เมียอันดับห้า บทที่ 42 : ก่อแต่เรื่อง

เมียอันดับห้า บทที่ 42 : ก่อแต่เรื่อง

โดย : โสภี พรรณราย

เมียอันดับห้า นวนิยายออนไลน์แนวชีวิตผสมโรแมนติกคอมเมดี้ใน อ่านเอา ของ โสภี พรรณราย เรื่องราวของ ‘ภีม’ หนุ่มสังคมรูปหล่อที่มีชีวิตรักแบบรักๆ เลิกๆ จนถึงขั้นเจ็ดปีเปลี่ยนเมียไปสี่คน กับ ‘ไหมแพร’ นักข่าวสายสังคมที่ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องแซ่บๆ นี้ผ่านไปได้ และตอนนี้เธอคือคนที่เขาสนใจ หรือเธอจะกลายเป็นเมียอันดับห้าของเขา!!

****************************

– 42 –

 

พี่วิท

วิทยาหันมาเห็นไหมแพร เขาแปลกใจ แต่ขณะเดียวกันเขากำลังดีใจจนไม่ทันสังเกตสีหน้าของน้องสาวมากนัก

“อ้าว ยัยแพร แกมาทำอะไรที่นี่ แกมาซื้อตึกให้ฉันใช่ไหม ช้าไปแล้วว่ะ แกมาช้า ฉัน ใจร้อนเลยตกลงกับอาเฮียแล้ว ไม่แพงเลยนะ ห้าล้านห้า ฉันต่อรองได้ราคาพิเศษ” วิทยาพูดไปยิ้มไป

ไหมแพรกลับอยากร้องไห้

พี่ชายซื้อโดยไม่บอกหล่อนก่อน ตามที่พูดกันจะเป็นหน้าที่ของไหมแพรเป็นคนซื้อ หล่อนรู้ว่าพี่ชายพูดมากและอยากได้มาก ถ้าพี่ชายปรากฏตัวอาจทำให้ราคาสูงกว่าปกติ คนขายจะเรียกราคาได้ดีกว่า

แล้วก็เป็นอย่างนั้น…พี่ชายมาตกลงเอง วางมัดจำแล้ว

จากห้าล้านกลายเป็นห้าล้านห้าแสน แพงกว่าตั้งห้าแสน

ห้าแสน…ห้าแสน มันอะไรกันเนี่ย ห้าแสน จะเป็นลม จำนวนเงินครึ่งล้าน สามารถปรับปรุงบ้านทั้งหลังและเหลือเป็นทุนซื้อสินค้าเข้าร้านอีกด้วย

หาแสนหายวับไปกับตา สำหรับคนประหยัดและรู้ค่าของเงินอย่างหล่อน ทั้งเจ็บปวดทั้งเสียดาย จน…จนเกือบพูดอะไรไม่ออก

วิทยาหันไปบอกเจ้าของตึก

“นี่ น้องสาวฉันเอง เจ้าของเงิน”

เจ้าของตึกเลิกคิ้วและหัวเราะ

“อ๋อ อ๋อ” ใครจะไม่ดีใจล่ะ เก็บตกเงินฟรีๆได้ขนาดนี้

และแล้วในเวลาต่อมา เมื่อกลับมาที่โรงพยาบาลในอีกหนึ่งชั่วโมง

ไหมแพรบ่นตลอดทาง แม้เข้ามาในห้องพักแล้ว ไหมแพรก็ยังต่อว่าพี่ชายไม่หยุด

“ใครให้พี่วิทไปตกลง ใครให้ไปทำสัญญาเอง ไหน…ไหนคำพูดว่าให้แพรจัดการ ไหนล่ะ ไม่ฟังกันเลย”

วิทยาทำหน้าลำบากใจ

“ก็กลัวแกชักช้าไง เมื่อวานผ่านไปเลยตกลงวางมัดจำกับเจ้าของตึก เขาอยู่พอดี”

