เด็กชายชาวดง บทที่ 7 : หน้าน้ำหน้านา

เด็กชายชาวดง บทที่ 7 : หน้าน้ำหน้านา

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 7 –

บ้านใหม่เวียงแมดูกว้างใหญ่ในความคิดของเด็กๆ แต่หากเราอยู่ปลายดอยแล้วมองลงมา จะเห็นบ้านคนกระจุกเป็นหย่อมเล็กนิดเดียวกลางดงดอยห้อมล้อม มีที่กว้างว่างโล่งอยู่ทางทิศตะวันออกกับทิศใต้เป็นนาใหญ่กว้าง ทางตะวันออกติดบ้านน้ำลัด ทางทิศใต้ติดบ้านห้วยโท้ง ที่นาสองทิศนั้นขยายต่อไปไม่ได้อีกแล้วเพราะแดนชนแดน ทางทิศเหนือก็ขยายไปไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ศักดิสิทธิ์เรียกกันว่าดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่า ส่วนทางทิศตะวันตกพื้นที่ขรุขระมีความลาดชันสูง ค่อยสูงชันขึ้นไปกลายเป็นป่าใหญ่ดอยหลวง เป็นที่อยู่กินเสพสร้างของเสือสางช้างร้ายนานา ดงดอยด้านนั้นค่อยลาดเอียงลงมาติดป่าใช้สอยที่พ่อเบิกนา ต่อมาภายหลังพ่อกับไอ่อ้ายบุกเบิกได้อีกสี่ไร่ ผัวใหม่เมียใหม่ไปเบิกได้ครัวเรือนละสามสี่ไร่ ราวปีพ.ศ.๒๕๒๐ที่แสงเมืองเป็นครูอยู่บ้านอื่นเมืองอื่น ป่าใช้สอยด้านนั้นกลายเป็นที่อยู่ที่กินผืนใหม่ไปเกือบหมด ภายหลังจากนั้น มีพระราชบัญญัติป่าสงวนหรือกรมอุทยานแห่งชาติประกาศออกมา พี่น้องชาวบ้านคิดอ่านขยับขยายย้ายที่ไม่ง่ายดังเดิมแล้ว

ย้อนกลับไปสู่วัยเด็กของเด็กชายชาวดงคนหนึ่ง วันเวลาครั้งนั้นหมู่บ้านยังเล็ก บ้านเรือผู้คนยังเป็นกระท่อมไม้ไผ่กันอยู่เป็นส่วนมาก เรือนไม้จริงมีราวสิบกว่าหลัง เรือนตาอยู่ในกลุ่มนี้ ว่างเวียกการงานนา ตาชักชวนคนชายพี่น้องเข้าป่าเลื่อยไม้ ใช้เวลาอยู่หลายปีเรือนนี้จึงสำเร็จ ยายเองก็เป็นคนเข้มแข็ง ยายมีปมด้อยเพราะเป็นคนหน้ามอด คนหน้ามอดคือคนผิวหน้าขรุขระเป็นบ่อเป็นหลุมเพราะพิษจากโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษ ยายน่าจะเป็นคนสวยได้คนหนึ่งหากหน้าไม่ปรุ ยายคิดว่าตัวเองคงไม่ได้ผัวแล้วเพราะไม่มีพี่อ้ายชายบ่าวมาแอ่วมาอู้ แต่ตากลับมาติดพันยายจนได้อยู่กินเป็นผัวเมียกันมั่นคงถาวรสืบมาจนถึงวันนี้ ยายเล่าว่า

“แต่เดิมตาเอ็งไม่ได้ชอบยายหรอก   มันไปแอ่วไปอู้อีแก้วเฮือนก่อน อยู่มาอยู่ไป อีแก้วเฮือนตกลงอยู่กินกันกับหนานเลา ตาเอ็งเลยมาแอ่วมาอู้กับยาย”

“ตาร้ายใช่ไหมยาย ข้าได้ยินพ่อว่าเมื่อยังหนุ่ม ตาร้ายนัก”

