ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 6 : เรืองรอง ลึกลับนัก ในยามค่ำ

ต้องมนตร์ดนตรี บทที่ 6 : เรืองรอง ลึกลับนัก ในยามค่ำ

โดย : วินธยา

ต้องมนตร์ดนตรี นิยายออนไลน์ โดย วินธยา ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เป็นเรื่องราวของห้องดนตรีของวิทยาลัยที่ลือกันว่ามีผีสิง เรื่องนี้อาจเป็นจริง เมื่อ ‘ส้มแก้ว’ ได้พบกับ ‘อินทวัช’ ชายหนุ่มลึกลับในห้องดนตรี เขาคือใครกัน จะใช่วิญญาณของนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายไปเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า มาช่วยเธอหาความจริงในเรื่องนี้กัน

**************************

– 6 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

‘การจะเป็นนักดนตรีที่เก่งนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกฝน…ต้องซ้อม! เก็บชั่วโมงบินให้เยอะเข้าไว้’

เป็นคำพูดของคณบดีวิทยาลัยดุริยางค์ซึ่งกล่าวไว้เมื่อนานมาแล้วในพิธีปฐมนิเทศ นอกจากการเรียนทฤษฎีในห้องเรียน นักศึกษาวิทยาลัยดุริยางค์ให้ความสำคัญกับการซ้อมเป็นที่สุด เห็นได้จากห้องซ้อมดนตรีไม่เคยว่างสักชั่วโมง ทุกคนเดินทางมาแต่เช้าเพื่อจองคิว และแม้ห้องถูกจองจนเต็มพวกเขาก็ยังไปหาซ้อมที่อื่นจนได้ ส้มแก้วเองก็คล้อยตามคำพูดของคณบดี หากไม่นับหัวหน้าทีมซอ คนเก่งๆ ที่เธอรู้จักเช่นริวาก็ทุ่มเวลาให้การซ้อมวันละหลายชั่วโมง ส้มแก้วทำตามแต่ไม่คิดว่าจะกลายเป็นคนเก่งกาจเหมือนเพื่อน หวังแค่เอาตัวรอดผ่านการสอบไปได้อย่างไม่น่าเกลียด…ซึ่งก็ไม่ค่อยจะได้ผลเท่าใดนัก

หนึ่งมันทำให้เธอเครียดจนหลอน หูแว่วได้ยินเสียงคนเดินตามตลอดเวลาที่อยู่ลำพัง รวมถึงตาฝาดเห็นเงาวูบวาบผ่านหางตาแต่พอหันมองเต็มตาก็ไม่พบอะไร เธอสงสัยว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ส่งผลถึงข้อสอง…ชั่วโมงไพรเวตที่ผ่านมาส้มแก้วสีซอเละเทะมาก ถูกอาจารย์อิศราดุไปหลายที ที่ฟังแล้วสะท้านสะเทือนจิตมากที่สุดเห็นจะเป็นคำว่า…

‘ถ้ายังสีแบบนี้เธอสอบปลายภาคไม่ผ่านหรอก แล้วอย่าหวังว่าจะได้รับโอกาสให้สอบใหม่เหมือนคราวก่อน’

ฟังเหมือนคำขู่กลายๆ…ส้มแก้วก้มหน้ารับฟัง สัญญากับตัวเองว่าจะเพิ่มชั่วโมงซ้อมมากขึ้น จะยอมอดข้าวกลางวัน จะอยู่ซ้อมจนเย็นค่ำแม้วิทยาลัยจะโล่งโจ้งแทบไม่มีคน ด้วยการซ้อมของนักศึกษากำลังถูกคุกคามโดยเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอน

หลายวันผ่านไปล่วงเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ เหตุการณ์นักศึกษาเอกเปียโนเจอดีในห้องรวมวงปี่พาทย์ยังคงถูกเล่าซ้ำไปซ้ำมาในหมู่นักศึกษาวิทยาลัยแห่งเสียงเพลง ทั้งลามไปยังคณะอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารอันล้ำสมัย เรื่องเล่าต่างๆ นานาถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง เป็นหัวข้อสนทนายอดนิยมระหว่างพักรับประทานอาหาร หรือแม้แต่พักจากซ้อมดนตรี บางเรื่องคุ้นหูหากบางเรื่องก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนราวกับเพิ่งถูกแต่งขึ้นสดใหม่โดยเอาเรื่องโน่นนิดนี่หน่อยมาปะติดปะต่อกัน

ในที่สุดสิ่งที่ริวาคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น…เรื่องลึกลับทั่วอาณาบริเวณวิทยาลัยกับเรื่องผีในแขนงดนตรีไทยถูกผูกขมวดเกี่ยวกลายเป็นเรื่องเดียวกันเป็นที่เรียบร้อย

นักศึกษาดนตรีต่างตกอยู่ในภาวะอาการซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า ‘ปอดแหก’ ไม่เว้นแม้แต่เอกดนตรีไทย ไม่มีใครกล้าซ้อมคนเดียวในห้องเดี่ยว แม้ในห้องรวมวงก็ต้องซ้อมด้วยกันกลุ่มใหญ่ เมื่อไม่มีใครกล้าอยู่ซ้อมจนถึงเย็นทุกคนก็เปลี่ยนมาโหมซ้อมกันตอนกลางวัน ห้องรวมวงทั้งสองแห่งกลับอึกทึกคึกคักและมีชีวิตชีวามากในยามที่พระอาทิตย์ยังฉายแสงระเริงร่า ห้องซ้อมเดี่ยวที่มักจะว่างอยู่เสมอก็เต็มทุกห้อง ส้มแก้วจึงต้องย้ายนิวาสสถานมาห้องรวมวง เธอยอมซ้อมท่ามกลางเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ถือว่าฝึกสมาธิไปในตัว

