เมียอันดับห้า บทที่ 58 : ผูกมิตร

เมียอันดับห้า บทที่ 58 : ผูกมิตร

โดย : โสภี พรรณราย

เมียอันดับห้า นวนิยายออนไลน์แนวชีวิตผสมโรแมนติกคอมเมดี้ใน อ่านเอา ของ โสภี พรรณราย เรื่องราวของ ‘ภีม’ หนุ่มสังคมรูปหล่อที่มีชีวิตรักแบบรักๆ เลิกๆ จนถึงขั้นเจ็ดปีเปลี่ยนเมียไปสี่คน กับ ‘ไหมแพร’ นักข่าวสายสังคมที่ไม่อาจจะปล่อยให้เรื่องแซ่บๆ นี้ผ่านไปได้ และตอนนี้เธอคือคนที่เขาสนใจ หรือเธอจะกลายเป็นเมียอันดับห้าของเขา!!

****************************

– 58 –

รถที่บ้านเตรียมจะออกไปรับเด็กหญิงกุลธิดาที่โรงเรียน

เกษรรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน จึงละล้าละลังที่จะขึ้นรถตู้ พอจะก้าวขึ้นก็ปวดท้อง บอกกับคนขับรถที่ชื่อสุก

“นายสุก รอสิบนาทีนะ”

“ได้ครับ”

แต่ไหมแพรเห็นเหตุการณ์จึงอาสาแทน

“ฉันไปรับน้ำผึ้งเอง คุณษรคงไม่สะดวกไปแล้ว”

เกษรปวดท้องมากจึงพยักหน้า

“ก็ดี คุณเคยไปรับคุณผึ้งแล้ว เอาบัตรรับไปด้วย”

“ฉันรู้วิธีรับเด็ก”

“เอ้อ มีของว่างอยู่บนรถค่ะ ป้านิ่มทำขนมสอดไส้ไว้กับขนมปังหน้าหมู ให้คุณผึ้งทานบนรถระหว่างกลับบ้าน คุณผึ้งจะหิวมาก ให้แกทานมากๆนะคะ น้ำวันนี้เป็นน้ำส้มคั้น อยู่ในตู้เย็นเล็กบนรถ ถ้าคุณผึ้งไม่ทานต้องคะยั้นคะยอให้ทานให้ได้ สักนิดก็ดี อย่าปล่อยให้คุณผึ้งหิวมาก เดี๋ยวแกจะหงุดหงิด”

ไหมแพรพยักหน้ารับ ในขณะที่เกษรวิ่งไปเข้าห้องน้ำ อีกคนจึงก้าวขึ้นรถและนายสุกก็เลื่อนประตูปิดให้ ก่อนจะวิ่งมาประจำที่คนขับและแล่นออกไปรับเด็กหญิงกุลธิดา

ตอนแรกเมื่อมารับและมีบัตรรับถูกต้อง ครูประจำชั้นปล่อยตัวเด็กให้กับแม่ที่มารับลูก ครูจำไหมแพรได้ กล่าวว่า

“คุณแม่มาเองเลยวันนี้ ขอชื่นชมนะ วันแต่งงานคุณแม่สวยมากค่ะ”

“ขอบคุณค่ะครู” ไหมแพรยิ้มแห้งๆ มีภาพงานแต่งอยู่ในหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับอยู่แล้ว จริงๆก็ไม่อยากให้ใครจำตนเองได้หรอก แต่งานมารับเด็กจำเป็นมาก ให้รู้ได้ว่าหล่อนมารับลูกเลี้ยง ครูไม่ปล่อยให้เด็กไปกับคนแปลกหน้า

เมื่อขึ้นมาบนรถ อาหารว่างก็อยู่ตรงหน้าเด็กหญิงแล้ว มีมากกว่าเด็กคนหนึ่งจะทานได้ แต่เกษรมักเผื่อมาเยอะๆ หลายอย่างให้เด็กเลือก

“หิว หิว หิว” น้ำผึ้งร้องตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นรถตู้ และพอมองเห็นอาหารตรงหน้าก็หน้าบึ้ง และตามด้วย “เบื่อ เบื่อ เบื่อ”

“พี่ษรบอกว่าให้กินสักนิด”

“ไม่ ไม่กิน ผึ้งเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”

“เบื่อก็รองท้องหน่อย ดีกว่าหิวนะ”

