Going to the sun, ทัณฑ์รักพยาบาท บทที่ 36 : ทัณฑ์แห่งความพยาบาท (จบบริบูรณ์)

Going to the sun, ทัณฑ์รักพยาบาท บทที่ 36 : ทัณฑ์แห่งความพยาบาท (จบบริบูรณ์)

โดย : ณารา

Going to the sun, ทัณฑ์รักพยาบาท นวนิยายแนวลึกลับฆาตกรรม โดย ณารา เรื่องราวของ คีรี แพตเตอร์สัน กับการเดินทางย้อนเวลาเพื่อกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ในอดีตและวิญญาณของหญิงสาวที่พบเจอ เมื่อเขาได้เข้าพักในห้องหมายเลข 404 ห้องต้องห้ามที่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยว นวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้ #มีให้อ่านที่อ่านเอา

****************************
– 36 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

รถเข็นจอดไว้บนท่าเรือที่ต่างไปจากเจ็ดสิบห้าปีก่อน ที่ทั้งสองเคยมานั่งเล่นและพายเรืออยู่เป็นประจำ โรงแรมได้มีการซ่อมแซมและต่อเติมขยับขยายให้กว้างขึ้น มีบริเวณนั่งรอ และมีลานกว้างสำหรับลงเรือ อะมานดานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าชายชรา…น้ำตาของเธอไหลริน ริมฝีปากสั่นระริก ตื้นตันที่มีโอกาสได้พบน้องชายอีกครั้ง

“พ่อกำชับนักกำชับหนา ให้ผมมาที่นี่ให้ได้ในเดือนสิงหาคมปีนี้” เสียงของแอนโทนีแตกพร่า ตามวัยที่ล่วงเลย “แม้แต่ก่อนที่พ่อจะตาย พ่อก็ยังไม่ลืม”

อะมานดาพยักหน้าทั้งน้ำตา บิดาคงจะเดาหลังจากอ่านจดหมายของเธอที่ซุกซ่อนไว้ในสมุดบันทึกของคีรีที่เธอแอบวางบนโต๊ะทำงานของท่านในวันที่เธอขึ้นไปเล่นหมากรุกกับท่านเป็นครั้งสุดท้าย

“และพ่อ…ก็บอกให้ผม มอบสิ่งนี้ให้พี่” เขาหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลยื่นให้อะมานดา “และบอกว่า หากไม่เจอพี่ ก็มอบให้มูลนิธิเพื่อจะได้ทำประโยชน์ต่อไป”

อะมานดาเปิดซองจดหมายออก เธอเห็นกุญแจดอกเล็กๆ และรายละเอียดธนาคาร

“พ่อฝากเงินไว้ในทรัสต์ให้พี่ พ่อหวังว่า พี่จะต้องการใช้มัน รวมทั้งหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัท เอกสารทุกอย่างอยู่ในตู้เซฟของธนาคาร ทนายความของผมจะช่วยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”

เธอหัวเราะทั้งน้ำตาเมื่อโผเข้ากอดน้องชาย แอนโทนีลูบแผ่นหลังพี่สาวแผ่วเบา มือเหี่ยวย่นสั่นน้อยๆ

“ในนั้น พ่อเตรียมพร้อมทุกอย่างให้พี่ รวมทั้งเอกสารทั้งหมดของพี่ เวลานี้ พี่เป็นลูกสาวนอกสมรสของผม นางสาวอะมานดา หลุยส์เพื่อจะได้ออกเอกสารราชการให้พี่”

“พ่อช่างรอบคอบเหลือเกิน”

“พ่อยังเป็นห่วง ว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง เพราะพ่อเห็นเลือดมากมายในป่า เกรงว่าพี่จะถูกยิง เพราะเห็นคริสอุ้มพี่กระโดดลงจากน้ำตก”

“พี่ถูกยิง คริสก็ถูกยิง และพี่คิดว่าคงจะไม่รอดแล้ว คริสจึงตัดสินใจ กระโดดลงในน้ำตก แล้วก็โชคดีเหลือเกิน ที่มีคนรีบแจ้งทางโรงแรม ซึ่งส่งฮ.มารับได้ทันท่วงที หากอยู่ในอดีต พี่ก็คงจะไม่รอด”

“มันช่างอัศจรรย์เหลือเกิน ที่ทำให้เราได้มาพบกันอีกครั้ง” ขอบตาของแอนโทนีแดงก่ำ อะมานดายกมือเหี่ยวย่นขึ้นจูบหลังมือเบาๆ

“พี่ดีใจ ที่มีโอกาสได้พบน้องอีกครั้ง พี่หวังว่าพ่อกับแม่คงจะคลายความทุกข์ลงบ้างหลังจากอ่านจดหมายของพี่ แต่พี่เสียใจ ที่พี่ช่วยพี่แอนนาไม่ทัน”

แอนโทนีพยักหน้าช้าๆ

“ตำรวจสรุปว่า คริสเป็นฆาตกร แต่โอเวนพยายามฆ่าคริสเพราะความหึงหวง พ่อยิงโอเวนตายเพื่อปกป้องพี่”

“โอเวนตายงั้นรึ?”

