เด็กชายชาวดง บทที่ 14 : ลูกผีลัก

เด็กชายชาวดง บทที่ 14 : ลูกผีลัก

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 14 –

 

ชีวิตของเด็กชายชาวดงมักเริ่มต้นการล่าบนบกด้วยกง

กงมีสองอย่าง แบบโบราณก่อนเราจะรู้จักยางยืดเรียกว่ากงกอน กงกอนทำมาจากไม้ไผ่เหลาให้อ่อนโค้งปลายปีกทั้งสองข้างคล้ายคันธนู ผูกรั้งด้วยเชือกที่ฟั่นจากเยื่อปอ จะได้เชือกปอเหนียวๆ สองเส้นตรึงปีกสองข้างให้อ่อนโค้งมีแรงดีด ตรงกลางของเชือกรั้งทั้งสองจะเอาปอเส้นอื่นมาขัดสานเป็นรังกระสุน ส่วนตรงกลางคันธนูจะเอาไม้เนื้ออ่อนมาถากเป็นรูปคล้ายเรือหัวงอนยาวสักคืบผูกตรึงไว้เป็นที่มือถือ เวลาจะยิงก็จับตรงกลางคันธนู เอาลูกกระสุนใส่ในรังแล้วเหนี่ยวให้สุดล้า เล็งลูกกระสุนไปยังเป้าหมาย บิดคันกระสุนให้เบี่ยงเล็กน้อย หากไม่บิดให้เบี่ยง ลูกกระสุนอาจยิงโดนหัวแม่โป้งตัวเอง

กงกอนสมัยปู่ตาลงมาถึงพ่อยังมีใช้กันอยู่ แต่ในหมู่เด็กรุ่นใหม่ของหมู่บ้านอย่างแสงเมืองแสงแก้วเลิกใช้กันแล้ว เราจะใช้กงอีกแบบ เรียกกันว่ากงเฉยๆ ตรงกับที่ภาษาไทยกลางเรียงว่าหนังสะติ๊ก กงมีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่สองส่วนคือง่ามกงกับหนังกง ง่ามกงนั้น เราไปตัดเอาไม้ง่ามมาทำ เหลาให้กลมเนียน ส่วนหนังกงใช้ยางยืดสำเร็จรูปที่มีขายในกาดบ้านห้วยโท้ง เรียกว่าหนังทั้งที่เป็นยาง อาจเป็นไปได้ว่าก่อนหน้านั้นขึ้นไป เขาใช้หนังจริงๆ มาทำ

กงเป็นอาวุธและเป็นเครื่องมือทำมาหากิน

เหมือนมีด เหมือนธนูหน้าไม้

ลูกกงเมื่อยิงออกไปแล้วไม่เคยกลับมา

ความทุกข์ ความเศร้าความโศกของเรา ควรให้เหมือนลูกกง ปล่อยออกไปแล้วก็ให้มันไปเลย

อย่าส่งใจไปคล้องมันกลับมา

 

“กูจะเอานกกวิดสักห้าตัวก็พอ” แสงแก้วโอ่ “สามตัวหื้ออีแม่แกงแค สองตัวเอาปิ้งห่อข้าวไปโรงเรียน”

“มึงคนเดียว กินนกปิ้งตั้งสองตัวหรือ”

“บ่ กูตัว มึงตัว กูยิงเผื่อมึง”

“อ ย่ามาดูถูกกู”

ปีนั้นเรียนอยู่ชั้นป.๔ แสงแก้วอยู่ป.๓ อายุห่างกันสองปีแต่ตัวโตทัดเทียมกัน แสงแก้วกินเก่งกว่า แข็งแรงกว่า ใจคอห้าวหาญดุดันกว่าพี่ชาย ทุกคนชื่นชมแสงแก้ว ไม่ค่อยมีใครชื่นชมแสงเมืองนัก