“ร้ายไหม” ยายอ้ำอึ้ง  “จะว่าร้ายก็ใช่ ตาเอ็งเป็นคนอารมณ์ร้อนมากกว่า ใจร้อน ใจเร็ว ใครขัดใจไม่ได้ หากตาร้าย พ่อเอ็งก็ร้ายเหมือนกัน มันกล้าขัดใจตาเอ็ง”

“ปู่กับตา พ่อว่าเป็นเสี่ยวกันมาก่อน แต่ข้าไม่ค่อยเห็นปู่กับตาไปมาหาสู่กัน”

“อาจต่างคนต่างแก่”

ยายพูดแค่นั้น เหมือบอุบอำงำความอะไรไว้

ยายยังทอผ้าได้อยู่ แม่ก็ทอได้ อี่เอ้ยก็พอทอได้แต่อี่หล้าเล็กเกินไป ได้แต่ป้วนเปี้ยนเล่นเศษฝ้ายเศษด้ายอยู่ใกล้แม่ ทอไว้ใช้ในครัวเรือนเป็นหลัก ไม่ค่อยมีใครคิดอ่านทอไว้ขาย ผู้หญิงคนใดก็ทอผ้าได้ ผู้ชายคนใดก็ทำนาเป็น พอถึงหน้าน้ำหน้านา ชายบ่าชายแรงคึกคัก ไม่จับเจ่าง่วงเหงาเหมือนหน้าแล้งฟ้าแห้งดินแข็ง หน้าฝนหน้าฟ้า น้ำฟ้าสายฝนหล่นต้องลงมาสม่ำเสมอ พอดินนาอิ่มน้ำ คนบ่าคนแรงและบ่าวใหม่ฝึกใส่นาก็เริ่มไถนากันแต่เช้า ไอ่อ้ายอายุย่าง๑๕ ฝึกใส่นาปีนั้น ท่าทีจะกำยำล่ำใหญ่อยู่เหมือนกัน อี่เอ้ยอายุย่างสาวเริ่มมีอกมีเอว แต่อี่เอ้ยเป็นคนอาภัพมีบาปเคราะห์กรรมเวรติดตัวมา อี่เอ้ยคอเอิม คำไทยว่าคอพอก ยิ่งโตก็ยิ่งชัดจึงหาผัวไม่ได้ อยู่เป็นสาวเฒ่าเลี้ยงน้องเลี้ยงหลานจนหมดอายุ

หน้าน้ำหน้านา ไอ่อ้ายกับอี่เอ้ยพ้นไปจากวัยเด็กจึงไม่ค่อยสนุกสนานตื่นเต้นเหมือนน้องชาย อี่หล้าก็ยังเล็กเกินไป ไม่ค่อยได้ติดไต่ไล่ตามพี่ชายสะพายข้องแบกแซะแบกไซออกไปหาปูปลากบเขียด   วันเวลาของเด็กชายชาวดงยุคนั้นหมดไปกับการสอดล่าหากินมากกว่าเรียนหนังสือ แต่แสงเมืองก็สอบไล่ผ่านมาได้ทุกปี ได้ที่อะไรไม่เคยสนใจ รู้ว่าขึ้นชั้นได้ก็พอใจแล้ว จบชั้นป.๔ เมื่ออายุ๑๒ ปี อยู่บ้านสองปีแล้วเข้าวัดได้บวชเป็นสามเณร บุญพาวาสนาส่งได้ไปเรียนบาลีมัธยมในเมือง จบมัธยม สอบเข้าวิทยาลัยครูได้ จบแล้วสอบบรรจุเป็นครู ได้ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

 

“ไอ่อ้าย ลุกๆ”

เช้ามืดวันหนึ่ง พ่อปลุกเรียกพี่ชายแต่เช้าเอาควายออกทุ่ง แสงเมืองแสงแก้วยังนอนอยู่ ตาเองก็ลุกไปแล้ว เสียงคุยกันอุมๆ อัมๆ เหมือนอยู่ในความฝัน ตะวันออกมาเป็นดวงแดงสีหมากสุก แม่จึงปลุกเราตื่น สองคนพี่น้องล้างหน้าสีฟันด้วยกิ่งข่อยแล้วเอาข้องใส่ไหล่เอามีดใส่เอวไปยกไซ หน้านี้ปลาขึ้น มันขึ้นมาจากแม่น้ำเข้าสู่ลำห้วยเพื่อหาที่วางไข่ ไซบั้งหรือไซหัวหมูตาสานไว้หลายลูก