“ใช่ พ่อยิงเขาเพราะเห็นว่าเขายิงคริสที่อุ้มพี่กระโดดลงจากหน้าผา พ่อต้องการจะหยุดเขา แต่กระสุนโดนหัวใจ ทำให้เสียชีวิตทันที แต่พ่อก็ต่อสู้ในศาล จนรอดพ้นจากคดี”

“เขาสมควรตายแล้วล่ะ” อะมานดาบ่นงึมงำ “คนอะไร ช่างจิตใจโหดเหี้ยม เห็นแก่ตัว”

“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นหรือครับในคืนนั้น”

“พี่แอนนา ช่วยพี่กับคริสหนีการแต่งงาน แต่โทมัสทราบความจริงว่า พี่แอนนาท้องกับโอเวน เขาจึงจับพี่แอนนากรอกยาพิษ แต่ก่อนที่เธอเสียชีวิต พี่กับคริสเข้าไปช่วย แต่ไม่ทัน โทมัสจะยิงคริส พวกเขาต่อสู้กันแล้วปืนก็หลุดมือ พี่แอนนามีแรงฮึดเฮือกสุดท้าย ยิงโทมัสตาย พวกพี่จึงต้องหนีเพราะโอเวนมาเคาะประตู แล้วไล่ยิงพวกเรา ที่ไม่มีทางสู้พวกเขาทั้งสี่คนได้”

“ก็เพราะคนของโอเวนให้การกับตำรวจ ว่าเขาสั่งให้ฆ่าพี่กับคริส พ่อจึงชนะ และพี่ก็เข้าใจถูกต้อง ว่าเขาเป็นสิบแปดมงกุฎ ไม่มีญาติพี่น้องของเขาเดินทางมาร่วมงานแต่งอย่างที่เขาบอก เอกสารการเรียนจากมหาวิทยาลัยก็เป็นของปลอม แม่เสียใจมากที่หลงเชื่อโอเวน”

“พี่ดีใจ ที่อย่างน้อย พี่ก็มองคนไม่ผิด”

“แต่น่าเสียดาย ที่ไม่มีใครรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้น และโยนความผิดให้คริส”

“เขาให้พี่อยู่ เพราะเขาคิดว่าโอเวนไม่ปล่อยเขาไว้แน่ แต่พี่ไม่ยอม พี่รักเขา ไม่อยากให้เขาได้รับอันตราย โอเวนอาจจะเห็นแก่พี่บ้าง แต่ที่ไหนได้ เขาโหดเหี้ยมมากที่ต้องการฆ่าเราทั้งสองคน”

“ถ้าอย่างนั้น พ่อก็ได้แก้แค้นแทนพี่แล้ว”

อะมานดาหัวเราะชอบใจ และบีบมือน้องชายเบาๆ แล้วคนดูแลแอนโทนีก็เข้ามารับตัวชายชรากลับห้องเพื่อเตรียมตัวรับประทานอาหารค่ำกับครอบครัว หากก็นัดแนะที่จะนั่งดื่มน้ำชายามบ่ายวันพรุ่งนี้และจะเชิญรอยมาร่วมพูดคุยเพื่อรำลึกอดีต…และมีเรื่องราวอีกมากมายที่อะมานดาอยากฟังตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่เธอจากมา…

 

คืนนั้น คีรีนอนกอดหญิงสาวผู้เป็นที่รักไว้แนบอก และแม้ว่าจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ทั้งสองก็ตื่นเต้นจนเกินกว่าจะนอนหลับได้ลง พอเคลิ้มๆ ไปนิด ได้ยินเสียงกุกกัก ก็สะดุ้งตื่นด้วยความหวาดระแวง แม้อะมานดาตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าเธอจะไม่หวาดกลัวหากวิญญาณของแอนนาปรากฏตัว แต่พอห้องตกอยู่ในความมืด ทั้งสองก็อดที่จะรู้สึกกังวลไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร วิญญาณและมนุษย์ก็อยู่คนละมิติ ความหวาดกลัวย่อมมี ไม่ใช่จะทำใจได้ง่ายๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากัน

“ปกติ เธอจะออกมาให้คุณเห็นตอนกี่โมงคะ”

คีรีกลั้นยิ้ม…และกระซิบบอก

“ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ปกติ จะรู้สึกเหมือนกึ่งเคลิ้ม กึ่งฝันมากกว่าจึงจะสื่อสารกับเธอได้”

“แต่ฉันตื่นเต้น นอนไม่หลับ” เธอสารภาพ

“ถ้าอย่างนั้น เธออาจจะสื่อสารกับเราไม่ได้”

หญิงสาวย่นจมูก

“แล้วคุณคิดว่า เธอยังแค้นเราสองคน จนวิญญาณไม่ยอมไปจากที่นี่อีกหรือเปล่าคะ”

“ผมคิดว่า เธอจากไปอย่างสงบสุขในอ้อมกอดของคุณ อย่างน้อย เธอก็ได้ฆ่าคนที่จับเธอกรอกยาพิษแล้ว เธอไม่มีเหตุผลที่จะโกรธแค้นเราอีกเมื่อการตายของเธอ มาจากการกระทำของตัวเอง”

“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วคุณได้ลองถามพนักงานโรงแรมไหมคะ”

“ถึงจะมี เขาก็ไม่บอกความจริงหรอกครับ” เขาบอกขำๆ

“นั่นสิเนาะ” เธองึมงำขัดใจ

“ผมว่าทางที่ดี คุณควรจะนอนหลับดีกว่า คุณจะได้รู้ความจริง”

อะมานดาอมยิ้ม ก่อนจะพลิกตัวซุกเข้ากับแผ่นอกของคนรัก

“ค่ะ ฉันจะพยายามอีกครั้ง”

คีรีลูบแผ่นหลังบอบบางด้วยความรักใคร่ และหลับตาลง…หัวใจเป็นสุขเกินกว่าจะใส่ใจว่าจะมีวิญญาณอยู่ในห้องหรือไม่

ทั้งสองหลับไปในเวลาไม่นาน ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงทองก็ส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาในห้อง คีรียืดแขนที่เมื่อยขบ นอนหลับสนิทที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา และก้มลงยิ้มให้อะมานดา ก่อนเขาเดินไปรูดม่านเปิดให้แสงสว่างส่องเข้ามาในห้อง

“เมื่อคืน…คุณฝันอะไรหรือเปล่าคะ” เธอบิดขี้เกียจ และถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“ไม่เลย ผมนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน”

“แต่ฉันฝันถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ท่านมาอวยพรให้ฉันมีความสุข”

“เป็นฝันดีที่สุดเลยนะครับ”

“ใช่ค่ะ แต่สรุปแล้ว ก็ไม่มีใครฝันถึงพี่แอนนาสักคน”

คีรีหัวเราะเสียงดัง

“ฟังเสียงเหมือนคุณผิดหวัง”

“ไม่เลยค่ะ ฉันดีใจเสียอีก เพราะยอมรับว่า ฉันอดกลัวไม่ได้เหมือนกัน ถึงจะเป็นวิญญาณของพี่แอนนาก็ตามเถอะ”

อะมานดาดันตัวลุกขึ้น ยังเดินเหินไม่คล่องแคล่วนักจากบาดแผลผ่าตัด แต่ก็ไม่ยอมพลาดวิวทะเลสาบสวยๆ จากระเบียง เธอเดินผ่านคีรี เปิดประตูระเบียงออกไปด้านนอก คีรีรีบคว้าเสื้อคลุมแล้วเดินตามเธอออกไปเพราะมีแขกพักอยู่ข้างห้อง อะมานดายิ้มเขินๆ ที่ลืมตัว

เธอมองไปรอบๆ ทุกอย่างแทบจะไม่แตกต่างไปจากเดิม นอกจากตึกที่มีเพิ่มขึ้น และบริเวณโรงแรมที่ถูกปรับเปลี่ยนไป เรือพายหลายลำลอยอ้อยอิ่งอยู่กลางทะเลสาบ ภูเขายอดแหลมที่เรียงรายเป็นแนวไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“ช่างเป็นวันที่สดใสจริงๆ นะคะ” เธอหันมากอดเอวเขาและเขย่งขึ้นหอมแก้ม คีรีจึงก้มลงจูบเธอ แล้วทั้งสองก็ได้ยินเสียงคิกคัก ทั้งสองจึงต้องยุติจูบที่ทวีความร้อนแรง และหันไปตามเสียงหัวเราะ

