แก้วฟ้าล้ง บทที่ 26 : สัญญาวิปลาส

แก้วฟ้าล้ง บทที่ 26 : สัญญาวิปลาส

โดย : มาลา คำจันทร์

แก้วฟ้าล้ง โดย มาลา คำจันทร์ เรื่องราวการรอคอยคนรักให้กลับคืนมาเพื่อชดใช้หนี้กรรม หนี้ความรักที่ผูกพันมาแต่ชาติปางก่อน หากแต่เวลาแห่งการรอคอย จะแลกด้วยชีวิตของชายทุกคนที่นางจะกลืนกินจนกว่าเจ้าผู้นั้นจะกลับมา “แก้วฟ้าล้ง” นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

ไก่ป่ากู่ป่ากล่าวเกริ่นขันก้อง ไฟกองใหญ่ก่อไว้ยังลุกแรงแสงฉาน จบสิ้นการภาวนา ออกมาจากสมาธิ สลายท่านั่งขัดสมาธิเพชรเป็นสมาธิราบ หวนคำนึงถึงครู ต้องอยู่เฝ้าเวลาท่านเข้าสมาธิ ท่านแก่เฒ่าแล้ว เมื่อเขาเข้าสู่วัดตอนอายุสิบขวบ ท่านก็เจ็ดสิบกว่าแล้ว  เป็นเณรน้อยอยู่เฝ้ารับใช้มาตลอด ปีหลังๆ เมื่อท่านอายุมากขึ้น เข้าสมาธิแล้วจะสลายท่าขัดสมาธิเพชรลำบาก ต้องช่วยขยับขาให้ท่าน

ท่านเมตตาต่อตน อบรมฟูมฟัก ถ่ายทอดมรรควิธีวิถีกรรมฐานที่รับมาจากเจ้าครูหลวง พระกรรมฐานสายท่านถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายรุ่น เป้าหมายอยู่ที่เสาะหาคนผู้หนึ่งที่จะคลี่คลายบาปกรรมซับซ้อนยาวนานของนางแก้วให้ยุติ

นางรออ้ายฟ้าล้งกลับมาหา ไม่รอเปล่ารอดาย แต่นางกินชายไปเรื่อยๆ เมื่อใดอ้ายฟ้าล้งกลับมา นางถึงจะเลิกกินชาย

อันนี้รู้มาจากพ่อหนานอ้าย เป็นเรื่องราวเล่าขานจากปากคนนอกผ้าเหลือง

แต่มันมีบางอย่าง แสงแก้วไม่ได้รู้มาจากปากพ่อหนานอ้าย ไม่ได้ยินด้วยหู แต่ได้ยินด้วยใจ เรื่องนี้พูดยาก ยากอย่างยิ่งที่คนไม่ได้ฝึกสมถวิถีแบบสลักเพชรจะรู้ได้ เรื่องราวที่รู้มาจากท่านแตกต่างจากที่พ่อหนานอ้ายชาวห้วยเขาะอยู่บ้าง ท่านว่านางแก้วเป็นยักษ์กลับกลอก เป็นยักษ์ไม่มีสัจจะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ  เจ้าแก้วฟ้าล้งสยบนาง นางอ้อนวอนขอชีวิต ท่านใจอ่อน ท่านให้นางถือศีลห้า หวังว่าจะกลับกลายนางจากมิจฉาทิฐิมาเป็นสัมมาทิฐิอย่างเหมวันตยักษ์ สาตคริยักษ์และอาฬวกยักษ์เป็นต้น แต่นางก็ยังละเมิด ท่านเห็นว่ายากที่จะสั่งสอนกล่อมเกลานางให้เป็นสัมมาทิฐิ จึงหักเขี้ยวแก้วนางทิ้งข้างหนึ่งแล้วกลับไปหาเทพกัญญานางคู่บุญของท่าน  นางแก้วเจ็บใจเคียดแค้น ผูกจิตอาฆาตพยาบาทจองเวรต่อนางเทพกัญญาว่าจะตามฆ่าทุกชาติที่เทพกัญญาลงเกิด

“ชื่อนางว่าแก้วกัณหา” เจ้าครูบอกแก่เขา  “กัณหาแปลว่ามืด แปลว่าดำ อย่างนางกัณหาน้องเจ้าชาลี ลูกพระเวสสันดรกับนางมัทรี นางกัณหามีชื่อยาวๆว่ากัณหาชินา เพราะเมื่อแรกคลอด เขาเอาหนังหมีดำมารับร่างนาง”

