เมียอันดับห้า บทที่ 52 : คืนวุ่นๆ

เมียอันดับห้า บทที่ 52 : คืนวุ่นๆ

โดย : โสภี พรรณราย

เมียอันดับห้า นวนิยายออนไลน์แนวชีวิตผสมโรแมนติกคอมเมดี้ใน อ่านเอา ของ โสภี พรรณราย เรื่องราวของ ‘ภีม’ หนุ่มสังคมรูปหล่อที่มีชีวิตรักแบบรักๆ เลิกๆ จนถึงขั้นเจ็ดปีเปลี่ยนเมียไปสี่คน กับ ‘ไหมแพร’ นักข่าวสายสังคมที่ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องแซ่บๆ นี้ผ่านไปได้ และตอนนี้เธอคือคนที่เขาสนใจ หรือเธอจะกลายเป็นเมียอันดับห้าของเขา!!

****************************

– 52 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ไหมแพรงงๆกับงานแต่งงาน

ต้อนรับแขก…ยิ้ม..ถ่ายรูปกับคนมากหน้าหลายตา และบางครั้งภีมก็ถูกดึงไปอีกทาง อีกครั้งแล้วที่ภีมถูกคนดึงตัวไปเหลือเจ้าสาวที่ยืนยิ้มแห้งๆ

“แพร ไอ้แพร” เสียงวิทยาเรียก พอเดินมาใกล้พี่ชายก็พูดว่า “แกสวยจริงๆว่ะ สวยจนจำไม่ได้ กว่าฉันจะมาถึงตัวแกได้ลำบากน่าดู มีแต่คนถ่ายรูปกับแก ฉันเป็นพี่ชายแกเหมือนเป็นคนนอกเลย”

“แพรไม่เป็นตัวของตัวของตัวเองเลยพี่วิท แพรก็ยังมึนๆอยู่ แล้วนี่…” เห็นพี่ชายมากับใคร

ผู้หญิงวัยสามสิบเศษ สวมชุดไทยมีผ้านุ่งลายไทยกับเสื้อไหมแขนสั้นแบบเรียบๆ ดูไม่หรูหราแต่ก็เรียบร้อย

วิทยาทำหน้าเขินๆกล่าวว่า

“เธอชื่อกานดา เรียกสั้นๆพี่ดาก็ได้ เธอขายเสื้อผ้าที่ตลาด เอ้อ…เธอเป็นเมียพี่ เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน”

“พี่วิทมีเมียแล้ว ดีใจด้วย” แม้ดูหน้าตาจะไม่ใช่คนสะสวย แต่ดูใจเย็น ใจดี ลักษณะแบบนี้ไหมแพรชอบและรู้สึกถูกชะตา

“วิทพูดถึงน้องแพรบ่อยๆ ได้เจอตัวจริง สวยจังเลย ขอให้มีความสุขมากๆนะจ๊ะ”

พี่วิทปีนี้ย่างสามสิบ แต่กานดาดูมีอายุมากกว่า แต่โอเคเลยนะถ้ากานดาจะคุมพี่ชายอยู่ ไม่ทำให้พี่ชายหลงไปในการพนันอีก

“ฉันขอไปกินอาหารก่อนนะ อาหารดีๆทั้งนั้นเลย น่าอร่อย” วิทยาพูดพลางฉุดแขนกานดาไปทันที

งานเลี้ยงค็อกเทลสะดวกกับแขกที่สามารถเดินคุยกันได้ในงาน มีที่นั่งสำหรับแขกผู้ใหญ่ไม่กี่โต๊ะ

การอยู่คนเดียว ไหมแพรรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป้าหมาย ทั้งสินีกับอมรที่เคยอยู่เคียงข้างก็ถูกเพื่อนๆดึงไปพูดคุยด้วย

มีคนจ้องจะพบกับเจ้าสาวเพียงลำพัง พรวิไลรี่เข้ามาก่อนคนแรก ดาราสาวแต่งตัวค่อนข้างโชว์เนื้อหนังตามแบบฉบับของเจ้าหล่อนที่รู้ตัวว่าหุ่นดีผิวดี จึงต้องอวดบ้าง

“เจ้าสาวผู้โชคดีคนที่ห้า”