“ไม่กิน” ถ้าเป็นเกษรก็ต้องคะยั้นคะยอและลงมือป้อน กึ่งๆขอร้องด้วยซ้ำ แต่เป็นไหมแพรกลับนั่งเงียบ

เด็กหญิงหิวจนทนไม่ไหว

“หิว ได้ยินไหม”

“ได้ยิน แต่ผึ้งไม่กินเอง ฉันจะให้กินได้อย่างไร ไม่ชอบบังคับ”

“แต่ผึ้งหิว”

“ช่วยไม่ได้” ไหมแพรทำเป็นเย็นชา รอดูว่าเด็กจะตอบโต้หรือไม่

“บอกว่าหิว…นี่…ผึ้งหิว”

“นี่…เรียกฉันว่านี่เหรอ เรียกให้สุภาพหน่อย”

เด็กหญิงแสดงท่าทางไม่พอใจ แต่ก็อยากกินอะไรอร่อยๆจึงบ่นเสียงดัง “ทำไมคนอื่นได้กินอร่อยๆ เพื่อนๆได้กินไก่ทอด กินพิซซ่า แต่พี่ษรกลับพูดว่าเป็นอาหารไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ไม่ยอมให้กิน”

“ถ้าน่ารักจะได้กิน”

เด็กหญิงตาโต

“จริงเหรอ”

“ไม่รู้สิ ก็ต้องลองดูก่อน”

“นี่…นี่…” แล้วก็รู้ว่าไม่ควรเรียกนี่ เพราะอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาคอแข็งหน้าบึ้ง เด็กลังเล ก่อนจะยอมเรียก “พี่…พี่แพร” เพราะเรียกเกษรว่าพี่ จึงถนัดจะเรียก ‘พี่’ ซึ่งไหมแพรพอใจแล้ว ไม่ต้องเรียกแม่หรอก เพราะหล่อนยังไม่สามารถทำหน้าที่แม่ที่ดี ไหมแพรจึงยิ้มรับทันที

“จ้ะ พี่แพรรู้ว่าผึ้งต้องการกินอะไร พี่เห็นรายการอาหารว่างแล้ว ก็รู้ว่าต้องเบื่อแน่” หล่อนคิดในใจ เด็กกินแต่อาหารว่างดี มีประโยชน์ ก็ถูกละ แต่ควรสลับให้เด็กบ้างนะ ไม่ต้องกังวลว่าจะกินอาหารขยะอย่างที่ใครๆเรียกกัน ให้เด็กได้เปลี่ยนรส หญิงสาวจึงตัดสินใจบอกนายสุก

“เดี๋ยวจอดตรงหน้าซูเปอร์ข้างหน้าด้วยนะจ๊ะ ตรงนั้นมีร้านอาหารหลายร้าน ฉันกับผึ้งจะแวะกินอาหารว่างกัน”

นายสุกตาโต

“ปกติรับเด็กไม่เคยแวะนะครับ”

“มากับฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันรับผิดชอบเอง”

คุณนายห้าเอ่ยปากรับผิดชอบเอง มีหรือคนขับรถจะกล้าปฏิเสธ จึงขับเลี้ยวเข้าไป บริเวณนี้ต้องผ่านประจำและแม่บ้านก็ชอบมาซื้ออาหารสด อาหารแห้งที่นี่ พอลงจากรถไหมแพรบอกว่า

“กินเสร็จแล้ว จะโทรให้มารับตรงนี้ที่เดิมนะจ๊ะ”

หลังจากนั้นก็พาเด็กหญิงเข้าไปเลือกร้านอาหารด้านใน น้ำผึ้งเลือกทานพิซซ่า ไหมแพรสั่งพิซซ่าถาดกลาง และแบ่งใส่จานให้เด็ก ส่วนที่เหลือใส่กล่องไว้

น้ำผึ้งทานอย่างเอร็ดอร่อย ชิ้นแรกหมดอย่างรวดเร็ว และขอต่อชิ้นที่สอง ตอนแรกไหมแพรเกรงว่า

“ผึ้ง หนูจะทานอาหารเย็นไม่ลงนะ ถ้าอิ่มเกิน”

“อร่อยค่ะ ขอเถอะ พี่แพร” เริ่มสนิทกันขึ้น เริ่มอ้อน จากที่แรกๆเห็นแล้วไม่ชอบพี่แพร กลัวต้องเจ็บตัวอีก แต่พอมาเจอพี่แพรใจดี พามากิน เด็กหญิงเริ่มชอบแล้วสิ