เพิ่งสิบเอ็ดโมงเท่านั้นนักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่ลงไปกินข้าวกลางวัน เสียงดนตรีสลับเสียงพูดคุยเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่วนใหญ่พูดถึงการแสดงคอนเสิร์ตที่กำลังจะมีขึ้นในต้นเดือนหน้าซึ่งนักศึกษาในแขนงทุกคนต้องเข้าประชุมพร้อมกันในวันศุกร์นี้ และดูจะเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ทุกคนตื่นเต้นหากไม่นับเรื่องผี หากสำหรับส้มแก้วคือการทอดถอนหายใจอย่างปลงปลด เธอไม่ได้มีส่วนร่วมในคอนเสิร์ตครั้งนี้และควรให้ความสนใจกับวิชาไพรเวตของตัวเองมากกว่าสิ่งใด

เธอต้องขจัดปัญหาทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการซ้อมออกไป…ทุกอย่างเลย

ระหว่างวางข้าวของเตรียมซ้อมนั่นเอง พลพรพัชรมาจากไหนไม่รู้เปิดประตูเดินเข้ามานั่งขัดสมาธิลงข้างหน้า เพราะเขาเอาแต่จ้องไม่พูดอะไร ส้มแก้วที่กำลังเทียบเสียงซออีกหนจึงพลอยหยุดมือไปด้วย แล้วส่งสายตาแทนคำถาม…นี่ก็อีกปัญหาหนึ่ง

“ระดับหัวหน้าทีมซอยังหายหัวไปไม่อยู่ห้องซ้อม เจอแต่ลูกทีมนั่งซ้อมหน้าดำคร่ำเครียดเลยนะครับ”

“หาพี่เปลวเหรอคะ” ถามไปอย่างนั้น ส้มแก้วก็ไม่รู้เหมือนกันรุจิรัฐอยู่ไหน

“มาหาคุณส้มนั่นละครับ ที่วันก่อนผมบอกว่าขอเวลารวบรวมข้อมูลเรื่องผี ได้มาบางส่วนแล้วนะ” เขาปลดเป้ออกจากหลัง รูดซิบหยิบโน้ตบุ๊กออกมาเปิดพิมพ์อะไรก็อกแก็กสองสามทีก็หันหน้าจอส่งให้เธอ

ส้มแก้วรับมาอย่างงุนงง ที่ปรากฏบนหน้าจอคือหน้าเอกสารจำนวนหลายสิบหน้า คิ้วขมวดมุ่นได้ที่ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายบังคับให้เธออ่านงานวิจัยหรืออย่างไร

“นี่เป็นข้อมูลเรื่องลึกลับที่เกิดในวิทยาลัยจากปากคำของนักศึกษาที่นี่ รวมทั้งหมดราวๆ…ห้าสิบคน”

คนได้ฟังก็เลิกคิ้วสูง ชายหนุ่มสาธยายต่อไปว่าเพื่อรวบรวมเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นในวิทยาลัยเขาจึงตั้งกระทู้ในเพจลับศูนย์รวมของนักศึกษาในวิทยาลัยซึ่งอยากพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวโดยปลอดการรู้เห็นของคณาอาจารย์ว่า

     ‘ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับในวิทยาลัยเพื่อพิสูจน์คำพูดของท่านคณบดี หากใครมีประสบการณ์หรือมีเบาะแสขอให้แชร์เป็นวิทยาทานหน่อย จะโพสต์เล่าใต้กระทู้ คุยกันหลังไมค์ หรือมาเจอมาเล่ากันต่อหน้าก็ไม่ขัดข้อง’

เขาจะนั่งรอที่โรงอาหารชั้นจีตลอดครึ่งเช้าวันพรุ่งนี้ และวางโน้ตบุ๊กที่ติดสติกเกอร์รูปนกเพนกวินจักรพรรดิไว้บนโต๊ะ ซึ่งประสบผลสำเร็จมากเพราะมีคนส่งเรื่องมาอย่างถล่มทลาย แถมบางคนยังอุตส่าห์มานั่งเล่าให้ฟังด้วย

ส้มแก้วหงายเงิบ อยากจะถามออกมาว่า…ว่างมากหรือคะพี่! แล้วต้องว่างขนาดไหนถึงทำได้ขนาดนี้ หรือนักศึกษาเอกดนตรีวิทยาเขาไม่ค่อยมีเรียนกัน เอาไว้เธอจะลองหาโอกาสถามดู

“สรุปจากข้อมูลทั้งหมด ส่วนใหญ่เล่าค่อนข้างตรงกันจะมีต่างก็แค่รายละเอียดปลีกย่อย จะสรุปเป็นข้อๆ นะ” ขยับแว่นด้วยมาดเหมือนนักวิจัยสติเฟื่องเตรียมสาธยายผลการทดลองเข้าใจยาก ก่อนหยิบไอแพดกับปากกาเข้าคู่กันออกมาเริ่มขีดเขียน

พลพรพัชรแบ่งเรื่องเล่าที่ได้มาออกเป็นกลุ่มๆ  มีการตั้งคำถามสมมุติฐาน ความน่าจะเป็นและข้อจำกัดในการวิจัย ซึ่งอย่างหลังส้มแก้วเห็นว่าท่าจะไปกันใหญ่ แค่สำรวจเรื่องลึกลับของวิทยาลัยไม่น่าเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ เธอยังอดทนฟังต่อมาพบว่าบางเรื่องเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ส่วนบางเรื่องถือว่าเป็นความรู้ใหม่ ครั้นการบรรยายอันยืดยาวจบลง รุ่นน้องอย่างเธอก็อดถามไม่ได้

“ต้องจริงจังเบอร์นี้เลยเหรอพี่พัชร” ส้มแก้วถามอ้ำอึ้ง

“อยากหาความจริงก็ต้องทำแบบนี้แหละ”

“พี่พัชรน่าจะ…ว่างมากสินะ”

“เฮอะ…เฮอะ…เฮอะ” เขาหัวเราะช้าๆ  เน้นเสียงทุกช่วงคำทั้งที่ทำหน้าตาย “คุณส้มนี่คิดยังไงก็พูดออกมาแบบนั้นเลยนะ”

ใครว่า…เธอคิดจะพูดอีกแบบต่างหาก แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงกลายเป็นการประชดประชันเขากลายๆ ไปได้