“ไม่ใช่แก้วกู่หาหรือ เจ้าครูหลวง เขาว่านางนอนตายหงายหน้าสู่ฟ้า กู่หาแต่อ้ายฟ้าล้ง”

“ไม่ใช่”

“ไม่ใช่นางแก้วโกหาหรือ นางอยู่แต่ในถ้ำ จึงชื่อแก้วโกหา โกหาแปลว่าถ้ำ”

“ไม่ใช่ โกหาก็ไม่ได้แปลว่าถ้ำ คำที่แปลว่าถ้ำคือคูหา”

นางแก้วกัณหาอยู่ด้วยความหลง นางแก้วกัณหาอยู่ด้วยความแค้น นางหลงผิด คิดว่ารักเจ้าแก้วฟ้าล้ง แท้จริงไม่ใช่รักแต่เป็นหลงใหลในรูปโฉม ในความแกล้วกล้าสามารถของท่าน นางรู้ว่าท่านไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีก นางมีทางเดียวที่จะตามท่านไปได้คือฆ่าตัวตายแต่รักษาจิตไว้  อันนี้เป็นวิชาปัญญาฝ่ายยักษ์ เขายึดถือกันมาว่าผู้ใดใจคอเด็ดเดี่ยวมั่นคงถึงขั้นเอามีดเชื่อคอตัวเองจนร่างกายตาย จะรักษาจิตไว้ได้ แต่วิชาปัญญาหรือความรู้แบบนี้เป็นความรู้ผิดๆ เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นความเห็นผิด หลงไปยึดติดว่าจะอยู่ได้ยาวนานทนทานต่อกาลเวลา แต่แท้ที่จริง ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีอะไรคงทน ไม่มีอะไรเป็นอมตะคือไม่ตาย นางต้องตาย แต่นางไม่ยอมตาย นางจึงเป็นทุกข์

ทุกข์อย่างยิ่ง เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าอ้ายฟ้าล้งอีกสักครั้ง เพียงเพื่อจะได้แก้แค้นนางเทพกัญญา

“นางรอเปล่า” เจ้าครูบอก “ไม่มีวันที่นางจะหาเจ้าแก้วฟ้าล้งกับนางเทพกัญญาพบ”

“เพราะอะไร เจ้าครูหลวง”

“สัญญาวิปลาส”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“ค่อยตรึกค่อยตรองจะค่อยถ่องแท้ สำคัญแต่เอ็งต้องแจ้งแก่ใจ เอ็งเกิดมาเพื่ออะไร”

“เพื่อบำเพ็ญโพธิจิต”

“ผู้มุ่งโพธิจิต คือผู้ปรารถนาโพธิญาณ นับว่าเป็นโพธิสัตว์เจ้าองค์หนึ่ง รักษาปณิธานไว้ให้มั่นคง รู้ตน รู้ตัว รู้ภาระหน้าที่ รักษาจิตรักษาใจให้เข้มแข็งเถิด ไม่ละเลยทิ้งขว้างกลางหนกลางทาง เอ็งเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งได้แน่นอนในอนาคต”

“สาธุ สาธุ ผู้หลานขอยอมือไหว้รับเอาคำสอนเจ้าครูหลวงมาใส่จิตใส่ใจ ภาวชาตินี้ ข้ามีหน้าที่คือปลดปล่อยนางแก้ว เพื่อทำในสิ่งที่เจ้าแก้วฟ้าล้งผิดพลาดให้สำเร็จ ข้าขอกำหนดบทบาทข้าไว้เพียงแค่นี้ เจ้าครูหลวง”

“สาธุ”

ภาพที่พบเห็นได้ด้วยตาภายในขณะนี้ เป็นภาพผู้เฒ่าผมขาวหนวดเคราก็ขาว ห่มผ้าคล้ายจีวรพระต่างแต่ไม่ใช่ผ้าเนื้อเดียวตลอดผืน มีเศษผ้าอื่นๆปะชุนอยู่บ้างประปรายหลายแห่ง หน้าตาท่านไม่เต่งตึงแต่ไม่ถึงกับเหี่ยวพับยับย่น อาจดูร่วงโรยแต่ออกจะแจ่มใส ดวงตาของท่านมากมีด้วยเมตตา ท่านนั่งพับขาเป็นสมาธิเพชร มือท่านประสานในลักษณะสลักเพชร