“ได้ ได้ ได้ แต่ต้องกินข้าวเย็นด้วยนะ ไม่งั้นวันหลังพี่ไม่พามา”

“ค่ะ ค่ะ สัญญา”

“น่ารัก” ไหมแพรเอื้อมมือจับแก้มเด็กหญิง เนื้อเด็กทั้งนุ่มและเนียนลื่น ต่างยิ้มให้กัน สร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

เด็กหญิงมีความสุข เล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ไหมแพรฟัง

เด็ก…สนิทง่าย…ถ้าถูกใจ แต่หลังจากนั้นล่ะ เมื่อกลับมาถึงบ้านและผิดเวลาไปเป็นชั่วโมง

ทั้งทวด ทั้งย่า ทั้งเกษรต่างมารอที่หน้ามุขของตึก ที่สำคัญมีอีกคนที่ไหนแพรไม่คิดว่าจะเจอเวลานี้คือ…ภีม…

สีหน้าแต่ละคนแสดงออกต่างๆกัน แต่ไม่พ้นกังวล ไม่สบายใจ ห่วงและสุดท้ายก็โกรธ

“ไปไหนกันมา” ภีมถามห้วนๆ “ผิดเวลาเป็นชั่วโมง”

“อ้าว ทำไมไม่โทรถามล่ะคะ” ไหมแพรสงสัย ผิดเวลาก็โทรถามได้

“มีใครรับสายบ้างล่ะ”

ไหมแพรเผลอดูโทรศัพท์ อ้าว…ลืมเปิดเครื่อง ส่วนของนายสุกก็พูดอ่อยๆว่าผมแบตหมดครับ เลยกลายเป็นติดต่อกันไม่ได้ ทำให้ทุกคนเป็นห่วง

เกษรดึงตัวเด็กหญิงมากอด

“คุณผึ้ง คุณผึ้งไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”

เด็กหญิงกลับยิ้มแย้ม

“ไม่เป็นไรเลย ไปกับพี่แพรได้กินอาหารว่างอร่อยด้วย ได้กินพิซซ่ากับน้ำอัดลม อร่อยที่สุด”

“พาหลานฉันไปกินของหรือ” คุณวรรณตาโต “อาหารว่างก็ให้นิ่มจัดการแล้วทุกวัน”

“ผึ้งแกเบื่อค่ะ เลยให้กินอาหารที่ห้างบ้าง นานๆครั้งค่ะ”

“ผึ้งกินตั้งสองชิ้น” เด็กหญิงโพล่ง

“มันไม่มีประโยชน์มากนัก สู้ที่ย่าจัดให้ไม่ได้”

“แต่ผึ้งเบื่อนี่คะ”

“โอ๊ย เหลวไหลใหญ่”

“ทำไมไม่บอกก่อน” คุณย่าฉวีพูดขึ้น “ผิดเวลาเป็นชั่วโมง ทำให้ทุกคนห่วง”

“ขอโทษนะคะ ตัดสินใจกะทันหัน ผึ้งหิว และไม่ยอมทานของที่จัดไป แพรเห็นว่านานๆครั้งคงไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไร” ภีมโพล่ง “เธอพูดไม่เป็นไร แต่พวกเราเป็น”

ท่าทางภีมไม่พอใจมาก

“ฉันรู้ว่าคุณห่วงลูก แต่ไม่ควรเลี้ยงแบบไข่ในหิน ไม่ต้องเป๊ะๆทุกอย่าง หย่อนๆบ้าง อย่าให้เด็กเครียด”

“เธอมีสิทธิ์อะไรพูดแบนี้ แม่แท้ๆของเขายังไม่มีสิทธิ์”

“ฉันพูดแทนเด็กค่ะ”

“ผึ้งไม่เคยเรียกร้อง”

“เคยมังคะ แต่คุณไม่ฟัง” แล้วจะมาเถียงกันต่อหน้าสายตาหลายคู่หรือ รวมทั้งสายตาเด็กด้วย ไหมแพรพูดเบาๆกับภีม “เราไปคุยกันในห้องดีกว่ามังคะ”

ใช่…หล่อนทำถูกแล้วละ ซึ่งย่าฉวีเองก็พยักหน้าเห็นด้วย ให้ทั้งสองไปคุยในห้อง

และเมื่อมาถึงห้องแล้ว ภีมก็ระเบิดใส่

“ไหน จะแก้ตัวอย่างไร เธอมีเหตุผลอะไร เธอยิ่งใหญ่แค่ไหน เปลี่ยนแปลงยัยผึ้งโดยไม่บอกกล่าวกันก่อน”

