เมียอันดับห้า บทที่ 16 : ไม่รู้จบ

เมียอันดับห้า บทที่ 16 : ไม่รู้จบ

โดย : โสภี พรรณราย

เมียอันดับห้า นวนิยายออนไลน์แนวชีวิตผสมโรแมนติกคอมเมดี้ใน อ่านเอา ของ โสภี พรรณราย เรื่องราวของ ‘ภีม’ หนุ่มสังคมรูปหล่อที่มีชีวิตรักแบบรักๆ เลิกๆ จนถึงขั้นเจ็ดปีเปลี่ยนเมียไปสี่คน กับ ‘ไหมแพร’ นักข่าวสายสังคมที่ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องแซ่บๆ นี้ผ่านไปได้ และตอนนี้เธอคือคนที่เขาสนใจ หรือเธอจะกลายเป็นเมียอันดับห้าของเขา!!

****************************

– 16 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

ไหมแพรออกจากห้องทำงานของพนมหลังเจรจาไม่ลงภาพที่หล่อนถ่ายได้ในงานวันเกิดของคุณฉวีเรียบร้อย ตกลงด้วยดีและง่ายดาย

“จบเรื่องเสียที” ไหมแพรพูดกับสินี

“อะไรที่ทำให้แพรตัดสินใจแบบนี้”

“วัดมั้ง”

“วัด”

“อืม…คำขอที่วัด…แพรใจอ่อน จบ…เจอคุณฉวีกับคุณวรรณ คุณอรัญ…ที่วัด ทุกอย่างเลยตัดสินใจง่าย” อธิบายไม่ถูก ทำไมเป็นเช่นนั้น

“โอ้โห…ยัยแพร งั้นเวลาเจอปัญหาอะไร ควรไปแก้ในวัดนะ ง่ายดี”

“แพรไม่อยากปวดหัวอีก นี่ก็รับโทรศัพท์จากคม จากผู้จัดการของพรวิไล ทุกคนดีใจที่จะไม่มีข่าว”

“แล้วยัยจันทนีไม่โทรหาเธอเลยเหรอ”

“เมื่อกี้คุยกับคม คมเล่าว่าเมียอันดับสี่ของคุณภีมโทรหาคม ให้จัดการเรื่องนี้ด้วย”

“แสดงว่าไม่กล้าโทรหาเธอโดยตรง”

“เคยมีเรื่องกันขนาดนั้น ไม่สุดๆ จริงๆ ไม่โทรมาหรอก”

“นั่นน่ะสิ”

“ก็ดีแล้ว แพรคิดว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้อง ไม่งั้นคงมีศัตรูรอบด้าน”

สินีหัวเราะ

“แพร…เธอตัดสินใจแบบนี้ คงได้ใจใครอีกหลายคน รวมทั้งยัยจันทนีด้วย น่าจะรู้สึกดีขึ้นทุกคน”

ไหมแพรพยักหน้าช้าๆ…ใช่แล้ว พอตัดสินใจก็รู้สึกเบาสบาย ตัวเองรู้สึกดี ทั้งที่ตอนแรกก็ดื้อดึงอยากเอาชนะนายภีม แต่กลับรู้สึกกังวล สับสน ลังเล พลอยทำให้คนอื่นสับสนรอคอยคำตอบจากหล่อนไปด้วย

เมื่อตัดสินใจเพราะคำขอของคุณวรรณ แค่นั้น…สั้นๆ และรวดเร็ว ยอมรับทันที ยอมมาคุยกับเจ้านายให้ทำลายภาพทั้งหมด ตัวเองจึงเบาสบาย ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นเลย เอาใจตัวเองเป็นที่ตั้ง

เรื่องทั้งหมดเพราะตัวเองแท้ๆ

‘ใจ’ ของตนเอง

สินีก็เห็นด้วย แต่อมรไม่เห็นด้วย คนที่สำนักพิมพ์ต่างวิจารณ์และแยกเป็นสองฝ่าย

สุดท้ายไหมแพรเป็นคนตัดสินใจ

 

