบัตรหลายสัญชาติเรียงรายอยู่ใต้กระจกใสแผ่นใหญ่ที่วางทับ

“กิมจิรามยอนสองที่ครับ แล้วก็ซุนแด” คูยุนสั่งก่อนจะถามนัดด้วยซ้ำว่า “นารีเคยกินซุนแดไหม?”

“ก็เคยบ้าง” หล่อนตอบตามตรง ไม่ขยายความว่าก็กินได้เหมือนอาหารเกาหลีทั่วไป ไม่ได้ติดใจเป็นพิเศษ

คูยุนรินน้ำใส่แก้วแล้วลุกไปตักกิมจิใส่ถ้วยเล็กมาวาง ทักทายอาจ๊อดชีและอาจุมม่า สองสามีภรรยาเจ้าของร้านอย่างเป็นกันเอง

“กินให้อร่อยนะจ๊ะ” อาจ๊อดชีเป็นคนยกบะหมี่กิมจิที่เสิร์ฟในหม้อทองเหลืองใบเล็กมาให้ พยายามทักทายด้วยภาษาไทยเมื่อคูยุนบอกว่านารีเป็น แทกุกซารัม – คนไทย

“แกพูดได้หลายภาษา อย่างละคำสองคำ ก็จากพวกนักเรียนที่มาเรียนที่นี่นะแหละ” คูยุนเฉลย ชวนให้นัดกินบะหมี่ที่ควันขึ้นฉุย เขาสามารถคีบจากหม้อแล้วส่งเข้าปากได้โดยไม่ต้องเป่าให้อุ่นก่อน

นัดพยายามจะทำตามแต่ก็ทำไม่ได้ หล่อนยังติดคีบคำเล็ก ๆ ค่อย ๆ ม้วน เป่า แล้วจึงส่งเข้าปาก

“อากาศหนาวอย่างนี้ ได้กินอะไรร้อน ๆ ช่วยให้อุ่นได้มากเลยนะ เหมือนจะกินอร่อยขึ้นด้วย”

ในขณะที่นัดกินบะหมี่แบบอาหารจานเดียว คูยุนกลับคีบกิมจิและซุนแดหรือไส้กรอกเลือดส่งเข้าปากสลับกันไป จนกิมจิในจานหมด นัดจึงถามว่าต้องการเพิ่มไหม แล้วหล่อนก็ลุกไปตักเติมให้

อาหารหมดจานแล้ว อาจุมม่ายังไม่รีบคิดเงินและไล่ลูกค้าเพื่อให้มีโต๊ะว่าง กลับยกน้ำชาร้อน ๆ กับขนมซงพยอนชิ้นเล็ก ๆ มาให้กินตบท้ายโดยไม่คิดเงิน

เห็นนารีอารมณ์ดีขึ้น คูยุนจึงถามถึงสาเหตุที่ทำให้หล่อนเดินอย่างเหม่อลอยในวันนี้

นัดเล่าทั้งเรื่องการตัดสินใจเรื่องที่พัก การสอบโทปิค และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับหล่อน แม้ว่าหล่อนจะเล่าข้ามไปข้ามมา แต่สุดท้ายคูยุนก็จับต้นชนปลายและเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดได้

“หมายความว่า ถ้านารีสอบโทปิคผ่าน เปิดเทอมฤดูหนาวนี้ นารีก็ต้องไปเรียนที่โซลแล้วใช่ไหม”

“ใช่” น้ำเสียงหล่อนหงอยลงไปอีก “ฉันยังไม่อยากไปเลย แล้วการเริ่มต้นเรียนช่วงฤดูหนาวนี้ก็ดูเหงาพิลึก”

นัดเล่าแผนการแกล้งสอบไม่ผ่านให้คูยุนฟัง เขาก็พยักหน้ารับรู้โดยไม่แสดงความคิดเห็นอะไร ออกจากร้านอาหารเล็ก ๆ นั้นแล้ว เขาก็เดินมาส่งถึงหอพักแล้วจึงกลับไปเอาจักรยานที่ทิ้งไว้ที่สโมสรปั่นกลับบ้าน ครุ่นคิดถึงแต่ว่า เวลาที่เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดหล่อนน้อยลงทุกที จากที่คิดว่ามีเวลาหนึ่งปี อาจกลายเป็นเหลือแค่สองเดือนเท่านั้น