นี่ละภีม เวลาโกรธจะเป็นแบบนี้ ใครๆก็รู้ เขายิ่งใหญ่แค่ไหนกับครอบครัวก็ไม่ยกเว้น

“ฉันจะตอบทุกคำถาม ฉันไม่แก้ตัว ฉันมีเหตุผล ฉันสงสารหนูผึ้ง ใช่ค่ะ อาหารว่างคุณจะมีประโยชน์แค่ไหนก็ดีสำหรับเด็ก แต่สำหรับฉัน ฉันไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินตรงตามเส้นที่คุณขีดให้เดิน บังคับให้เดิน แค่อาหารว่างก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ฉันไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน ฉันแค่รู้จักเห็นใจคนอื่น ฉันเห็นผึ้งมีความสุข ฉันก็ดีใจ และขอบอกว่ากับคนในครอบครัว ไม่ต้องแสดงอำนาจมากหรอกค่ะ น้อยๆหน่อยก็ได้”

ภีมผงะ ปากนะปาก กล้ามาเถียง หน้าตาไม่เกรงกลัวและไม่สำนึกว่าตัวเองผิด

“ครอบครัวเหรอ เธอไม่ใช่คนในครอบครัว”

คราวนี้ไหมแพรผงะบ้าง ก็เจ็บนะ ทำไมเจ็บ ไม่น่าจะเจ็บแต่ก็เจ็บปวด

“ตอนนี้ยังใช่ รอให้หย่าก่อน ฉันจึงไม่ใช่”

“กล้าพูดว่าใช่”

“ก็ฉันจดทะเบียนสมรส อย่าลืมสิ ฉันยอมเปลี่ยนนามสกุลแล้วด้วย ผึ้งถือเป็นลูกเลี้ยงของฉัน” เอาสิ ไหมแพรเรียกร้องบ้าง ทั้งที่รู้ว่าสิทธิ์ของหล่อนแค่ชั่วคราว แต่เพราะเขาพูดมาก พอไม่สบอารมณ์บ้าง หล่อนก็ขอแลกบ้างสิ เขามีอารมณ์โกรธคนเดียวเป็นหรือไงล่ะ และแน่นอนเลยว่าภีมจะยิ่งโกรธขนาดไหน

“อย่าพูดมาก ถ้าไม่ใช่เพราะยายเธอหรือย่าฉันมีข้อตกลงกัน เธอไม่มีวันได้มาเหยียบที่นี่”

หญิงสาวเบ้ปาก

“ใช่ว่าอยากเหยียบนักล่ะ ฉันเองก็แต่งเพราะจำเป็น”

“จำเป็น กำไรเห็นๆ เงินได้ไปกี่ล้าน…กี่ล้าน ทำงานจนตายก็ไม่มีวันได้หยิบเงินล้าน”

ไหมแพรหน้าเข้ม ดูถูกกันอีกแล้ว

“มันเป็นข้อแลกเปลี่ยน แน่นอนว่ามันมีเหตุผลของมัน เหตุผลว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ย่าคุณทำผิดต่อยายฉัน ฉันไม่รู้ว่าผิดขนาดไหน แต่ยายก็สามารถใช้ความผิดนั้นบังคับจนย่าคุณต้องยอมทุกอย่าง คุณยังต้องยอมเลย”

“ฉันต้องทำในเรื่องที่ไม่อยากทำ ต้องอยู่กับคนไม่รัก อยู่กับคนไม่เจียมตัว ขี้ขโมย”

หล่อนสั่นระริก เกลียดนักกับ ‘ขี้ขโมย’

“คุณหยุดว่าฉันขโมยเลยนะ” เรื่องเดียวที่ยอมรับไม่ได้ “สักวันคุณนีต้องพูดความจริงกับคุณ ฉันไม่ใช่ขโมย คุณนีใส่ร้ายฉัน”

“แต่วันนี้ เธอยังเป็นจำเลย พอเถอะ อย่าแสดงบทบาทว่าเป็นเมียฉัน อย่าให้ท้ายน้ำผึ้ง เอาใจผึ้ง เพราะอยากชนะใจเด็กแบบผิดๆ”

