ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 13 : เสียงที่สะเทือนเลื่อนลั่น

ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 13 : เสียงที่สะเทือนเลื่อนลั่น

โดย : วินธยา

ต้องมนตร์ดนตรี นิยายออนไลน์ โดย วินธยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นเรื่องราวของห้องดนตรีของวิทยาลัยที่ลือกันว่ามีผีสิง เรื่องนี้อาจเป็นจริง เมื่อ ‘ส้มแก้ว’ ได้พบกับ ‘อินทวัช’ ชายหนุ่มลึกลับในห้องดนตรี เขาคือใครกัน จะใช่วิญญาณของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า มาช่วยเธอหาความจริงในเรื่องนี้กัน

**************************

– 13 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ส้มแก้วไม่ลืมทำหน้าที่หนึ่งในทีมวิจัยเรื่องลี้ลับในวิทยาลัยดุริยางค์ เธอเรียบเรียงคำสนทนาของอาจารย์อิศรากับอาจารย์สุมนัส แยกออกเป็นข้อๆ แล้วนำมาทำให้เห็นว่าเหมือนหรือแตกต่างกับเรื่องเล่าที่ได้ยินของหัวหน้าทีมซอกับบทสัมภาษณ์อย่างไร และส่งทั้งหมดให้พลพรพัชรทางไลน์ เรื่องเดียวที่เธอไม่ได้เล่าคือ…พี่อินทร์

กดส่งข้อความไปแล้ว คาดว่าอีกเดี๋ยวคงเห็นเขามาปรากฏตัวตรงหน้าด้วยความเร็วแสง หากเธอคิดผิด พลพรพัชรกลับส่งข้อความแทน…ข้อความนั้นยาวเฟื้อยส่งในครั้งเดียวบอกว่า ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ เราคงได้มีโอกาสถกเรื่องนี้กันอย่างจริงจังหลังงานคอนเสิร์ต ระหว่างนี้เชิญคุณส้มซ้อมคอนเสิร์ตให้สบายใจเถอะครับ ผมต้องปั่นรายงานใกล้ตายเหมือนกัน…

อ้อ…มีส่งมาอีกประโยค

ปล.ผมยังไปดูคอนเสิร์ตนะครับ

ในที่สุดเขาก็กล้ายอมรับตามตรงว่ายุ่งจนไม่อาจแบ่งเวลามาสนใจเรื่องลี้ลับได้ ไม่ว่าจะอย่างไรรายงานการเรียนย่อมคอขาดบาดตายสำหรับนักเรียนเสมอ ส้มแก้วเองที่ควรมุ่งทุ่มกับคอนเสิร์ต แต่ก็พบว่าสมองเธอไม่ได้จดจ่ออยู่กับบทเพลงแม้ว่ามือจะยังสีบรรเลงเพลงออกไป บทสนทนาของอาจารย์ทั้งสองท่านตลอดเรื่องราวลี้ลับอื่นๆ ในวิทยาลัยเวียนวนเข้ามาให้คิดไม่ตก หากก็แปลกใจตัวเองที่อุตส่าห์สีจนจบเพลงได้

วันต่อมามีข้อความส่งในไลน์กลุ่มลาวดวงเดือนตั้งแต่เช้าว่าเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดงจะมาถึงราวๆ เที่ยง ให้ทุกคนรับชุดของตัวเองได้เลย  และอย่าลืมกล่าวขอบคุณนายทรงกลดคนขลุ่ยแต่ตีกลองเทพที่อุตส่าห์ซิ่งมอร์เตอร์ไซค์เข้ากรุงไปรับชุดจากร้านเช่า ถ้าใจดีจะเลี้ยงน้ำขนมก็ตามสะดวก ตอนข้อความมาถึงส้มแก้วก็นั่งสีซอในห้องซ้อมเดี่ยวกับมิ่งพธูซึ่งได้รับข้อความพร้อมๆ กัน เพื่อนตัวอวบของเธอแยกเขี้ยวใส่จอโทรศัพท์โวยวายเสียงดังคับห้อง

“ฉันงี้นึกหน้ามันออกเลย ไอ้กลดมันคงแบกถุงใส่ชุดเป็นสิบๆ ใบหน้าดำมันเยิ้มกระชากประตูเข้ามาโยนของตกบนพื้น หายใจฟืดฟาดเหมือนวายร้ายหนังไซไฟทำตาโปนแล้วบอกว่า จงสำนึกบุญคุณชั้นนี่ ขอบคุณชั้นซะสิ”

น่าแปลก…พอเที่ยงเป๊ะสองสาวก็ย้ายข้าวของไปรอซ้อมห้องรวมวง ไม่นานประตูก็เปิดผางออกพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เหงื่อโซมกายจนเห็นรอยเสื้อกล้ามชัดเจนบนเสื้อนักศึกษา ทรงกลดทิ้งข้าวของทั้งหมดลงโครมบนพื้น หอบหายใจฟืดฟาดกวาดตามองถ้วนทั่วทั้งห้อง พ่นพูดถ้อยคำแทบไม่ต่างจากที่มิ่งพธูคาดการณ์ไว้ เธอสองคนจึงต้องพาไปโรงอาหารเลี้ยงขนมน้ำตามระเบียบ

