ดวงใจภาดา บทที่ 31 : แลกชีวิต

ดวงใจภาดา บทที่ 31 : แลกชีวิต

โดย : ตวงทิพย์ ยุวชิต

ดวงใจภาดา โดย ตวงทิพย์ ยุวชิต เมื่อเด็กชายตัวเล็กทายาทมหาเศรษฐีรอดชีวิตจากการฆ่าล้างตระกูลและได้มาพบกับพี่ชายต่างสายเลือดที่รักกันราวพี่น้อง แต่ทุกอย่างไม่ง่าย เมื่อการกลับเข้าไปในบ้านน้องก็เหมือนเข้าถ้ำเสือร้ายที่พร้อมขย้ำ เขาจะปกป้องน้องต่างสายเลือดคนนี้ได้อย่างไร นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

สายลมขับรถมาที่สถานที่ที่พีรพลบอกไว้ก็พบว่าเป็นบ้านสองชั้นหลังหนึ่งซึ่งยังสร้างไม่เสร็จ เมื่อสายลมเดินเข้ามาในตัวบ้านก็ถูกกาจที่ดักรออยู่ที่ข้างประตูเข้ามาเอาปืนจ่อที่ด้านหลัง สายลมยกมือยอมแพ้ พีรพลเดินออกมาจากห้องด้านในเล็งปืนในมือมาที่ชายหนุ่ม

“เพชรอยู่ไหน” สายลมถาม

“ใจเย็น ฉันไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ก่อนตาย ฉันต้องให้พวกแกได้คุยกันแน่”

พีรพลเดินเข้ามาใกล้ แล้วส่งสัญญาณให้กาจ กาจค้นตัวสายลมพบว่าไม่มีอาวุธ แล้วพีรพลก็ช่วยกาจมัดมือสายลม ชายหนุ่มไม่ได้ขัดขืนเพราะเกรงว่าน้องชายที่ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่จะเป็นอันตราย

 

สายลมถูกมัดมือไพล่หลังแล้วผลักให้เดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้า เมื่อเดินขึ้นไปถึงเขาก็มองเห็นหมอกถูกมัดมือมัดเท้า มัดปาก นอนดิ้นขลุกขลักอยู่บนพื้นปูนร้อนๆ

“หมอก” พี่ชายร้องเรียกด้วยความห่วงใย

เมื่อสายลมเดินไปใกล้จะถึงตัวหมอกก็ถูกกาจมัดเท้าแล้วผลักให้ล้มลงไปนอนข้างน้องชาย หมอกส่งเสียงอืออาผ่านผ้าที่มัดปาก

“แก้ปากมันสิ” พีรพลสั่งกาจให้แกะผ้าที่มัดปากทายาทตัวจริงของบ้านพันธนะวงศา

“พี่ลม…” น้องชายร้องเรียกทันที

“หมอก หมอกจำพี่ได้แล้วเหรอ”

“จำได้สิ หมอกจะลืมพี่ลมได้ยังไง”

“แล้วทำไมที่โรงพยาบาล…” สายลมยังพูดไม่จบน้องชายก็พูดแทรกขึ้น

“ก็หมอกรู้แล้วว่าอาพลอยากฆ่าหมอก หมอกไม่อยากให้พี่ลมมายุ่งกับหมอกแล้ว ไม่อยากให้ตามมาช่วย พี่ลมตามมาทำไม” หมอกพูดไปก็น้ำตาคลอ

“หมอก…”

ขณะที่คนเป็นพี่ชายซาบซึ้งใจที่น้องรักเขามากถึงเพียงนี้ น้องชายนั้นเล่ากลับรู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ ทายาทคนเดียวของพันธนะวงศากลัวเหลือเกินว่าฝันร้ายจะกลายเป็นจริง

ตอนหัวค่ำของวันหนึ่งก่อนการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก เพชรหลับอยู่ในห้องพักคนไข้ เด็กหนุ่มฝันไปว่า เขากับสายลมติดอยู่ในห้องเก็บของที่ไฟกำลังลุกไหม้ ก่อนที่ไฟจะลามมาถึงตัว พี่ชายที่เป็นชายหนุ่มก็อุ้มตัวเขาซึ่งเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ส่งตัวออกไปนอกหน้าต่าง แล้วทันใดนั้นคานห้องก็ยุบลง ร่างของพี่ชายมอดไหม้คาอยู่ตรงนั้น