เด็กหญิงกุลธิดาไม่สบายมาเป็นอาทิตย์แล้ว เป็นหวัด ไอหนัก และอ่อนเพลีย

คำสั่งของภีมให้เด็กหญิงเก็บตัวอยู่ในห้องกับพี่เลี้ยงพยาบาล…เกสร ไม่ให้ออกมาที่ห้องอาหารหรือห้องนั่งเล่น เพราะเกรงคุณแม่กับคุณย่าจะติดหวัด

ภีมเข้ามาดูอาการเด็กหญิงทุกวัน ช่วงนี้เด็กหญิงน้ำผึ้งไม่ได้ไปโรงเรียน ขนาดงานวันเกิดคุณย่าเมื่อสามวันก่อน เด็กหญิงก็ไม่ได้ไปร่วมงาน

ภีมก้าวเข้ามา เด็กหญิงกำลังหลับยังไม่ตื่น เมื่อคืนวาดภาพระบายสีดึกไปหน่อย

“คุณภีม” เกสรทักเบาๆ “มาดูแต่เช้าเลยนะคะ”

“ยัยผึ้งเป็นอย่างไรบ้าง”

“อาการไอดีขึ้นค่ะ ไม่มีไข้มาสองสามวันแล้วค่ะ”

“อาหารล่ะ”

“ทานได้มากขึ้นค่ะ หลังจากเบื่ออาหารมาสามวัน เมื่อวานก็บ่นเบื่อข้าวต้มแล้วค่ะ อยากกินข้าวกับก๋วยเตี๋ยว”

“จัดให้ตามที่แกขอเลย เดี๋ยวจะบอกป้านิ่มให้ทำตามที่ผึ้งอยากกินทุกอย่าง”

“แกบ่นเสียดายไม่ได้ไปร่วมงานวันเกิดคุณทวดท่านค่ะ”

ภีมยิ้มกว้าง

“เด็กหนอเด็ก คุณย่าก็อยู่บ้านทุกวัน แค่งานวันเกิด จะจัดงานอีกเมื่อไรก็ได้ งานไหนก็ได้”

“ใช่ค่ะ แกยังเด็ก บ่นประสาเด็กค่ะ และแกไม่ได้กอดคุณทวดมาทั้งอาทิตย์แล้ว”

“รออีกสักวันสองวัน ค่อยให้ผึ้งไปหาคุณทวดกับคุณย่า ช่วงนี้คุณทวดก็แปลกๆ อาจต้องการกำลังใจจากผึ้งเหมือนกันละ”

“ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างต้องการกำลังใจซึ่งกันและกันนะคะ”

“ฉันต้องขอบใจเกสรมากที่ดูแลผึ้งอย่างดี จนฉันไม่ต้องห่วงอะไร ถ้าไม่ได้เกสรละก็ ฉันคงกังวลมาก”

พี่เลี้ยงพยาบาลสาวปีนี้อายุสามสิบแล้ว แต่ดูอ่อนกว่าวัย ทำหน้าที่ดูแลกุลธิดามาตั้งแต่แรกเกิด จึงมีความรักและผูกพันกับเด็กหญิง

ใช่สิ…จนบางครั้งก็เผลอตัวคิดว่าตัวเองเป็นแม่ด้วยซ้ำ แต่เกสรก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย

แต่ยังมีความฝันลึกๆ จึงดูแลเจ้าตัวน้อยเป็นอย่างดี

“สรรักคุณผึ้งมากๆ ค่ะ”

“ฉันรู้…ใครรักผึ้ง ใครจริงใจกับผึ้ง”

ตอนแต่งงานกับอุษา…ก็ดูอุษาจะรักผึ้งมาก ส่วนพรวิไลและจันทนี ต้องยอมรับเลยว่าทั้งสองไม่ชอบเด็ก และออกตัวแต่แรกว่าอาจจะดูแลกุลธิดาไม่เต็มที่ ในขณะที่เด็กเองก็ดูต่อต้านผู้มาใหม่เพราะไม่คุ้นเคย