วงเริ่มซ้อมเมื่อสมาชิกมากันครบแต่อาจารย์ผู้คุมวงยังไม่มา พอตกบ่ายแกก็มาตามให้ไปซ้อมใหญ่ที่ห้องรวมวงใหญ่ การซ้อมไม่ผิดแผกไปจากวันก่อนซึ่งซ้อมตามลำดับการแสดง เว้นแต่ส้มแก้วซึ่งคิดว่าตัวเองสีซอเข้าที่เข้าทางมากกว่าแต่ก่อน ไปๆ มาๆ ก็รู้สึกว่าบทเพลงที่ตัวเองเล่นเพราะขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ท่าทางแบบฝึกหัดที่พี่อินทร์ให้ฝึกจะเห็นผลดีก็วันนี้

การซ้อมจบลงตอนทุ่มเศษ วันมะรืนจะถึงคอนเสิร์ตแต่ไม่มีการซ้อมในวันนั้นเพราะอาจารย์หัวหน้าแขนงฯต้องการให้นักศึกษาพักผ่อนเตรียมแรงกายแรงใจสู้งานคอนเสิร์ตในวันรุ่งขึ้น อีกทั้งวันพุธยังเป็นวันที่มีเรียนเพียงวิชาเดียวส้มแก้วจึงจะไปศาลาริมน้ำทไวไลต์โซนเสียหน่อย

เธอหมกตัวในห้องซ้อมย่อยตลอดบ่ายพอตกเย็นก็เก็บของกลับออกมาโดยใช้บันไดหนีไฟไปยังทางเดินเลียบด้านข้างออดิทอเรียม จากที่เหม่อลอยเปลี่ยนเป็นสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาตะคุ่มยืนอยู่บนชั้นพักบันได ไม่ทันได้คิดอะไรร่างนั้นก็ปราดเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

“เจอตัวซะที” เสียงคุ้นเคยที่ทำให้คนฟังหูผึ่ง ก่อนจะสังเกตเห็นดวงหน้าใครบางคนในเงาสลัวซึ่งถูกล้อมรอบกรอบหน้าด้วยเรือนผมยาวสีน้ำตาลออกแดง

“พะ…พี่วิช” ส้มแก้วถอนหายใจเฮือกเมื่อรู้ว่าร่างปริศนาที่เผลอใจกลัวล่วงหน้ากลับกลายเป็นวิชกาวี หรือวิช เดอะ วิชหัวหน้าวงมีสเทรี เทลส์ไปได้ “มาได้ยังไงคะ วันนี้มีซ้อมเหรอ”

ก่อนแทบกัดลิ้นเมื่อเดินเข้าไปเหยียบกับระเบิดเสียงเอง ด้วยรู้ทั้งรู้ว่าวงมีสเทรี เทลส์ซ้อมวงทุกวันพุธ ทว่าวิชกาวีกลั้วหัวเราะเบาๆ คว้าแขนให้เดินมาที่ระเบียงทางเดินชั้นสองซึ่งบรรยากาศขมุกขมัวไม่ต่างจากตรงบันไดหนีไฟเท่าไร

“เราก็ไม่ได้ซ้อมกันจริงจังหรอก ส่วนใหญ่ช่วยกันคิดธีมการแสดงน่ะ ใกล้ได้เรื่องได้ราวแล้วด้วย อย่างที่เคยส่งข้อความบอก เธอคงต้องมาซ้อมช่วงปิดเทอมด้วยนะส้ม”

“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกค่ะ” รุ่นน้องว่า เม้มปากลังเลก่อนจะเอ่ยออกมา “ส้มนึกว่าพี่วิชจะโกรธซะอีก”

วงคิ้วสีดำต่างจากสีผมเลิกขึ้นสูง ใบหน้าซับแววประหลาดใจ “ที่เธอลารวมวงเป็นเดือนๆ เหรอ เธอเห็นฉันเป็นคนยังไงกันนะส้มแก้ว” สุ้มเสียงที่กล่าวนั้นห้วนเล็กน้อย ไม่นานเธอก็เห็นใบหน้าใครบางคนซ้อนทับวิชกาวี “เธอกำลังจะมีคอนเสิร์ต เห็นว่าช่วงนี้ซ้อมตั้งแต่บ่ายยันค่ำแทบทุกวัน คนในแขนงก็หน้าดำคร่ำเครียดกันหมด แถมพอจบคอนเสิร์ตปุ๊บอีกไม่ถึงเดือนก็สอบปลายภาคปั๊บ…ฉันเข้าใจนะ”

“ขอบคุณพี่วิชที่เข้าใจนะคะ” ด้วยความดีใจจนเผลอตัวกระพุ่มมือไหว้ “ว่าแต่พี่วิชรู้ดีจังเลย พี่พัชรบอกเหรอคะ”

จากที่ยิ้มพลันเปลี่ยนเป็นเบะปาก “ไอ้แว่น…มันไม่บอกอะไรฉันทั้งนั้น เดี๋ยวนี้เธอสนิทกับมัน เก็บข้อมูลเรื่องลี้ลับด้วยกัน แต่ขออะไรอย่างนะอย่าพูดถึงมันให้ฉันได้ยินบ่อยๆ ล่ะ ’รมณ์เสีย”

วิชกาวีกับพลพรพัชรเป็นฝาแฝดกันก็จริง แต่ตอนเจอพลพรพัชรครั้งแรกยังไม่รู้สึกว่าเขาหน้าเหมือนแฝดอีกคนเท่าไรตามประสาแฝดคนละฝา หากเมื่อได้มายืนอยู่ต่อหน้าวิชกาวีตอนนี้กลับตาลปัตรกลายเป็นว่าทั้งสองคนมีหน้าตาละม้ายคล้ายกันมากอยู่ ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้ยินรุ่นพี่สาวพูดถึงแฝดอีกคน พลพรพัชรเองก็พูดถึงวิชกาวีน้อยมาก ทั้งยังไม่เคยเห็นอยู่ด้วยกันเลยคาดว่าอาจไม่ค่อยสนิทกันสักเท่าไร แต่นึกไม่ถึงว่าจะถึงขั้นไม่อยากได้ยินชื่อของอีกฝ่าย

