เด็กชายชาวดง บทที่ 6 : ตุ๊ลุงอินถา

เด็กชายชาวดง บทที่ 6 : ตุ๊ลุงอินถา

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 6 –

 

วัดบ้านใหม่เวียงแมเป็นวัดเล็กๆ อยู่เกือบกึ่งกลางหมู่บ้าน เมื่อแรกจะเอาดิน ตุ๊ลุงอินถาไม่ได้ยึดตามตำราธัมม์พญาพิสสนู แต่ยึดเอาตามภาพนิมิตที่ท่านมองเห็นเมื่อนั่งภาวนากำหนดจิตกำหนดใจ ในนิมิตนั้นมีพ่อขาวหรือชีปะขาวผู้หนึ่งเดินนำหน้าท่านไป กระทั่งไปถึงสัณฐานที่หนึ่งมีไม้จุมปีต้นใหญ่พุ่มใบประกอบกันเหมือนรูปเจดีย์ พ่อขาวผู้นั้นก็หายไป ตุ๊ลุงเอานิมิตอันนั้นแจ้งแก่คนสิบครัวที่ทะลุรอดมาถึง คนทั้งหลายเห็นว่าเป็นนิมิตที่ดี ควรตั้งวัดวาที่นั่น เขาช่วยกันออกค้นหาไม้จุมปีมียอดเรียวสูงเหมือนยอดเจดีย์ แล้วค่อยลงมือปลูกแปลงแต่งสร้างเป็นวัดวาอาราม มีวิหารเป็นเรือนโรงไม้ไผ่ไม่ยกพื้นหลังหนึ่ง มีกุฏิก็เป็นกระท่อมไม้ไผ่หลังหนึ่ง

“หลังเล็กๆ “ปู่เล่า “เหมือนอาศรมพญาเวสสันตระกับนางมัทรี ปางเมื่อชาวเมืองสีพีขับออกจากเมืองมา”

“ชาวเมืองสีพีเขาขับออกมาเพราะอะหยังหือ อี่ปู่”

“เพราะพญาเวสสันตระเอาช้างแก้วปันให้ชาวเมืองกลิงคะไปเสีย ช้างตัวนี้เป็นช้างประเสริฐ บันดาลฝนฟ้าตกต้องได้ เมืองกลิงคะแล้งฝนมาได้๗ ปี ชาวเมืองอดอยาก ปากหมองท้องไหม้เพราะไม่ได้ทำนา เขามาขอช้าง พญาเวสสันตระเป็นคนใจบุญจึงปันช้างแก่เขา ชาวสีพีบ่พอใจก็ขับท่านออกจากเมืองไป”

ปู่กับตาอายุเท่ากัน แต่ปู่เป็นหม้ายมาราวสิบปีแล้ว ปู่เข้าผ้าเหลือง เป็นพระรุ่นแรกๆ ของวัดบ้านใหม่เวียงแม ปู่รู้เรื่องในธรรมมาก ตาไม่ค่อยรู้ เมื่อตุ๊ลุงอินถาพาคนหนีห่ามาจากเวียงแม ปู่และตาอายุราว๑๓ ปี ปู่ว่าชาวเวียงแมอพยพพ่ายหนีไปเกินกว่าครึ่งแล้ว ส่วนใหญ่ล่องไปทางเมืองลี้เมืองเถิน แต่ตุ๊ลุงอินถาพาคนสิบครัวหนีห่ามาทางตะวันตกที่ท่านเคยธุดงค์แล้วพบป่าดงหล่งหลวงแห่งนี้อย่างที่ได้เล่าไปแล้ว

“เมื่อแรกมายังเป็นป่าเสือป่าหมี” ยายเล่า “เสือร้องขู่คุมคามพึงกลัว งัวควายต้องขังยังคอก ปล่อยออกไปบ่ได้ เสือลากไปกิน”

“เสือเย็นมีไหมยาย”

“เสือเย็นบ่มี เสือเย็นคือเสือที่กลายร่างมาจากคน แต่เสือผีมี”

“มันเป็นอย่างใดเสือผี คือเสือที่ตายไปแล้วใช่หรือไม่”

“บ่แม่น คือเสือที่มีผีสิง มันกินคนมาก คนที่ตายกลายเป็นผีสิงในตัวเสือ พาเสือไปกินคนอื่นเพื่อมันจะได้ผุดได้เกิด คนที่ตายก็กลายเป็นผีสิงแทน เสือผีน่ากลัวกว่าเสือเย็น”