“โทรบอกแพรสักคำได้ไหม”

“ก็…ลืม”

“ลืม…ลืม ทำให้เสียเงินตั้งห้าแสน”

“มันลืมจริงๆ ลืมบอกแกก่อน”

“แพรติดต่อกับเขาแล้ว ตกลงกันที่ห้าล้าน นัดวางมัดจำวันนี้”

“แพร อย่าโมโหเลย ก็เจ้าของไม่ได้บอกว่านัดแกไว้ ห้าล้านเอง”

วิทยาเองเห็นว่าตนเองผิด จึงยอมเสียงอ่อนกับน้อง

“ใครจะโง่บอกล่ะพี่วิท อยู่ๆหอบเงินห้าแสนไปให้เขาฟรีๆ”

“ก็มันอยากได้”

“แพรไม่น่าโอนเงินให้พี่วิทสองล้านเลย ให้เป็นทุน กลายเป็นให้คนอื่นเปล่าๆ”

“โอ๊ย พอเถอะ อย่าโกรธสิวะ”

“แพรเสียดาย เสียดายเงินก้อนใหญ่ ถ้ายายรู้ต้อง…ต้องโมโหเหมือนแพรนี่ละ”

“เออน่ะ ห้าล้านกับห้าล้านห้าแสนก็ใกล้เคียงกัน”

“ต่างตั้งครึ่งล้านพี่วิท”

“ก็แกไม่บอกฉันเหมือนกัน”

“แพรบอกพี่วิทเรื่องซื้อตึกให้พี่วิททำการค้า แพรจะเป็นคนจัดการเอง จัดการเอง” เน้นแล้วเน้นอีก

“ก็เห็นแกมัวแต่ยุ่งๆ นึกว่าแกลืม”

“แพรแยกแยะได้”

“แยกอะไรของแก แกรู้ตัวหรือเปล่า แกผอมนะ หน้าก็ซีดๆ แกจะเป็นเจ้าสาวแล้ว แต่แกดูโทรมจริงๆว่ะ”

“นั่นเป็นเรื่องของแพร” ตอนนี้เจ็บใจที่สุด ที่สุดและที่สุด

“เอาน่ะ เงินก็ไม่ใช่ของแก ได้มาจากคุณภีม เขารวยจะตาย จ่ายค่าบ้านเพิ่มห้าแสนเอง ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก”

“พี่วิท…เงิน…เงินต้องแลกกับอะไรรู้ไหม” หล่อนเหนื่อยเกินกว่าจะอธิบาย

เบื้องหลังชีวิตยาย อดีตของยาย ความเจ็บปวดของยาย

แล้วยังไหมแพรล่ะ แลกกับการแต่งงานกับคนที่ตนชิงชัง

คนที่ได้จริงๆมีพี่วิทยา

ทั้งพี่ทั้งน้องคุยกันแบบใช้อารมณ์...จนไม่ทันสังเกตว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องคนป่วยด้านใน

เพราะห้องนี้แบ่งเป็นสองห้อง ด้านนอกห้องสำหรับญาติเฝ้า ด้านในแม้ไม่มีประตูกั้นแต่มีกำแพงแบ่งแยกส่วนหนึ่งทำให้ไม่เห็นใครคนนั้น

ภีม !

เขามาเยี่ยมอุษา แต่แวะมาหายายสายบัวก่อน และพอออกมาก็ได้ยินสองพี่น้องถกเถียงกัน

เขาปรากฏตัวขึ้น ไหมแพรตกใจ

“คุณภีม” ไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันมองด้านใน แสดงว่าเขาต้องได้ยินที่หล่อนคุยกับพี่ชาย

วิทยายังหน้าระรื่น รีบยกมือไหว้

“สวัสดีครับท่าน”