เด็กน้อยชายและหญิงเกาะราวระเบียงหัวเราะ แล้วมารดาของเด็กๆ ก็รีบมาปราม

“ขอโทษด้วยนะคะที่เด็กๆ เสียมารยาท”

อะมานดาแก้มแดง แต่เธอก็ยิ้มหวานให้กับเพื่อนข้างห้อง แล้วแม่ของเด็กก็รีบต้อนลูกๆ กลับเข้าด้านใน คีรีจึงชวนเธอลงไปทานอาหารเช้า และออกไปเดินออกกำลังกายริมหาด มือของทั้งสองประสานกันระหว่างเดินชมวิว อารมณ์ปลอดโปร่งยิ่งกว่าท้องฟ้าในฤดูร้อน ที่ไม่ต้องซุกซ่อนความรู้สึกที่มีต่อกันอีกต่อไป โลกใบใหม่ ที่ให้อิสระเสรีกับเธออย่างเต็มที่

หญิงสาวบ่นว่าอยากเดินไปเที่ยวน้ำตก แต่คีรีไม่เห็นด้วย เธอไม่ควรหักโหม จึงชวนไปนั่งเรือเล่นแทน ให้เธอได้นั่งสบายๆ ชี้ชวนดูนกดูไม้ตามประสาคู่รัก ขณะที่เรือลอยอยู่กลางทะเลสาบ ที่ห่างจากนักท่องเที่ยวอื่น คีรีก็ยกพายขึ้นมาวางไว้ในเรือ อะมานดาในกางเกงขาสั้นเสื้อยืดสีชมพูอย่างเด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ดูน่ารักสดใส แม้ตอนแรกเธอจะเขินอายที่สวมกางเกงขาสั้นเดินในที่สาธารณะ แต่เมื่อเห็นหญิงสาวสมัยใหม่สวมใส่กัน เธอก็เริ่มชิน และปรับตัวเข้ากับแฟชั่นยุคสองพันได้อย่างรวดเร็ว และสำหรับเขา ไม่ว่าเธอจะแต่งกายแบบไหน ก็สวยที่สุดในสายตาของเขา

“คุณว่า…ตอนนี้ เราจะมีลูกของเราอยู่ในท้องของคุณหรือยังนะ เพราะเราไม่เคยป้องกันเลย”

อะมานดาอมยิ้ม…คิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาอย่างสนิทชิดเชื้อ โดยเฉพาะในป่าสนที่เธอไม่คิดว่าตนจะอาจหาญถึงปานนั้น และ…วันที่หมอมาตรวจร่างกายเธอครั้งแรก ก็แจ้งข่าวและแสดงความยินดีว่า ทารกน้อยในครรภ์ปลอดภัย หากเธอก็ยังเก็บความลับนี้ไว้เพื่อจะเซอร์ไพร์สคีรีภายหลัง

“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะคะ” เธอเอียงคอถาม

“ไม่รู้สิ ตอนนั้นผมแทบจะไม่ได้คิดถึงอนาคตที่ยาวไกลเท่าไหร่” เขาหัวเราะ ยอมรับตามตรง “แต่ตอนนี้ ถึงจำได้ว่าเราประมาทเหลือเกิน”

“คุณไม่ต้องการลูกหรอกหรือคะ” เธอทำหน้าผิดหวังทันที “ฉันนึกว่าคุณถาม เพราะอยากมีลูกเสียอีก”

“เปล่าเลย โธ่ ใครจะไปคิดอย่างนั้นกันล่ะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้คุณกลับมาเป็นอะมานดา หลุยส์เหมือนเดิมแล้ว คุณมีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตอย่างที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องพึ่งพาผมเลย มิหนำซ้ำ ผมจะถูกมองว่า พยายามจับผู้หญิงที่ร่ำรวยเสียอีก”

“คุณไม่ได้คิดอย่างนั้นตอนที่ฉันป่วยหนักนอนอยู่ในโรงพยาบาลนะคะ และคุณก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันจะได้รับมรดกจากครอบครัว ฉันจะกล่าวหาว่าคุณพยายามจับฉันได้ยังไง ฉันมากกว่าที่พยายามจับคุณ”

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ยินดีให้คุณจับครับ” เขาหัวเราะเสียงสดใส “เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นคุณหนู หรือเป็นเพียงหญิงสาวที่มีแต่ตัว ความรักของผมที่มีต่อคุณ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

อะมานดามองชายคนรักด้วยความตื้นตัน เธอโน้มตัวไปกอดเขา และมอบจูบให้เขาเป็นรางวัลกับคำพูดที่ซาบซึ้งตรึงใจ แล้วเธอก็กระซิบริมใบหู

“หมอบอกว่า ลูกของเราแข็งแรงดีค่ะ”

คีรีตาโต ละล่ำละลัก

“จริงหรือครับ คุณไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม?”