“ผมน่ะไม่ว่างหรอก มีรายงานอีกหลายชิ้นแถมเสาร์อาทิตย์ก็ต้องไปเก็บข้อมูลภาคสนาม เอกอย่างผมน่ะบางทีอ่านเทกซ์เป็นตั้งๆ นั่งเขียนงานหน้าจอคอม ถ้าไม่ขังตัวเองอยู่ในบ้านก็ไปห้องสมุด เมื่อก่อนตื่นเช้ามาไล่มือฆ้องทุกวันเดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาง่อยจะกินตายเอาเลยต้องรีแลกซ์บ้าง คุณส้มกำลังตกที่นั่งเดียวกันเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องซ้อม ออกไปหาอย่างอื่นทำผ่อนคลายบ้างสิ”

“ด้วยการพิสูจน์ผีนี่นะ ตกลงพี่พัชรชอบเรื่องลึกลับก็บอกมาเถอะ อย่าอ้างโน่นอ้างนี่”

“คุณส้มจะเหมารวมเรื่องลึกลับทั้งหมดไม่ได้นะ เรื่องลึกลับหมายถึงสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แล้วผมก็เชื่อเรื่องลึกลับที่มีแนวโน้มว่าจะพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างมนุษย์ต่างดาว การทับซ้อนกันของมิติกับกาลเวลาที่มีมากมายนับไม่ถ้วน เคยได้ยินเรื่องโลกคู่ขนานไหมครับ บางทีภูตผีที่เห็นๆ กันอาจเป็นคนจากมิติอื่นก็ได้ จักรวาลมันทำงานผิดเพี้ยน คนจากต่างมิติถึงได้โผล่ออกมาให้เราเห็น”

“มิติอื่น” ส้มแก้วขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างไม่เชื่อถือ “บอกว่าผีคือวิญญาณคนที่ตายแล้วยังน่าเชื่อถือกว่า…พี่พัชรดูสนุกกับการล่าผีจังนะ”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ  “เรียกว่าโปรดปรานการขุดคุ้ยค้นหาความจริงน่าจะถูกกว่า แล้วเรื่องผีที่นี่มันใกล้ตัวดีไม่ต้องเดินทางไกล เรียนด้วยสืบด้วยไม่เสียเวลา จะสืบคนเดียวมันเหงาต้องมีเพื่อนช่วยขบคิดวิพากษ์ปัญหาด้วย คุณส้มน่ะเหมาะมากนอกจากพูดตรงไม่อ้อมค้อม ตัดการซ้อมดนตรีแบบหมกมุ่นออกไปก็มีเวลาว่างเยอะ ได้ข่าวว่าคุณส้มไม่ต้องเล่นคอนเสิร์ตแขนงนี่”

ประโยคนั้นมีพลังทำลายล้างขั้นสูง นอกจากซัดความรู้สึกนึกคิดจนพังระเนระนาด ยังทำให้ห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวแรงอีกด้วย

“เฮอะๆ” คนซอหัวเราะแห้งๆ “อย่าพูดถึงมันได้ไหม พี่พัชรจะให้ช่วยอะไรล่ะ”

“ก่อนอื่นไปเซอร์เวย์รอบวิทยาลัยดูให้ครบทุกข้อเลย” ไม่พูดเปล่ายังคว้าโน้ตบุ๊กคืนจากเธอลุกขึ้นปุบปับ “ไปตอนนี้เลย แดดสว่างจ้าผีไม่โผล่แน่นอน”

“เดี๋ยว” ส้มแก้วร้องเสียงหลง “ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้มั้ง”

“ทำงานวิจัยไม่ลงพื้นที่จริงก็ไม่มีความหมายนะครับ”

ก็เธอไม่ใช่นักวิจัยไง!

“คาบบ่ายส้มเรียนประวัติดนตรีตะวันตก แล้ววันนี้ส้มก็ยังไม่ได้ซ้อมซอ” และเมื่อเขาขยับปากจะเอ่ยอะไรบางอย่างก็รีบแทรกว่า “ส้มไม่โดดเรียนแน่” แน่นอน ประวัติดนตรีตะวันตกเป็นหนึ่งในวิชาโปรดของเธอ แม้เคยตั้งคำถามว่านักศึกษาดนตรีไทยอย่างเธอจะเรียนวิชานี้ไปเพื่ออะไร

“คุณส้มมองผมเป็นคนยังไงเนี่ย” ใบหน้าที่มักเรียบเฉยมีรอยย่นปรากฏบนหัวคิ้ว “ถ้าบ่ายไม่ว่างก็เลื่อนเป็นตอนเย็น คุณส้มเลิกเรียนกี่โมงนะ”

“สามโมง นี่พี่พัชร…กะไม่ให้ส้มซ้อมไพรเวตเลยใช่ไหม”

“ก็ซ้อมไปสิ ซ้อมถึงห้าหกโมงเลยก็ได้ ล่าผีตอนกลางวันแสกๆ มันจะไปสนุกอะไร หกโมงมาเจอกันหน้าห้องนี้นะ” มัดมือชกเรียบร้อยแล้วสะพายกระเป๋าเดินออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอ้าปากค้างอยู่ท่ามกลางเสียงประดาเครื่องดนตรีที่ราวกับอยู่ๆ ก็พร้อมใจกันบรรเลงเพลงธรณีกันแสงเสียอย่างนั้น

หกโมงเย็นพอดีตอนออกมาจากห้องรวมวงเครื่องสาย แสงสนธยาสาดผ่านหน้าต่างสูงเข้ามาตกกระทบย้อมพื้นกับผนังบางส่วนเป็นสีส้ม เงามืดของชั้นวางรองเท้าและกล่องใส่เครื่องดนตรีบางส่วนซึ่งวางซ้อนจนสูงอยู่ข้างห้องทอดโย้เย้ลงบนพื้นเป็นรูปร่างผิดแผกไปจากความเป็นจริงดูน่าขนลุกไม่น้อย ส้มแก้วชอบบรรยากาศแบบนี้เธอว่ามันสวยลึกลับดี แทนที่จะรีบเดินไปที่ที่สว่างจึงยืนอ้อยอิ่งทอดอารมณ์จ้องมองสีสันของโมงยามซึ่งเธอคิดว่าเป็นสมบัติที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ แต่แล้วมนุษย์ก็นำมันมาผูกโยงเข้ากับเรื่องผีๆ สางๆ อย่างความเชื่อเรื่องผีตากผ้าอ้อม