เจ้าของเงินตัวเป็นๆยืนอยู่ทั้งคน

ไหมแพรกังวล เขาจะรู้สึกอย่างไรกับเสียเงินเพิ่มอีกห้าแสน เรื่องซื้อตึกทำการค้า

“ใช่ ห้าแสน ขนหน้าแข้งไม่ร่วง” เขาพูดเสียงเย็นๆ

หล่อนรู้ว่าเขาประชดประชัน แต่วิทยากลับหัวเราะเบาๆกล่าวว่า

“ไอ้แพร แกเห็นไหม แกได้ยินไหม ท่านว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วงจริงๆ เห็นไหมท่านใจกว้าง แกก็มัวแต่ต่อว่าฉันได้”

“พี่วิท เงียบเถิด” ไหมแพรไม่อาจทนเห็นสายตาสมเพชของภีม

วิทยามีหรือจะเชื่อน้อง ยังพูดกับภีมว่า

“ขอบคุณนะครับ เพราะเงินของท่าน ผมซื้อตึกแล้วนะครับ วางมัดจำไปห้าแสน ขาดอีกห้าล้าน นัดโอนวันมะรืนครับท่าน ขอบคุณครับ เพราะท่านทำให้ผมมีอนาคตครับ”

“อนาคตก็ดีนะ มีฝีมือด้านซ่อมน้ำไฟ ก็หากินไม่หมดแล้ว”

“ผมจะตั้งใจทำครับ จะหาเงินเยอะๆครับ”

“แต่ยังไม่ทันหาเงิน ก็หมดฟรีๆไปห้าแสน”

วิทยาเริ่มหัวเราะแห้งๆ เขินๆ

“เล็กน้อยครับท่าน”

“อือม…เล็กน้อย กว่าจะหาเงินห้าแสนได้ ต้องขายอุปกรณ์กี่วัน กี่เดือนถึงจะได้ล่ะ”

เริ่มชะงักนิดๆ

“เอ้อ…ไม่รู้เลยครับท่าน”

“จะทำอะไรก็ปรึกษาน้องสาวก่อน รายนั้นเธอคิดเล็กคิดน้อย คิดเก่ง คิดทุกเรื่อง ปรึกษารับรองไม่ผิดคน”

“ครับ ครับ ครับ”

แล้วภีมก็หันมาทางไหมแพรกล่าวว่า

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

วิทยารีบถามว่า

“ผมอยู่ด้วยได้ไหมครับ”

“เฉพาะฉันกับน้องสาวนาย”

“งั้นผมออกไปก่อนนะครับ” วิทยาเดินออกจากห้องอย่างรู้งาน เขารู้ว่าจะทำให้ภีมโกรธไม่ได้เลย

พอลับร่างของพี่ชาย ไหมแพรจึงถามว่า

“เรื่องอะไรอีกคะ” ไม่เห็นต้องพูดคุยอะไรเลย

“พี่ชายเธอทำเสียเงินอีกแล้วนะ”

หญิงสาวชะงัก ข้อนี้เลี่ยงยาก เขาได้ยินทั้งหมด แต่ถึงไม่ได้ยินและรู้ภายหลัง มันก็คือความจริง

“ค่ะ”

“เธอกับพี่ชายเธอไม่มีการสื่อสารกันเลยนะ”

ใช่สิ เธอก็ควรถูกตำหนิด้วย ถึงสื่อสารกันแล้วว่าเธอจะจัดการซื้อตึกให้ แต่พอตกลงกับผู้ขายหล่อนก็มิได้แจ้งกับพี่ชาย รอว่าจะนัดวันโอนที่กรมที่ดินจึงบอกทีเดียว กลายเป็นว่าหล่อนพลาดกับความใจร้อนของพี่ ต้องเสียเงินเพิ่มตั้งห้าแสน

“เจ็บใจ คงนอนไม่หลับไปหลายวันเลยละ”

“ค่ะ ฉันพลาดเอง”