“ฉันเพิ่งโหลดอีบุ๊กเรื่องเล่าเมื่อครั้งก่อตั้งคณะดุริยางค์มาอ่าน เธอนี่ก็ช่างคิดเอาคำพูดคณบดีมาโยงกับเรื่องผีๆ ได้” ทันใดสองมือซึ่งเล็บระบายด้วยสีดำก็เอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่มือเธอยกขึ้นมากุมเอาไว้ ดวงตาคู่โตสีดำขลับราวกับมีประกายแม้อยู่ในที่มืดจ้องมาสบตาด้วย “ฉันอยู่ข้างเธอนะ ฉันเชื่อเธอ ฉันคิดอยู่แล้ววิทยาลัยเราต้องมีเรื่องลึกลับสุดอัศจรรย์ซ่อนอยู่ แต่ฉันโชคร้ายต่อให้เดินท้าผีสักกี่ครั้งมันก็ไม่ยอมออกมาให้ฉันเห็นซะที”

“ที่จริงส้ม…” พักเรื่องตามหาสิ่งลี้ลับไว้ชั่วคราว…ส้มแก้วจะพูดแบบนั้นแต่รุ่นพี่สาวชิงเอ่ยเสียก่อน

“มันอาจจะอยู่รอบตัวเรา ในที่ที่เงียบงันที่สุด หรือแม้แต่ที่ที่โกลาหลวุ่นวายที่สุด เพราะเราถูกลวงสายตาด้วยเสียงดังอึกทึกและแสงสีสวยงามจนมองข้ามมันไป บางทีฉันที่ยืนอยู่หน้าเธอตอนนี้อาจไม่ใช่วิชกาวีตัวจริง แต่เป็นสิ่งลี้ลับก็ได้”

“เอ่อ…ค่ะ!” ส้มแก้วยอมรับว่าเมื่อครู่ใจหายวูบและขนลุกนิดหน่อย แต่ก็มั่นใจว่าหญิงสาวผมแดงที่เพิ่งสมอ้างเป็นสิ่งลี้ลับคือวิช เดอะ วิช หัวหน้าวงมีสเทรี เทลส์จริงแท้แน่นอน

“แล้วถ้าเจอเมื่อไร ต้องไม่ลังเลที่จะพิสูจน์ทันที อย่าให้มันกลายเป็นข้อสงสัยติดอยู่ในใจเรา ไม่งั้นจะรู้สึกไม่สบายใจจนแทบคลั่งเลยละ เธอเป็นสมาชิกวงมีสเทรี เทลส์ ฉันรู้เธอกล้าพอ” รุ่นพี่ยกมือแตะบนไหล่อย่างให้กำลังใจ “ฉันต้องไปแล้ว คุยค้างกับเจ้าพวกนั้นอยู่”

‘เจ้าพวกนั้น’ ของเธอคือบรรดาสมาชิกคนอื่นๆ ของวงมีสเทรี เทลส์ วิชกาวีโบกมือเป็นเชิงว่าจะต้องไปแล้วส้มแก้วจึงยกมือไหว้ รุ่นพี่สาวเดินกลับไปยังบันไดหนีไฟหายลับไปเหมือนภูตผี ทิ้งรุ่นน้องให้ยืนแน่นิ่งตะลึงงัน ทำไมวิชกาวีช่างพูดเหมือนกับรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ในใจ เป็นไปได้ไหมว่าหญิงสาวอาจเป็นแม่มดจริง!

ไร้สาระที่สุด…ส้มแก้วสะบัดศีรษะขับไล่ไสส่งเรื่องไม่เข้าท่าไปจากสมอง ออกเดินจากบันไดหนีไฟผ่านออดิทอเรียมที่นาฬิกาดิจิทัลสีแดงเถือกแสดงเวลาหกโมงสามสิบห้านาที มุ่งหน้าไปยังทไวไลต์โซนเพื่อไปเจอเขาที่ศาลาริมน้ำโดยมีคำพูดของวิชกาวีดังก้องอยู่ในหัว

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาส้มแก้วเจอแต่เรื่องให้ต้องสงสัยคาใจ โดยเฉพาะเรื่องนักศึกษาที่เสียชีวิตในวิทยาลัย คนในบทสนทนาของอาจารย์ทั้งสองท่าน วิญญาณนักศึกษาที่ปรากฏตัวในทไวไลต์โซน และสำคัญที่สุดพี่อินทร์คนนั้นเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราวเหล่านี้ หรือเขาก็เป็นแค่นักศึกษาต่างคณะธรรมดาคนหนึ่งที่ชอบมาเที่ยวเล่นแถวนี้จริงซึ่งเธอก็หวังให้เป็นแบบนั้น แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ…

     ‘มันอาจจะอยู่รอบตัวเรา ในที่ที่เงียบงันที่สุด หรือแม้แต่ที่ที่โกลาหลวุ่นวาย’

ถ้อยคำของวิชกาวีหวนคืนมาให้ได้ยิน ดังก้องในโสต เยียบเย็นวังเวง ใจของเธอลอยล่วงหน้าไปถึงศาลาริมน้ำแล้ว เห็นชายหนุ่มคนนั้นนั่งอยู่ในความมืด สายตาเขายังคงมองออกไปที่ไหนสักแห่ง…ที่ไหนแม้แต่เธอยังไม่รู้เช่นเดียวกับตัวตนอันปริศนาของเขา ถ้าเขาไม่ใช่คนมีเลือดเนื้อ แต่คือสิ่งลี้ลับสุดอัศจรรย์ที่เป็นยิ่งกว่าภูตผีและเกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์อย่างเธอ ส้มแก้วก็สงสัยว่าเธอจะทำอย่างไร