ถ้านารีต้องไปอยู่ที่โซลเมื่อเปิดเทอมฤดูหนาวนี้จริง ๆ เขาจะทำอย่างไรดี

พื้นถนนชื้นด้วยหยาดน้ำค้าง คูยุนจึงมิได้ปั่น หากจูงจักรยานลงจากเนินหอพักไป ข้างทางเดินนั้นเป็นพุ่มไม้เตี้ย ๆ เรียงกันไปเป็นแนวยาวเหมือนรั้วจากธรรมชาติ เขารู้ดีว่าแนวรั้วนั้นคือต้น ‘แคนารี’ เมื่อฤดูหนาวจวนสิ้นสุด ดอกแคนารีสีเหลืองจะผลิบานก่อนดอกไม้อื่น และเขาตั้งใจว่าจะชี้ชวนหล่อนให้ชมความงดงามของดอกแคนารีที่เหลืองอร่ามไปทั่วทุกแห่งเมื่อถึงเวลานั้น

แต่ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจ ว่านารีจะอยู่ที่แดกู จนถึงวันที่ดอกแคนารีบานหรือไม่

 

ภารกิจใหม่สำหรับนักเรียนทุนในช่วงสัปดาห์นี้ก็คือ การหาบ้าน หรือจะพูดให้ถูกก็คือหาที่พักใหม่ใกล้มหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่หอพักในที่มีเคอร์ฟิว

ในคราวแรกเมื่อต้องแจ้งความสมัครใจว่าจะอยู่หอพักในต่อหรือออกไปอยู่ข้างนอก เสียงส่วนหนึ่งก็ยังลังเลที่จะอยู่หอพักใน เพราะค่าเช่าถูก ยิ่งถ้าเลือกแพ็คเกจรวมมื้ออาหารด้วยก็สบายไปหลายอย่าง เพราะไม่ต้องขวนขวายตระเตรียมอะไร แต่เมื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าต้องย้ายไปอยู่อาคารใหม่ และพอเด็กเกาหลีเปิดเทอม ก็ต้องย้ายอีก ย้ายไปย้ายมารวมแล้ว 4 รอบ หลายคนจึงตัดสินใจว่าจะย้ายของทีเดียว ก็คือย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเสียให้รู้แล้วรู้แล้วรอด

เบียร์กับนัดก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้

เย็นวันที่นัดหมายกัน คูยุนจึงอาสามาเป็นผู้ช่วย และพี่เม่นเป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย

การหาที่พักในเกาหลีต้องไปที่บริษัทจัดหาบ้านที่เรียกกันว่า ‘พูดงซัน’ (부동산) ซึ่งจะมีรายการบ้านเช่าให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบบ้านทั้งหลัง ห้องเปล่า หรือห้องพร้อมเครื่องเรือน เมื่อบอกประเภทห้องที่ต้องการแล้วก็จะนัดหมายไปดูสถานที่จริงกัน พอใจหรือไม่ก็บอกกันตรงนั้น ถ้าไม่พอใจก็หาที่ใหม่จนกว่าจะพอใจ หากพบห้องที่พอใจแล้วก็นัดวันทำสัญญา จ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าที่เรียกว่า ‘โพจังกึม’ (보증금) ซึ่งจะได้รับคืนเมื่อย้ายออก แล้วก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยเมื่อถึงวันที่ระบุในสัญญา

ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยที่พวกเราอยู่เป็นส่วนที่พักอาศัยอยู่แล้ว จึงหาห้องไม่ยากนัก เบียร์กับนัดโชคดีหน่อยที่ไปดูเพียงสองแห่งก็เจอที่พักถูกใจ ห้องกว้างเกือบ 3 พยอง (หน่วยวัดของเกาหลี 1 พยอง เท่ากับ 1.8 เมตรโดยประมาณ ขนาดพื้นที่ 1 พยอง จึงประมาณ 3.33 ตารางเมตร) ซึ่งกว้างขวางเพียงพอสำหรับอยู่ด้วยกันสองคน มีห้องน้ำและครัวเล็ก ๆ กั้นไว้เป็นสัดส่วน และมีเครื่องเรือนที่ถือเป็นมาตรฐานของห้องเช่าที่ต้องมีก็คือ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาไมโครเวฟ และเตาแก๊ส