“กูจะเอานกบ่าแห้หื้อได้สักตัวสองตัว”ไอ้เดชว่า “ แม่กูจะเอาลาบใส่ปลี”

คนนี้โอ่ คนนั้นอวด เป้าหมายของเด็กชายชาวดงวันนี้อยู่ที่ต้นไทรใหญ่สูงหลังวัด ต้นไทรมักออกลูกตลอดปี เป็นที่มาสู่มาหาของนกนานา ยามสายๆ แสงแดงแรงลด ลูกไทรอาจสุกจัดยามนี้ นกกวิด นกแกว๋ นกบ่าแห้บ่าควัดมักลงเป็นหมู่ หมู่ใครหมู่มัน บางทีลงพร้อมกันหลายหมู่ มันก็จะทะเลาะจิกตีกัน นกขมิ้นก็มา แต่ตัวมันเล็กเกินไปเรามักไม่ยิง นกมีมาก นกบ้านก็มี นกป่าก็มี นกบ้านมักอยู่ได้ทั้งในหมู่บ้านและในป่า แต่นกป่ามักไม่มาที่หมู่บ้านนอกจากจะหลงมา นกป่าบางอย่างเหมือนจะมีแต่ในฝัน  อย่างนางนกฟ้าที่แสงเมืองเคยเห็นตอนซุ่มยิงเก้งกับพ่อ แต่พ่อว่าผีกุมเขา

ง่ามกงมึงใช้ไม้อะหยัง”

“ไม้มะโอ”

“ไม้มะโอก็เอาเหลาง่ามกงได้หรือ”

“ได้ เนื้อมันเนียนดี เหลาแล้วนวล”

“ของกูใช้ไม้มะขาม เหนียวดี”

“เหนียว แต่เหล่าบ่ดี มันบ่นวล”

เด็กผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันสามสี่คนแยกย้ายย่องย่างเข้าสู่ร่มไทรใหญ่กว้างมีรากห้อยลงมาระย้าย้อย หากรากหยั่งถึงดิน จะค่อยใหญ่ค่อยโตกลายเป็นรากค้ำยันพยุงกิ่งยาวยื่นไม่ให้หัก ไทรใหญ่ต้นนี้ผู้ใหญ่เขาว่าน่าจะอยู่มาไม่ต่ำกว่าสองร้อยปี มีเรื่องราวเล่าขานมากมาย ยายเล่าว่าเมื่อแรกตั้งเป็นบ้าน พอยามโพล้เพล้พลบค่ำ ไม่มีใครกล้ามาแถวนี้เพราะผีดุ

“ยามแลงแสงอ่อน เสียงเว้าวอนกู่โหวยจะโวยโหวก ยะเยือกยะเย็นชวนขนลุก” ยายว่า “เสียงกู่ๆ หวูๆ จะดังมาจากภูไพรแวดล้อม มันเป็นผีอี่ห้อยอี่ย้อย”

“มันเป็นตัวอย่างใด ผีอี่ห้อยอี่ย้อย”

“เหมือนอี่กุดอี่ฮุย ต่างแต่มีผมยาวปกหน้าปกตา มีเขี้ยวแหลมสี่ซี่ขัดสลักกันไว้”

“แล้วอี่กุดอี่ฮุยมันเป็นตัวอย่างใด”

“เหมือนอี่วอกอี่ลิงนั้นนะ อี่กุดบ่มีหาง หางมันกุด อี่ฮุยตัวมันยาว แขนยาวขายาว ชอบห้อยโหนโยนตัวไปตามใต้กิ่งไม้ ไม่ชอบไต่ไปบนกิ่งไม้”

