เด็กชายชาวดง บทที่ 15 : อี่เอ้ย

เด็กชายชาวดง บทที่ 15 : อี่เอ้ย

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 15 –

บ้านน้ำลัดอยู่อีกฟากทุ่งทางด้านตะวันออก  ตั้งชื่อตามลำห้วยที่ลัดผ่านหมู่บ้าน ปีนั้นวัดน้ำลัดมีปอยหลวงฉลองศาลาบาตร ข่าวข้ามทุ่งมานาน พวกเราเหล่าเด็กหญิงชายชาวดงจดจ่อรอคอย ปอยหลวงเป็นความสุข เป็นความสนุกสนาน เป็นความตื่นตาตื่นใจ นานทีปีหนถึงจะมีปอยหลวง หากไม่มีการก่อสร้างถาวรวัตถุใดๆ ไว้กับวัดวา ก็จะหาเหตุมาอ้างเพื่อจัดปอยหลวงไม่ได้ วัดบ้านใหม่เวียงแมที่เราอยู่ไม่ได้สร้างสิ่งใดมาห้าหกปี วัดห้วยโท้งก็ห่างไปหลายปี วัดห่างไกลออกไปอาจสร้าง แต่การรับรู้ของเด็กชายชาวดงยังจำกัด โลกกว้างของเรากว้างแค่ในดงเท่านั้น

ไม่เคยขี่รถขี่รา  เมืองฟ้าแสงสียังไม่เคยเห็น

งานปอยหลวงบ้านน้ำลัดปีนั้นม่วนงันเอิกเกริกคุ้มค่ากับการรอคอย มีการเช่าเครื่องปั่นไฟเข้ามาจากอำเภอ มีการปักเสาพาดสายต่อไฟฟ้าจ้าแจ้งกว่าโคมอีด้าหรือตะเกียงเจ้าพายุนับร้อยเท่า มีกล้องอะโหลหรือลำโพงขยายเสียงประกาศว่าอะโหล เดาะๆ ดังข้ามทุ่งมาบ้านเรา มีซอกับลิเกเป็นมหรสพหลัก ซอเล่นกลางวัน ลิเกเล่นกลางคืน ซอคือการขับขานตอบโต้กันไปมาระหว่างช่างซอฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง เด็กๆ ไม่ค่อยสนใจเพราะฟังยากและไม่น่าดู ที่ว่าไม่น่าดูไม่ใช่ว่าไม่ดี อาจน่าดูสำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่น่าดูสำหรับเด็กเพราะมันมีแต่ถ้อยคำและเสียงขับขานประกอบเสียงปี่เสียงซึงเท่านั้น ไม่มีการออกกิริยาท่าทางสู้รบตบมือ ฟังก็ยาก ฟังไปนานๆ ก็ง่วง เราชอบลิเกมากกว่าเพราะมันมีการสู้รบ รำดาบสวนกันไปก็สวนกันมา พอไอ้ผู้ร้ายโดนพระเอกแทงตายเราก็เฮ

 

“อี่เกเล่นเรื่องอะหยัง อี่เอ้ย” (ลิเกเล่นเรื่องอะไร พี่สาว)

“เรื่องเจ้าหงส์หิน”

“อี่เอ้ยจะไปดูไหม”

“ไป”

ปีที่วัดบ้านน้ำลัดมีปอยนั้น อี่เอ้ยเริ่มเป็นสาวแล้ว คอพอกออกมาราวกำปั้น เย็นวันนั้นกินข้าวแลงกันแล้ว อี่เอ้ยก็นั่งหน้าแว่นหวีหัวชักเกล้าแล้วม่ายเมียงเอียงหน้าใส่กระจก แต่แล้วกลับรื้อเกล้าลงเสีย แม่ถามว่าเอ็งเปลี่ยนใจไม่ไปแอ่วงานปอยแล้วหรือ อี่เอ้ยว่าแม่พาน้องๆ ไปเทอะ ข้าอยู่กับยายดีกว่า

แสงเมืองออกจะงงๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจ เพราะใจมันบินข้ามทุ่งไปอยู่ที่หน้าโรงลิเกแล้ว ยังจดจำได้ สนุกสนานมาก เป็นความทรงจำงดงาม เป็นความประทับใจในวัยเด็กซึ่งยังอ่อนใส เรื่องเจ้าหงส์หินเอาออกมาจากชาดกพื้นเมืองเรื่องหงส์หิน พระเอกชื่อเจ้ากุมารหงส์หิน เป็นลูกเมียหลวงของพญาพาราณสี พญาผู้นี้มีเมียน้อยอีกหกคนเป็นนางตัวร้าย พอเมียหลวงเกิดลูก หมู่นางร้ายทั้งหลายก็เอาลูกหมามาเปลี่ยนแล้วเอาเจ้ากุมารหย่อนช่องลงใต้ถุน พระอินทร์รู้ก็ลงมารับเอาแล้วเอาขึ้นไปเลี้ยงไว้บนสวรรค์ ส่วนนางเมียน้อยทั้งหกก็ไปฟ้องพญาว่าเมียหลวงเป็นคนบ่ดี เป็นอีกาลีอุบาทว์เพราะมันคบชู้กับหมา  พญาก็ถามว่า