ในวันทำสัญญาที่พูดงซัน นัดและเบียร์จึงได้พบกับอาจุมม่าเจ้าของบ้านเป็นครั้งแรก ก็ทักทายทำความรู้จักกันด้วยอัธยาศัยอันดี โอนเงินมัดจำหนึ่งล้านวอนเข้าบัญชีเจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็ได้กุญแจบ้านพร้อมย้ายเข้าเมื่อถึงวันที่ตกลงไว้

คนอื่น ๆ ก็วุ่นวายหาที่พักไม่ต่างกัน คนที่ไม่เลือกมากและไม่เรื่องมาก ก็ทำสัญญาได้ไว ในขณะที่บางคนเลือกถ้วนถี่พิถีพิถันมาก ก็ยังหาบ้านที่ถูกใจไม่ได้สักที เรื่องที่เอามาอวดแก่กันในช่วงนั้นจึงเป็นเรื่องการหาบ้านและบอกพิกัดที่ตั้งให้เพื่อน ๆ รู้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็อยู่ในอาณาบริเวณไม่ไกลกันนัก

แก๊งจตุรเทพโชคดีได้ห้องชุดอยู่ด้วยกัน มีห้องส่วนตัวแยก 4 ห้องและส่วนกลางร่วมกัน อารุชาไม่ไว้ใจในเรื่องนี้ หล่อนเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่ล่อแหลม หล่อนจึงตัดสินใจเช่าห้องเดี่ยวหนึ่งห้องในอาคารเดียวกัน ใครก็ตามที่จะไปยังห้องจตุรเทพต้องเดินผ่านห้องหล่อนก่อน ถือเป็นผู้คุมอยู่ในที

ในบรรดาพวกเราทั้งหมดนี้ มีเพียงพี่เม่นคนเดียวที่ยังคงอยู่หอพักในมหาวิทยาลัย แม้ว่าจะต้องย้ายอีก 3 ครั้ง เปลี่ยนรูมเมทใหม่อีก 3 หน พี่เม่นก็ไม่เห็นเป็นเรื่องทุกข์ร้อน

“เรื่องเคอร์ฟิว พี่ไม่แคร์อยู่แล้ว เพาะถึงยังไงปีหน้าเราก็ไปอยู่ที่อื่น ส่วนเรื่องย้ายของ ตอนนี้ก็มีแค่กระเป๋าใบเดียว ข้าวของที่งอกขึ้นมาก็มีแค่หนังสือ ไม่ลำบากขนย้ายเท่าไหร่หรอก”

สัปดาห์สุดท้ายที่เด็กเกาหลีสอบปลายภาค นักเรียนทุนจึงทยอยขนของจากหอพักไปยังบ้านใหม่ เพราะเมื่อสอบวันสุดท้ายสิ้นสุดลง หอพักก็จะปิด เปิดให้บริการช่วงปิดเทอมแค่บางอาคารเท่านั้น แต่ก่อนจะถึงวันที่ต้องย้ายออกไปจริง ๆ พวกเรายังต้องไปฟิลด์ทริปอีกหนึ่งครั้ง

 

คูยุนไล่เรียงดูโปรแกรมการท่องเที่ยวเสร็จแล้วก็มาดูเอกสารการจัดคู่ห้องพัก เพราะฟิลด์ทริปครั้งนี้จะต้องค้าง 2 คืน ทีแรกเขาก็แค่อยากรู้ว่าทางออฟฟิศจะให้ผู้เป็นอาสาสมัครพักที่ไหน อย่างไร จะเป็นห้องคู่หรือห้องนอนรวม เขาไม่เกี่ยงงอนทั้งนั้น ไล่เรียงดูรายชื่อนักเรียนที่ต้องพักคู่กัน ก็สะดุดใจว่าชื่อของเม่นหายไปไหน หรือว่าจะอ่านไม่ดี…คูยุนจึงไล่เรียงใหม่

แล้วจึงพบว่าชื่อของเม่นอยู่ในเอกสารห้องพักของเจ้าหน้าที่ และเขารู้ดีว่าคนที่จับคู่ห้องพักเช่นนี้มิใช่ใครอื่น จะเป็นใครได้อีก นอกเสียจากพัคจุงมิน

คุณพัคคิดดีแล้วเหรอ ที่จัดให้เม่นนอนคู่กันกับเขา

 

Don`t copy text!