เพชรตกใจตื่นด้วยความกลัว เขากลัวว่าพี่ชายจะต้องตายเหมือนกับพ่อ เขาเล่าความฝันให้คุณปู่ซึ่งมาเยี่ยมไข้ฟัง คุณปู่ปลอบหลานชายให้นอนหลับเสีย หมอกนอนหลับตาอยู่นานแต่ใจยังไม่หลับ เขาได้ยินทุกคำที่คุณปู่คุยกับภูมิพงษ์

‘เป็นโชคดีของเพชรนะ ที่พลัดหลงไปเจอกับครอบครัวของสายลม’ พฤกษ์ปรารภขึ้นลอยๆ

‘ถ้าเพชรไปเจอคนอื่น เขาคงไม่ยอมมาเสี่ยงตายเพื่อน้องขนาดนี้หรอกนะครับคุณปู่’

‘ใช่ สายลมน่ะ นึกถึงแต่น้องไม่เคยห่วงตัวเองเลย ปู่นึกไม่ออกเลยว่าถ้าเพชรของเราไม่ได้มารัก มาผูกพันกับสายลม ชีวิตจะเป็นยังไง’

‘ตอนนี้ผมห่วงแต่ว่าคุณพ่อจะไม่เลิกอาฆาตแค้น แล้วกลับมาทำร้ายเพชร’

‘ปู่ก็เป็นห่วงว่าสายลมจะมีอันตรายไปด้วย ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของเรา ไม่เกี่ยวกับสายลมเลย’

คำพูดของคุณปู่ทำให้เพชรคิดตามว่าที่พี่ชายมีอันตรายก็เพราะมารู้จักกับน้องชายโง่ๆ อย่างเขา เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคิดเพียงว่าอาชั่วร้ายต้องการฆ่าเขาเพียงคนเดียวไม่เกี่ยวกับพี่ชาย ถ้าเขาไม่รู้จักกับพี่ชาย พี่ชายก็จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะตนอีก

เพชรพยายามฝืนตนเองอย่างมากที่จะทำให้สายลมเชื่อว่าเขาจำพี่ชายไม่ได้ วันนั้นเด็กหนุ่มดีใจมากที่เขาทำสำเร็จ แต่วันนี้เมื่อเขาเห็นพี่ชายมา เขาก็รู้ว่าเขาทำให้พี่ชายต้องมาตกอยู่ในอันตราย ความกลัวว่าพี่ชายจะมีอันตรายทำให้เขาพร่ำพูดไป น้ำตาก็ไหลพราก

“พี่ลมมาทำไม มาทำไม หมอกไม่อยากให้พี่ลมมา”

“ช่างน่าประทับใจจริงๆ” พีรพลว่าแล้วปรบมือประชดประชัน “จะมีพี่น้องร่วมโลกสักกี่คนที่รักกันเท่าแกสองคน เพชรหลานรักของอา หลานน่ารักขนาดนี้ อาจะปล่อยให้หลานตายอย่างเดียวดายได้ยังไง ยังไงแกสองคนก็ต้องตาย” ตอนท้ายพีรพลพูดอย่างเหี้ยมเกรียม แต่แล้วกลับลดเสียงให้เบาลงอย่างนึกสนุก “แล้วแต่ว่าพี่กับน้องใครจะอยากตายก่อน”

“แกอย่าทำอะไรน้องฉันเลย แกแค้นที่ฉันเปิดโปงแก ฉันก็ฆ่าฉันคนเดียวเถอะ”

“ไม่นะ อย่าทำอะไรพี่ลมนะ” หมอกร้องห้าม

“ไอ้สายลม เพราะแกเข้ามา ฉันถึงได้สูญสิ้นทุกอย่าง ฉันรู้แล้ว แกอยากปกป้องมันมากใช่ไหม ฉันจะให้แกเห็นมันตายต่อหน้าต่อตา” พีรพลพูดแล้วเล็งปืนไปทางทายาทตัวจริงแล้วขึ้นนกปืน