เมื่อกี้เห็นตอนพรวิไลเข้างานและกอดกับภีมเสียแน่น ยังสัมผัสแก้มกันและกัน คิดขึ้นมาก็ไม่พอใจ ถึงไม่รักภีมแต่รู้สึกว่าไม่ควรทำในงานแต่งงานหล่อน ใช่…ใช่สิ หล่อนหัวโบราณก็ว่าได้ การเจอกันกอดกัน อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับพวกเขา แต่ไหมแพรก็ไม่ชอบ ไม่ชอบและไม่ชอบ

“อือม…ฉันเป็นเมียคนที่ห้า แล้วต้องทักคุณอย่างไร งั้นฉันก็ต้องเรียกคุณว่าอดีตเมียคนที่สามสินะ” เน้นคำว่าอดีตชัดเจน

ใครอยากเป็นอดีตล่ะ จำเป็นต้องหย่าเพราะข่าวคาวของตัวเองที่มีอะไรกับดาราชาย

จนวันนี้ข่าวคาวก็ยังล้างไม่หมด…เพราะตัวเองเผลอตัวไปแท้ๆ ไม่ทันระวังตัวจนตกเป็นข่าว พลาดไปจนเรียกวันคืนเก่าๆกลับยากแล้ว

“อย่างไรฉันก็เป็นดารามีชื่อเสียง แต่คนที่ห้าโนเนม ไปคว้านักข่าวที่ไหนมาเนี่ย นึกว่าตัวเองเป็นซินเดอเรลล่าหรือ เจอเจ้าชายหรือ เจ้าชายอย่างภีมคงไม่เลือกคนธรรมดาอย่างคุณหรอก”

“แต่ตอนนี้เขาเลือกฉันนะ”

“อย่างที่เคยพูดว่าไม่นานหรอก เหมือนเดิมไม่น่าจะเกินสามเดือน”

“ดูต่อไปสิ ดูต่อไป”

“อยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจัง จะได้หัวเราะใส่หน้า”

“อือม ก็อยากให้ถึงวันนั้น ให้คุณไหว้ขอโทษที่ดูถูกฉัน”

พรวิไลหัวเราะแล้วผละไปเพราะจันทนีกำลังเดินมา ปล่อยให้เมียสี่ปะทะเมียห้าเอง กดดันไหมแพรต่อไป

ไม่แปลกใจที่จันทนีเดินมาหาหล่อน ไม่มาสิถึงแปลก เจ้าสาวพูดขึ้นก่อน

“ตามสบายนะคะคุณนี”

“ยังไม่ทันไรก็วางท่าแล้ว”

“เป็นภรรยาคุณภีม ขอนิดนึงนะ” มีโอกาสจึงยั่วอารมณ์

“ฉันสิเป็น” จันทนีเผลอพูดดัง

ทำไมไหมแพรจะจำไม่ได้ละ เคยถูกจันทนีกดหัวดูถูกแค่ไหน ในวันที่มาขอสัมภาษณ์ แต่ตอนนี้เหตุการณ์กลับกันแล้ว หล่อนเป็นเมีย เป็นเจ้าบ้าน อีกคนเป็นแค่แขก ตลกนะ…ชะตาชีวิต สลับสับเปลี่ยนเสียอย่างงั้น

“หรือคะ คุณเป็นอะไร”

อดีตภรรยากำมือแน่น ทุกวันนี้ยังเผลอตัวบ้าง แย่ที่สุดที่ลืมยากลืมเย็น

“ฉันเคยเป็น…”

“ยังไม่ชินหรือกับความโสด”

“ใช่ ต้องชินสิ เหมือนกับเธอที่ต้องทำใจและเตรียมใจสำหรับการหย่าในอนาคต”

“คุณพูดถึงอนาคต อนาคตยังมาไม่ถึง ใจเย็นค่ะ ใจเย็น อดทนอีกนิด เพราะเรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆ”

จันทนีโบกมือ

“คนขี้ขโมยอย่างเธอ ไม่ต้องดูยาวหรอก นับวันได้เลย จะรอดูน้ำหน้า”

“คงรอนานหน่อย เพราะยังต้องเคลียร์เรื่องขโมยกับคุณก่อน ไม่งั้นฉันคงตายตาไม่หลับ”

จันทนีหัวเราะเยาะ

“ขอหัวเราะก่อนเถอะ ฉันได้ยินนะว่าเธอขโมยสร้อยเพชรคุณอุษา บนคอของเธอล่ะ ขโมยมาอีกหรือ เชื่อเลยว่านิสัยไม่เปลี่ยน”