“สูมีหลักฐานพยานอันใดว่าเมียหลวงคบชู้กับหมา”

“หลักฐานอยู่นี่ หมู่ข้าทำคลอดกับมือ”

พญาหลงเชื่อ จึงขับไล่นางวิมาลาเมียหลวงออกจากเมือง คนดูก็ด่าพญาว่าบ้าใบ้ง่าวเซอะ บ้างก็ด่าอีนางเมียน้อยทั้งหลายว่า

“อี่พรายแหมะ อี่แตะควบ”

คำว่าอีพรายแหมะ เด็กๆ อย่างพวกเราพอรู้ แปลว่าอีพรายประชิด แต่อี่แตะควบไม่เข้าใจ กว่าจะรู้ความหมายก็โตมากแล้ว  แตะหมายถึงแผงหรือกระแชงที่เอาไม้ไผ่มาจักเป็นซีกบางๆ แล้วเอามาขัดสานกันเป็นแผง ควบคือครอบ อี่แตะควบแปลว่าอีแผงครอบ

ครอบอะไร

ครอบศพ

คำด่าว่าอี่แตะควบเป็นคำแช่ง แช่งให้รีบตาย

ลิเกเอาม่านลงเพื่อเปลี่ยนฉากหลัง ระนาดกับกลองบรรเลงรัวฆ่าเวลา ม่านยกขึ้น ฉากหลังเป็นป่าดง นางวิมาลาเมียหลวงก็อุ้มลูกน้อยกับอก น้ำตาตกระหกระเหินเดินป่า  นางร้องไห้เก่งมาก อี่น้าอี่ป้าทั้งหลายก็ฟูมฟายป้ายน้ำตา ตอนนี้ระนาดกับกลองราเสียงลง มีเสียงสะล้อหวีดหวิวคร่ำครวญหวนละห้อย มีเสียงจ๊อยหรือการขับขานเอื้อนเสียงโศกสะอื้นขึ้นว่า

วิมาลา                พิมพานาฏน้อง
ได้ทุกข์โศกต้อง     กายา
เกิดลูกน้อย        ซ้ำกลายเป็นหมา
เพราะกรรมนางนา          ได้มาตอบโต้

ถ้อยคำน้ำเสียงที่ใส่เข้ามา ประกอบเสียงสะล้อหรือซอหวิวหวีดกรีดเสียงเรียกน้ำตาออกมาพรากๆ ในหมู่ผู้ใหญ่และลูกเล็กเด็กหญิงชายหลายหลาก

 

นึกย้อนกลับไป ชีวิตในวัยเด็กช่างเป็นสุขนัก มีพ่อ มีแม่ มีปู่ย่าตาย เราเกิดมาท่ามกลางความรัก ไม่ใช่เกิดด้วยความบังเอิญ

ความรักของพ่อแม่
ความรักของปู่ย่าตายาย

ความรักของสายสืบเชื้อที่เรียกรวมๆ ว่าผีปู่ย่า

แม้ไม่ใช่วันคืนชื่นหวาน แต่เป็นวันวารแห่งความสุขสงบ เราเองอาจไม่รู้ว่าใต้หล้าฟ้ากว้างเกิดเรื่องราวใดบ้าง แต่ในหุบเขาแคบเล็กที่เราคิดว่ากว้างใหญ่ไพศาล เรารู้เกือบทุกเรื่อง

พวกเราอาจโง่เง่า ล้าหลังในสายตาคนนอกดง แต่เราเข้มแข็ง ทรหด อดทน รักใคร่กลมเกลียวกัน

เราภูมิใจในความเป็นเรา

ในปีพ.ศ.๒๕๐๓ แสงเมืองจบป.๔ ออกมาอายุได้๑๒ ปี ไอ่อ้ายอายุ๑๗ อี่เอ้ยอายุ๑๕ อี่หล้า๖ ขวบยังไม่เข้าโรงเรียน  ตากับยายแก่เฒ่าลง เคลื่อนไหวได้ช้าลง ทำงานได้ช้าลง ลงเรือนไปเยี่ยวไปขี้ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง ยายยามแก่เฒ่าหนังหน้าเหี่ยวย่นแต่ร่องรอยที่ถูกกัดด้วยพิษไข้ฝีดาษในวัยเด็กยังติดตัวอยู่ตลอด ส่วนตาอยู่ในโลกมืดมาร่วมยี่สิบปี มีความเศร้าความโศกอะไรบ้างไหม สีหน้าตากับยายคล้ายไม่มีความเศร้าความโศก คล้ายปลงใจยอมรับได้ในชะตากรรมของตน