มัวแต่ซึมซับบรรยากาศเพลินกระทั่งนึกขึ้นได้ว่ามีนัดกับพลพรพัชรแต่เขายังไม่มา จึงคิดจะไปนั่งรอตรงเก้าอี้ข้างหน้าต่างหน้าห้องรวมวงปี่พาทย์ ทว่าเมื่อเดินไปกลับเห็นเขานั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ในเงาสลัว แต่ก็ทำเอาใจหายใจคว่ำด้วยไม่นึกว่าจะมีใครนั่งอยู่ตรงนั้น

“สมาชิกวงมีสเทรี เทลส์ไม่น่าขี้ตกใจนะครับ ได้ข่าวว่าหัวหน้าวงพาเดินทดสอบความกล้าทุกอาทิตย์” เขาเปรยเบาๆ  ทั้งที่ยังไม่ทันเงยหน้าจากจอโทรศัพท์

“ส้มเป็นแค่ลูกวง ไม่ใช่หัวหน้าวงอย่างพี่วิชที่ประสาทแข็งไม่เคยกลัวอะไรแม้แต่ผี…ก็เหมือนพี่พัชรไง ความจริงแทนที่จะชวนส้ม พี่พัชรชวนพี่วิชไม่ดีกว่าเหรอ” ท้ายประโยคเลียบเคียงถาม พอเขาทำท่าครุ่นคิดก็เริ่มมีความหวังว่าจะเห็นด้วยกับเธอ แล้วจะไม่มีอะไรขัดขวางการซ้อมของส้มแก้วอีก หากต่อมาเขากลับสบตาเธอคิ้วขมวดมุ่น

“ทำไมเจอหน้าผมต้องพูดถึงวิชมันทุกที หน้าก็ไม่ได้เหมือนกันนี่” เขาบ่น “เลิกพูดถึงมันเถอะครับ เราต้องไปสำรวจหลายที่นะ” เขาลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้น แต่กลับดูเหมือนตัดบทมากกว่า

ทั้งสองขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสี่อันเป็นบริเวณห้องพักอาจารย์อีกส่วนหนึ่ง กับหอแสดงดนตรีขนาดเล็กรวมถึงยังเป็นห้องปฏิบัติการของนักศึกษาเอกเทคโนโลยีดนตรีด้วย ปกติจะมีการจัดการแสดงขนาดเล็กที่นักศึกษาเรียกกันติดปากว่ารีไซทอล เกือบทุกวันทว่าในวันที่ไม่มีการแสดงเช่นวันนี้ก็จะเงียบเชียบและค่อนข้างมืดเพราะไม่ได้เปิดไฟตรงทางเดิน เสียงทรัมเป็ตแว่วมาจากชั้นสามจากนั้นก็เงียบหายไปแล้วจึงได้ยินเสียงแซกโซโฟนดังขึ้นอีก แต่ก็เหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกลราวกับอยู่คนละโลก

“ตอนออดิทอเรียมยังอยู่ระหว่างการสร้าง วิทยาลัยเราใช้ที่นี่จัดคอนเสิร์ตใหญ่หลายครั้ง ยี่สิบกว่าปีก่อนมีคนงานตกลงมาตายระหว่างก่อสร้าง จากนั้นพวกนักศึกษาเทคโนโลยีดนตรีที่ทำงานในห้องอัดที่นี่จนดึกก็มักจะได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรตกกระทบพื้น” ปากเขาบอกเล่าเรื่อยๆ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมว่ากำลังยืนอยู่ในสถานที่เดียวกันกับเรื่องเล่า พอหันกลับมาเห็นหญิงสาวทำหน้าตื่นคิ้วก็เลิกขึ้นอย่างเอือมนิดๆ

ออกจากหอแสดงดนตรีเล็กเดินเลาะผ่านทางเดินไปยังอีกฟากหนึ่งของตัวตึกซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องบันทึกเสียงอีกแห่งและห้องเปียโนไฟฟ้าสำหรับเรียนวิชาพื้นฐานคีย์บอร์ด สุดปลายระเบียงทางเดินจะเห็นอาคารของคณะอื่นเรียงเป็นทิวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลยังมีแสงไฟสว่างจากหน้าต่างบางแห่ง พวกเขาเดินลงบันไดที่ผนังเปิดโล่งไปชั้นสอง เดินย้อนกลับมาจนถึงระเบียงทางเดินที่ว่ากันว่ามีผี จากนั้นเดินผ่านออดิทอเรียมซึ่งนาฬิกาดิจิทัลสีแดงฉานเพิ่งกะพริบเวลาสิบแปดนาฬิกาสี่สิบสี่นาที

“เรื่องลึกลับลำดับที่สาม นาฬิกาดิจิทัลหน้าออดิทอเรียมที่ตัวเลขจะค้างอยู่ที่เวลาหกโมงสี่สิบห้า ผ่านไปเป็นสิบๆ นาทีก็ยังค้างอยู่เวลาเดิม”

ไม่ทันขาดคำเลขสี่ก็เปลี่ยนเป็นเลขห้า ส้มแก้วมองจอดิจิทัล คล้ายว่าสรรพเสียงธรรมชาติรอบข้างได้เลือนจางไป หูได้ยินแต่เสียงหัวใจตนเองเต้นตึกตักดังลึกเป็นห้วงๆ เมื่อความเงียบดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง เลขห้าก็กะพริบกลายเป็นเลขหกให้เธอต้องสะดุ้งสุดตัว ความเย็นเยือกก่อขึ้นภายในใจแผ่ลามไปทั่วร่างกาย ขณะกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่นั้นก็พลันเห็นดวงไฟสองดวงวิบวับอยู่ตรงหน้า แล้วก็พบว่าแท้จริงเป็นเลนส์แว่นที่สะท้อนกับแสงไฟเหนือศีรษะ ของชายหนุ่มซึ่งกำลัง…จ้องมองจับผิด