ภีมชอบนะที่ทุกคนจะพูดความจริง เพราะการเสแสร้งนั้นดูออกเสมอ

“สรทำงานมานาน และทุกคนในบ้านก็ดีต่อสร สรตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณค่ะ”

ภีมไม่เคยเอาเปรียบเกสร ด้วยค่าจ้างที่สูงลิ่ว และโบนัส รางวัลของขวัญทุกเทศกาล ทั้งเงินสด ทองคำและอัญมณี หล่อนได้รับขนาดว่าถ้าลาออกก็ตั้งตัวได้สบายๆ

“ขอบใจ…ขอบใจ ช่วยๆ กันนะ ช่วยกันดูแลผึ้ง ให้เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

เกสรสูดลมหายใจลึกๆ ชอบเหลือเกิน ชอบกับคำว่า เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

“ค่ะ…ครอบครัว…เป็นครอบครัว” เก็บความพึงพอใจไว้ด้วยรอยยิ้มสดใส

มีโอกาสพบและพูดคุยกับภีมเกือบทุกวัน โดยเฉพาะถ้าเด็กหลับจะได้คุยนานหน่อย แต่ถ้าไม่หลับ ภีมจะผ่านเลยไปคุยกับลูกสาวทันที แค่ยิ้มทักทายเท่านั้น

“พ่อคะ” เสียงกุลธิดาเรียก

“อ้าว ตื่นแล้วหรือ” ภีมผ่านเกสรไปที่เตียงนอนลูกสาว ทรุดกายลงนั่งข้างเตียง ลูบศีรษะเบาๆ ด้วยความรัก

เด็กหญิงขยับตัวลุกขึ้นนั่ง

“นอนตลอดเลยค่ะ ตามที่คุณพ่อบอกว่าถ้าอยากหายเร็วๆ ต้องนอนมากๆ นี่คะ”

“ใช่เลย หมอบอกเองนะ”

“ผึ้งหายแล้วนะคะ”

“จ้ะ หายแล้ว”

“ผึ้งไปหาคุณทวด กับคุณย่าได้หรือยังคะ”

“ขออีกสองวัน”

“ผึ้งคิดถึงคุณทวด”

“ช่วงนี้คุณทวดก็ซึมๆ ไปนะ บางทีอาจเพราะคิดถึงเจ้าตัวน้อยคนนี้ก็ได้นะ”

“เป็นหวัดทีไร ต้องถูกกักตัวในห้องทุกที ไม่ชอบเลยค่ะ เป็นหวัดบ่อยด้วย” เหมือนเด็กน้อยจะบ่น

“เด็กๆ ก็แบบนี้ละลูก…เพื่อนเป็นหวัดคน ไปโรงเรียนจะติดกัน พ่อถึงให้ผึ้งพักอยู่บ้าน”

“เพื่อนๆ ผึ้งเป็นหวัด ยังไปโรงเรียนเลยค่ะ”

“ไม่ถูกต้องจ้ะ ติดไปติดมา ผึ้งถึงเป็นหวัดบ่อย”

“ผึ้งหิวจัง”

“อยากกินอะไรลูกรัก บอกพี่สรได้เลยนะ บอกป้านิ่มก็ได้ เดี๋ยวพ่อจะสั่งไว้ ไม่ต้องกินโจ๊ก กินข้าวต้มแล้ว”

“รักพ่อจัง” น้ำผึ้งโผกอดบิดา

ภาพพ่อลูกทำเอาเกสรยิ้มกว้าง พ่อ…ลูกและยังขาด ‘แม่’ จึงจะสมบูรณ์

วิทยาดูกระวนกระวาย พอมีโทรศัพท์เข้ามาก็สะดุ้ง

สามทุ่มเศษแล้ว เขารับโทรศัพท์มือถือและมองซ้ายมองขวา เดินออกมาคุยนอกบ้านบริเวณสวนเล็กๆ ข้างทาวน์เฮาส์ซึ่งเป็นห้องหัวมุม มีบริเวณเหลือด้านข้างไว้ปลูกไม้ดอกเรียงรายพอให้ดูสดชื่น ได้เดินเล่นบ้าง