แล้วยายก็เล่าถึงเสือผีตัวหนึ่งว่ามันอยู่มานาน มีผีสิงซ้ำซ้อนมาแล้วเท่าไรไม่รู้ เป็นที่หวาดกลัวมาก บ้างก็ว่ามันเป็นเสือล่องหน คนแก่กล้าอาคมตามล่ามัน จวนตัวเข้า มันหายวับไปกับตา  กระทั่งมีมหาเถรชาวพม่าท่านหนึ่งมาปราบมัน  มันจึงจบชีวิตลง

“ท่านปราบมันอย่างใดยาย”

“เอ็งเหยียบหลังให้ยายก่อน”

ข้อมูลจากพ่อแก่แม่เฒ่าที่เป็นคนรุ่นแรกของหมู่บ้านเล่าว่า แรกเมื่อตั้งเป็นบ้านทุกข์ยากลำบาก แต่ก็อุ่นใจว่าหนีห่าลงเมืองมาพ้นแล้ว มีคนตายท้องรุท้องร่วงไปสามคน ตายด้วยเสือลากไปคนหนึ่ง ตายด้วยไข้ร่างกายอ่อนแอไปคนหนึ่ง ตายที่ไหนก็ฝังที่นั่นแล้วหมายจำเอาไว้ ต่อเมื่อตั้งบ้านได้มั่นคงจึงย้อนกลับไปขุดกระดูกมาทำบุญ หากไม่ชำระสะสางให้ถูกต้องก็กลัวผู้ตายจะกลายเป็นผีร่อนเร่อดอยาก ไปเกิดใหม่ไม่ได้

“เมื่อแรกหนีมา ตุ๊ลุงอายุเท่าใดยาย”

“สัก ๖๐ ปี บ่มีตุ๊ลุงเราอาจมาไม่ถึง  ผีก็ร้าย พรายก็แรง ขุบๆ ขาบๆ ซุบๆ ซาบๆ เข้ามาแวดหน้าล้อมหลัง”

ยายเล่าว่าคืนนั้นพักนอนใต้ร่มไทรใหญ่หนาเหมือนหลังคามุงบน คนห้าสิบกว่านอนเบียดกันใต้ร่มไม้เดียว งัวควายมัดติดหลักติดตอแวดล้อม ก่อไฟกองใหญ่ไว้ภายนอกอีกชั้น คืนนั้นเดือนแดงแสงอ่อน ค้างคาวบินวืดวาดไปมาเหมือนคนเอาผ้าดำซัดขว้าง  คืนนั้นมันมืดๆ ดำๆ หดหู่ ยายว่าอย่างนั้น เดือนจะแจ้งก็บ่แจ้ง เป็นเดือนแดงอย่างที่คนบ้านเราเรียกว่าเดือนผีหลอก คนบ้านนอนเบียดกันหันหัวเข้าในหันตีนออกนอก ตุ๊ลุงอินถานอนกลางตรงโคนไทร ท่านเป็นแรงใจ เป็นที่พึ่งของชาวหนีตายพ่ายละไร่นาที่อยู่ที่กิน

“แต่คืนนั้นท่านไม่นอน” ตาสอดคำเล่า

“เป็นใดท่านไม่นอน” หลานชายสอดปาก
“ฟังยายเอ็งเล่า”

คืนนั้นเดือนอ่อน เดือนเสี้ยวบางค้างแขวนอยู่เหนือไหล่เขาทางด้านตะวันตก บ้านใหม่เวียงแม ตั้งอยู่ในหุบ เป็นหุบเขากว้างใหญ่มีภูดอยแวดล้อมอ้อมโอบเป็นหลืบเป็นชั้น เทือกซ้อนเทือก ดอยซ้อนดอย ในสำนึกของคนรุ่นที่เกิดยังบ้านใหม่เวียงแม  เราเป็นชาวป่าชาวดง ไม่ใช่ชาวบ้านชาวเมือง เมืองคืออะไรพวกเราเหล่าเด็กชายชาวดงไม่รู้จัก แม้แต่คำว่าอำเภอก็ยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ รับรู้อยู่เบาบางว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายหนีตายมาจากบ้านเวียงแมดั้งเดิม หากหนีอาจมีทางรอด แต่หากอยู่ อาจตกตายหายลับ

“ดึกดับคืนนั้นมันออกมา” ยายเล่าต่อ

“อะหยังออกมา”

“ผี”

“ฮึ่ย!”

