เด็กชายชาวดง บทที่ 9 : เกิบใส่ไปโรงเรียน

เด็กชายชาวดง บทที่ 9 : เกิบใส่ไปโรงเรียน

โดย : มาลา คำจันทร์

“เด็กชายชาวดง” นวนิยายเรื่องล่าสุด จากปลายปากกาของ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ที่อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านเล็กๆ กับเรื่องเล่าและวัฒนธรรมล้านนาอันยิ่งใหญ่ ชีวิตที่เรียบง่ายและแตกต่างจากเด็กในปัจจุบัน จะนำมาซึ่งรอยยิ้ม และจะสร้างความอุ่นหัวใจให้กับนักอ่าน

****************************

– 9 –

 

ย่างเดือนอ้าย น้ำในนาเริ่มทรงตัวนิ่ง ข้าวตั้งกออวบงามเหมือนพรมสีเขียวกว้างไกลสุดสายตา นาบ้านเราเป็นทุ่งราบ ปูแผ่ไปจดนาบ้านน้ำลัดทางด้านตะวันออก จดนาห้วยโท้งทางด้านใต้ ส่วนทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านเป็นป่าเต็งรังหรือป่าผลัดใบ พื้นที่ค่อยลาดชันขึ้นไปติดแนวเขาที่คล้ายขอบกระด้ง ดอยซ้อนดอย หุบซ้อนหุบอยู่ทางด้านนี้  แต่ตรงที่เป็นป่าแพะหรือป่าใช้สอยของหมู่บ้านซึ่งลาดต่ำเกือบราบเพียง พ่อไปบุกเบิกเอานาได้เกือบสิบไร่ ใช้เวลาเกือบสิบปี ไอ่อ้ายมีส่วนช่วยอย่างสำคัญ แสงเมืองเองแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะเข้าวัดไปแต่อายุ๑๔ สึกออกมาอีกทีตอนเรียนจบมัธยมต้นแล้วสอบติดวิทยาลัยครู จบออกมาเป็นครูก็ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

ย่างเดือนอ้าย ฝนฟ้าลาห่าง น้ำในนาทรงตัว บัวเผื่อนบัวผันบานดอกสีม่วงอยู่ระหว่างกอข้าวเหมือนสาวน้อยหน้าหวานนั่งแอบหลังแม่ มันเป็นหญ้านาอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ต้นข้าวตั้งกออวบงามแล้วก็เลยปล่อยปละละเลยมันบ้าง ดอกใบมันงามแต่กินไม่ได้ ส่วนที่กินได้คือเหง้าเล็กๆ ขนาดหัวแม่มือที่ฝังในดิน เป็นของกินเล่นของเด็กหญิงเด็กชายชาวดงสมัยนั้น หากมีอย่างอื่นให้กินเราก็ไม่กินเพราะมันไม่อร่อยอะไร แต่บ้านนอกคอกนา บ้านป่าเมืองดงเมื่อกึ่งพุทธกาลของกินเล่นมีน้อย อะไรที่พอกินได้เราจึงกิน  รากปอต้นอ่อนๆ สูงพ้นดินสักศอกเราก็ถอนออกมากิน  มะตันลอดก้น(พุทราป่า)ลูกเท่าปลายก้อยเราก็กิน ที่เรียกว่ามะตันลอดก้นไม่ใช่เพราะต้องเอาลอดก้นก่อนค่อยกิน แต่หมายความว่ามันงอกมาจากเมล็ดที่เรากลืนลงท้องแล้วขี้ออกมา ข้าวมานหรือรวงข้าวอ่อนนอนปล้องเหมือนลูกอ่อนนอนท้องแม่เราก็แกะออกมากิน สมัยนั้นการเกี่ยวข้าวยังใช้เคียว จะเกี่ยวโดยทิ้งตอซังสูงสักศอกเศษ ตอที่เหลือติดดินยังไม่ตาย มันจะงอกใหม่ ในปล้องจะมีข้าวมานเหมือนแม่มานตั้งท้องลูก เราจะฉีกปล้องแล้แกะเอาออกมากิน แต่หากโผล่พ้นปลายปล้องงอกมาแล้วจะแก่เกินกิน ทิ้งไว้ให้เป็นอาหารงัวควายต่อไป นอกหน้านาราวเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไปมันจะแล้ง ครัวปลูกลูกฝังใดๆ หย่อนใส่ดินนามันงอกยาก  อาจงอกแต่จะไม่โต อาจโตแต่จะไม่ติดดอกออกลูก อาจออกลูกแต่จะไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีน้ำฟ้าสายฝนหล่นตกมาเลี้ยงโลก จะไปสูบเอาน้ำจากลำห้วยมาใส่นาก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องสูบ จะใช้หลุกหรือระหัดวิดน้ำเข้านา ก็ไม่มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านเลยสักสาย นาบ้านใหม่เวียงแมกับบ้านน้ำลัดกินน้ำจากห้วยสายเหนือเป็นหลัก บ้านห้วยโท้งกินน้ำห้วยโท้งร่วมกับบ้านอื่นที่อยู่ทางทิศใต้ไกลออกไป แต่หน้าแล้งน้ำห้วยค่อยแห้งหายไปเรื่อยๆ การปลูกฝังนอกหน้าน้ำหน้านาจึงเป็นเรื่องที่คนบ้านเราไม่คิด ปล่อยนาให้ว่างโล่งเป็นที่เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย

 

ไอ่เมือง ไอ้เมืองเหย มึงอยู่ไหน”

อยู่มาวันหนึ่งในปลายฤดูฝนต้นเดือนอ้าย  แสงแก้วก็เรียกหาพี่ชายโหวกเหวก แสงเมืองกำลังล่อเขียดน้ำเต้าอยู่ในสวนหลังบ้านจึงคร้านตอบ หากตะโกนตอบเขียดน้ำเต้ราอาจตกใจ มันจะไม่งับเหยื่อ

“ไอ่หน้าแม่ มึงอยู่ไหน”

น้องชายตะโกนดังขึ้นอีก ไม่เรียกชื่อ แต่เรียกฉายา แสงเมืองมีลักษณะเด่นแผกพี่ชายน้องชายคือเค้าหน้าคล้ายแม่ จึงมีฉายาว่าหน้าแม่เพื่อแยกออกมาจากคนอื่นๆ ที่อาจชื่อแก้วเมือง คำเมือง อุ่นเมือง สิงเมือง…คนบ้านเราแต่เก่าก่อน หากใครมีชื่อหลายพยางค์ มักจะเอาพยางค์ท้ายสุดมาเรียก เช่นชื่อแสงเมืองก็เรียกไอ่เมือง คำเมืองก็เรียกไอ่เมือง อุ่นเมืองก็เรียกไอ่เมือง ฉายาที่เอามาต่อท้ายมักเอามาจากลักษณะเด่นของแต่ละคน อย่างของแสงเมือง หากจะขยายให้ชัดเจนว่าหมายถึงคนไหน เขาก็จะว่าไอ่เมืองหน้าแม่ อันที่จริงคำว่าหน้าแม่ไม่ได้แปลว่าหน้าเหมือนแม่ แต่แปลว่าหน้าสวย หรือหน้าเหมือนผู้หญิง

ไม่ชอบให้ใครเรียกอย่างนี้นัก  แสงแก้วเรียกซ้ำๆ สองสามหนจึงจำใจตอบ

“กูอยู่นี่”

ราวเดือนอ้ายเรือกสวนส่วนลึกยังรกเรื้อเป็นที่อยู่อาศัยของเขียดน้ำเต้าตัวเล็กๆขนาดปลายก้อย ทำไมมันไม่อยู่ในนาแต่มาอยู่ในสวน อาจเพราะในนามีปลาช่อนชุกชุม เด็กชายชาวดงวัยเพียงเก้าขวบสิบขวบคิดอย่างนั้น