นึกถึงตา

ภาพจดจำรำลึกคือชายชราตาบอดผู้เข็มแข็ง

“ได้ปลาสะพากใหญ่ๆ สักตัวสองตัวก็ดีนะ ไอ่เมือง”

แสงแก้วไม่เรียกพี่ชายคนรองว่าอ้าย เรียกว่าไอ่เมืองตามปากคำพ่อแม่ตายายและพี่ชายพี่สาว

“มึงอยากกินแกงปลาสะพากหรือ ไอ่แก้ว”

“ไม่ใช่กูอยากกิน แต่ตาว่าอยากกินแกงปลาสะพากใส่ยอดส้มป่อย”

เท้าเปล่าเหยียบย่ำไปสู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน ดอยปู่เฒ่าย่าเฒ่ายังมองเหมือนคนเฒ่านั่งหารือกัน ทางด้านนี้มีลำห้วยสายใหญ่ ไหลมาแต่เหนือ ต้นห้วยอยู่ที่ไหนเราไปไม่ถึง ไปสุดที่ใดเราไม่รู้ รู้แต่ว่านาบ้านน้ำลัดก็กินน้ำห้วยสายนี้

เรื่องที่เรารู้มีนิดเดียว

เรื่องที่เราไม่รู้มีมากมาย

บางวันส้อนอี่ฮวกหรือช้อนลูกอ๊อด เป็นความสุขสนุกสนานของเด็กชาวดงทั้งชายและหญิง แบกแซะคนละคัน ตะข้องเคียนเอวคนละใบ จ๊อยๆ ซอๆ จิ่มละนอหละน้อออกไปสู่ทุ่ง ท้องทุ่งกว้างขวาง ความรู้สึกของเด็กน้อยครั้งนั้นว่ามันกว้างใหญ่สุดสายตา โลกทั้งโลกของเรามีเพียงแค่นี้ ทุ่งนา ป่าเขา ดอยดง ถึงนาลงลุยนา ก้อนขี้ไถแช่น้ำไว้ยังไม่ละลาย ไข่กบฟักเป็นตัวแล้ว คำไทยว่าลูกอ๊อด คำเมืองว่าอี่ฮวก มีปริศนาคำทายในหมู่เด็กๆว่าสัตว์อะไรเอ่ยมีแต่ตัวเมียไม่มีตัวผู้ คำตอบคืออี่ฮวก เอาแซะมุดช้อน มือขวาถือคันแซะ มือซ้ายถือสายรั้ง เอาตนกวาดน้ำไล่อี่ฮวกเข้าแซะแล้วยกขึ้น น้ำจะรั่วออกตามตาแซะที่เป็นรูๆอยู่ทั่ว แต่อี่ฮวกตัวโตกว่ารูจึงลอดออกไปไม่ได้ จับใส่ข้องแล้วช้อนใหม่ กลิ่นหญ้าเน่าแช่น้ำนานคลุ้งเหม็น เป็นกลิ่นคุ้นเคย

“เดือนหน้าบ้านน้ำลัดจะมีปอย” ใครคนหนึ่งในหมู่เราเอ่ยขึ้น จะซอกับมีลิเก”

“คณะอะหยัง”

“คณะสันคะยอม พู้น ลุกแต่สันป่าตองมาเล่น”

“กูใคร่อยากข้าวเต๋วผัด”

“กูใคร่อยากข้าวหนมเส้น”

“กูใคร่อยากปลาหมึกปิ้ง”

บางวันช้อนกุ้ง บางวันช้อนปลา ปลาโตช้ากว่ากบเขียด หรือมันอาจออกไข่ไม่พร้อมกัน เอาแซะมาส้อนปลาบางทีไม่ได้แต่ปลา มัวเพลินเกินไปอาจได้ปลิงติดน่อง หากเป็นผู้หญิงก็มักแหกปากร้องโวยวาย บางคนทิ้งแซะวิ่งเตลิดไปตลอดทุ่งจนปลิงหลุดไปเอง