“ถ้าขโมยจริงๆคงไม่สวมให้เห็นกันทั้งงานหรอก”

“ใครจะรู้ว่าใครโง่หรือใครไม่โง่ อยากอวดจนลืมว่าเป็นของขโมย”

“ฉันคงโง่ขนาดนั้น สวมสร้อยขโมย ไม่เป็นไร เพราะฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นคนอย่างไร ถ้าถามคุณษาก็จะรู้เอง เหมือนคุณล่ะนะ น่าจะรู้ตัวเองเป็นคนแบบไหน ใส่ร้ายคนได้หน้าตาเฉย”

“นี่ อย่าถือว่าแต่งงานกับคุณภีมแล้วจะต่อว่าเมียเก่าของเขาได้นะ”

“เมื่อฉันพูดความจริง คุณต้องยอมรับให้ได้”

“ไม่น่าเป็นเธอเลย ไม่ควรเป็นเธอเลย” บ่นพึมพำ

“ฉันก็ไม่คิดว่าฉันจะมีวันนี้ วันที่กลับชีวิตกับคุณ…แปลกดี พริบตากลายเป็นคนอื่น”

“อย่าดีใจไป” จันทนียังมองว่าไหมแพรไปไม่รอด “อย่าคิดว่าคุณภีมจะจริงจังกับเธอ เขาผ่านมากี่คน แล้วเธอก็จะเป็นคนที่ผ่านไปของเขา”

“ผ่านมาแล้วหลายคน หลากหลายปัญหา ถ้าฉันอยู่เป็น ฉันอาจอยู่ได้นาน คำว่าอยู่เป็นคุณไม่เข้าใจหรอก เพราะคุณอยู่ไม่เป็น”

“เก่งจริงนะ เห็นว่าวันนี้เป็นวันของเธอ จะทำอะไรก็เกรงใจคุณภีมอยู่บ้าง”

“อ้าว ถ้าไม่ใช่วันแต่ง คุณจะทำอะไรฉัน”

“ฉัน…”

“อย่าเลยคุณนี ทำตัวเป็นอดีตภรรยาแสนดีหน่อยสิ ทำตัวให้น่าสงสารหน่อยสิ เผื่อคุณภีมจะนึกสงสารและเมตตาบ้าง” พูดจบไหมแพรผละไปทันที ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะโกรธตัวสั่นขนาดไหน

ไหมแพรฝืนยิ้มทักทายกับคนในงาน คนที่บริษัท คนที่รู้จักบ้าง ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

เด็กหญิงกุลธิดาวิ่งเล่นอยู่ในงาน โดยมีเกษรคอยเดินตามและตักเตือนให้นิ่งบ้าง วิ่งไปวิ่งมาเกือบชนกับเจ้าสาว ไหมแพรระวังตัวอยู่จึงจับตัวเจ้าตัวเล็กไว้

“ผึ้ง ระวังค่ะ”

เด็กหญิงเงยหน้ามองเจ้าสาว แล้วก็ทำท่าสะบัดหนี

“ปล่อย…ปล่อย”

“เราต้องทำความรู้จักกันให้มากๆ”

“ผึ้งไม่ชอบแม่ใหม่”

เกษรพูดกับเด็กหญิงว่า

“คุณแพรเป็นแม่ใหม่ คุณแพรไม่ใจร้ายกับคุณผึ้งหรอกค่ะ ต้องรักแม่ใหม่มากๆนะคะ” ฟังดูก็เหมือนกับว่าเกษรพูดให้คะแนนกับไหมแพร แต่ลึกๆคำว่า ‘แม่ใหม่’ เน้นย้ำกับเด็กแปลกๆชอบกล มีนัยอะไรซ่อนอยู่หรือ

“แม่ก็พอละมัง ไม่ต้องแม่ใหม่ เด็กอาจไม่ชอบ” ไหมแพรพูดกับเกษร

“อุ๊ยตาย คุณแพรไม่ชอบหรือคะ แต่กับแม่ๆทุกคนที่มาใหม่ คุณผึ้งก็ไม่เคยชอบใครเลยนะคะ”

“ถ้าให้ความจริงใจกับเด็ก เด็กจะเข้าใจเอง โดยไม่ต้องมีใครคอยพูดเน้นย้ำ”