หลานน้อยทั้งสามขยับเข้าหายายโดยไม่รู้สึกตัว อี่หล้าตัวน้อยกว่าเพื่อน แทบจะพรวดพราดเข้าซ้อนตักยายเลย

“ออกจากดินมา ผุดโผล่ขึ้นกลางที่นอนเรา”

“ฮุ่ย!”

หลานสามคนสะดุ้งซ้ำสอง

ยายเล่าว่าดึกดับเดือนนอน ดาวค่อนไก่ขันคืนนั้นมันออกมาจากแผ่นดิน หน้าดินแตกโขบแตกขาบเหมือนเห็ดกระด้งดอกเท่ากระด้งแทงยอดดั้นดิน แตกตื่นหวั่นไหวไปหมด  มือบ้าง หัวบ้างโผล่สลอน มันลุกไล่ไขว่คว้าลากขาลากแขนคนลงหลุมจะเอาไปกิน คนชายใหญ่หนาบ่าไหล่แรงหลายลุกขึ้นเตะถีบสู้รบกับมันแต่ผีร้ายมากหลายเหลือแรง  ตุ๊ลุงอินถาเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ ท่านเสกใส่สิปปคุณเถ็กจาดตวาดลั่น ท่านซัดหมากนับหรือพวงลูกประคำออกไป ลูกประคำหมุนวนเป็นวงควาดแคว้ง เป็นแสงเป็นสร้อยแบบที่เราเรียกกันในสมัยนี้ว่ารัศมีสีรุ้ง ฟ้าแลบแปลบปลาบลงมา ผีทั้งหลายหายเข้าดินไปหมด

“หมู่เฮานอนทับบนป่าช้าผีดิบ” ตาเสริมคำบอกเล่าของยาย “แต่แรกก็สงสัย เป็นใดตุ๊ลุงบ่นอน เอาแต่นั่งภาวนา”

“ตุ๊ลุงท่านรู้ก่อนใช่ไหมตา คิดหาทางป้องกัน”

“แต่แรกก็คงไม่รู้ อาจรู้ตอนนั่งภาวนา แต่ว่ามืดค่ำต่ำตกแล้ว ครัวแบกครัวหามปลงลงกันแล้ว  งัวควายทั้งหลายก็มัดติดหลักติดตอ ข้าวแลงแกงกินกำลังกกๆ กากๆ จะยกย่างย้ายหนีก็ไม่ทันแล้ว ตุ๊ลุงก็เลยไม่บอกใคร กลัวเขาแตกตื่น”

“งัวควายเล่า” ลูกหลานบ้านใหม่เวียงแม นึกไปถึงสาเหตุของการหนีมา “ห่าไม่กินหรือตา”

“ไม่กิน ห่าลงเมืองกินแต่คน ไม่กินหมูหมางัวควาย หากเป็นห่าลงกินงัวควายก็ไม่จำเป็นต้องหนีกันมา”

“ห่าลงเมืองเกิดจากหยังหือ ตา”

“เกิดจากขึด”

“บ้านใหม่เวียงแม เราจะตกขึดอีกไหมตา”

“เอ็งดูตาเป็นตัวอย่าง อันนี้ละตกขึด แต่เป็นขึดเฉพาะตัวตา บ้านใหม่เวียงแม จะตกขึดไหม ขึ้นอยู่กับคนทั้งบ้าน”

“อยู่ในศีล กินในธรรมพระเจ้า ฟังคำคนเฒ่าสั่งสอน อันนี้เป็นเครื่องป้องกันขึด” ยายสรุป

“ตุ๊ลุงอินถาตายเมื่อใด” ความคิดของหลานชายกระโดดไปมาวูบวาบ

“ตั้งเป็นบ้านได้สักสิบกว่าปี ตุ๊ลุงก็ออดแอดกระเสาะกระแสะ” ตาตอบ “ เขาเล่าว่าท่านโดนกระทำ แต่ท่านว่าเป็นโรคกรรมโรคเวร อยู่ต่อมาสักห้าหกปี ก็ขึ้นเมืองบน