หน้าน้ำหน้านา ฟ้าฝนหล่นรายสายสุย มีเพลงร้องเล่นของเด็กๆในดงดอยเพลงหนึ่งว่า

ฝนตกสุยๆ

จุหมายุยเข้าเหล่า

อี่พ่อได้เต่า

หื้ออี่แม่แกงแค

หมายุยเป็นหมาอย่างไรไม่เคยเห็น พ่อแม่ก็ไม่เคยเห็น ตุ๊อาวสมเจ้าวัดปัจจุบันบอกว่าเป็นหมาขนดกขนฟู จุแปลว่าหลอกหรือยุ เหล่าแปลว่าป่า หน้าลงนา ใช่ว่าจะแช่อยู่ในนาทุกวัน ช่วงหมักดองขี้ไถให้เปื่อยจะใช้เวลาเป็นเดือน ช่วงนี้พวกผู้ใหญ่มักเข้าแพะเข้าเหล่าสอดล่าหากิน บางทีแสงเมืองก็ได้ตามพ่อไป บางทีพ่อก็ไม่อนุญาต แต่ไอ่อ้ายมักได้ไปกับพ่อเสมอ ไอ่อ้ายกำลังขึ้นบ่าว แต่ไอ่น้องยังเป็นละอ่อน วัยห่างกันราวห้าปี ปีนั้นแสงเมืองยังเด็กเกินไปที่พ่อจะพาเข้าป่าหงดงดิบ กลัวพลาดพลั้งพลัดหลงกัน กลัวว่าขวัญหัวยังไม่ห่มเกล้าเพราะคุณความดียังอ่อน แต่ไอ่อ้ายขึ้นบ่าวถือว่าใหม่หม้ากล้าบานพอดูแลตัวเองได้ กระทั่งจบป.๔ แล้วพ่อจึงพาเข้าแพะเข้าพงดงลึกไปสอดล่าหากินอยู่บ้าง หมู่เฮาเป็นชาวดง มีชีวิตระหว่างบ้านกับดง บ้านหมายรวมเอาทุ่งนาไว้ด้วย แต่ป่าดงแยกออกไป เภทภัยในดงมีมากกว่าในบ้านหลายทบหลายเท่า  มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีสาง โภงพรายร้ายกาจ มีเรื่องเสือผีที่น่ากลัวมาก เสือผีเป็นเสือที่มีผีสิง ผีจะพาเสือไปกินคน  มีคนตายแทน ผีจะได้ไปเกิดอย่างที่ยายเคยเล่าให้ฟัง มันสร้างความกังวลครั่นคร้ามแก่ชาวป่าชาวดงไปทั่ว พ่อหมอบ้านใดที่ว่าแน่ต่างเอามันไม่อยู่ กระทั่งมีมหาเถรพม่าผ่านมา ชาวบ้านจึงไปกราบไหว้วิงวอนท่าน ท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าวาระสุดท้ายของเสือผีใกล้เข้ามาแล้ว ขณะเดียวกันท่านก็เล็งเห็นว่ากรรมเวรระหว่างท่านกับเสือตัวนั้นในชาติปางก่อนน่าจะยุติกันได้แล้ว ท่านจึงเรียกมันมากินท่าน ท่านมรณภาพ ท่านไม่เป็นผีสิงในตัวเสือ อยู่ต่อมาไม่นาน เสือผีตัวนั้นก็ไม่มาปรากฏอีกเลย

 