“หกโมงสี่สิบเจ็ดนาที…หมายความว่าไงรู้ไหมครับ” เขาถาม และไม่รอคำตอบจากเธอสวนขึ้นทันว่า “เรื่องเล่าพวกนั้นโกหกทั้งเพ”

“พวกรุ่นพี่คณะเรานี่ก็ไอเดียบรรเจิดดีนะ ขยันแต่งเรื่องอะไรไม่รู้จนรุ่นน้องกลัวกันไปใหญ่”

“แต่ก็ได้ผลใช่ไหมครับ เมื่อกี้คุณส้มตกใจจนหน้าซีดเลยละ” ส้มแก้วฟังแล้วก็เกิดมีน้ำโหกับท่าทางเขาที่เหมือนแสดงออกตลอดเวลาว่า ข้ารู้ ข้าเห็น ข้าสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างใต้โลกหล้า ปากที่กำลังจะอ้าเถียงกลับต้องหุบลงกลางคันเมื่อรุ่นพี่บอกว่ายังต้องไปกันอีกหลายที่

ทั้งสองไปยังสถานที่ในเรื่องเล่าลำดับที่สี่ ศาลาริมน้ำซึ่งนักศึกษาดนตรีไทยมักหอบเครื่องดนตรีไปเรียนรวมวง ว่ากันว่าหากมองจากสะพานข้ามคลองอีกแห่งหนึ่งตอนพลบค่ำจะเห็นวงดนตรีไทยตั้งวงซ้อมกันอย่างครึกครื้น แต่พอหันกลับไปมองอีกครั้งบนศาลานั้นกลับว่างเปล่า กลับกันหากมองจากศาลาก็จะเห็นวงควอเต็ทเครื่องเป่าซ้อมอยู่บนสะพานเช่นกัน ที่หนักกว่านั้นคือต่อมาทั้งวงหายวับไปต่อหน้าต่อตา

เรื่องลึกลับเรื่องต่อมา…ลำดับที่ห้า หากเดินผ่านป่าต้นไม้ดนตรีตอนเกิดปรากฏการณ์ผีตากผ้าอ้อมจะพบว่าไฟตรงทางเดินเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีขาว รวมถึงข่าวลือแปลกๆ ที่ว่าหากตั้งใจมองดีๆ จะเห็นเงาคนจำนวนมากเดินไปเดินมาอยู่ในสถานที่เดียวกันก่อนหายลับไปเมื่อล่วงเข้าสู่หัวค่ำ น่าแปลก…เรื่องลี้ลับในวิทยาลัยส่วนใหญ่ต่างเกิดขึ้นในเวลาพลบค่ำทั้งสิ้น

ถึงจะเรียกขานกันว่าป่า แต่ก็เป็นเพียงต้นไม้ที่ขึ้นคลุมทางเดินยาวล้อมรอบสนามหญ้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งวิทยาลัยมักจะใช้เป็นสถานที่จัดเทศกาลดนตรีแจซ เมื่อส้มแก้วกับพลพรพัชรไปถึงที่นั่นเวลาสนธยาได้ผ่านพ้นไปแล้ว ป่าต้นไม้ดนตรีถูกอาบด้วยสีส้มอมเหลืองของโคมไฟประดิษฐ์ที่สว่างเรียงรายตลอดทางเดิน พ้นรัศมีแสงไฟทุกสิ่งล้วนตกอยู่ในความมืด เงาของยอดไม้โบกไหวตามแรงลมพัดอยู่เบื้องบนส่งเสียงดังเกรียวกราวและทิ้งใบโปรยปรายลงเกลื่อนทาง เหมือนเส้นทางซึ่งจะนำไปสู่ดินแดนลี้ลับหลังม่านไม้ ส้มแก้วไม่เคยมาที่นี่ในเวลาแบบนี้ที่ไม่ปรากฏว่ามีใครเดินเหินสัญจร และถ้าเลือกได้คงไม่มาคนเดียวเพียงลำพัง ไม่เคยนึกเลยว่ามันจะน่ากลัววังเวงขนาดนี้…แล้วเธอมาทำบ้าอะไรที่นี่

ป่าต้นไม้ดนตรีเป็นประตูสู่ ‘ทไวไลต์โซน’ สถานที่ซึ่งสำคัญมากอีกแห่งหนึ่งของวิทยาลัยดุริยางค์ เป็นที่ซึ่งนักศึกษาต่างคณะทั่วมหาวิทยาลัยและคนภายนอกนิยมเข้ามาเที่ยวเล่นเช็กอินถ่ายรูปกัน พลพรพัชรผู้รู้ทุกสิ่งอย่างเล่าว่า…สิบปีที่ผ่านมาวิทยาลัยดุริยางค์ได้ผ่านช่วงก่อสร้างขยายพื้นที่อย่างดุเดือดเพื่อรองรับกิจกรรมทางดนตรีที่เพิ่มมากขึ้น หลังออดิทอเรียมสร้างเสร็จและเปิดใช้งานสามปีเต็ม บวกกับมีข่าวลือที่นักศึกษาอ้างว่าหลงเข้าไปเจอเมืองลับแลในพื้นที่รกร้างข้างหลังป่าต้นไม้ดนตรี คณบดีก็ได้ฤกษ์มานั่งกุมขมับครุ่นคิดว่าจะทำอะไรกับพื้นที่ราวยี่สิบห้าไร่ที่เหลืออยู่จึงเชิญคณาอาจารย์และผู้เกี่ยวข้องมาระดมความคิดกันอย่างจริงจัง

หลังจากประชุมกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านถึงสามวันสามคืน…ซึ่งตรงนี้รุ่นพี่คงพูดเกินจริงไปสักหน่อย ป้ายโครงการสร้าง ‘แดนสนธยา’ ก็ผุดขึ้นบนพื้นที่ตรงนั้น ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเจ้าแดนสนธยาที่ว่าคืออะไรกระทั่งการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเวลาปีครึ่ง ทไวไลต์โซนก็ได้อวดโฉมประชาชีเป็นครั้งแรกในฐานะสนามจำลองโลกแห่งดนตรีขนาดย่อม ส่วนเมืองลับแลก็เหลือเพียงแต่ตำนานให้เล่าเล่นกันขำขัน