ยายว่ามันมักออกมาห้อยมาย้อยอยู่ยั้วเยี้ยตามกิ่งไทรใหญ่กว้าง เสียงมันโหยหวนชวนสะท้านใจ มันไม่ใช่อี่กุดอี่ฮุยหรือลิงอื่นใด เพราะลิงออกหากินตอนเช้า กลับเข้ารังเมื่อค่ำ แต่ผีอี่ห้อยอี่ย้อยออกหากินเมื่อค่ำกลับเข้ารังเมื่อเช้า หากเราไม่เข้าไปใกล้มัน มันก็ไม่ทำอะไร แต่หากใครเข้าใกล้ มันจะพุ่งมารวดเร็วยิ่งกว่ากระพริบตา ทันกัดมันก็กัด ทันข่วนมันก็ข่วน ใครโดนข่วนโดนกัดมักกลายเป็นแผลลุกลาม หากรักษาไม่ทันก็อาจถึงตาย  มันเพิ่งหายไปสักยี่สิบสามสิบปีมานี่เอง

 

ยามกลางวัน ไทรใหญ่หลังวัดไม่น่ากลัวนัก ออกไปทางร่มครึ้มวังเวงมากกว่า อยู่ยังไหล่เนินส่วนที่สูงกว่าวัด อยู่ตรงนี้มองลงไปเห็นหมู่บ้านชัดเจน หย่อมย่านบ้านคนเล็กกว่าดงดอย เหลือเล็กนิดเดียว ทุ่งนาและป่าเขากว้างขวางแวดวงโอบรัด ดงดอยด้านตะวันออกไกลโพ้นเหมือนขอบกระด้ง ดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าทางทิศเหนือมองไม่เห็นเพราะแนวไม้บังไว้ ยามสายแดดส่องใส นาข้าวงดงามเหมือนพรมสีเขียวผืนใหญ่ นกเริ่มลง นกปู่ต้นตัวเขียวลงก่อน เรารอนกกวิดนกบ่าแห้ตัวใหญ่จึงไม่ยิงนกปู่ต้น พอนกที่หมายตามาลงก็ยิงผึบๆ ผับๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง เด็กชายชาวดงมักยิงนกเก่งทุกคน ยกเว้นแสงเมือง ไม่เก่งเรื่องยิงนก แต่ตกปลาพอได้กิน

นกลงเป็นหมู่ๆ ลงเป็นพักๆ หากมันตกใจก็บินพรูยกหมู่ไปหมด พอทุกอย่างเงียบก็มาลงใหม่ เราแยกกันซุ่มคนละจุดกระจายกันห่างๆ กระทั่งใกล้เที่ยงท้องร้องอยากข้าวก็ชวนกันกลับ

แต่ไอ้เดชหายไป

ผีลักเอามันไปซ่อน

 

เล่าเรื่องการล่าทางบกที่มักเริ่มต้นด้วยกง อยากเล่าการล่าทางน้ำบ้าง มักเริ่มต้นด้วยแซะหรือไซอย่างที่ได้เล่าไปบ้างแล้ว หน้าน้ำใหม่ ปลาจากแหล่งลุ่มจะว่ายทวนน้ำขึ้นมา ปลาดุก ปลาช่อน ปลาปีกแดง ปลาหลดปลาหลาด หน้านี้เนื้อปลากำลังหวาน เราจะล่าเอาด้วยเบ็ด สายเบ็ดจะฟั่นจากรังหนอนผีเสื้อตัวใหญ่ที่เรียกว่าก่ำเบ้อช้าง เด็กๆ อย่างพวกเรายังฟั่นไม่ได้เพราะยากมาก ผู้ใหญ่จะเอารังหนอนที่ว่ามาลอกเอาเส้นใยไปฟั่นทบประกบกันให้ได้ความยาวตามต้องการ คันเบ็ดเราเหลาได้เอง ทุ่นเบ็ดทำจากหนามไม้งิ้ว ถ่วงเบ็ดทำจากเศษดีบุก ต้องเอามาหลอมก่อน เด็กๆ ก็ทำได้ไม่ยุ่งยากอะไรนัก ศึกษาเรียนรู้จากรุ่นพี่ ไม่มีสอนที่โรงเรียน จะเอาใบตองมาขดเป็นกรวย ปักปลายกรวยในทรายหรือกองขี้เถ้าให้ตั้งตรง เอาเข็มหรือเส้นลวดเสียบลงในรูปลายกรวยแล้วเอาเศษดีบุกที่หาได้จากกองขยะในวัดมาใส่ช้อนลนไฟ พอมันละลายก็เทใส่กรวย รอมันเย็นก็ถอดเข็มหรือเส้นลวดออก ถ่วงเบ็ดจะมีรูขนาดสายเบ็ดลอดได้ เอาไปถ่วงไว้ใต้ทุ่นแต่เหนือขอเบ็ด มันจะถ่วงให้เหยื่อจมลง