แสงแก้วลัดสวนมาหา เอาง่ามกงหรือหนังสะติ๊กอันใหม่มาอวด

“ไอ่อ้ายปันกู”

“อือ”

ได้เหยื่อพอเพียงแก่ความต้องการ สองคนพี่น้องเอาเบ็ดก่องออกไปก่องเบ็ดยังนา เบ็ดก่องเป็นเบ็ดคันเล็กยาวราวศอกเศษ เหลาปลายให้โค้งโก่ง ผูกสายเบ็ดตรงปลาย รั้งลงมาเกาะไว้กับเส้นด้ายที่ผูกไว้กลางคันเบ็ด เบ็ดก่องเป็นชื่อ ก่องเบ็ดเป็นการกระทำ ยามเย็นแดดอ่อน เด็กชายชาวดงมักออกไปก่องเบ็ดนาใครนามัน ถึงนาปลดเบ็ดก่องลงมา เอาเหยื่อเกาะขอเบ็ดแล้วเอาปักตามคันนาเว้นระยะห่างกันราวสามวา หากใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อ มันจะจมน้ำนิ่งอยู่เฉยๆ แต่หากใช้เขียดน้ำเต้าหรือเขียดหลังเขียว เราจะเอาตะขอเกาะหลังมันพอให้มั่นไม่ให้ถึงตาย มันจะกระแด่วๆ ดิ้นรน ปลาจะสังเกตเห็นได้ง่าย จะว่ายเข้ามาฮุบ ฮุบแล้วก็หนีไปไหนไม่ได้ หากเป็นปลาใหญ่จะดีดดิ้นโผงผาง ปลายเบ็ดที่เหลาให้อ่อนจะค้อมโค้งกระดกขึ้นลงดะเดียะ  เป็นความสุข ความสนุกสนานเบิกบานหัวใจของเด็กชายชาวดง

ยามเย็นแดดอ่อน ตะวันรอนอ่อนลงระหว่างเทือกเขาทางด้านตะวันตกที่วกลงทางด้านใต้ เป็นป่าเขาดอยดงสลับซับซ้อน มีแต่ทางทิศตะวันออกเท่านั้นดูว่างโล่งกว้างขวาง แต่มันก็มีแนวเขาสูงชันอันอื่นกั้นขวางไว้ระหว่างบ้านเวียงแมที่เราจากมา กับบ้านใหม่ในดงที่เราอยู่กันในทุกวันนี้  โยกย้ายหนีห่าลงเมืองเมื่อปีพ.ศ.๒๔๔๐ หนีมาไกลมาก ข้ามภูข้ามดอยมาหลายเทือกหลายแถว พ.ศ.๒๔๔๐ ยังอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เรามักเรียกติดปากกันว่ารัชกาลที่ ๕ ตายายยังเป็นเด็ก ติดตามหลามไหลไปกับคนสิบครัวเรือนที่ตุ๊ลุงอินถาท่านอาสานำไป  ไปสู่หนไหน ไปสู่ดอยดงหล่งลึกที่ท่านเคยธุดงค์มาถึง

“อี่แม่ว่าขายปลาได้ จะซื้อเกิบใส่ไปโรงเรียนหื้อกู”

แสงแก้วโอ้อวดพี่ชายว่าหากขายปลาได้ แม่จะซื้อรองเท้าใส่ไปโรงเรียนให้ พี่ชายอือๆ หือๆ แล้วสำทับว่า

“ได้เกิบใส่ไปโรงเรียน มึงต้องหมั่นไปโรงเรียน”

“มึงก็เหมือนกัน ต้องหมั่นไปโรงเรียน”

“อี่แม่บ่ซื้อเกิบใส่ไปโรงเรียนหื้อกู”