หากตึกอาคารของแขนงวิชาเปรียบดั่งหลังบ้านที่ใช้ฝึกซ้อม ค้นคว้าและวิจัย ที่นี่ก็ไม่ต่างจากหน้าบ้านซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาดนตรีทุกแขนงวิชาได้แสดงฝีไม้ลายมือ เป็นหน้าฉากที่ให้คนจากภายนอกเข้ามาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นร้านรวงที่มีดนตรีให้ฟังสดพร้อมอาหารและเครื่องดื่ม แต่ละร้านมีแนวทางแตกต่างกันไปหากก็อยู่ภายใต้การบริหารของนักศึกษาแขนงวิชาธุรกิจดนตรี แขนงวิชาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออกก็มีร้านคีตพิศภิรมย์เป็นที่เชิดหน้าชูตา แต่ก็มักจะแสดงดนตรีไทยร่วมสมัยเสียมากกว่า ยังมีลานแสดงดนตรีกลางแจ้งที่เปิดโอกาสให้ดนตรีทุกแบบทุกแนวขึ้นแสดง ผ่านวันผ่านคืนทไวไลต์โซนแห่งนี้สวยงาม…คึกคักขึ้นเรื่อยๆ  หากเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยดนตรีมีหรือจะไม่เข้าไปเอี่ยวกับเรื่องผีๆ สางๆ ได้ นำไปสู่เรื่องลึกลับลำดับที่หก

ว่ากันว่า…ทไวไลต์โซนเรืองรองลึกลับนักในยามค่ำ หากมาเยือนตอนกลางวันจะไม่พบแต่จะเห็นได้เมื่อฟ้ามืดลงแล้ว แถมมีมือดีเอาเรื่องราวไปเขียนรีวิวในอินเทอร์เน็ตถูกแชร์ต่อมากมายจนนักศึกษาตามแก้ข่าวกันแทบไม่ไหว สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลยถือเสียว่าสร้างจุดขาย กลายเป็นตำนานร่วมสมัยที่ใครๆ ก็อยากมาสัมผัส แต่ก็ยังมีเรื่องที่นักศึกษาวิทยาลัยดุริยางค์เชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจังอยู่

“วันไหนที่ทไวไลต์โซนคนเยอะกว่าปกติ เชื่อกันว่ามีคนจากที่อื่นมาเที่ยวเล่นด้วย” เขาจงใจเน้นตรง ‘ที่อื่น’ เป็นพิเศษ

“ที่อื่นนี่หมายถึง…แบบนั้นน่ะเหรอ” โบราณว่าเข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ นี่ก็มืดแล้วเธอไม่ควรเอ่ยถึงผีสางนอกจากละไว้ในฐานที่เข้าใจ ดีที่รุ่นพี่รู้ว่าเธอหมายถึงอะไรเพราะเขาพยักหน้าตั้งหนึ่งที

“ให้ผมเดานะ คนจากที่อื่นในความหมายแรกเริ่มคือคนธรรมดาๆ แต่ไม่ใช่คนในวิทยาลัย เป็นนักศึกษาต่างคณะหรือบุคคลภายนอก ไปๆ มาๆ ความหมายเปลี่ยนกลายสภาพเป็นผี แล้วคนส่วนใหญ่เนี่ยถึงจะกลัวแต่ก็พอใจให้มันเป็นเรื่องลึกลับเพราะดูน่าตื่นเต้นดี…ย้อนแย้งเนอะ”

ก็จริงอย่างเขาว่า แม้เธอเองที่ออกปากว่าไม่กลัวไม่เชื่อพอหลงเข้ามาอยู่ในที่มืดๆ  กลางบรรยากาศที่ราวกับจะมีผีโผล่ออกมาทุกขณะก็อดรู้สึกหวาดผวาไม่ได้

“เพื่อพิสูจน์ว่าที่นี่ไม่มีเรื่องผีสางอะไรทั้งนั้น เราควรแยกย้ายกันเดินสำรวจนะครับ”

ส้มแก้วก็เห็นว่าดี เธอขี้เกียจฟังเขาเล่าตำนานโน่นนี่เหมือนตาแก่ที่ผ่านโลกมานานปี แล้วยังอุตส่าห์เอามาคิดวิเคราะห์หาเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นอีก ก่อนจะแยกกันเขาบอกว่ามีศาลาริมน้ำเล็กๆ อีกแห่งที่ทไวไลต์โซนสำรวจเสร็จแล้วให้ไปเจอกัน เธอก็รีบแย้งว่าที่นั่นมีคนเคยได้ยินเสียงดนตรีไทยบรรเลงแว่วมาตอนโพล้เพล้จนไม่ค่อยมีใครย่างกรายไปใกล้

ฮ่า ฮ่า ฮ่า…พลพรพัชรหัวเราะลั่น ก่อนว่าไม่มีอะไรในก่อไผ่หรอกคุณส้ม เป็นเสียงซอสามสายฝีมือรุจิรัฐแอบดอดมาซ้อมคนเดียวที่ศาลาเพราะเบื่อเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ในห้องรวมวงกับความอุดอู้ของห้องซ้อมเดี่ยวต่างหาก ความที่เป็นเสียงดนตรีไทยผู้คนเลยหนีหายขวัญกระเจิงกันหมดไม่กล้าเฉียดกรายมาทางนี้ เขาเคยเสนอตัวจะแถลงความจริงผ่านเสียงตามสายของวิทยาลัย แต่รุจิรัฐห้ามไว้บอกไม่มีใครกล้ามาก็ดีจะได้ซ้อมสะดวก นี่ละเคล็ดลับศาสตร์มือซอขั้นเทพของหัวหน้าทีมซอ

เป็นอันว่าแม้แต่หัวหน้าทีมซอก็กลายสถานะเป็นสิ่งลึกลับไปแล้วเรียบร้อยวิทยาลัยดุริยางค์ ส้มแก้วได้ฟังแทบหงายเงิบหากก็พยักพเยิด…ไม่ผีก็ไม่ผี แล้วแยกย้ายกันไป