“ค่ะ อย่างไรเด็กก็หัวอ่อน แต่อะไรใหม่ๆเด็กก็ไม่ค่อยยอมรับนะคะ”

“แล้วถ้าเป็นแม่แท้ๆล่ะ” ประโยคนี้มาจากน้ำทิพย์ที่เดินมาใกล้

เด็กหญิงยังคงเบียดตัวใกล้กับพี่เลี้ยงสาว ไม่ชอบทั้งแม่แท้ๆและแม่ใหม่ เกษรรู้สึกว่าตัวเองสำคัญที่สุด เด็กต้องการตัวเองที่สุด น่าเสียดายที่ตัวเองเป็นแค่พี่เลี้ยงพยาบาล ไม่อยู่ในสายตาภีมเลย

“คุณแพร คุณทิพย์คะ อย่าเร่งรัดบังคับเด็กเลยนะคะ ผึ้งกลัวคนแปลกหน้าค่ะ”

“ฉันเป็นแม่ สายเลือดของฉัน ผึ้งต้องรู้จักฉันมากที่สุดกว่าใครๆ” แล้วพูดกับเด็กหญิง “แม่…แม่แท้ๆที่รักลูกที่สุด”

เด็กหญิงวิ่งหนีไปเลย เกษรจึงต้องรีบตามไป น้ำทิพย์ยักไหล่พูดว่า

“กับเด็กต้องให้เวลาบ้าง ส่วนคุณไม่ต้องหนักใจหรอก เชื่อว่าลูกผึ้งปรับตัวง่าย”

“คุณน้ำทิพย์ ทำไมพบกันครั้งแรก คุณไม่ยอมบอกเลยว่าคุณเป็นใคร”

น้ำทิพย์โบกมือหัวเราะเบาๆ

“กลัวคุณช็อค” แล้วรีบส่ายหน้า “เปล่าหรอก พูดเล่น ฉันก็แค่อยากทำความรู้จักเมียใหม่คุณภีมก่อน”

“แค่นั้นเราทำความรู้จักกันไม่พอหรอก”

“ก็พอได้ รู้จักพอได้ เห็นชัดเลยว่าคุณแตกต่างกับคุณพรวิไลกับคุณจันทนี”

“คนเราไม่เหมือนกันหรอกค่ะ”

“ต่างมากทีเดียว อย่างไรก็ขออวยพรอีกครั้ง ให้คุณเป็นเมียคนสุดท้ายของเขา”

“เชื่อว่าเจ้าสาวทุกคนเมื่อแต่งงาน ก็อยากเป็นคนสุดท้ายค่ะ แต่คงไม่ใช่ฉันละ เพราะฉันรู้สึกไม่เหมาะกับเขา”

“แต่งเพราะผู้ใหญ่จัดการ รู้ไหมคะว่าคนสมัยเก่าแต่งงานกันแบบนี้มักอยู่กันยืด”

“คุณเป็นคนทันสมัย เชื่อเรื่องเก่าแก่ด้วยหรือคะ”

“อือม…ฉันเองที่มั่นใจในตัวคุณภีมมากว่าเขาจะไปอยู่เมืองนอกกับฉันเพราะความรัก แต่เขากลับเลือกครอบครัวใหญ่ แม่ ย่า น้อง กลับเลือกจะแบกภาระหนัก ทำงานหนัก แทนที่จะไปอยู่กับลูกเมีย ไปอยู่แบบสบายๆ ฉันอ่านเขาไม่ออกและยังไม่มีเมียคนไหนอ่านเขาออกสักคนว่า เขาคิดอย่างไรกันแน่”

ไหมแพรยักไหล่

“ฉันไม่อยากอ่านอะไรในตัวเขา”

“ก็นั่นละ…เพราะคุณเป็นคนแบบนี้ ไม่คาดหวัง ไม่สนใจ ไม่แคร์ คุณอาจเป็นคนแรกที่อ่านเขาออก รู้ใจเขา”

“ไม่มีวัน”

นี่ละ คนไม่คาดหวังที่น้ำทิพย์รู้สึกสังหรณ์ใจว่า ไหมแพรคือภรรยาคนสุดท้าย

และแล้วภีมก็มาพาตัวไหมแพรไปอีกครั้ง ไปถ่ายรูปกับเพื่อน

สำหรับไหมแพรคนเป็นร้อยในงาน เธอยังไม่เห็นใครอีกคน

คมกริช !