ปูปลายังคลาคล่ำ หน้าปูเราเก็บปู หน้าปูจะอยู่ในช่วงต้นกล้าลงสู่นาใหม่ๆ นาบ้านเราเป็นนาดำ ไม่ใช่นาหว่าน นาดำจะหว่านกล้าลงแปลงเพาะกล้าก่อน อายุกล้าสักเดือนจะถอนออกแล้วเอาไปดำในนาน้ำตมที่คราดพรวนจนร่วนละเอียดดีแล้ว ช่วงนี้ปูจะโตเต็มที่ ราวเที่ยงวันถึงบ่ายสามโมงแดดจัดน้ำนาจะร้อนเกินปูอยู่ได้ มันจะหนีน้ำร้อนขึ้นมาอาศัยกอหญ้าตามคันนา เราจะเดินเลาะคันนาแล้วตะปบเอาด้วยมือเปล่าไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือใดๆ  ได้มากพอจะเอาไปให้แม่โขลก คั้นเอาแต่น้ำ กากปูทิ้งไป  เอาน้ำปูไปหมักกับตะไคร้ ใบฝรั่งและเกลือที่โขลกเข้ากัน หมักทิ้งไว้สักคืนก็เอาน้ำหมักไปเคี่ยวจนงวดเป็นเมือกสีดำ อันนี้ละน้ำปู ควักน้ำปูใส่ออมเก็บไว้กินได้เป็นปี เป็นวิธีถนอมอาหารที่โบราณบ้านเมืองท่านตกทอดมาสู่เรา

หน้าปูผ่านไปแล้ว ลุล่วงมาราวเดือนอ้ายเป็นหน้าปลา ปูก็ยังมีอยู่ แต่คนบ้านเราไม่เอาปูเดือนอ้ายไปทำอะไรเลย เคยถามตา ตาตอบว่า

“มันเป็นต๋วง”

“ต๋วง?” เด็กชายชาวดงไม่เข้าใจ “ต๋วงคืออะหยังหือ ตา”

“ต๋วงก็คือขี้ตืก ขี้ตืกปูเรียกว่าต๋วง”

ขี้ตืกคือตัวพยาธิ อย่างพยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย พยาธิไส้เดือนที่อยู่ในท้องคน แต่ต๋วงเป็นพยาธิอยู่ในท้องปู ตัวมันเล็กๆ แบนๆ กระดืบๆ คืบคลานอยู่ในท้องปู

แล้วตาก็เล่านิทานเรื่องนกตอดต๋วงกับเสือเขี้ยวคลอนให้หลานชายฟังว่า

นานมาแล้ว ยังมีเสือเฒ่าเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง มันแก่มากแล้วเขี้ยวจึงคลอน(ฟันโยก) วันหนึ่งมันกินกวางแล้วเนื้อกวางเข้าไปอุดในช่องฟันที่โยก มันทรมานมาก แต่เอาออกเองไม่ได้ ได้แต่นอนอ้าปากครางโอย ยังมีนกตอดต๋วงตัวหนึ่งมีจะงอยปากอันแหลมและคมขนาดตอดเอาต๋วงจากท้องปูออกมากินได้  นกตอดต๋วงถามเสือเฒ่าเขี้ยวคลอนว่า

“เป็นฉันใดมึงมาอ้าปากแล้วนอนอยู่นั้นชา”

“เสือตอบว่า “ชิ้นกวางขำเขี้ยวกู” (เนื้อกวางติดคาระหว่างซอกฟัน)

นกตอดต๋วงกล่าวว่า “กูจักเอาออกเสียหื้อแก่มึงได้ มึงยังจักหื้ออันใดแก่กูอั้นชา”

เสือเฒ่าตอบว่า “ผิมึงเอาออกเสียได้แท้ดั่งอั้น แต่นี้เมือหน้ากูได้เนื้อได้เถิก กูจักหื้อชิ้นเนื้ออันดีนักแก่มึงกินก่อนชู่วัน แล้วกูจึ่งกินภายลุนชะแล”