จะหวาดกลัวกรีดร้องวิ่งหนี หรือเป็นลมสลบตื่นมาจับไข้หัวโกร๋น หากก็ดูแปลกๆ ที่เพิ่งมากลัวเอาป่านนี้ซึ่งจะได้รู้กันเมื่อเธอเอ่ยถามเขา

“พี่อินทร์” ส้มแก้วเรียกเขาเมื่อถึงศาลา ก่อนจะถอดรองเท้าเดินขึ้นไป ด้านในศาลาริมน้ำมืดมิดผิดกับท้องฟ้าสีส้มสนธยาเบื้องนอกเธอจึงเดินไปคลำกดเปิดไฟ ไฟสีส้มสว่างวาบเรื่อเรืองในความมืด ก็พบชายหนุ่มคนเดิมนั่งอยู่ริมราวระเบียงหันหน้าออกไปยังสระน้ำ

ส้มแก้วเดินเข้ามาหาแล้วหยุดยืนโดยเว้นระยะห่างจากเขาเล็กน้อย ซ่อนความเคลือบแคลงไว้ด้วยการถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ…อาทิตย์นี้ซ้อมทุกวันเลย พรุ่งนี้ก็ต้องเล่นคอนเสิร์ตแล้ว”

ถ้อยคำกึ่งเปรยกึ่งบ่นของเธอทำให้เขาค่อยๆ หันใบหน้ากลับมา “พรุ่งนี้แล้วเหรอ” สุ้มเสียงก็ดูคล้ายจะกล่าวลอยๆ อยู่เหมือนกัน “ครั้งที่แล้วเธอบอกจะให้ช่วยดูลาวดวงเดือนอีกที แต่เท่าที่เห็นไม่ได้เอาซอมาด้วยแล้วจะซ้อมยังไง”

“อ้าว จริงด้วย” ส้มแก้วยกมือจับไหล่ข้างซ้ายอย่างเคยตัว สะดุ้งโหยงเมื่อไม่พบสายสะพายกระเป๋าซอทั้งที่มันควรจะอยู่บนนั้นเหมือนทุกครั้ง เธอคงลืมไว้ในห้องเครื่องสาย…อีกแล้ว เดินเลื่อนลอยจนไม่ทันนึกว่าไม่ได้หยิบมันติดมือมาด้วย “ขอโทษนะ เดี๋ยวส้มวิ่งกลับไปเอาซอแป๊บเดียว”

“ถ้าจะกลับก็กลับไปเลยไม่ต้องย้อนมา เธอสีลาวดวงเดือนคล่องแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพิ่มแค่สติอย่างเดียว” เขาตอบน้ำเสียงราบเรียบสายตาเบนกลับไปมองทิวไม้สายน้ำต่อ

“ส้มจะอยู่ต่ออีกหน่อย”

เขาไม่ตอบ ส้มแก้วจึงวางกระเป๋านั่งลงเงียบๆ  ทำเป็นทอดมองไปที่อื่นหากชำเลืองมองเขาเป็นระยะ ในสายตาเธอวันนี้พี่อินทร์ดูสงบเงียบ ไม่กล่าวเสียงห้วนไม่มีควันกรุ่นอยู่ในดวงตาเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา แต่ออกไปในทางเหม่อลอยมากกว่า เธอจึงคิดจะลองถามเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจ เรื่องที่อยากรู้มาตลอดแต่ลังเลที่จะถาม หากพอได้ฟังคำพูดของวิชกาวีแล้วเธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่ปล่อยให้มันรบกวนจิตใจอีกต่อไป

และถ้าไม่ถาม ไม่แน่…เธออาจคลั่งตายหรือกลายเป็นบ้าไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ละ!

“พี่อินทร์ ส้มขอถามอะไรหน่อยสิ”

“มีเรื่องกังวลอะไรให้ฉันต้องพูดปลอบใจอีกเหรอ”

ส้มแก้วพยักหน้ารับ “ก็มีอยู่เรื่องเดียวแต่ไม่เกี่ยวกับส้มหรอก เป็นเรื่องพี่อินทร์”

เงียบงัน…เธอหันไปมองเขาและพบว่าเขาก็กำลังจ้องมองเธออยู่ “หมายความว่ายังไง”

“เราก็รู้จักกันได้สักพักแล้ว ส้มคิดเยอะแยะไปหมดว่าพี่อินทร์เป็นอะไร บางทีก็เหมือนมีชีวิตแต่ไม่มีใครเห็นพี่อินทร์เลยนอกจากส้ม แล้วทำไมต้องมาให้ส้มเห็นคนเดียว ช่วยบอกส้มได้ไหม พี่เป็นใครกันแน่”

“เธออยากได้คำตอบแบบไหนล่ะ” คนเป็นรุ่นพี่ขยับยิ้มมุมปากเหมือนแค่นยิ้มมากกว่าเป็นการยิ้มจริงๆ  “อยากให้เป็นคน…หรือผี”

ส้มแก้วรู้สึกเหมือนหัวใจตนเองกระโดดตกไปเต้นตุบๆ อยู่ที่พื้น พยายามยื้อยุดความกล้าที่ทำท่าจะหนีจากเธอไปได้ทุกชั่วขณะ “ก็ถ้าพี่อินทร์เป็นผี ต้องการอะไรส้มก็จะช่วย”