ส้มแก้วเคยมาเที่ยวเล่นที่นี่บ้างเหมือนกัน ส่วนใหญ่มากับริวาเพราะรายนั้นชอบกินขนมแถมเปิดเผยชัดเจนว่าชอบสถานที่สวยๆ งามๆ น่ารัก แล้วทไวไลต์โซนก็มีร้านนั่งเล่นน่านั่งอยู่หลายร้าน แต่ละร้านล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ดนตรีสดที่บรรเลงก็ถูกรังสรรค์ให้เข้ากับธีมของร้านด้วย เดินทอดน่องลัดเลาะตามซอกซอยผ่านร้านรวงต่างๆ ซึ่งสว่างไสวแผ่สีสันและบรรยากาศต่างกันไป วันนี้วันธรรมดา คนไม่เยอะหรือน้อยเกินไปพอครึกครื้นแต่ไม่อึกทึก บ้างถ่ายรูปอยู่บนทางเดินกับสวนสรรค์ซึ่งตกแต่งด้วยไฟระยิบระยับ แต่ส่วนมากจะนั่งฟังดนตรีอยู่ในร้าน

ถนนทุกสายจากซอกซอยต่างๆ ทอดมาบรรจบกันหน้าหมู่อาคารซึ่งมีลานรูปวงรียกจากพื้นสูงประมาณเข่า พื้นเวทีปูด้วยประเบื้องโมเสกเรียงเป็นรูปพระอาทิตย์ดวงใหญ่สีส้มสลับแดงและเหลืองบนพื้นสีน้ำเงิน มีพระจันทร์และดวงดาวประดับสลับกันในแฉกแต่ละแฉก เบื้องหลังคือเสาปูนเปลือยจำนวนห้าต้นสูงเด่นตั้งเรียงรายตามแนวโค้งของเวที แต่ละต้นแขวนกระดิ่งจำนวนหนึ่ง ความวิเศษอยู่ตรงที่กระดิ่งในแต่ละต้นมีเสียงต่างกันห้าเสียงในระดับเสียงที่เรียกว่า เพนตาโทนิก ยามลมพัดก็จะส่งเสียงดังเกรียวกราว ว่ากันว่าบางครั้งเสียงที่ดังออกมาเป็นทำนองเพลงแทบไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง จนเกิดประโยคที่ว่า

 ‘หากมองหาแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง จงมาที่เสากระดิ่งสิ’

ลมอ่อนพัดมาอีกระลอกไกวกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งเดี๋ยวดังเดี๋ยวเบาแว่วมาเหนือศีรษะ ที่ฟุ้งกระจายอยู่รอบตัวคืออณูของสีเหลืองส้ม แสงไฟจากโคมช่วยให้ลานแสดงดนตรีและทไวไลต์โซนสว่างไสว เหมือนเมืองแก้วเมืองกระจกซึ่งเรืองรองในความมืดอนธการแม้ในยามที่ไม่มีการแสดง และหากมีที่นี่ก็จะครึกครื้นคึกคักยิ่งกว่านี้ ส้มแก้วเพลิดเพลินจนหลงลืมจุดประสงค์ของตัวเอง หากตัดเรื่องผีหลอกวิญญาณหลอนออกไป ส้มแก้วอยากจะเชื่อเหลือเกินว่า เรื่องลึกลับสุดอัศจรรย์ในความหมายของคณบดีคือทไวไลต์โซนแห่งนี้

มัวคิดเรื่องโน่นนี่เมื่อรู้ตัวอีกทีจึงพบว่าตัวเองเดินห่างออกมาจากโซนร้านรวงพอควร เสียงดนตรีที่แต่เดิมได้ยินแว่วอยู่ในอากาศพลันเงียบลงแล้วจึงนึกถึงสถานที่ที่นัดหมายรุ่นพี่ไว้ ทไวไลต์โซนมีศาลาริมน้ำอีกแห่งหนึ่งซึ่งเธออยู่ในระหว่างทางไปที่นั่น เป็นศาลาที่ต่างจากศาลาอีกแห่งอย่างสิ้นเชิงเพราะที่นี่เป็นศาลาทรงกลมสร้างด้วยปูน พื้นและผนังบางส่วนปูตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกเช่นเดียวกับลานวงรี ด้านหนึ่งเปิดโล่งให้เห็นทัศนียภาพริมน้ำซึ่งอีกฝั่งคือสวนป่าดนตรี ค่อนข้างเงียบเพราะอยู่ห่างจากลานแสดง และไม่ค่อยจะมีใครมาที่นี่ในเวลากลางคืน แถมมืดสนิทมีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟตามรายทาง

แม้ที่นี่จะกว้างพอสำหรับวงเครื่องสายซึ่งมีจำนวนสมาชิกราวสามสิบกว่าชีวิต แต่ก็อยู่ห่างจากอาคารหลักมากกว่าศาลาอีกแห่งหนึ่งพอสมควรจึงไม่แปลกหากไม่เป็นที่นิยม เธอถอดรองเท้าเตรียมก้าวขึ้นไปใต้เงามืดของศาลา กวาดตามองรอบๆ พร้อมเพ่งมองในความมืดหาสวิตช์ไฟ ทันใดก็ไปสะดุดกับเงาตะคุ่มเงาหนึ่ง

“พี่พัชร”

ส้มแก้วเดินเอ้อระเหยอยู่นานเลยทีเดียวหากเขาจะมาถึงก่อนก็ไม่แปลก คิดบ่นในใจว่าเขาช่างแปลกคนนั่งอยู่ในที่มืดๆ ไม่ยอมเปิดไฟคงตั้งใจอยากจะลองของ ขณะขึ้นบนศาลาเธอพลาด เท้าข้างก้าวขึ้นนำไปก่อนไถลพรืดตกลงมากระทบพื้นเสียงดัง ร่างในเงามืดหันขวับเพราะตกใจกับสุ้มเสียงที่เธอทำ ทว่าหญิงสาวตกใจยิ่งกว่าเมื่ออะไรบางอย่างกำลังเตือนว่าไม่ใช่รุ่นพี่ที่เคยนัดหมายกันไว้…ถ้าไม่ใช่ แล้วใครเล่า!