ห่าฝนชลเมฆยังมืดมัวอยู่เต็มฟ้า บางวันฝนตก บางวันแดดออก บางวันมีทั้งแดดและฝน ต้นไม้ได้ฝนก็แตกดอกออกใบ ดอกไม้พื้นเมืองบานออกมาดารดาษ ภู่ผึ้งหึ่งๆ หาเกสรดอกไม้ นกใหญ่นกน้อยออกมาให้เห็นหนาตา นกแซวหางปลา นกแซวหางบ่วงตัวดำๆ ชอบพูดเพราะฉอเลาะแก่กัน นกกระเต็นช้างตัวโตกว่ากระเต็นทั่วไป จับปลายไม้สูงร้องเสียงดัง ไม่มีทางที่ลูกก๋ง หรือกระสุนดินเหนียวของเราจะสอยมันลงมาได้ บ่าวใหญ่ใหม่หม้าอาจเอามันลงมาได้ด้วยปืน แต่ยิงนกกระเต็นด้วยปืนถือว่าไม่คุ้ม ปืนควรยิงหมู ยิงเก้งมากกว่า คนไม่ค่อยยิงปืนพร่ำเพรื่อสมัยนั้น อาจเพราะลูกปืนและแก๊ปปืนเป็นของทำเองไม่ได้ ต้องซื้อเอา

บางวันตกหนัก บางวันตกเบา บางทีตกกลางวัน บางวันตกกลางคืน ยามค่ำคืนชานฝนไม่มีคนใช้ คนอยู่ใต้ร่มหลังคาเป็นหลัก ตายังทำงานโดยไม่ใช้สายตา แม่กับยายกับอี่เอ้ยที่คอเริ่มพองออกมาเหมือนคอน้ำต้นมักสุมหัวกันอยู่ยังซอกซ้ายทางด้านหลังของเรือน แต่เดิมเป็นครัวไฟ ต่อมาพ่อเห็นว่าลูกๆเริ่มโต เรือนเริ่มคับแคบ พ่อจึงปรารภกับตาเป็นเชิงขออนุญาตย้ายครัวไฟลงล่าง ที่เคยเป็นห้องครัวตรงนั้นมักเป็นที่ทำงานยามกลางคืนของพวกผู้หญิง ส่วนซอกเรือนทางขวาตรงนี้ยังเป็นที่นอนของตากับหลานชายสองคนตามเดิม

หน้าฝนหน้าฟ้า นอนอยู่ใต้หลังคาตองตึงมีความสุข ฝนตกถี่ๆ ฝนตกทึบๆ อยู่บนหลังคา ตื่นเช้ามาไปยกไซหรือยกตุ้มเหยี่ยน เหยี่ยนคือปลาไหล ตุ้มคืออีจู้ ตาสานไว้หลายใบ ยามแลงแสงอ่อน ตะวันรอนใกล้ลับ ฝูงผีทั้งหลายตากผ้าอ้อมไว้ตามปลายเมฆ เด็กชายชาวดงจะออกไปใส่ตุ้ม เอาปูโขลกพอมีกลิ่นอุ่ยๆ เป็นเหยื่อล่อ เอาเหยื่อหย่อนใส่พอให้ลุบลิบผิวน้ำ น้ำจะละลายเอาเนื้อเน่าของปู่ป่นแผ่ไปในนา ปลาเหยี่ยนได้กลิ่นมันจะตามกลิ่นมา มันจะมุดเข้าในตุ้มแล้วกลับออกไปไม่ได้มีงาหรือฝาเป็นกรวยปิดปากรู บางวันได้มากพอฝากเรือนปู่ป้าอาอาวด้วยซ้ำ

เป็นความสุข เป็นความภาคภูมิใจของเด็กชายชาวดง

 

บางวันฟ้าร้องครืนๆ เมฆดำต่ำย้อยอยู่ทางตีนฟ้าด้านใต้ แสงสอดลอดเมฆลงต้องยอดฉัตรปลายพระเจดีย์วัดห้วยโท้งดูสุกปลั่ง ห้วยโท้งเป็นบ้านใหญ่ตั้งมาเกือบร้อยปี มีร้อยกว่าหลังคาเรือน คนบ้านเราหากต้องออกไปบ้านนอก ต้องข้ามทุ่งมารอขึ้นรถที่ห้วยโท้ง เรียกว่าบ้านนอก หมายถึงนอกดอยดงวงแวดทางด้านตะวันออก นอกจากบ้านนอก ยังมีบ้านในอยู่ในดงลึก ชาวในดงไม่ค่อยคบหากับใคร นานๆ ที จะเอาหวาย หรือน้ำผึ้ง หรือของป่าแปลกๆ มาแลกเกลือ ปลาทู มีดและดาบ  ชาวในดงเป็นชาวลึกลับก้ำกึ่งระหว่างคนกับผี เขาเล่ากันมาอย่างนั้น