“ยิงเลยสิคุณอา ยิงเลย” แทนที่จะกลัวหมอกกลับท้าทาย

“หมอกอย่าพูด” พี่ชายบอก

“หมอกอยู่กับพี่ลม หมอกไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแหละ” เด็กหนุ่มหลับตาเตรียมตัวรับความตายเต็มที่

“งั้นแกก็ตายซะ” พีรพลลั่นไกปืนใส่ทายาทตัวจริงสองนัดซ้อน

โดยไม่มีใครคาดฝัน มีใครคนหนึ่งวิ่งเข้ามารับกระสุนแทนแล้วล้มคว่ำลงไป

“พี่ภูมิ…” หมอกร้องขึ้น

พีรพลตกใจมากเมื่อรู้ว่าคนที่เขามาขวางคือลูกชายของตัวเอง เขาก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้ว กระสุนทั้งสองนัดยิ่งผ่านหลังภูมิพงษ์ นัดหนึ่งทะลุหน้าอก อีกนัดหนึ่งฝังใน

“ภูมิ…ภูมิ ทำไมเป็นแก”

“พ่อ ให้ผมเป็นคนสุดท้ายเถอะนะครับ” ภูมิพงษ์ฝืนพูดได้เพียงเท่านั้นก็สิ้นใจในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ

“ภูมิ ภูมิ” พีรพลเขย่าตัวลูก หวังให้ตื่นขึ้นมา เมื่อลูกชายแน่นิ่งพีรพลก็คลั่งแค้น หันปากกระบอกปืนมาทางสายลม

“เพราะแก เพราะแกคนเดียว”

พีรพลคลั่งแค้นลั่นกระสุนใส่สายลม กระสุนเข้าที่บริเวณหน้าอก ก่อนที่พีรพลจะทันได้รัวกระสุนใส่สายลมให้หายแค้น ตำรวจที่วิ่งขึ้นบันไดมาก็ยิงข้อมือของพีรพลเพื่อหยุดเขา เมื่อปืนหลุดมือจอมบงการก็ถูกตำรวจหลายนายรวบตัวไว้ได้ ส่วนกาจนั้นยอมทิ้งอาวุธให้จับกุมตั้งแต่เห็นตำรวจ

สายลมนอนแน่นิ่งจมกองเลือด ในขณะที่น้องชายตกใจจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่มองพี่ชายด้วยน้ำตาเอ่อท้น

 

คืนวันนั้นศิลาและโรยทองได้รับแจ้งข่าวร้ายก็รีบมาที่โรงพยาบาล สายลมอาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน ต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน สองสามีภรรยานั่งรออย่างร้อนใจอยู่หน้าห้องผ่าตัด ดอกฝ้ายมาอยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่ของเพื่อนรักจนสายลมออกจากห้องผ่าตัดและถูกย้ายเข้าไปในหอผู้ป่วยวิกฤติหรือห้องไอซียู

“ตอนนี้ลมอยู่ในห้องไอซียู หมอให้เยี่ยมเป็นเวลา ฝ้ายว่าลุงกับป้ากลับไปพักที่บ้านก่อนดีกว่านะจ๊ะ อดนอนมาทั้งคืนเดี๋ยวจะไม่สบาย ถ้ามีอะไรฝ้ายจะรีบส่งข่าวไปบอกทันที”

“ถ้ามีอะไรฝ้ายต้องบอกตรงๆ นะ ห้ามปิดบังลุงนะลูก”

“พี่ทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ ฉันยิ่งใจคอไม่ดีอยู่นะ” โรยทองพูดแล้วจะร้องไห้

“ฉันก็พูดตามความจริง มาถึงขั้นนี้แล้ว อะไรจะเกิดเราก็ต้องเตรียมใจไว้”

“ไม่เอาละ ฉันไม่พูดกับพี่แล้ว ฉันจะกลับไปเตรียมของไปทำบุญที่วัด” โรยทองทนฟังไม่ได้เดินลิ่วออกจากหน้าห้องไอซียูไปหน้าลิฟต์