ใจยังเต้นระรัว ดวงตายังจ้องจับอยู่ที่ร่างนั้นด้วยไม่แน่ใจว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับคนมีเลือดเนื้อหรือภูตผีกันแน่! ทันใดก็คล้ายจะได้ยินเสียงกระซิบดังข้างหู บอกเล่าเรื่องราวศาลาแห่งนี้อีกหน เสียงดนตรีไทยปริศนาที่ดังตอนพลบค่ำ จากใครบางคนซึ่งไร้ตัวตนเมื่อมองด้วยสายตามนุษย์ ซึ่งพลพรพัชรคลี่คลายว่าเป็นฝีมือหัวหน้าทีมซอที่แอบมาซุ่มซ้อมเพียงลำพังเกือบทุกเย็น

มีเหตุผลหน่อยสิส้ม ทำเป็นพูดเสียดิบดีผีคือจินตนาการของมนุษย์ เธอจะยอมกลืนน้ำลายตัวเองเหรอ…เสียงตัวเองกล่าวเตือนสติ ผ่อนลมหายใจเข้าออกจนกลับมาเป็นปกติ

พลันสายตาคุ้นชินกับความมืดก็พบว่าร่างปริศนานั้นคือชายหนุ่มคนหนึ่งดูเหมือนจะสวมชุดนักศึกษา เพราะความมืดเธอจึงเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่ที่นี่มีนักศึกษาตั้งหลายร้อยส้มแก้วไม่คิดว่าเธอจะคุ้นหน้าเขา อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกโล่งใจเมื่อคนตรงหน้าเป็นคนธรรมดาหาใช่ผีสางเหมือนที่คิดไว้ตอนแรก

“ขอโทษค่ะ นึกว่าเป็นเพื่อน” เธอกล่าวขอโทษ เผลอตัวค้อมศีรษะไปด้วยตามความเคยชิน เงียบงันไร้เสียงตอบรับ ส้มแก้วยังเห็นใบหน้าในความมืดกำลังมองมาทางนี้

“ไม่เป็นไร ผมผิดเองที่มายืนอยู่ในที่มืดๆ” มีเสียงตอบกลับมา สุ้มเสียงปกติไม่เบาหวิวไร้เรี่ยวแรงหรือราวกับล่องลอยมาจากโลกอื่นเหมือนภูตผีวิญญาณในแบบฉบับที่เธอเข้าใจ

“เอ่อ…เปิดไฟได้นะสวิตช์อยู่ที่เสาตรงโน้น” ส้มแก้วชี้ไปทางขวา “เว้นแต่จะชอบอยู่มืดๆ” เพราะติสต์แตกเลยหาแรงบันดาลใจด้วยการทำอะไรแผลงๆ อย่างวงมีสเทรี เทลส์ที่ชอบตั้งวงซ้อมแถวบันไดหนีไฟตอนดึกดื่นๆ นั่นไง…ทว่าประโยคหลังเธอไม่ได้กล่าวออกไป

“ผมกำลังจะไปแล้ว แต่ควรเปิดไฟนะถ้าจะอยู่ต่อ” พูดพลันก็หยุดชะงักไปกลางคัน

ส้มแก้วไม่รอให้เขาพูดจนจบออกเดินไปหมายจะเปิดไฟ ทันใดนั้นชายหนุ่มคนเดิมก็ว่าต่อ

“คุณคือคนที่สีนกขมิ้นสอบในห้องเครื่องสายนี่”

สิ้นประโยคอีกฝ่ายคนฟังดวงตาเบิกโพลงเป็นจังหวะเดียวกับที่นิ้วคลำเจอสวิตช์ไฟและกดเปิดพอดิบพอดี ไฟสว่างสว่างพรึบขับไล่ความมืดออกไปสิ้น ส้มแก้วรีบหันขวับกลับมาในทันที หากภาพที่เห็นก็ทำให้ขนลุกซู่เมื่อบนศาลาแห่งเดียวกันนั้นว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาของผู้ซึ่งเธอเจรจาพาทีด้วยเมื่อครู่ แข้งขาอ่อนแทบทรุดลงกองกับพื้นแต่ยังทำใจแข็งกวาดตามองรอบๆ หวังว่าจะพบเขาที่ใดสักแห่งในบริเวณศาลาแห่งนี้ทว่าก็ไม่ บางทีเขาอาจเพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่ และเดินเร็วมาก

ไม่…เป็นไปไม่ได้ เขาอยู่ริมระเบียงห่างจากทางขึ้นศาลาตั้งเยอะ ไม่มีทางที่จะเดินออกไปในชั่วเสี้ยวนาทีถึงจะเป็นการวิ่งก็เถอะ แล้วเมื่อกี้เขาพูดเหมือนเคยพบเธอมาก่อน แถมยังรู้ว่าส้มแก้วใช้นกขมิ้นเป็นเพลงสอบมันหมายความว่าอย่างไร เธอแน่ใจทีเดียวว่าไม่รู้จักเขา แล้วเขาก็ไม่ใช่เพื่อนหรือรุ่นพี่เอกดนตรีไทยแน่นอน ระหว่างกำลังคิดอยู่นั้นสิ่งที่เพิ่งพบประสบเจอทั้งหมดก็ถูกโยงใยเข้ากับตำนานหลอนของวิทยาลัยโดยปริยาย

ผี…ไม่นะ นั่นผีงั้นเหรอ! แล้วเธอก็เพิ่งคุยกับผีตัวเป็นๆ เป็นวรรคเป็นเวรเชียว

หญิงสาวตกใจสุดขีด หากไม่ลืมที่จะกดปิดสวิตช์ไฟเรียบร้อย ก้มหน้าก้มตาสวมรองเท้าเดินเลื่อนลอยไปตามทางเดินสลัวโดยทิ้งเรื่อง…ลึกลับ สุดอัศจรรย์ไว้เบื้องหลัง

Don`t copy text!