“เธอพลาดเพราะไม่พูด พี่ชายเธอพลาดเพราะใจร้อน พอๆกัน ถามหน่อยเถอะ เงินห้าแสนต้องหาเก็บกี่ปี ไม่…ไม่…ไม่ถามดีกว่า จะหาว่าซ้ำเติม เงินของพวกเธอ ฉันให้แล้วถือว่าเป็นเงินเธอ จะฟุ่มเฟือย สุร่ยสุร่ายอย่างไรก็เงินเธอ และเป็นบทเรียนของพวกเธอเอง”

“ฉันเสียดายนะคะ ฉันรู้สึกไม่สบายใจ แต่มันแก้ไขไม่ได้แล้ว ต้องเดินหน้าไม่ใช่หรือคะ”

“อือม คิดได้แบบนั้นก็ดี”

“ฉันจะพยายามใช้เงินอย่างประหยัด”

“อยากรู้เหมือนกัน เงินก้อนนั้นจะอยู่ได้นานกี่วัน กี่เดือน กี่ปี”

“อนาคตรู้แน่ค่ะ”

“ยังเสียงแข็งเหมือนเดิม”

“อย่างที่คุณบอก คุณให้เราแล้ว เป็นของเรา”

“อือม…ดีมาก”

หล่อนแทบรับรู้อารมณ์เขาไม่ได้เลย บางครั้งอ่านยากแสนยาก

“และอย่างที่คุณบอก นี่เป็นบทเรียนให้พวกเราต้องระมัดระวังยิ่งขึ้นในการสื่อสาร”

“งั้นก็คงไม่ต้องพูดเรื่องนี้แล้ว”

“แล้วคุณจะพูดอะไรคะ”

“มันไม่ใช่ความตั้งใจของฉัน แต่เป็นความตั้งใจของคุณย่า”

วันนี้ตอนทานอาหารเช้าที่มีสมาชิกอยู่ครบ คุณย่า คุณแม่ อรัญ และน้าประมวลกับลูกอรฤดี และเจ้าตัวน้อยลูกน้ำผึ้ง

คุณย่าก็พูดขึ้นว่า

“จะแต่งงานแล้ว อีกกี่วันนะ”

ดูเหมือนภีมจะไม่สนใจ และคำถามท่านก็ถามลอยๆ คนที่ตอบคืออรฤดีที่รู้ทุกอย่าง

“สิบกว่าวันค่ะ”

“เรียบร้อยนะ”

“ค่ะ…เพราะจ้างบริษัทจัดงานเลยไม่มีปัญหาค่ะ และเชิญแขกแค่ร้อยกว่าคนเองนะคะ เป็นงานเล็กๆตามที่คุณย่าประสงค์ค่ะ”

“แค่สิบกว่าวัน…ห้องนอนภีมล่ะ ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง”

“เปลี่ยนเตียงนอนค่ะ พรุ่งนี้ชุดใหม่จะมาส่งค่ะ”

“ตู้เสื้อผ้าฝ่ายหญิงล่ะ”

“คุณนีออกไปก็ขนออกไปหมดแล้วค่ะ”

“อย่างเด็กคนนี้คงมีเสื้อผ้าไม่มากหรอก ห้องแต่งตัวฝ่ายหญิงในห้องภีมใหญ่นะคะ” คุณวรรณเป็นฝ่ายพูดขึ้น ตอนนีอยู่ รายนั้นลูกอีช่างซื้อ ห้องแต่งตัว ห้อเก็บเสื้อผ้าใหญ่ขนาดไหนก็แทบไม่พอ”

“คนเราไม่เหมือนกันหรอกนะ แพรจะเป็นอย่างไรไม่รู้”

“แต่คุณแม่ก็ยอมเสี่ยง”

“การแต่งงานต้องมี”

“ค่ะ…ต้องมีค่ะ”

“ใกล้จะมาอยู่บ้านเรา แต่ไม่เคยมากินข้าวบ้านเราสักครั้ง” หันมาทางภีม “พรุ่งนี้เย็นรับมาทานข้าวบ้านเราด้วยนะ” ไม่ได้ถามความเห็น แต่พูดเหมือนสั่ง