ดอกฝ้ายที่ยืนส่งคนทั้งสองก็เศร้าใจไม่แพ้กันเพราะแม้สายลมจะได้รับการผ่าตัดเอากระสุนออกแล้วก็จริง แต่กระสุนยิงเข้าที่จุดสำคัญ คณะแพทย์ก็ยังไม่อาจรับรองได้ว่าชายหนุ่มจะรอดชีวิตหรือไม่

 

เมื่อกลับถึงร้านในตอนสายโรยทองก็จะลงมือทำอาหารไปทำบุญที่วัดแต่ศิลาห้ามไว้ และบอกว่าควรนอนพักผ่อนเอาแรงเพื่อจะได้ไปเยี่ยมลูกชายในตอนบ่าย

สองสามีภรรยาหลับไปได้ราวสามชั่วโมงโทรศัพท์ในร้านโรยทองโภชนาก็ดังขึ้น ศิลารีบมารับโทรศัพท์ด้วยความร้อนใจเกรงว่าจะมีข่าวร้ายเกี่ยวกับลูกชาย

“ครับ ครับ ผมจะรีบไปครับ” ศิลาพูดจบก็วางสาย

“ใครโทรมาน่ะพี่ โรงพยาบาลหรือเปล่า” โรยทองร้อนใจไม่แพ้กัน

“แม่โรยอย่าเพิ่งไปทำบุญกับพระเลย ทำบุญกับคนก่อนดีกว่า”

 

ศิลากับโรยทองถูกขอร้องให้มาที่บ้านพันธนะวงศาเพื่อดูอาการของลูกชายอีกคน

นับแต่เกิดเรื่องร้ายกับสายลม หมอกก็ตกอยู่ในอาการช็อก หลังเกิดเหตุเด็กหนุ่มถูกพากลับมาที่บ้านพันธนะวงศา เขาไม่พูดจากับใคร ไม่กินไม่นอน พอเข้าบ้านมาก็ตรงดิ่งไปที่ห้องนอน ขึ้นไปนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง คลุมโปงอยู่ในผ้าห่มไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย

พฤกษ์กับอาภาเดินนำพ่อแม่บุญธรรมของเพชรเข้ามาในห้องนอน

“ลูกเพชรไม่พูดอะไรสักคำ นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น พอฉันจะไปเปิดผ้าห่มแกก็ดึงผ้าปิดไว้เหมือนเดิม ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับลูกแล้ว คุณพ่อบอกว่าคงมีแต่คุณสองคนเท่านั้นที่จะช่วยได้ ฉันก็เลยต้องขอรบกวนให้คุณมา” อาภาบอกกับโรยทอง

“ไม่รบกวนหรอกค่ะ” โรยทองบอกกับอาภา ในขณะที่ศิลาเดินไปนั่งบนเตียงข้างๆ เจ้าตัวเล็กของเขา เด็กหนุ่มในผ้าคลุมโปง ขยับเอามือกดชายผ้าห่มไว้

ศิลาโอบกอดลูกแล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา

“หมอก…นี่พ่อนะ…”

เท่านั้น เจ้าตัวเล็กของศิลาก็เปิดผ้าห่มออกมาโผเข้ากอดพ่อ ศิลาคิดว่าลูกจะร้องไห้โฮเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เด็กหนุ่มกอดเขาแน่นนิ่ง น้ำตารื้นขอบตา สีหน้าเศร้าอย่างที่ผู้เป็นพ่อไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงร้องไห้ให้ได้ยิน

“หมอก หมอกกลัวใช่ไหมลูก ไม่ต้องกลัวนะ พี่ลมไม่เป็นไรหรอก”

“แต่…แต่พี่ลมเลือดไหล เลือด เลือดเต็มเลย” คราวนี้หมอกสะกดกลั้นความรู้สึกไม่ไหวน้ำตาไหลพราก

“ร้องออกมาเลยนะลูกนะ ร้องไห้กับพ่อไม่เป็นไรนะ”

พอได้ยินคำพูดของพ่อ เจ้าตัวเล็กของศิลาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ศิลาโอบกอดลูกไว้ปล่อยให้ลูกระบายน้ำตาออกมา

“ร้องไห้ออกมาสักที” อาภาน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจที่ลูกได้แสดงความรู้สึกออกมาบ้างแล้ว