ไหมแพรเห็นผิดปกติจึงเดินตามออกมา ไม่ให้พี่ชายรู้ตัว

เสียงคุยกันจับความได้ว่า

“อะไรอีกล่ะ บอกว่าขอเวลาสิบวัน จะเร่งรัดไปถึงไหน”

ฝ่ายตรงข้ามจะพูดอะไร…ไหมแพรไม่ได้ยิน แต่ประโยคต่อมาของพี่ชายว่า

“ยังโว้ย…ยัง…ยัง เพิ่งคืนไปห้าแสนจะเอาอะไรอีก”

และประโยคต่อมา…

“ก็อยากให้กู้เอง ไม่ใช่น้อยๆ นะ…เป็นล้าน…ตายก่อน”

และ…และ

“ใจเย็นสิ ขอเวลาสิบวัน…สิบวัน ได้ยินไหม สิบวัน”

“อะไรวะ เห็นเป็นลูกหนี้ชั้นเลวไปได้ ขอเวลา รับรองหาได้แน่ๆ จะต้องหามาคืน”

“โว้ย…ไม่ไหวแล้วนะ อย่ามาขู่ อย่าขู่ บอกว่าไม่เบี้ยว แต่ต้องขอเวลา”

“อะไรวะ…แค่เจ็ดวัน ไม่พอว่ะ”

“ใช่…ใช่ ยอมรับว่าผัดผ่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่นี่ขอเลื่อนอีกไม่นานเลย แค่สิบวัน ขอครั้งสุดท้าย”

“ไม่…ไม่ ขอเวลาให้หายใจบ้างสิวะ”

“สิบวัน…สัญญาว่าไม่เบี้ยวแน่”

กดปิดโทรศัพท์ไปเลย อย่างหงุดหงิดและพึมพำกับตัวเอง

“จะตายก่อนหาได้น่ะสิ แล้วกูจะไปหาที่ไหนอีก นอกจากหนี…ต้องหนี” แต่ทางนั้นรู้เท่าทัน ขู่ไว้ก่อนแล้ว ถ้าหนี คนเดือดร้อนจะเป็นคนในครอบครัว

วิทยากลุ้มใจ

หนี้สิน!

กลับมาอีกแล้ว เพราะความโลภและอยากมีอยากได้ เคลียร์หนี้เก่าไม่ครบ กู้เงินใหม่..คราวนี้หนักขึ้น…เกินล้าน!

มึนตึ้บ สมองคิดอะไรไม่ออก

“จะหนีไปไหนพี่วิท” ไหมแพรโพล่งถาม พอจะจับใจความได้และรู้สึกโกรธ

“แกแอบฟัง เสียมารยาท”

“คงงั้นละพี่วิท ตั้งใจแอบฟัง ยอมเสียมารยาท อยากรู้ความจริง”

“บ้าน่ะ” ปัดไม้ปัดมือมีพิรุธ

“ใครบ้า”

“แกน่ะสิ” พูดไม่เต็มเสียง

“พูดให้ตรงเลยดีกว่า ก่อหนี้สินอีกสิ คิดจะหนีละสิ ไปเลย ไปจากบ้านนี้ได้ยิ่งดี ถ้าพี่วิทก่อหนี้สิน ก็ไม่ควรอยู่บ้านนี้ ไม่ควรทำให้แพรกับยายเดือดร้อน”

“มันจะทวงจากแกกับยายน่ะสิ”

ไหมแพรระงับอารมณ์

“คราวนี้ เท่าไร” ถามเสียงเย็นๆ

วิทยากลืนน้ำลายยากเย็น การบอกความจริงเท่านั้น จะช่วยให้อะไรๆ ที่หนักหนาอยู่ในอกจนจวนเจียนจะระเบิด ได้ระบายออกมาบ้าง