เขาเลิกคิ้วราวกำลังฉงนในคำตอบของเธอ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยเป็นนิจแฝงร่องรอยบางอย่าง อาจเป็นความโกรธ ไม่พอใจ หรือหากเป็นสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากนี้ก็สุดความสามารถที่เธอจะคาดเดาแล้ว ส้มแก้วรอคอยคำตอบแต่พี่อินทร์ไม่พูดอะไรเสียที เนิ่นนานจนคิดว่าเขาคงปล่อยให้ปริศนาคงอยู่ในใจเธอต่อไปเช่นนั้น

แสงสนธยาหลงเหลือเพียงเส้นสายเสี้ยวหนึ่ง สีสันรอบด้านครึ้มสลัวกว่าเก่าแม้ไฟประดิษฐ์ก็ไม่อาจต้านทานพลังแห่งธรรมชาติได้ ซ้ำยังติดๆ ดับๆ อย่างไม่มีปี่ขลุ่ย ชายหนุ่มคนนั้นจึงหายไปและปรากฏตัวอีกครั้งยามแสงไฟสว่างจ้าในท่าทางที่ต่างไปจากเดิม…จากที่นั่งอยู่เขาลุกขึ้นยืนหันหน้าออกทางระเบียง

เงาครึ้มตกทอดบนเสี้ยวหน้าด้านหนึ่งของเขา อีกด้านสว่างอยู่ใต้แสงไฟ ใบหน้าที่มักเคลือบฉาบความเรียบเฉยยามนี้แลดูเย็นชาอย่างน่าประหลาด คำถามหนึ่งผุดขึ้นในใจเธอ…เขากำลังมองอะไรอยู่ สายน้ำ มโนภาพที่เขาเห็นเพียงผู้เดียว หรือไม่ได้มองสิ่งใดเลย ฉับพลันใบหน้านั้นก็ค่อยๆ หันมา

บางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้าจู่โจมเธออย่างเชื่องช้า มันเริ่มที่หัวใจไม่ก็สมอง แผ่ลามอย่างรวดเร็วไปตามแขนตามมือกระทั่งจรดปลายเท้า เพียงแค่ครู่หนึ่งร่างก็ชาจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีกต่อไป เธอตระหนักว่ามันคงเป็นความกลัว…ความกลัวที่กำลังเกาะกินความมั่นคงในใจของเธอ

“กลัวแล้วเหรอ” คำถามเกิดขึ้นพร้อมรอยยิ้มผุดบนริมฝีปากเขา นั่นทำให้ส้มแก้วสงสัยว่าเธอแสดงออกชัดเจนปานนั้นเชียวหรือจนเผลอยกมือแตะหน้าตัวเองเบาๆ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวด้วยแปลกใจเพราะเมื่อครู่เธอขยับเนื้อตัวไม่ได้แท้ๆ

“รู้ตัวช้าไปนะ” เสียงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท “นั่งสีซอให้ผีฟังมาตั้งนาน”

“ส้มรู้ แต่ก็แอบหวังว่าพี่อินทร์จะไม่ใช่ผี” เธอได้ยินเสียงพูดของตัวเอง และเขาแค่นหัวเราะเมื่อจบประโยค

“ฉันตายไปแล้วเข้าใจหรือเปล่า ตาย…ถูกเผาเหลือแต่เถ้ากระดูก ฉันยังจะเป็นคนได้อีกเหรอ”

ทำไมส้มจะไม่รู้ล่ะ…ส้มแก้วอยากเอ่ยออกไปแบบนั้นแต่ก็ปิดปากเงียบ ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ตัวเองคว้ากระเป๋าลุกขึ้นเดินออกมาจากศาลา ผ่านแสงวิบวับมลังเมลืองของประดาอาคารทไวไลต์โซนมาหยุดอยู่ใต้เงามืดครึ้มของอุโมงค์ต้นไม้ รู้ตัวอีกทีรอบข้างก็เงียบสงัด หมู่ไม้รอบรายกำลังสั่นไหวเกรียวกราวด้วยแรงลม ความอึกทึกครึกโครมของแดนสนธยาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

ส้มแก้วเหลียวมองทางที่เพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครู่ ปากทางเข้าทางเดินรอบป่าต้นไม้ที่ไร้คนสัญจรถูกย้อมด้วยแสงสีส้มของไฟประดิษฐ์ ต้นไม้ทอดเงามืดบนพื้นไม้สว่างเป็นรูปร่างโย้เย้ แสงสีและความอึกทึกนั้นเสมือนฟองอากาศซึ่งถูกความเงียบงันโอบอุ้ม

เธอคิดถูกหรือเปล่าที่อยู่ๆ ก็วิ่งออกมา…

“คุณส้ม” ใครบางคนเรียกเธอจากข้างหลัง หันกลับตามเสียงก็พบว่าใบหน้าที่พ้นจากเงามืดสู่แสงสว่างคือพลพรพัชร “เป็นอะไรทำหน้าเหมือนเจอผี”

“เปล่า” ปากตอบปฏิเสธ ทั้งที่ก็เพิ่งเจอผีมาจริงๆ นั่นละ “ส้มไปซ้อมดนตรีที่ศาลากำลังจะกลับแล้ว พี่พัชรมาทำอะไรแถวนี้…แล้วนี่ยังไม่กลับเหรอ” เพราะกลบเกลื่อนเรื่องที่เจอมาจึงกล่าวเฉไฉไปเรื่อย คาดเอาว่าอีกฝ่ายคงดูไม่ออก ด้วยเขาไม่เคยสนใจอะไรเลยหากไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองสนใจจริงๆ

“อยู่หน้าคอมมาห้าชั่วโมงแล้วก็เลยลงมาเดินเล่น” เขาว่าอย่างนั้น อีกเดี๋ยวก็คงจะกลับขึ้นไปทำงานอีก ส้มแก้วเคยได้ยินว่านักศึกษาเอกดนตรีวิทยาชอบอยู่โยงทำงานเฝ้าห้องวิจัยของภาควิชากันจนดึกดื่น “ว่าแต่ซ้อมซอยังไงไม่พกซอมาด้วย หรือคุณส้มลืมไว้ที่ศาลา”

ช่างสงสัยและตาไวเหมือนเดิม ส้มแก้วไม่มีอารมณ์จะอธิบายจึงรีบตัดบท “ก็ลืมไงคะเลยจะกลับแล้ว”

“เหรอ” สายตาชายหนุ่มเคลือบแคลงไม่เชื่อสักเท่าใด “เรื่องที่คุณส้มส่งมาทางไลน์ผมกำลังคุยกับรุ่นพี่ที่เคยให้สัมภาษณ์แล้วนะครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวผมคงได้คุยกับเจ้าของเรื่องตัวจริง”

“ขอบคุณค่ะ แต่เอาไว้ก่อนก็ได้ พี่พัชรงานยุ่งไม่ใช่เหรอ”

“งานพักผ่อนหย่อนใจครับ” เขาสวนทันควัน

“เดินเล่นเหมือนตอนนี้ต่างหากที่เรียกว่าพักผ่อนหย่อนใจ” ส้มแก้วเถียง “แล้วคนส่วนใหญ่เขาไม่มาพักผ่อนชมสวนในเวลาแบบนี้หรอก นี่ออกมาตากยุงชัดๆ”

“คุณส้มจะกลับหอเลยไหมผมจะไปส่ง” รุ่นพี่ตัดบทฉับแถมเดินล่วงหน้าก่อนอีกต่างหาก ส้มแก้วคิดจะกลับหอจริงๆ แต่ไม่อยากรบกวนเขาจึงบอกจะขึ้นรถรางจากหน้าออดิทอเรียมต่อเดียวถึงหน้าหอเลย เขาก็ว่าจะนั่งเป็นเพื่อนอยากตากลมชมวิวยามค่ำด้วย

ส้มแก้วฝันร้าย…ฝันว่าตัวเองเดินอยู่บนทางเดินยาวไม่รู้จบรอบข้างมีแต่ความมืด เสียงลมพัดหวีดหวิวดังรอบกาย เศษใบไม้แห้งปลิวว่อนผ่านตาไปทั้งที่แถวนั้นไม่มีแม้แต่พุ่มไม้ด้วยซ้ำ ขณะงุนงงได้ที่ หญิงสาวก็เห็นแผ่นหลังในเสื้อเชิ้ตสีขาวเคลื่อนไหวอยู่ในความมืดเบื้องหน้า

“พี่อินทร์” เธอร้องเรียกทว่าเขาไม่หยุดฝีเท้า อะไรบางอย่างดลใจให้เดินตามไป ทว่ายิ่งเดินเร็วเท่าไร แผ่นหลังนั้นก็ยิ่งห่างออกไปมากขึ้นทุกที

ฉับพลันเธอได้ยินสุ้มเสียงหนึ่ง มันกระซิบกระซาบดังอยู่รอบตัวให้ส้มแก้วต้องเหลียวมองรอบๆ แต่ไม่พบอะไรในความมืดแล้วเธอก็ไม่กล้าเพ่งมองเข้าไป หากเมื่อพาสายตากลับมามองเบื้องหน้าอีกครั้งก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริด ด้วยสิ่งที่ปรากฏในสายตาคือศาลาริมน้ำทรงกลมแห่งเดียวกัน เธอไม่คิดจะย่างกรายเข้าไปแต่ร่างกายไม่ฟังความคิด ในที่สุดขาก็ก้าวพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความมืดมิดของศาลาจนได้

แล้วยังไงต่อ?

เสียงดนตรีดังขึ้นมาอย่างไร้ปี่ขลุ่ย หญิงสาวสะดุ้งเฮือกควบคุมหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำให้สงบลง สูดหายใจลึกพร้อมตั้งสติ ระลึกได้ว่าเสียงนั้นคือเสียงของซออู้ น่าประหลาดนักทั้งที่ยังได้ยินเต็มสองหูแต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นเพลงอะไร เหมือนนกขมิ้นท่อนแรกแต่ก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นสุดสงวนที่เพิ่งต่อไปก็ไม่ใช่อีก ความอยากรู้อยากเห็นทำให้จ้องเข้าไปในความมืด แล้วก็งานเข้าจนได้เมื่อสายตาที่กวาดไปทั่วปะทะกับร่างหนึ่ง ร่างซึ่งนั่งขัดสมาธิหันหลังให้เธอและหันหน้าสู่ราวระเบียง แม้จะมืดแต่เดาได้จากอิริยาบถท่าทางว่าร่างนั้นกำลังจับซอบรรเลงเพลงอยู่ เธอไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ได้แต่เพียงเดินอ้อมมาอีกด้านหนึ่งเพื่อจะได้เห็นใบหน้าเขา