“ภาระอีกอย่าง” ท่านพูด “ไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นภาระที่เอ็งควรทำ อาจไม่สำคัญเท่ากับปลดปล่อยนางแก้ว  แต่เป็นกิจควรทำ หากทำได้ก็เป็นการเพิ่มบารมีให้แก่กล้า กิจอันนั้นคือปลดปล่อยเปรตตนหนึ่ง มีแต่เอ็งเท่านั้นที่จะสงเคราะห์มันได้ นอกจากเอ็ง ผู้อื่นผู้ใดไม่อาจสงเคราะห์ได้เลย”

“เพราะอะไร เจ้าครูหลวง”

“ลูกเมีย ลูหลานของเปรตตนนั้น ไม่มีผู้ใดเข้าถึงฌานหรือวิปัสสนาได้ นอกจากเอ็ง”

“ข้านึกออกแล้ววเจ้าครูหลวง ครั้งหนึ่งเมื่อข้ายังอยู่ในผ้าเหลือง ครูข้าเคยพาข้าไปดูเปรตตนนั้น  ข้าเองแคลงใจ เป็นปู่ย่าตายายสายใดของข้า วันนี้ข้าพอจะรู้แล้ว แต่ว่า…ภายฝ่ายนั้นเขาจะนับข้าเป็นลูกเป็นหลานหรือ”

“เขาไม่นับเอ็งเป็นลูกเป็นหลาน เอ็งจะนับเขาเป็นปู่เป็นย่าได้หรือไม่”

“ได้ เจ้าครูหลวง”

“เอ็งนับได้ก็โผดได้”

“อยู่นอกผ้าเหลือง ทำไร่ไถนา บาปปูบาปปลาเปื้อนมือ แค่ศีลห้าก็บกพร่องแล้ว จะไต่ขึ้นไปถึงฌาน ถึงวิปัสสนา ค่อยไปว่ากันชาติหน้าเถิด เจ้าครูหลวง”

ก้มกราบ จบเสร็จการภาวนาเช้านี้นมัตถุ พุทธานัง  นมัตถุโพธิยา นโม วิมุตตานัง   นโม วิมุตติยา…ข้าขอนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ข้าขอนอบน้อมต่อพระโพธิธรรม ข้าขอนอบน้อมต่อท่านผู้หลุดพ้นทั้งหลาย ข้าขอนอบน้อมต่อวิมุตติธรรม

สุขใจ อิ่มใจ โปร่งโล่ง ปลอดแผ้ว ลุกออกมาจากที่หลีกเร้นส่วนตัวในซอกว่างระหว่างผาหินสองสามก้อน แปลกใจที่พบลูกเล็กหล้าชายของพ่อเลี้ยงรออยู่

“นายหล้า”

“เรียกข้าสักคำได้ไหม ไอ้หล้า”

“ไอ้หล้า”

“ไอ้อ้าย”

จุกตันในลำคอ เกือบสะอื้น แต่ก็ข่มไว้ได้ ไม่ได้ลุกยืน แต่ยืดตัวสูงขี้น ใช้เข่าแทนเท้าขยับตัวเข้าหา พี่ชายต่างแม่เดินเข้ามา ไอ้หล้าอ้าแขนออก ไอ้อ้ายกอดหัวน้องไว้ ไอ้น้องกอดเอวไอ้อ้าย น้ำตามากมายหล่นลงเป็นเม็ดๆ

ไม่ใช่เศร้าโศกเสียใจ

แต่ตื้นตันสุขใจ

 

“ไอ้หล้าลอบตามอ้ายหลายหน มีอะหยังใคร่อู้กับอ้ายกา?”

“ใคร่ขอโทษ แทนพ่อกับแม่”

พี่น้องร่วมพ่อแต่ห่างเหินเนิ่นนาน แทบถอยถ่างห่างกันมาทั้งชีวิตยังนั่งอยู่ด้วยกันแทบสุดแสงไฟ ใกล้รุ่งมาแล้ว คนบ่าคนแรงหลวงหลายตื่นมาช่วยกันนึ่งข้าวเป่าไฟเสาะหาใส่ปากใส่ท้อง สองพี่น้องไม่ได้เข้าร่วม ต่างคนต่างนั่งบนขอนไม้ล้มต้นเดียวกัน