“มึงเอาหยังเป็นเหยื่อ”

“ขี้คู้ มึงล่ะ”

“ขี้ตะแหล้”

ขี้คู้และขี้ตะแหล้เป็นชื่อทางสายพันธุ์ของไส้เดือน มีหลายอย่าง ปลากินเนื้อชอบกิน อย่างพวกปลาแกด ปลากด ปลาดุก ปลาช่อนเป็นต้น

ยามสางสาย กินข้าวงายอิ่มแล้ว เด็กชายชาวดงเอาเบ็ดขึ้นบ่าออกไปสู่ทุ่ง น้ำในเหมืองข่างทรงตัวนิ่ง เหมืองข่างคือคูชักน้ำเข้านา เกิดจากมือคนขุด ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติอย่างลำห้วย เหมืองข่างรับน้ำจากห้วย แจกจ่ายน้ำเข้านาเจ้านั้นเจ้านี้ หน้าน้ำใหม่ น้ำฟ้าน้ำฝนหล่นพรำสม่ำเสมอ น้ำห้วยน้ำหนองเจิ่งนองถึงกัน ปลาหนองออกหนองดั้นด้นขึ้นมาตามเหมืองข่าง อาจเป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณหรือเป็นอะไรก็สุดจะรู้ เราจะหาบ่อนหรือบริเวณน้ำนิ่งริมฝั่ง เอาเหยื่อเกี่ยวตะขอหย่อนเบ็ดลงไป ถ่วงเบ็ดจะพาตะขอหุ้มเหยื่อลงสู่ก้นน้ำ ทุ่นเบ็ดจะนอนนิ่งเหนือผิวน้ำเป็นที่สังเกต หากทุ่นกระดุบแสดงว่าปลาตอดเหยื่อ พอทุ่นจมวูบ แสดงว่าปลาตะครุบเหยื่อ รีบกระตุกเลย

“กูได้แล้วปลากด”

“กูได้แล้วปลาหลาด”

“กูได้แล้ว ปลาช่อน”

โอ้อวดกัน ข่มกันไปมา ปูปลาสมัยนั้นยังชุกชุมหนาแน่นเพราะยาเบื่อปลาและการชอร์ตด้วยไฟฟ้ายังเข้ามาไม่ถึงหมู่บ้านในดอยดง อีกสาเหตุหนึ่งก็คือวิถีชาวบ้านยังเป็นไปในแบบเดิม คือทำมาหากิน ยังไม่ใช่ทำมาหาเก็บ หาแต่พอกิน เหลือกินค่อยเก็บ ความคิดจะกักตุนสะสมไว้เพื่อความมั่งคั่งยังไม่ก่อเกิด ความมั่งคั่งของชาวบ้านสมัยนั้นจะมุ่งไปทางบุญมากกว่า ไม่ใช่มุ่งทางความร่ำรวย

นั่งกันอยู่นิ่งๆ มือถือคันเบ็ด ตามองทุ่นนลอยนิ่งบนผิวน้ำ พอทุ่นจมวูบก็กระตุก รู้ถึงแรงต่อสู้ดิ้นรนใต้น้ำ ความสนุกอยู่ตรงนี้ แรงต่อสู้ขัดขืนใต้น้ำยิ่งแรง ก็ยิ่งตื่นเต้น