หมอกร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่พักใหญ่ สงบสติอารมณ์ได้เพียงครู่เดียว พอคิดถึงพี่ชายก็พึมพำไม่หยุด

“พ่อ…พี่ลม พี่ลมเลือดไหลเต็มเลย เลือด เลือด” หมอกพึมพำซ้ำไปซ้ำมา มือไม้สั่น สะบัดไปมาในระดับอก

“พี่ลมไม่เป็นไรหรอกนะลูก หมอกำลังรักษาอยู่ เดี๋ยวพี่ลมก็หายแล้วนะ” ศิลากอดลูกไว้พยายามปลอบโยน แต่หมอกก็ยังไม่หยุดพึมพำ

“พี่ลม เขายิงพี่ลม เลือดไหลเต็มเลย เลือดไหล เลือดไหลไม่หยุดเลย เลือดมันไหล” หมอกพูดไปก็เสียงเครือจะร้องไห้อีก

“หมอก ไม่เอาลูก หยุด พอแล้ว”

ไม่ว่าศิลาจะห้ามยังไงหมอกก็ไม่หยุดพึมพำ ศิลาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงหันไปหาภรรยา ส่งสายตาเป็นเชิงปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี

โรยทองยกมือบุ้ยใบ้เป็นเชิงให้ศิลาชวนลูกกินข้าว แล้วเอาปิ่นโตสามเถาที่นำมาจากบ้านมาจัดสำรับไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ

“หมอก หมอกยังไม่ได้กินข้าวเลยใช่ไหมลูก ไป ไปกินข้าวกับพ่อนะ”

หมอกยังพึมพำถึงเหตุการณ์ที่สายลมถูกยิงไม่หยุด

“หมอก มากินข้าว” โรยทองเรียกลูกด้วยเสียงดุและดัง

“หมอก แม่บอกให้มากินข้าวไง” โรยทองเรียกซ้ำเมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังนั่งพึมพำไม่ขยับเขยื้อน

“หมอกไม่กิน”

“ไม่กินไม่ได้ มา มากินข้าวเดี๋ยวนี้”

“ไม่ หมอกไม่กิน ไม่กิน”

“แกจะเอายังไงกับฉันนะ หา ไอ้หมอก ฉันน่ะนอนก็แทบไม่ได้นอน ยังต้องแหกขี้ตามาทำกับข้าวให้แกกินเนี่ย แกไม่กิน เดี๋ยวแกไม่สบายไป เดี๋ยวพี่แกก็มาว่าฉันอีก ว่าแม่ทำไมไม่ดูแลน้อง อะไรอะไรก็แม่ พี่ก็จะเอาอย่างนั้น น้องก็จะเอาอย่างนี้ พวกแกจะเอายังไงกับฉันนักหนา จะให้แม่ห่วงไปถึงไหนนะ”

ตอนแรกโรยทองคิดเพียงว่าจะแกล้งทำเป็นดุให้ลูกลืมภาพเหตุการณ์ร้ายที่เพิ่งประสบมา แต่เอาเข้าจริงเธอกลับรับความทุกข์ ความห่วงใยที่อัดอั้นอยู่ในใจไม่ไหวน้ำตาไหลออกมาเสียเอง

เสียงสั่นเครือของแม่โรยทอง ทำให้หมอกลืมพี่ชายไปชั่วขณะหันมาสนใจและพึมพำเรียก “แม่…”

“แกไม่กินก็ไม่ต้องกิน ฉันจะเก็บไปทิ้งให้หมด” โรยทองปาดน้ำตาพลางเก็บปิ่นโต

หมอกวิ่งเข้ามากอดแม่ทางด้านหลัง ร้องไห้แล้วว่า “หมอกกินแล้วแม่ แม่อย่าร้องไห้นะ”

โรยทองหันกลับมากอดลูกแล้วว่า “แกก็อย่าดื้อสิ ไป นั่งกินดีๆ ไป”

หมอกยอมนั่งลงกินข้าวท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน ศิลานั่งข้างๆ คอยดูแลให้หมอกกินข้าวเหมือนที่เขาเคยทำมาตลอด พ่อต่างสายเลือดใจหายคิดว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้ดูแลเจ้าตัวเล็กใกล้ชิดอย่างนี้