“บ่ต้องขอโทษไอ้หล้า พ่ออ้าย…พ่อคำคงสั่งสอนมาตลอด ให้สำนึกในบุญคุณพ่อ…พ่อคำสีสืบขึ้นไปถึงพ่อเลี้ยงคำแสนแม่เลี้ยงสีทา บ่มีโทษหยังไอ้หล้า ก่อนหน้านี้อ้ายยังข้องเคียดเสียดแทงพ่อคำสี แต่วันนี้ไม่ใช่  บอกพ่อคำสีเถอะ ล่วงแล้วก็หื้อแล้วไปเสีย บาปเก่ากรรมหลังเก็บมาคิดบ่รู้จักแล้ว มันก็จะติดอยู่ในใจบ่รู้แล้ว ชาติเก่าชาติเดิม อ้ายกับแม่อาจได้ก่อกรรมสร้างเวรไว้กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงมาก่อน ชาตินี้เลยต้องใช้กรรมใช้เวร หื้อมันแล้วมันหายกันแต่ในชาตินี้เถอะ ชาติหน้าเกิดใหม่ เราจะเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้นในทางธรรม”

“ครับ ไอ้อ้าย”

“รักพ่อรักแม่ไหม”

“รัก”

“รักใครอีก”

“รักพี่รักน้อง รักปู่รักย่า รักวงศาญาติมิตร”

“บัวหอมนั้นเล่า รักมันบ้างไหม”

ไอ้หนุ่มอ่อนอายุแค่สิบแปด  แต่พยายามทำตัวหล่อห้าวเป็นหนุ่มวัยยี่สิบสองดุ้งเหมือนโดนเข็มทิ่ม

 

เสียงฆ้องมองๆ ดังนำมาก่อน  คำผายหม้ายผู้แม่เอากล่องข้าวเหนียวกับถ้วยแกงลงเรือน นางฝันดีฝันงาม ม่วนงันฝันหวานจนมีใจอยากใส่ข้าวบาตร  อายุเกือบเจ็ดสิบแล้ว ขาแข้งไม่ค่อยมีแรง ลูกหลานไม่อยากให้ขึ้นเรือนลงเรือนบ่อยถี่จะพลาดพลั้งขาหักขาแพลงได้ง่าย แต่เช้านี้ขอกูเถิด ผู้ใดอย่าปากถี่ปากย่อยกับกูเลย

ใส่บาตรแล้ว มองตามพระเณรเดินไปเอาข้าวบาตรเบื้องหน้า นึกไปถึงหลานชาย แสงแก้วเณรน้อยอุ้มบาตรใบใหญ่ต่อท้ายแถวมาเอาข้าวบาตร สุขใจ อิ่มใจ ปีติยินดีทุกครั้งที่ได้นึกถึง

แสงแก้วไม่ค่อยเหมือนลูกหลานบ้านอื่น เล่นก็เล่นไม่เหมือนเขา ชอบเอาดินมาปั้นเป็นพระพุทธรูป หน้าฝน ฝนตกดี ฝนเหือดดินแห้ง ดินที่ลานบ้านเป็นดินปนทราย แสงแก้วชอบกอบเอาดินมาปั้นเป็นวัดวาพระวิหารเจดีย์ มีข่วงแก้วอารามมีกำแพงล้อม ตามันว่าหลานกูผู้นี้สงสัยจะเป็นตุ๊ปู่ตายคาผ้าเหลือง ตกตายไปแล้วแต่ใจบ่เสี้ยง เกิดใหม่ออกมาใจยังข้องติด

เอาข้าวเหนียวติดกล่องโปรยให้ไก่ ครูบาคำตันท่านสอนไว้อย่างนี้ ทานให้ภิกขุสังฆะแล้ว ที่เหลือก็ทานให้หมูหมากาไก่มันด้วย ทิ้งเปล่าทิ้งดายไม่ได้บุญเพราะไม่ประกอบด้วยเจตนาที่จะให้ แต่ทานต่างกับทิ้ง ทานประกอบด้วยเจตนาที่จะให้จึงได้บุญ

คำสอนท่านผู้เฒ่าง่ายๆ ชัดเจน แจ่มชัดจนแม้แต่ไพร่บ้านฝุ่นเมืองอย่างนางก็รู้เห็นตามด้วยได้ง่าย ท่านผู้เฒ่าอายุเก้าสิบปีสีหน้าอิ่มบานผ่องใส  เดินเหินอาจย่างช้าขาลาก หากไม่มีเณรคอยประคองก็ต้องใช้ไม้เฒ่า คนเขาตั้งจิตเจตนา ปรารถนาให้ท่านอยู่ไปถึงร้อยขวบข้าว ยาวนานกว่านั้นอยากให้อยู่เป็นร่มเป็นเงาชาวสันป่าเหมือดไปถึงร้อยซาวขวบข้าวซ้ำยิ่งดี