“เร่งตีนเร่งมือหน่อยพวกเอ็ง  ฟ้าดำต่ำย้อยลงทุกที”

พ่อเร่ง เพิ่งบ่ายแก่ๆ แต่ลมหอบฝนมาจากทางใต้จนมืดอืดทืด ข้าวกำลังแตกกอเขียวงาม ห้าหกคนพ่อแม่ลูกช่วยกันเอาหญ้านา หากไม่เอา หญ้าจะรุกรุมคุมเหงต้นข้าวให้เสียหาย หญ้านามีหลายอย่าง บางอย่างกินได้ อันใดกินได้เราะเรียกว่าผัก อย่างผักควบ ผักอีฮิน ผักด้ามหลั้วและผักปุมปาเป็นต้น

“กลับกันเทอะ” แม่พูด มือหนึ่งยกป้องหน้ามองฟ้า อีกมือถือไม้พยุงตัว “พรุ่งนี้ค่อยมาเอาต่อ”

“สูกับอี่เอ้ยกลับก่อน “พ่อถือไม้พยุงตัวเช่นกัน เอาตีกวาดย่ำยอดหญ้าให้จมในดิน “ อี่เอ้ยเลยออกไปเอาควายเข้าแหล่งด้วย อย่าตาเอ็งออกไป ตกหลุมตกร่องขาแพลงจะลำบาก”

ลมแรง เมฆมืดเลื่อนมาลิ่วๆ ปิดบังแสงฟ้าบนฟ้า แม่กับอี่เอ้ยเร่งตีนคืนสู่หมู่บ้าน แต่พ่อกับลูกชายทั้งสามยังเอาหญ้านาอยู่ บางทีก็เรียกว่าย่ำหญ้านา ย่ำคือเหยียบ ต้องใช้ไม้ช่วยพยุงตัวเพื่อกันพลาดไปเหยียบต้นข้าวที่เริ่มแตกออกเป็นพุ่มเป็นกอ มักใช้ไม้รวกลำเล็กขนาดเหมาะมือ ยาวสักวาเศษ นอกจากใช้พยุงตัว เรายังถ่ายน้ำหนักใส่มัน ทำให้ไม่เมื่อยเร็ว  งานเอาหญ้านามักใช้แรงงานเฉพาะคนในครอบครัว ครอบครัวใดคนน้อยก็ช้าหน่อย ครอบครัวใดคนมากก็เร็วขึ้น เรือนเรามีเก้าคน เอามาย่ำนาหกคน เหลือติดเรือนไว้เพียงสามคือตายายและอีหล้า เวียกการงานนาเป็นงานละเอียดหลายขั้นหลายตอน บางขั้นตอนเฉพาะคนในครัวเรือนก็ทำไม่ได้ อาจทำได้แต่อาจช้า ไม่ทันการ อย่างงานปลูกกับเก็บเกี่ยวเป็นต้น หากเสร็จช้าข้าวกล้าโตช้าการเก็บเกี่ยวก็ล่าช้า ดีไม่ดีไม่ทันได้ทำบุญข้าวใหม่เดือนสี่เพ็ญพร้อมเพื่อน ก็จะกลายเป็นความเศร้าหมองทางใจ

ฝนลงเม็ดเหมาะแหมะ

ไม่มีฟ้าร้องก้องกึกและฟ้าแลบแปลบปลาบจนวิตกว่าฟ้าจะผ่าหัว ไม่ใช่ฝนหัวปีที่ความร้อนกับความเย็นกระทบกันรุนแรง สายฟ้าแลบคนเฒ่าเล่าว่าเทวดากับอสูรรบกัน เทวดามีกงฟ้าเป็นอาวุธ อสูรมีขวานฟ้าเป็นอาวุธ เขาขว้างและยิงอาวุธใส่กันกลายเป็นฟ้าแลบ ฟ้าร้องคือเสียงอาวุธกระทบกัน บางครั้งเทวดาพ่ายก็ถอยร่นจนถึงประตูเมืองฟ้า บางทีอสูรพ่ายก็ถอยร่นลงถึงประตูเมืองอสูร