เสียงดนตรีพลันเงียบลงทันใดเป็นเวลาเดียวกับที่ศีรษะของชายหนุ่มค่อยๆ หันมาอย่างเชื่องช้าเกินกว่าองศาคอมนุษย์จะสามารถทำได้ เผยให้เห็นใบหน้าว่างเปล่าไร้จมูกปากคิ้วตา ส้มแก้วจำได้ว่าตัวเองแหกปากร้องเสียงดังฟังไม่เป็นศัพท์แล้วสะดุ้งตื่นบนเตียงที่ห้องในหอพัก เคราะห์ดีรูมเมตคณะสาธารณสุขศาสตร์ทั้งสองออกไปเรียนแล้วไม่งั้นคงได้ถูกมองแปลกๆ เธอนั่งทึ้งผมอยู่บนเตียงอีกพักใหญ่ เรียบเรียงเรื่องราวได้แล้วจึงสรุปว่าพี่อินทร์คงมาเข้าฝัน

แถมในฝันนั้นพี่อินทร์ปรากฏตัวอย่างภูตผีแบบพิมพ์นิยมเลยเชียว

นั่งเรื่อยเปื่อยครู่หนึ่งก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเดินไปซื้อของใส่บาตรพระที่องค์พระหน้าหอซึ่งจะมีพระมารับบิณฑบาตทุกเช้า จากนั้นตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลกรวดน้ำให้เขาแล้วขึ้นรถรางไปวิทยาลัย

วิชกาวีส่งข้อความบอกว่าเดอะ มีสเทรี เทลส์จะยกโขยงมาชมการแสดงคืนนี้ ระดับความตื่นเต้นของส้มแก้วจึงทะยานพุ่งขึ้นสูง ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือลึกลับไร้ที่มาว่าช็อกโกแลตช่วยดับอาการตื่นเต้น มิ่งพธูจึงชวนเธอลงไปซื้อช็อกโกแลตจากร้านค้าในโรงอาหาร

น่าแปลกนักทั้งที่คอนเสิร์ตจะมีขึ้นในตอนเย็นวันนี้แท้ๆ แต่ยังไม่มีนักศึกษาแขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกคนใดมาถึงห้องรวมวง อาจเป็นเพราะยังมีการเรียนการสอนปกติ พอสิบเอ็ดโมงกว่าประธานนักศึกษาแขนงดนตรีไทยก็มาถึงพร้อมกับคนอื่นๆ ที่เริ่มทยอยมา ประตูห้องรวมวงใหญ่ถูกเปิดออกกว้าง มหกรรมการขนเครื่องดนตรีไปออดิทอเรียมเริ่มขึ้น ของหนักๆ เช่น ระนาด ฆ้องวง ถูกขนไปตั้งรวมหน้าลิฟต์ก่อนจากนั้นพรมสีแดงที่แต่เดิมปูในห้องก็ถูกม้วนตลบและขนย้ายโดยนักศึกษาชายหลายคน

เมื่อขนพรมลงลิฟต์ไปแล้วก็ลำเลียงฆ้องวงกับระนาดลงรถเข็นคันใหญ่ ตามด้วยขิม ส่วนจะเข้ และเครื่องดนตรีที่เจ้าของพอจะยกไปได้ก็รับผิดชอบกันเอง ภายในหนึ่งชั่วโมงทุกอย่างก็ถูกขนย้ายมายังออดิทอเรียมผ่านประตูด้านข้าง ส้มแก้วกับคนอื่นๆ ใช้ประตูเดียวกันเพื่อเข้าไปยังห้องพักนักดนตรีซึ่งอยู่ด้านหลังเวทีในออดิทอเรียม มีอยู่สามห้องย่อยและหนึ่งห้องใหญ่ ภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ โซฟา ราวแขวนเสื้อ เปียโนอัพไรท์ และจอโทรทัศน์ถ่ายทอดบรรยากาศบนเวที พลพรรคลาวดวงเดือนใช้ห้องเดียวกับวงขิม คนที่ไม่มีเล่นวงอื่นก็นั่งจับกลุ่มคุยกันมากกว่าจะซ้อม

ริวาเองก็นั่งอยู่ด้วยกัน มิ่งพธูจึงนั่งเงียบกริบไม่พูดจาเจื้อยแจ้วเหมือนที่เคย กระทั่งมีคนเยี่ยมหน้าเข้ามาบอกว่าอาจารย์อิศราเรียกหาเพราะจะเปลี่ยนทางซอทั้งหมดจึงลุกออกไป เท่ากับว่ารุจิรัฐต้องไปด้วย

“แกกินช็อกโกแลตยังส้ม เราว่าจะกินหลังข้าวเย็น” มิ่งพธูที่ปรับเสียงขิมอยู่ตามคำบังคับขู่เข็ญของรุ่นพี่พุดซ้อนเงยหน้าขึ้นมาถาม

“อ้วนขนาดนี้ยังจะกินอีกเหรอช็อกโกแลตน่ะ” ทรงกลดส่งเสียงมาจากมุมหนึ่งของห้อง เขากำลังทุบกล้วยตากสำหรับใช้ติดถ่วงบนตะโพน

“เรื่องของฉันน่าไอ้กลด แล้วแกเสร่อมานั่งห้องนี้ทำไม พวกปี่พาทย์อยู่ห้องใหญ่โน่น” มิ่งพธูตะโกนลั่นพอดีกับประตูห้องเปิดผางออก

“โอ๊ย เสียงดังอะไรกันเจ้าพวกนี้” เป็นอาจารย์สุมนัสที่ก้าวเข้ามานั่งลงบนโซฟาซึ่งส้มแก้วที่นั่งอยู่ก่อนกระเด้งกระดอนลงไปนั่งกับพื้น “อยู่ต่อหน้าฉันไม่เห็นโหวกเหวกโวยวายขนาดนี้นี่ยายเมี่ยงปลาทู…แล้วเธอจะลงไปนั่งพื้นทำไม”