นกตอดต๋วงก็เอาจะงอยปากอันคมจิกเอาเนื้อเน่าคาซอกฟันออกมา เสือเฒ่าหายเจ็บหายปวดก็ตะครุบนกตอดต๋วงไว้ในอุ้งเท้าแล้วกล่าวว่าจะกิน นกตอดต๋วงตำหนิว่ามึงนี้ไม่รู้จักบุญคุณท่านเลยหนอ ท่านช่วยให้พ้นจากเจ็บปวดทรมาน ไม่ตอบแทนบุญคุณท่านซ้ำยังจะทำร้ายท่านอีก มึงนี้มันชาติเนรคุณ

เสือเฒ่ากล่าวว่ามึงมันโง่ ไม่รู้จักชาติเสือ ชาติเสือต้องกินเนื้อ กูปวดฟันมานาน ไม่ได้กินอะไร ว่าแล้วมันก็กินนกตอดต๋วงตัวนั้นเสีย นิทานเรื่องนี้ตาสอนว่าจะช่วยเหลืออนุเคราะห์ใครควรเล็งดีถี่แท้เสียก่อน หาไม่แทนที่จะเป็นคุณกลับได้รับโทษเหมือนนกตอดต๋วงช่วยเสือเขี้ยวคลอน

“ไอ่เมือง ปลาติดเบ็ด”

“ทางนั้นก็ติด ปลายเบ็ดค้อมเดียะๆ”

วันนี้ปลาติดเบ็ดเร็วกว่าที่คาด อาจเพราะวันนี้ใช้เขียดน้ำเต้าเป็นเหยื่อ หาได้ไม่ง่าย ต้องใจเย็น อดทน มานะพยายาม สวนเราไม่มีก็อย่าเพิ่งท้อ สวนเพื่อนอาจมี

ปลาติดเบ็ดคงตัวใหญ่ ดิ้นฟาดตูมตามน้ำแตกกระจาย ลากสายเบ็ดไปพันกอข้าวจนสั่นไหวเหมือนใครจับเขย่า เป็นไอ้ช่อนใหญ่อย่างที่คาด ตัวโตเกือบเท่าแขน

“ของมึงปลาอะไร ไอ่แก้ว”

“ไอ้ช่อน”

“ใหญ่ไหม”

“เกือบเท่าน่อง ของมึงปลาอะไร”

“ไอ้ช่อนเหมือนกัน ใหญ่เกือบเท่าขา”

“มึงขี้โม้”

“มึงโม้ก่อน กูเลยโม้ทับ”

ตะโกนคุยกัน ข่มกัน  ตะวันไม่ทันลับได้ปลาใหญ่สองสามตัวแล้ว เป็นปลาช่อนสองตัว ปลาดุกอุยขนาดด้ามมีดตัวหนึ่ง ดุกอุยหายาก ไม่ชุกอย่างปลาช่อนสะพากสะเพียน แต่สองอย่างหลังนี้เป็นปลากินพืช ไม่ติดเบ็ด แต่มักติดไซ

“ได้ไอ้ช่อนใหญ่สักสิบตัว มึงได้เกิบใส่ไปโรงเรียนแน่ ไอ่แก้ว”

“เราพี่น้องกัน ตีนไม่หนีกันสักเท่าใด กูใส่วัน มึงใส่วันเปลี่ยนกันนะ”

“อือ”

ตะวันลับหลังดอยไปแล้ว แสงแดงแสงส้มสาดขึ้นจากหลังเขา นกยางบินหยับจับแสงแดงส้มใส่ปีก  ปักเบ็ด เปลี่ยนเหยื่อครบทุกหลัง สองคนพี่น้องกอดคอกันร้องเพลงเสเลเมากลับเข้าหมู่บ้าน

Don`t copy text!