กว่าจะปลงใจยอมรับได้ ใช้เวลาเท่าไรกันหนอ

ตายังสานกระบุงตะกร้าแต่ว่าสานได้ช้าลง ส่วนยายเข้าไปอยู่ในโลกลึกลับของหมู่ผู้หญิง โลกของผี แม่ พี่และอี่เอ้ยก็คงทยอยตามเข้าไปตามลำดับรุ่น คนบ้านเรายึดถือสืบต่อกันมาว่าเรื่องทางผีให้ผู้หญิงรักษา เรื่องทางวัดให้ผู้ชายดูแลา พุทธก็นับถือ ผีก็ละไม่ได้ มันมีความไม่รู้ ความไม่เข้าใจอีกมากมายที่แวดล้อมเราอยู่ อันใดไม่รู้ อันใดอธิบายไม่ได้ เรามักให้เป็นการกระทำของผี อย่างเช่นอยู่ดีๆ ควายดิ้นพราดแล้วล้มลงหน้าบิดหงาย เราเรียกว่าผีหักคอควาย หรืออยู่ๆ จู่ๆ สาวร้างนางหม้ายผู้ใดผู้หนึ่งลุกขึ้นฟ้อนลอยหน้าเฉิบๆ แล้วเรียกเอาเหล้าเอาลาบมากิน เราเรียกว่าผีเข้า

สิ่งเหล่านี้ เราหาคำตอบจากทางพุทธไม่ได้ มันอาจซ่อนอยู่ลึกล้ำเกินไป อยู่ก้นหีบพระธรรมสูงท่วมหัวที่แม้แต่ตุ๊อาวอินสมก็ยังอ่านไปไม่ถึง

อี่เอ้ยเองก็เคยมีอาการอย่างนี้ครั้งหนึ่ง แต่แสงเมืองไม่ได้อยู่ร่วมพบเห็นกับตาเพราะว่าปีนั้นได้เข้าไปเรียนบาลีมัธยมอยู่ในเวียงไกลโพ้น ได้เข้าบวชเป็นเณรตามแรงปรารถนาของตา อยู่ต่อมาตุ๊ลุงเจ้าวัดท่านอาจเล็งเห็นนิสัยชอบอ่านชอบเขียน ชอบเรียนชอบค้นของเณรน้อย ท่านจึงเมตตาพาไปฝากฝังท่านพระครูวัดใหญ่ในตัวเมือง จึงได้เรียนจนจบนักธรรมเอก จบมัธยมในฝ่ายสามัญ แต่เรียนบาลีไม่ได้เปรียญสักประโยคแล้วสึกออกมาเมื่อสอบติดวิทยาลัยครู  ปีนั้นเองที่ผีเข้าอี่เอ้ย แม่เล่าว่านั่งซอยหยวก หั่นผักหมูอยู่ด้วยกันดีๆ อี่เอ้ยก็สลัดมือเปื้อนยางหยวกผลัวะมาทางแม่ ตาเบิกกว้างวิ่งวนพึงกลัวแล้วตบมือฉัดฉานลุกขึ้นฟ้อนออกเชิงฮึกหาญเหมือนท่าออกศึก พ่อกับไอ่อ้ายไม่อยู่บ้าน  ไปขุดควากถากดินเป็นนาอยู่ทางป่าโปร่งชายบ้าน ตายายได้ยินเสียงแม่เอะอะก็ลงเรือนมา  เรือนใกล้ใต้เหนือได้ยินเสียงผิดปกติก็แล่นมาหา ยายอยู่มายาวนาน รู้เห็นเหตุการณ์มากกว่าแม่ ยายปลอบแม่ว่าอย่าตกใจ ท่านมาลง