“ไม่ผิดค่ะ แต่แบบที่คุณไม่ชอบต่างหาก ฉันอาจทำผิดพลาดที่ไม่แจ้งคุณล่วงหน้า แต่ฉันว่าฉันอยากให้ผึ้งสัมผัสอะไรที่แตกต่างจากเดิม แทนจะต้องกินอาหารว่างในรถ”

“เธอไม่เคยยอมรับว่าตัวเองเอาแต่ใจ”

“คุณก็เอาแต่ใจ คุณหนักกว่าฉันอีก”

“เธอห้ามขัดใจฉัน” เขาออกคำสั่ง

“โอ้โห คุณจะเป็นฮ่องเต้หรือคะ ใครๆก็บอกว่าย่าคุณเป็นซูสีไทเฮามีอำนาจเด็ดขาด คุณก็จะเลียนแบบ แต่ฉันดูย่าคุณยังมีเหตุผลมากกว่าคุณเสียอีก”

“หยุด”

ไม่มีทาง ไหมแพรไม่กลัว แต่พอจะเอ่ยปากโต้แย้งก็เห็นสีหน้าภีมไม่สู้ดีนัก ขมวดคิ้ว ดวงตาแดง และเดินไปนั่งบนเตียง

“คุณเป็นอะไร” หล่อนตกใจ

“ปวดหัว” เขาพูดเบาๆ “เพราะเธอ”

หล่อนเบ้ปาก

ถูกขัดใจสิท่า แหม…ปวดหัวแต่ดูท่าจะปวดจริงๆ

“คุณเครียดเกินไปมั๊ง ต้องทานยาไหมคะ ฉันหยิบยาให้

“ไม่ต้อง ฉันหยิบเอง” เขาเดินไปกินยาด้วยตัวเอง หยิบยาในลิ้นชักหัวเตียง บริเวณหัวเตียงมีขวดน้ำและแก้วน้ำพร้อมอยู่แล้ว กินยาแล้วนั่งเฉยๆเงียบๆ และดูเหมือนว่าเขากำลังข่มความทรมาน ปวดศีรษะหรือ โรคประจำตัวเขาเลยละ

ไหมแพรมองอยู่ชั่วครู่ หรือหล่อนต้องทำอะไร

“ฉันช่วยไหมคะ”

เงียบ แสดงว่าไม่ปฏิเสธสิ เขาคงเซ็งหรือปวดมากจนไม่อยากพูดอะไรออกมา

“ฉันจะลองช่วยนะคะ” ไหมแพรขยับไปใกล้ เขานั่งบนเตียง หล่อนจึงเลื่อนไปที่ด้านหลังเขาในท่าคุกเข่า และนวดบริเวณขมับสองข้าง สลับกับบริเวณต้นคอและไหล่อย่างเป็นจังหวะหนักเบาพอดี

ใช่…มือนุ่มๆนวดแบบนี้ละที่ทำให้สบาย ผ่อนคลาย

“ทำได้อย่างไรเนี่ย” เขาพึมพำถาม

“ยายปวดหัวบ่อยค่ะ ฉันเลยฝึกมาตั้งแต่เด็ก”

ใช่เลย…ใช่เลย สบายจริงๆ เหมือนอาการปวดจะค่อยๆคลาย เพราะหล่อนนวดให้ยายบ่อยๆนั่นเอง เพราะสบายจริงๆนั่นละ จึงไม่อยากให้หล่อนหยุดบีบนวด หล่อนนวดสลับที่ ไม่กดนวดที่ใดนานจนเกินไป

หล่อนมีความอดทนนวดได้นาน

“ฉันง่วงแล้วละ” เขาเอนตัวลงนอน และหลับอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้กลายเป็นไหมแพรรู้สึกปวดแขนและขา เพราะนั่งท่าคุกและนวดนานไป จึงขยับตัวลงจากเตียงและร้องโอ๊ยเบาๆ

หล่อนเดินไปเปิดดูตู้หัวเตียงที่เขาเก็บยา มียาหลายตัวเลยนะที่ใส่ถุงและมีปริมาณมากๆจึงหยิบมาดู

ยากระเพาะนี่นา นอกจากปวดหัวเขายังปวดกระเพาะอีก

หญิงสาวโคลงศีรษะ นี่หรือภีม…ผู้บริหาร มีโรคที่ต้องรักษา แต่ถ้าเขายังเป็นแบบนี้ โรคไม่หายหรอก ทำแต่งาน ใช้แต่อารมณ์

ควรสงสาร หรือสมเพชดี…



Don`t copy text!