“เมืองฟ้าอยู่ที่ไหน” เด็กชายชาวดงเคยถามปู่

“อยู่ปลายเขาสิเนโร” ปู่ตอบ

“เขาสิเนโรอยู่ที่ไหน”

“พู้น ใจกลางโลก บางทีก็เรียกว่าเขาหลักโลก เมืองตาวติงสาตั้งอยู่บนยอดเขา เป็นที่อยู่ของพญาอินทร์กับเทวดาทั้งหลาย ส่วนเมืองอสูรอยู่ใต้เขาสิเนโร  เขาเป็นศัตรูกัน รบพุ่งกัน เปลี่ยนกันแพ้เปลี่ยนกันชนะ รบพุ่งสืบมาบัดนี้”

ฝนย้อยฟ้าลงมาถี่ๆ ย่ำหญ้านากระทงสุดท้ายยังไม่แล้วเสร็จ ฝนก็ตกหนักตกหนำจนลืมหูลืมตาแทบไม่ขึ้น พ่อไล่ให้ลูกชายคนกลางกับคนเล็กหลบเข้าห้างนาไปก่อน กองไฟยังไม่มอดดับ ขอนใหญ่ติดไฟมีควันกุ่ยๆ แสงเมืองเอาไม้เขี่ยถ่าน เป่าเถ้าฟุ้งแล้วเอาขุยไผ่โปะลงไป เป่าไฟให้ลุกแล้วหักเศษไม้สุมใส่ แสงแก้วลอบกำหนดจดจำที่พี่ชายทำทุกอย่าง เหมือนที่แสงเมืองลอบกำหนดจดจำมาจากไอ่อ้าย

มันคือการเรียนรู้
เรียนจากของจริงในวิถีชีวิต

อาจถูกบ้างผิดบ้าง ไม่ถูกทั้งหมด ไม่ผิดทั้งหมด

“มึงรู้ไหมไอ่น้อง” แสงเมืองเลียนแบบไอ่อ้ายทุกอย่าง “เทวดาสร้างฝนชื่ออะหยัง”

“กูบ่รู้”

“ชื่อปัชชุนเทวบุตร”

“สร้างได้อย่างใด”

“ปัชชุนเทวบุตรมีคาถาเรียกฝน เวลาจะสร้างฝนก็เสกคาถาเรียกมา”

“แต่ตุ๊ลุงอินถามีคาถาห้ามฝน”

“มึงเอาที่ไหนมาว่า”

“อี่ปู่เล่า”

“เล่าว่าอย่างใด”

แสงแก้วคงกุเรื่องเอง ตอบไม่ได้จึงอึกอักๆ เสแสร้งไปซนไฟ ไฟลุกดี ลูกชายคนกลางของพ่อแม่เอาหม้อต้มยาขึ้นตั้ง พ่อกับไอ่อ้ายกลับเข้ามาจะได้กินน้ำต้มยาร้อนๆ แก้หวัดแก้ไอ ฝนฟ้าย้อยถี่ ฝนหนาฟ้าหนัก น้ำหยดจากชายคาห้างนาลงมาถี่ๆ มองออกไปไกลก็แทบไม่เห็นอะไรเลย ดุ่มๆ ดำๆ เดินใกล้เข้ามา  พ่อกับไอ่อ้ายย่ำหญ้านาจนเสร็จ หัวหูเปียกโชก น้ำย้อยจากตีนกางเกงโกรกๆ เช็ดหัวหูหน้าตา แก้เสื้อออกบิดน้ำแล้วผึ่งไฟ กินน้ำต้มยาคนละกระบวย พอฝนซาฟ้าใสพ่อก็พาลูกชายกลับ

Don`t copy text!