“ขอโทษค่า” ไม่รู้ทำไมกลายเป็นว่าทั้งส้มแก้วจึงกล่าวขอโทษร่วมกับมิ่งพธูไปด้วย

“อีกสิบนาทีไปรอที่เวทีได้แล้ววงเราจะซ้อมต่อ เช็กเครื่องดนตรีตัวเองให้พร้อมด้วย ขิมน่ะตั้งเสียงเสร็จหรือยัง” ครั้นเห็นลูกศิษย์ยังก้มๆ เงยๆ อยู่เหนือเครื่องดนตรีก็รู้ว่ายังไม่แล้วเสร็จ “ให้ว่องเลย ดอกพุดมาช่วยยายเมี่ยงซิ”

“โวะ” รุ่นพี่ของน้องๆ อุทานเลื่อนลั่น “อีกแล้วนะอาจารย์ อย่าเที่ยวเติมดอกหน้าชื่อคนอื่นสิ”

โวยวายไปก็เท่านั้นเพราะอาจารย์แกเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว “ขนเครื่องไปกันได้แล้ว ให้ว่องเลย”

ส้มแก้วจึงกุลีกุจอมาข้างนอกห้องพร้อมซอคู่ใจ ไม่ลืมพกยางสนไปด้วยเอาไว้ถูคันชักแก้อาการตื่นเต้น เธอถูกต้อนไปยังทางเดินแคบๆ ซึ่งทอดยาวอ้อมหลังเวทีและเชื่อมทางเข้าออกทั้งสองด้านไว้ด้วยกัน ระหว่างยืนรอวงก่อนหน้าเคลียร์ข้าวของออกทยอยออกจากประตูหนึ่ง พุดซ้อนก็จัดแถวตามตำแหน่งการนั่งในวงเพื่อจะได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยตอนเดินออกไป ซึ่งไม่พ้นที่ส้มแก้วต้องเป็นคนแรกเพราะนั่งอยู่ซ้ายสุดของวง

“เดินเข้าไปนั่งเดี๋ยวขลุ่ยจะเป่าให้เสียง ตั้งเสียงให้เรียบร้อยแล้ววางเครื่องดนตรีวางทุกสิ่งทุกอย่าง รอสัญญาณฉิ่งยกมือไหว้ แล้วค่อยหยิบเครื่องดนตรีอย่างที่ซ้อมมาเข้าใจไหม” พุดซ้อนกล่าวเตือนเด็กใหม่ที่เพิ่งขึ้นคอนเสิร์ตครั้งแรกอย่างเธอกับมิ่งพธูซึ่งพยักหน้าหงึกๆ เชื่อฟัง

ประตูเปิดออก ไอเย็นยะเยือกโชยปะทะเข้าใบหน้า ประตูบานนั้นใหญ่โตเหลือเกินในความรู้สึกของส้มแก้ว เบื้องหลังคือโลกอันมืดมิดซึ่งก็มืดจริงๆ เธอจึงต้องมะงุมมะงาหราอยู่ในความมืดจนพบตำแหน่งที่นั่งของตัวเอง เมื่อนักดนตรีประจำที่พร้อมแล้วไฟจึงค่อยๆ สว่างขึ้น แสงไฟสีเหลืองนวลกระทบกับผนังไม้สีน้ำตาลอ่อนที่อยู่เบื้องหลังสาดกระทบตกต้องตัวเธอ บริเวณอัฒจันทร์ผู้ชมมืดสลัวกว่าเล็กน้อยแต่ยังเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ แม้จะเป็นอาจารย์กับนักศึกษาคนอื่นในแขนงไม่ใช่ผู้ชมจริงๆ ใจเธอก็สั่นระทึกอยู่ดี

ชิ้งงงง

เสียงฉิ่งดังขึ้นตามเวลาอันสมควร นักดนตรียกมือไหว้ก่อนคว้าเครื่องมือเตรียมพร้อม เสียงขลุ่ยกล่าวทำนองนำจากนั้นทั้งวงจึงร้องรับพร้อมกัน ส้มแก้วคล้อยตามทำนองเพลงจากที่มองแต่พื้นตรงหน้ายามบรรเลงก็ถือโอกาสสอดส่ายสายตาไปทั่วอัฒจันทร์ ผวานิดหน่อยเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคทำท่าจะติดตั้งไมโครโฟนให้เธอแต่แล้วก็เลื่อนไปทางรุ่นพี่คนซออีกคนแทน เธอเห็นคนซึ่งน่าจะเป็นพลพรพัชรนั่งอยู่ด้านบนของอัฒจันทร์ ริวานั่งอยู่แถวที่สามนับจากข้างหน้า ส่วนอาจารย์ไพรเวตของเธอนั่งข้างหน้าสุด ส้มแก้วพยายามไม่เผลอไปสบตาเขาให้สติตัวเองต้องกระเจิดกระเจิงอีก…เพราะมันจะเก็บกลับมาลำบาก

ปึ๊ก

เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นเบาๆ จนแม้แต่เธอยังคิดว่าตัวเองหูฝาดไป ทว่าแปลกนักเพราะสัมผัสบนสายซอใต้นิ้วของเธอดูผิดแปลกจากเดิมราวกับ…มีสายหนึ่งขาดหายไป

หายไป…หายไปจริงๆ ด้วย!

 

Don`t copy text!