โรยทองหลบออกจากห้องนอนเพราะความรู้สึกทั้งหลายถาโถมเข้ามา ยิ่งเห็นเจ้าตัวเล็กก็ยิ่งนึกถึงลูกชายของตน ยิ่งคิดก็ยิ่งห่วง อาภาเดินตามออกมาเพราะมีเรื่องอยากจะคุยด้วย โรยทองหันมาเห็นจึงพูดขึ้นก่อน

“เอ่อ คุณอาภา ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ไปดุว่าลูกชายคุณแบบนั้น”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณโรยทอง ฉันรู้ว่าคุณทำเพราะรักแก และคุณก็มีสิทธิ์จะดุว่าสั่งสอนแกได้อยู่แล้ว เพชรก็เป็นลูกคุณเท่าๆ กับที่เป็นลูกฉันนะคะ ฉันเองก็รักสายลมเหมือนลูกอีกคนหนึ่งเหมือนกันนะคะ”

“ลมน่ะ มันรักน้องมากเหลือเกิน มันบอกฉันนะคุณ มันบอกว่าถ้ามันต้องแลกชีวิตเพื่อปกป้องน้อง มันก็จะทำ ฉันไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นเลย” โรยทองพูดเสียงเครือ

“สายลมต้องไม่เป็นไรค่ะ ฉันเชื่อว่าคนดีพระต้องคุ้มครอง”

 

ดอกฝ้ายที่เพิ่งว่างจากงานขึ้นมาเยี่ยมสายลมที่หอผู้ป่วยวิกฤติ เธอได้เจอกับใจพราวที่โถงกลางซึ่งเป็นส่วนที่ให้ญาติผู้ป่วยนั่งรอเข้าเยี่ยม ใจพราวเข้าเยี่ยมสายลมเรียบร้อยแล้วและกำลังจะกลับ ดอกฝ้ายถือโอกาสเข้าไปคุยด้วย

“คุณใจพราวใช่ไหมคะ ฉันดอกฝ้าย เพื่อนของสายลมค่ะ ขอคุยกับคุณสักครู่ได้ไหมคะ”

เมื่อใจพราวตกลงดอกฝ้ายก็เข้าประเด็นที่เธอต้องการทันที

“ไม่ทราบว่าลมเคยเล่าเรื่องของฝ้ายให้คุณฟังบ้างหรือเปล่า”

“ไม่นี่คะ ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกัน”

“งั้นเหรอคะ แต่ลมน่ะเขาพูดถึงคุณพราวให้ฝ้ายฟังบ่อยๆ คุณน่ะสำคัญกับเขามากเลยนะคะ ฝ้ายเป็นเพื่อนกับเขามาตั้งแต่เด็กยังไม่เคยเห็นเขาแคร์ผู้หญิงคนไหนเท่าคุณเลย”

“คุณกำลังจะพูดอะไรกันแน่คะ คุณจะบอกว่าคุณคบกับเขามาตั้งแต่เด็ก และให้ฉันหลีกทางไปงั้นหรือคะ คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะฉันบอกแล้วว่าฉันเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน และที่มาเยี่ยมก็เพราะ…”

“คุณต่างหากค่ะที่เข้าใจผิด ฉันกับลมเคยคบหาดูใจกันจริง แต่ตอนนี้ฉันถอยกลับมาเป็นเพื่อนเขาแล้วค่ะ เพราะฉันรู้ว่าคนที่เขารักไม่ใช่ฉัน แต่เป็นคุณนะคะคุณพราว”

“เขารักพราว”

“ใช่ค่ะ…ฝ้ายแน่ใจ ฝ้ายขอให้ลมปลอดภัย และขอให้พวกคุณปรับความเข้าใจกันได้นะคะ ฝ้ายเอาใจช่วยค่ะ”

 

ดอกฝ้ายเข้าไปเยี่ยมไข้สายลมนานแล้ว ใจพราวก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม คำพูดของดอกฝ้ายทำให้หญิงสาวกลัวจับใจ เธอกลัวเหลือเกินว่าคนที่เธอรักและรักเธอจะจากไปก่อนที่จะได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน และถ้าหากเป็นเช่นนั้น เธอคงไม่ให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต



Don`t copy text!