หล่อนมั่นใจว่าเขาต้องมางานนี้ เพราะหล่อนไปเชิญบัญชาด้วยตัวเอง บัญชารับปากมาแน่ บัญชาคงมากับคมกริช

ภีมยิ้มกับแขก แต่ส่งคำถามมายังหล่อนเข้มๆเบาๆว่า

“มองหาใคร”

“ใครก็ได้” ตอบกวนๆไปเพราะเสียงเขาเข้มเหลือเกิน

“นายคม”

“รู้แล้วนี่ ยังแกล้งถาม” หล่อนไม่เคยอ่อนข้อให้ผู้ชายคนนี้

“แปลกนะเคยถามว่าเป็นอะไรกับเธอ ก็ดันตอบว่าเพื่อน แต่พอจะแต่งจริงๆก็ไปขอร้องให้ล้มเลิกงานแต่ง ทำเป็นรักเธอมากขาดเธอไม่ได้ นายคมคงสับสนมากจนแยกไม่ออกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป”

“อย่าทับถมความรู้สึกคนอื่นที่กำลังอ่อนแอ”

“อือม…ยังอาลัยอาวรณ์กันอยู่”

“เราเป็นเพื่อน”

“เพื่อนอีกแล้ว ไม่มีใครกล้าพูดความจริงเลย”

“เมื่อก่อนก็เมื่อก่อน แต่ปัจจุบันฉันกับคมตกลงเป็นเพื่อน”

“แค่คำพูดปากเปล่า ถามใจเธอสิ ถามว่าเธอรู้สึกอย่างไร”

รู้จักไหมแพรน้อยไปแล้ว หล่อนมีจิตสำนึก

และหล่อนเห็น ‘เขา’ แล้ว คมกริชมาร่วมงาน มีบัญชาอยู่ข้างๆ เพราะคมกริชเมา อีกคนที่คอยสังเกตคมกริชและแทบจะเดินตามคืออรฤดี แต่อรฤดีก็ถูกนายประมวลคอยรั้งตัวไว้ไม่ให้เข้าใกล้คมกริช

ต่างคนต่างห่วงใยเป็นทอดๆ

คมกริชคว้าแก้วเหล้าจากถาดบริกรที่เดินบริการในงาน

“ดื่ม…ดื่ม…ให้กับความสุขของแพร และความทุกข์ของนายคมคนนี้”

“มึงจะบ้าเหรอ พูดอะไรออกมา” บัญชาตำหนิ

“กูพูดความจริงว่ะ ความจริง”

“ต้องหักห้ามใจสิโว๊ย”

“กูไม่…ไม่…”

“แค่ดื่มน้อยๆหน่อย”

“ก็กูอยากเมา อยากเมา”

บัญชาโคลงศีรษะ

“ไม่น่ามาเลย งานนี้”

และพอมีโอกาส คมกริชเห็นไหมแพรอยู่ตามลำพัง และอยู่ใกล้กับเขา ชายหนุ่มจึงถลาไปทันที ทั้งที่ในมือยังมีแก้วเหล้าถืออยู่

“แพร…แพร มา…มาดื่มกัน มาลองกัน วันนี้ผมขอดื่มให้กับความสุขของแพร” แล้วหันซ้ายหันขวา “ไหน…ไหน พนักงานอยู่ไหน เอาเหล้ามาให้เจ้าสาวแสนสวยหน่อย”

ไหมแพรมองคมกริชเต็มๆตา

“คม อย่าทำแบบนี้”

“แพร…ผมไม่ไหว…” เขาคว้ามือของหญิงสาว ไหมแพรรีบสลัดออกอย่างแรง

“ให้เกียรติตัวเองและให้เกียรติแพรด้วย”

“ผมรักแพร รักจริงๆ”

บัญชาเห็นท่าไม่ดี พูดว่า

“ขอโทษ…แพร ผมจะพาเขาออกจากงาน”

“ขอบคุณค่ะ…ขอบคุณ” ไหมแพรพึมพำเบาแสนเบา “คม…คมต้องก้าวเดินต่อไป..เราจบลงแล้ว จบ…จบจริงๆ”’

 



Don`t copy text!