“เอ้อ” อึกอักพูดไม่ออก

“เท่าไร” ย้ำถามเสียงเย็น คนถามก็กลัว…กลัวกับคำตอบ กลัวนะ เพราะหมดตัวแล้วกับหนี้สินครั้งแรกของพี่ชาย

“ละ…ล้าน”

ใจของไหมแพรสั่นระริก เต้นแรงขึ้นมาก ครั้งก่อนห้าแสนยังแทบแย่ ยายต้องขายของโบราณที่เก็บ ตนต้องขายรถและปิดบัญชีเงินเก็บเพื่อพี่ชายคนนี้

พี่ชายพูดมักต้องบวกเพิ่ม…ล้าน…เกินล้านแน่

“ทำไมกลายเป็นแบบนี้อีกล่ะ”

ใช่…ไหมแพรถาม และต้องการคำตอบที่ตรงที่สุด

“เอ้อ…ตอนคืนเงินห้าแสน ฉันโลภและเสียดาย มันเสียดายจริงๆ นะ เงินเป็นปึกๆ  ตั้งห้าหกปึก มันควรจะได้คืนมาใช่ไหม อยากได้คืนมาให้แก คืนยายไงล่ะ ตอนแรกก็ได้นะ ได้คืนมาตั้งเยอะ เยอะจริงๆ” แล้วเงียบ

ไหมแพรพูดต่อ

“แล้วก็ยิ่งโลภ ไม่เลิก จากได้คืนก็กลับไปหาเจ้าของบ่อน แถมยังขอกู้เพิ่ม เพื่อเล่นเพิ่ม แล้วโชคก็ไม่เข้าข้างคนบ้าพนัน โชคไม่เคยเข้าข้างคนผิด”

วิทยาหน้าซีดไหล่ตก

“แกพูดถูกหมดเลย”

“มันเป็นสูตรของนักพนันไงล่ะ”

“ฉัน…ฉัน…”

“พี่พลาดไปแล้ว จะขอโทษ” หล่อนรู้ทัน

“แกพูดถูก ฉันพลาด ขอโทษ”

“เท่านั้น”

“จะให้พูดอะไรมากกว่านั้นล่ะ แพรต้องช่วยนะ ต้องช่วยฉัน แกต้องช่วย”

ไหมแพรแค่นหัวเราะ จิตใจไปหมดแล้ว หมดกับพี่ชายที่ก่อหนี้ซ้ำซาก หล่อนหมดใจจริงๆ

“ช่วยเหรอพี่วิท ช่วยไปแล้ว ช่วยจนหมดตัวแล้ว จะเอาอะไรอีก”

“จะเอาชีวิตฉันเหรอ ตายแน่”

“พี่วิทจะให้แพรตายเป็นเพื่อนใช่ไหม”

พี่ชายกลืนน้ำลายยากเย็น

“เรามีกันแค่สองพี่น้อง ถ้าไม่ช่วยฉัน จะเห็นฉันตายใช่ไหม จะให้ฉันตายจริงๆ ใช่ไหม”

“แพรไม่ช่วย”

“แกมันใจร้าย อยากเห็นฉันตาย ตอนเป็นเด็ก ฉันช่วยแกหลายครั้ง ชกต่อยกับคนอื่นจนเลือดตกยางออก เพราะช่วยแก ปกป้องแกไม่ให้ถูกคนรังแก” เอาอีกแล้ว ทวงบุญคุณอีกแล้ว

“ใช่ แพรจะมองพี่วิทว่าตายอย่างไร ผีพนันจะตายอย่างไร” ไหมแพรเหลืออด พูดประชด และแล้วก็ได้ยินเสียงตรงระเบียงบ้าน เหมือนเสียงของหนักล้มลง จึงหันไปมอง ก็เห็นร่างของยายสายบัวค่อยๆ ทรุดลงกับพื้นหน้าบ้าน หมดสติ!

Don`t copy text!