“ท่านไหน” แม่ถาม

“บ่ฮู้” ยายตอบ

ยายบอกแม่ให้ขึ้นเรือนไปเอาธูปเทียนข้าวตอกดอกไม้มา อี่เอ้ยยังก้าวเหยาะเยื้องย่างออกตีนออกมือเหมือนท่าฟ้อนดาบฟ้อนเชิง แล้วก็ขับเอื้อนทำนองห้าวหาญเป็นคำค่าวคำเครือโดยไม่เคยขับมาก่อน ยายนั่งยองๆ ลงต่อหน้าแล้วยกพานดอกไม้ธูปเทียนในท่าอัญเชิญ กล่าวถ้อยร้อยเรียงเป็นคำอ่อนคำม่วนว่าท่านเป็นเจ้าตนใดได้มาลงทรงสิง ประสงค์สิ่งใดจงไขปันแด่เทอะ อี่เอ้ยก็เอ่ยเอื้อนเป็นคำขาดอาชญาว่ากูเจ้าประสงค์อีผู้นี้เป็นม้าขี่ สูเขาเรือนนี้จะให้หรือไม่ให้ แม่ว่าพ่อมันไม่อยู่ ข้าตกปากรับคำไม่ได้  ท่านเจ้าตนนั้นตอบว่าแล้วแต่สู ข้าไปละ ว่าแล้วอี่เอ้ยก็ล้มผางลง แล้วลุกมาตีหน้าเหรอหราที่เห็นผู้คนมากมายแวดล้อมตน

 

อี่เอ้ยยังอยู่เงียบๆ กินเงียบๆ เลี้ยงน้อง เลี้ยงหมู ดูแลบ้านเรือน ยังคงหลับเช้าตื่นเช้า คือนอนแต่หัวค่ำตื่นแต่หัวรุ่งเพราะไม่มีพี่อ้ายชายบ่าวผู้ใดมาแอ่วมาหา คอพองออกมาเรื่อยๆ ถึงเมื่ออายุราวสามสิบ คอเอิมหรือคอพอกก็พอกออกมาเหมือนกลืนมะพร้าวทั้งลูก พออายุสักสี่สิบปีก็เริ่มป่วยออดแอด แต่ก่อนหน้านั้น ย้อนไปในปีที่ท่านเป็นเจ้าเข้าทรงลงสิงจะเอาเป็นม้าขี่ ขับขี่ออกไปสู้ศึกคือความทุกข์ยากลำบากใจของไพร่หล้าหน้าเหลืองทั้งหลาย อี่เอ้ยก็กลายเป็นเจ็บหลังปวดเอว บางทีก็หน้ามืดหน้าวำจะคะมำเอาหัวทิ่มพื้น ลักษณะอาการอย่างนี้เรียกว่าท่านมาย่ำ ท่านก็คือเจ้าตนนั้น ตนที่มาลงแล้วออกปากว่าจะเอาอี่เอ้ยเป็นม้าขี่ อี่เอ้ยกลายเป็นคนปั้วเปี้ยปวกเปียกเหมือนแกล้ง ยายถามพ่อว่าจะให้อี่เอ้ยเป็นม้าขี่หรือไม่ พ่อสงสารลูกสาว พ่อเองก็ไม่เคยมีความคิดต่อต้านผีเจ้านายทั้งหลาย ที่มาถามเอาอี่เอ้ยเป็นม้าขี่ไม่ใช่ผีโหงโภงพรายฝ่ายร้าย แต่เป็นผีฝ่ายดี พ่อว่าบ่ขัดข้องหมองใจอันใด

ยายประกอบพิธีอัญเชิญพ่อเจ้า ท่านเป็นเจ้าออกชื่อตนว่าพญาผาบ นับแต่นั้น พญาผาบก็ได้มาอาศัยร่างอี่เอ้ยลงทรง ไม่ทรงบ่อยถี่ นานทีปีหนแล้วแต่ว่าจะมีไผผู้ใดมาขอคำทำนายทายทักหรือไม่ อี่เอ้ยได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพี่น้องชาวบ้านในแง่นี้  อี่เอ้ยเองไม่เคยอ้างพ่อเจ้าพญาผาบแล้วเรียกร้องเอาเงินทอง จากผู้ใดเลย แล้วแต่เขา ผู้ใดได้คำอ่านทักทำนายไปแล้วไม่ลุผลก็ไม่ศรัทธา ผู้ใดลุผลก็มักมาดำหัวในช่วงปีใหม่สงกรานต์ เป็นกล้วยเป็นอ้อย เป็นข้าวสุกข้าวสารปลาแห้งเนื้อย่าง เป็นเงินทองสลึงห้าสิบ บาทสองบาท จนขยับขึ้นมาเป็นร้อยสองร้อยบาทในยุคปลายๆ ของชีวิต อี่เอ้ยแม้เป็นม้าขี่หรือคนทรงเจ้า แต่ชีวิตปกติก็ยังเป็นอี่เอ้ยคอเอิม เมื่อแม่ละจาก อี่เอ้ยไม่ได้สืบผี อี่หล้าเป็นผู้สืบ  แต่พวกเราเหล่าพี่น้องปล้องปลายก็ยังรักและเคารพอี่เอ้ยเหมือนเป็นแม่อีกคน

อี่เอ้ยละจากพวกเราไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังทานขันข้าวไปหาไม่เคยขาด

Don`t copy text!