ขึ้นเมืองบนหมายถึงตายดี ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ตุ๊ลุงอินถาเป็นคนดี มีบุญคุณต่อหมู่บ้านหลายเรื่องหลายประการ ที่ชาวบ้านจดจำรำลึกที่สุดคือการเป็นผู้นำพาคนสิบครัวเรือนหนีมาจนรอด ฟันฝ่าภัยผีภัยคนมากมาย ภัยผีอย่างที่ได้เล่าไปแล้ว แต่ภัยคนยังไม่ได้เล่า  ตาเล่าว่าอยู่มาวันหนึ่ง ขณะแรมรอนนอนเถื่อนกันมาได้หกเจ็ดคืนแล้ว คนหนีห่ามาหาที่อยู่ที่กินใหม่กำลังกกแกงแต่งกิน ก็มีโจรใจบาปหยาบช้าห้าหกคนยิงปืนขึ้นฟ้า เขาแวดเข้ามาปล้นวัวปล้นควาย เขาว่าถ้าไม่อยากตายอย่าขัดขืน ตุ๊ลุงออกไปหา ขอร้องว่าอย่าซ้ำเติมคนหนีตายเลย มีไอ้ผู้หนึ่งเดินเข้ามา พูดจาด้วยคำโจรกับหมู่นั้นอยู่หลายคำ

“เดี๋ยวก่อนตา คำโจรคืออะหยัง”
“คือคำลับ คำรหัส คือคำเรานี่แหละแต่ใส่รหัสเข้าไป แกะรหัสไม่ได้ก็ฟังไม่ออก”
คำโจรคือถ้อยคำที่โจรผกผ่าฆ่าปล้นเขาใช้พูดจากัน  เป็นถ้อยคำธรรมดาในภาษาเราแต่เขาใส่รหัสเข้าไป แสงเมืองเองโตขึ้นมาเป็นครู แต่ก็พูดคำโจรได้ อย่างเช่นพูดว่า กินข้าวกับแกงอ่อม ก็จะพูดว่า ลินเกอ หล้าวเข้อ หลับเกอะ แลงเกอหล่อมเอ่อ รหัสที่ใส่เข้าไปในแต่ละคำก็คือ เอาล.ลิงใส่พยางค์แรก เอาสระเออะหรือเออใส่พยางค์หลัง  กินจึงแยกเป็นลินเกอ ข้าวแยกเป็นหล้าวเข้อ กับเป็นหลับเกอะ แกงเป็นแลงเกอ อ่อมเป็นหล่อมเอ่อ อย่างนี้เป็นต้น

คำโจรของโจรปล้นวัวปล้นควายวันนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนฟังออกแต่ตามแกะรหัสไม่ทัน ภายหลังเอามาเล่าสู่กันฟังค่อยถอดรหัสได้ ไอ้คนนั้นเป็นหัวหน้าโจร มันบอกลูกน้องว่าตุ๊ลุงผู้นี้เคยโผดกูไว้ อย่าปล้นเลย ปล่อยไปเถอะ

“ตุ๊ลุงเคยโผดอันใดหัวหน้าโจรหรือตา”

“บ่ฮู้ ตุ๊ลุงก็นึกบ่ออก หลังจากนั้นอีกนาน ตุ๊ลุงก็ค่อยนึกได้ว่าสมัยท่านยังเป็นตุ๊หนุ่มอายุสักสามสิบกว่า แสวงหาความวิเวกสงบสงัดตามวอกห้วยราวเขา ท่านไปพบละอ่อนคนชายผู้หนึ่งพลัดพ่อหลงแม่ นอนแผ่ใกล้ตายอยู่ใต้กอไผ่ ตุ๊ลุงอยู่ช่วยเยียวยารักษาหาข้าวหาน้ำให้กินอยู่หลายวัน จนกระทั่งพ่อแม่อ่อนน้อยผู้นั้นตามมาพบจึงพากลับไป”

ตุ๊ลุงอินถามรณภาพไปในราวปีพ.ศ.๒๔๖๐ หมู่บ้านตั้งมั่นมาได้ ๒๐ ปี ยังเป็นบ้านป่าเมืองดง ครัวเรือนเพิ่มขึ้นราวสี่สิบครัวเรือน กระดูกของท่านชาวบ้านยังเก็บรักษาไว้ ต่อมาภายหลังก็เอาบรรจุไว้ในกู่ทางท้ายวัด ถึงช่วงสงกรานต์ปีใหม่ ชาวบ้านจะทำพิธีสระสรงสักการบูชาสืบมาจนทุกวันนี้

Don`t copy text!