ปลายเบ็ดไอ้เดชกระดกขึ้นลงเหมือนคนผงกหัวถี่ๆ มันตวัดสุดแรง แต่ปลาไม่ขึ้น พวกเราเฮลั่น ช่วยลุ้นช่วยเชียร์ตบมือโห่ร้อง คงตัวใหญ่น่าดู อาจเท่าน่องด้วยซ้ำ ปลาลากเบ็ดไปไกลจนปลายเบ็ดค้อม กังวลว่าเบ็ดจะหัก ไอ้เดชพันสายเบ็ดเข้ามาเรื่อยๆ

“ปลาอะหยังวะ ใหญ่ใบ้ใหญ่ง่าว”

เด็กชายชาวดงสามสี่คนละเบ็ดตัวเองเข้าไปมุงล้อมไอ้เดช ใจจดใจจ่อรอดูว่าจะเป็นปลาค้าวปลาคังตัวเท่าน่องเท่าขาหรือปลาอะไรแน่ ไอ้เดชม้วนพันสายเบ็ดเข้ามาเรื่อยๆ แล้วยกเบ็ดขึ้นทั้งคัน ปลาประหลาดดีดเต้นตูมตาม พอปลาพ้นน้ำได้เดชก็หงายหลังผลึ่งลงไปเลย

ปลาอะไรก็ไม่รู้

ปลาผี!

 

ไอ้เดชเป็นลูกคนเดียวของลุงหนานสอนกับป้าบัวผิน เป็นญาติห่างๆ ทางพ่อ อายุมากกว่าแสงเมืองหนึ่งปีแต่ออกโรงเรียนมาก่อนจะจบป.๔ วันก่อนหน้านั้นเราไปตกปลากันหลายคน ไอ้เดชตกได้ปลาผี มันหงายผลึ่งลงไปเลย

ปลาตัวนั้นเหลือแต่ก้างกับหัวกับหาง

ปากติดเบ็ดอ้าผะงาบๆ  หางปัดป่ายไปมา ส่วนที่ควรเป็นเนื้อกลับมีแต่ก้าง

ไอ้เดชตกใจจนขวัญหนีออกจากร่าง มันป่วยไข้หลายวัน พ่ออาจารย์ต้องมาทำพิธีช้อนขวัญจากบนคันเหมืองที่มันหงายหลังผลึ่ง อยู่ต่อมาก็ค่อยดีขึ้น แล้วมันก็โดนผีลักไปซ่อนเมื่อไปยิงนกที่ต้นไทรหลังวัด ยังจำได้ ยิงนกได้คนละหลายตัว เมื่อจะกลับ ไอ้เดชหายไป หาเท่าไรก็ไม่พบ พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนบ้านคนชายหลายหลวงช่วยกันหา กระทั่งเย็นย่ำค่ำคล้อย นกตัวน้อยตกรังร้องหาแม่ แม่ไอ้เดชก็ร้องไห้ฟายน้ำตาร้องหาลูกว่าลูกเหย ลูกเฮย แก้วแก่นตาแก่นใจแม่ แม่มาตามหาแล้วลูกแก้วอยู่ทางใด แก้วแก่นใจกลับมาหาแม่เทอะ

“ผีลักเอามันไปซ่อน” พ่อเจ้าสายน้ำดั้นระบุ

“ซ่อนไว้ทางใด ขอไขปันบอกข้าแด่เทอะ พ่อเจ้า”

พ่อเจ้าสายน้ำดั้นเป็นชื่อผีเจ้านายตนหนึ่ง แต่ก่อท่านก็เป็นคนอยู่ยังเมืองคนเรานี้ อาจเป็นเจ้านายองค์ใดองค์หนึ่ง อาจเคยนำคนออกรบทัพจับศึกฆ่าคนตายหลาย บุญกับบาปก้ำกึ่งกัน หมดอายุจากเมืองคนยังไม่อาจขึ้นสวรรค์ได้ จึงต้องมาบำเพ็ญบุญเพิ่มเติมด้วยการเป็นผีเจ้านาย คอยทำนายทายทักชี้ทางสว่างแจ้งแก่คนผู้ทุกข์