คุณฉวีรู้แก่ใจ การบังคับมากไม่ดีหรอก แต่เรื่องนี้ท่านยอมทำผิด ขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ขอให้ท่านได้สบายใจ ขอให้ท่านได้ชดเชยบ้าง

ภีม…แกต้องเข้าใจย่านะ

คุณวรรณแย้งว่า

“ไม่จำเป็นมังคะคุณแม่ อีกไม่กี่วันเธอก็มาอยู่บ้านเราแล้ว”

“จำเป็นสิ ต้องสักครั้งก่อนแต่ง มีว่าที่หลานสะใภ้คนไหนบ้างที่ก่อนแต่งไม่เคยมาทานข้าวบ้านเราเลย”

“แต่นี่เป็นกรณีพิเศษค่ะ เราไม่สนิทสนมกับไหมแพร”

“ต้องทำความรู้จักกันให้มาก”

แล้วหันมาทางภีม ชายหนุ่มมองหน้าท่านตอบทันทีว่า

“ครับ” ทันทีแบบไม่ลังเลอิดออด

ย่าฉวีพยายามจะมองหลานชายว่าด้วยความเต็มใจ หรือประชดประชันหรือเปล่า ใบหน้าภีมยังคงปกติ ทานอาหารเช้าปกติ

ประมวลที่มาร่วมโต๊ะวันนี้พูดขึ้นว่า

“คุณภีมเป็นหลานกตัญญูจริงๆ น่าภูมิใจครับ”

“อรเห็นด้วยค่ะ พี่ภีมแสนดี”

ภีมได้แต่ยิ้ม อรัญเสริมอีก

“กตัญญูครับ ผมยอมรับพี่ภีม” ลึกๆเขากลับนึกถึงใบหน้าสวยเก๋ของไหมแพร หล่อนเท่มาก และดูดีเป็นธรรมชาติ บางครั้งก็ดูหวานๆชื่นใจ

ภีมหันมามองลูกสาวแสนรัก ดูแลให้ทานอาหารเช้า

และภีมก็หยุดคิดเหตุการณ์ในตอนเช้าวันนี้

ณ ขณะนี้เขาอยู่ในห้องพยาบาลยายสายบัวและตรงหน้าก็คือไหมแพร เขาจึงพูดว่า

“พรุ่งนี้เย็น จะให้รถมารับไปทานข้าวที่บ้าน”

“ไม่ละค่ะ” ไหมแพรปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “จะทานที่นี่อยู่กับยายค่ะ ไม่ต้องมารับ”

“รู้อยู่แล้วว่าเธอต้องตอบไม่ไว้ก่อน ถ้าฉันว่าใช่ เธอจะว่าไม่ ขอให้ได้ปฏิเสธ ขอให้ต่อต้าน คิดหรือว่าถูกต้องและจะเอาชนะฉันได้”

ไหมแพรตาโต

“เปล่าเลย ไม่คิดเอาชนะ ฉันไม่อยากไปก็แค่นั้น”

“คำว่าไม่อยากไป มันไม่ได้ ถ้าว่าต้องไป เธอก็ว่าฉันบังคับ แต่จำเป็นมากกว่า จำเป็นต้องไป คุณย่าเอ่ยปากแล้ว เธอน่าจะรู้ว่าฉันให้ความเคารพคุณย่า ท่านอาวุโสที่สุด ฉันขัดท่านไม่ได้ เหมือนที่เธอขัดยายเธอไม่ด้ เธอควรอะลุ่มอล่วย อีกไม่กี่วันเธอต้องไปอยู่บ้านนั้นแล้ว ลองทานอาหารสักมื้อก่อนจะเป็นไร สรุปแล้วหกโมงเย็นจะส่งรถมารับ นายปัน…เธอรู้จักดีนี่ ไปแบบง่ายๆเป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำให้เธอลำบากใจ”

และใช่เลย เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ

 

Don`t copy text!