ครูบากับพ่อเลี้ยงคำแสนเป็นคนรุ่นเดียวกัน แก่กว่าสักสี่ห้าปี แต่ครูบายังอยู่มาจนถึงปีนี้ ส่วนพ่อเลี้ยงคำแสนสิ้นบุญไปแล้วสี่ห้าปี  ท่านก็เป็นคนดีผู้หนึ่ง คำผายเองก็เคยเป็นคนรับใช้บนเรือนหลวงได้รู้ได้เห็นมาบ้าง แต่นางก็ออกมาแต่งงานมีผัวชื่อหนานอินตาเสียก่อน รับใช้อยู่ราวสี่ห้าปีไม่มีบกพร่อง มาถึงรุ่นคำแผ้วผู้ลูก พ่อเลี้ยงคำสีกับแม่เลี้ยงอุ่นเฮือนก็จ้างไปเป็นคนใช้ คำแผ้วเองไม่ใช่คนงามอย่างแม่เลี้ยงอุ่นเฮือน ไม่น่าจะมีอะไรดึงดูดสายตาพ่อเลี้ยง แต่คำแผ้วก็พลาดท่าเสียทีถูกท่านกระทำให้เป็นนางนอนเล่น คำแผ้วไดลูกติดท้อง แม่เลี้ยงอุ่นเฮือนบังคับให้มันแท้ง คำแผ้วไม่ยอม คำแผ้วเห็นแก่ลูกในท้อง ไม่เห็นแก่เงินทองที่พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเอาฟาดหัว อาจเพราะบุญลูกอ่อนนอนท้องจะได้เกิดเป็นคนกระมัง บุญอันนั้นห่อหุ้มคุ้มครองไว้จึงดลจิตดลใจแม่ให้รักลูกยิ่งกว่ารักเงินทอง พ่อเลี้ยงคำแสนกับแม่เลี้ยงสีทายกคำแผ้วให้คำคง พ่อเลี้ยงคำแสนเป็นคนดี  แต่ท่านก็มีจุดด่างพร้อยมัวหมองบางอย่าง ปางภายลุนภายหลังเมื่อแก่เฒ่า เจ็บป่วยยาวนานทรมานนัก มีคนเล่าลือว่าท่านเป็นเปรตดิบ ยังไม่ทันตายก็กลายเป็นเปรตด้วยบาปกรรมปกปิดลับลี้บางอย่าง นางเองไม่รู้หรอก ไม่ปรารถนาจะรู้  รับรู้แต่ว่าพ่อเลี้ยงคำแสนกับแม่เลี้ยงสีทาเป็นคนดี นางเก็บมาจำแต่สิ่งดีๆ อันใดไม่ดีก็เป็นเรื่องของท่าน ไปเก็บมาจำก็เศร้าหมองแก่ใจ จึงไม่อยากจำ

“เอ็งไหว้พระไหว้ผี”หม้ายผู้แม่พูดกับหม้ายผู้ลูกที่ชานเรือนด้านหลัง “ฝันบ่ดี ฝันฮ้ายอันใดหรือ”

“บ่ใช่ข้าฝัน แต่บุญทองฝัน ฝันว่าไอ้อ้ายตาย”

“แต่แม่ฝันดีฝันงาม จนมีใจอยากใส่บาตร อี่แม่ฝันว่าไอ้อ้ายเข้าผ้าเหลืองอีกครั้ง ห่มจีวรมาเอาข้าวบาตรจึงมีใจใคร่ใสบาตรวันนี้”

“สาธุ” หม้ายผู้ลูกยอบตัวลงไหว้ใส่หัวหันหน้าไปทางวัด “เป็นตามฝันอี่แม่เถิด อย่าเป็นตามฝันบุญทองมันเลย”

บัวหอมล้างจานอยู่ปลายชาน แม้เขาไม่รังเกียจ แต่ไม่อยากเอาตัวเข้าพัวพันในทุกเรื่องทุกราว ท้องก็โย้ออกมาแล้ว คลอดบนเรือนนี้เป็นภาระแก่เขา อยากกลับไปคลอดยังเรือนเกิดแห่งตน แม่ก็ไม่เอากล้วยตีบกล้วยใต้อันใดมายังเรือนนี้เจ็ดวันสิบวันมาแล้วจึงไม่ได้ปรึกษาหารือกับแม่ จะเดินไปเองก็ไกล กลัวจะไปท่าวล้มก้มหงายระหว่างทางจะเป็นอันตรายแก่ลูก

“ลูก…อันนี้ลูกกู แม่ผัวว่าไว้ถูกต้อง อยู่ในท้องกูเป็นลูกกู พ่อมันไม่รับเป็นพ่อ แต่กูไม่รับเป็นแม่จะได้อย่างไร”



Don`t copy text!