อันนี้เป็นคำอธิบายของปู่ผู้เขียนบวชเรียนหลายพรรษา

พ่อเจ้าเข้าทรงผ่านม้าขี่หรือร่างทรงชื่อป้าแก้วสี แม่ไอ้เดชอกไหม้ใจหมองเพราะลูกหายจึงไปขอคำทายนายทายทัก สองวันผ่านไปแล้ว ยังหาไม่พบร่องรอยใดๆ พ่อเจ้าชี้ช่องบ่องทางแต่ว่ามันยังไม่ตาย แต่หากปล่อยช้านานไป มันอาจไม่กลับมาอีกเลย

“ข้าต้องเยียะอย่างใด พ่อเจ้า มันถึงจะได้กลับมา”

“ชีวิตมึง แลกกับลูกได้หรือไม่”

“ได้”

“มีอันลับอันบังกั้งกั้นมันไว้ สามวันห้าวันไปหน้า มันจะปรากฏออกมา”

 

ระหว่างนั้น เกิดความป่วนปันหวั่นไหวเรื่องผีลักผีซ่อน พ่อแม่กวดขันลูกที่ยังเด็กไม่ให้ไปไหนไกลจากสายตา  โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่คายหน่อไล่หรือขนในที่ลับยังไม่ขึ้น

“ไอ้เดชปรากฏออกมาละยัง แม่มัน”

อยู่มาวนหนึ่งพ่อถามแม่ที่ไฟชานหลังบ้านเมื่อกินข้าวแลงแล้ว

ยัง” แม่ถอนใจ หันมามองลูกสองคนที่คายหน่อไล่ยังไม่ขึ้น “ห้าวันแล้วนับแต่มันหายไป”

“ข้ากลัวว่ามันจะปรากฏออกมาแต่กระดูก”

ค่ำคืนมืดหม่น เดือดมืดเดือนแดงแฝงอยู่หลังเมฆ เหมือนว่าจะมีฝนเพราะมีฟ้าแลบแวบๆ แบบที่เรียกว่าลวงเล่นฝ้า มองจากหลังบ้าน ยังพอเห็นดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่าบางส่วน เหมือนพ่อแก่แม่เฒ่าหันหน้าปรึกษากัน เหมือนผีปู่ผีย่าเป็นทุกข์เพราะภัยคุกคามลูกหลาน ไอ้เดชหายไปห้าวันแล้ว แม่มันหมดสิ้นหนทาง แม่มันนุ่งขาวห่มขาวอดข้าวกลั้นน้ำนั่งอยู่ต่อหน้าหิ้งผีปู่ย่า เช้าวันที่หก เสียงกะหลกก็รัวเร็วที่บ้านปู่แก่ เขาไอ้เดชพบแล้ว มันอยู่บนยอดไทร

ไอ้เดชขึ้นไปบนยอดไทรได้อย่างไร

ไอ้เดชเล่าว่ายิงนกอยู่ด้วยกัน จู่ๆ ก็มีนางผู้หนึ่งมาจูงแขนมันพาขึ้นไปบนยอดไทร เอาไปเลี้ยงเป็นลูก มันรู้ มันเห็น มันได้ยินทุกอย่างแต่อ้าปากตอบไม่ได้เพราะผีตัวนั้นปิดปากมันไว้

“แล้วมึงปากได้อย่างใด”

นางยอมเปิดปากให้กู”

“เป็นใดมันยอมเปิดปากแก่มึง”

“มันว่ามันยอมแพ้แก่แม่กู”

“เป็นใดมันยอมแพ้แก่แม่มึง”

“แม่กูยอมตาย หากกูไม่กลับมา”

Don`t copy text!