“เรื่องแบบนี้ ฉันไม่ล้อเล่นหรอกค่ะ มันหมายถึงอนาคตของเราเลยนะคะ”

“โอ๊ย ผมดีใจจริงๆ” คีรีกอดรัดร่างบางแน่น หลังพายุร้ายผ่านพ้น…ฟ้าหลังฝนช่างสดใส มีแต่ข่าวดีๆ ถูกพัดพาเข้ามาในชีวิต และลูก…ช่างเป็นคำที่ไพเราะเหลือเกิน

พอคลายอ้อมกอด เขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเปิดกล่องสีกำมะหยี่สีน้ำเงินในมือ แหวนเพชรเม็ดเดี่ยวสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ หญิงสาวยกมือปิดปาก น้ำตาเอ่อท้นขอบตาขึ้นมาทันที

“ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะมีครอบครัวเสียที เมื่อคุณคือหัวใจของผม และกำลังจะเป็นแม่ของลูกผม ดังนั้น ผมจึงอยากขอให้คุณเป็นภรรยาสุดที่รักของผมตลอดไป ผมสัญญาว่าผมจะเป็นสามีที่ดี จะรักและซื่อสัตย์กับคุณเพียงคนเดียว แต่งงานกับผมนะครับ อะมานดา”

“โอ้ คริส” น้ำตาของหญิงสาวไหลพราก…ความฝันของเธอ ได้เป็นจริงแล้ว “ค่ะ ค่ะ ฉันยินดีแต่งงานกับคุณค่ะ”

คีรียิ้มแก้มปริ หยิบแหวนจากกล่องสวมลงบนนิ้วนางซ้ายของเธอ ก่อนที่จะกางแขน รับร่างของเธอที่โถมเข้ากอดแทบไม่ทัน เขาหัวเราะชอบใจ คิดถึงวันเก่าที่ทั้งสองพายเรือเล่นด้วยกัน ทั้งในความฝันและความจริง บัดนี้ เมฆหมอกที่ปกคลุมชีวิตของทั้งคู่ได้ผ่านพ้นไป ขอบคุณเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองพวกเขาให้ปลอดภัย ขอบคุณที่มอบเจ้าสาวของเขา ผ่านกาลเวลาและได้มาครองคู่กัน เขาสัญญา ว่าจะรักและทะนุถนอมความรักที่ได้มาอย่างยากลำบากในครั้งนี้ตลอดไป

 

คีรีและอะมานดาเดินจูงมือกันไปที่โต๊ะอาหารกลางแจ้งริมทะเลสาบก่อนเวลานัดหมาย กระนั้น รอยก็ไปถึงก่อนพวกเขาและกำลังนั่งคุยกับแอนโทนีอย่างออกรส…ชายวัยเดียวกันหันมองชายและหญิงที่กำลังเดินเข้ามา รอยอ้าปากค้าง…ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกันเหมือนครั้งที่เห็นในวัยแปดขวบ

“คริส อะมานดา”

แอนโทนียิ้ม…เขาไม่บอกความจริงกับเพื่อน และดูสิว่า รอยจะมีปฏิกิริยาเช่นไร

“สวัสดีรอย…” อะมานดาทัก “คราวนี้ ฉันคงไม่ต้องแอบเอาคุ้กกี้ห่อผ้าให้คุณไปกินอีกแล้วนะ”

“พระเจ้าช่วย” รอยอุทาน “มันเป็นไปได้ยังไงกัน” แล้วเขาก็หันไปทางเพื่อน “นี่คือธุระสำคัญที่คุณมาที่นี่อย่างนั้นใช่ไหม?”

แอนโทนีพยักหน้ายิ้มๆ แล้วรอยก็เอ่ยขึ้นอีก

“อุบัติเหตุเมื่ออาทิตย์ก่อน ผู้หญิงที่พวกเราไม่รู้จัก คือคุณอะมานดานั่นเอง คุณมาจากอดีตพร้อมคริส โอ้ พระเจ้า มันเป็นไปได้ยังไง”

“มันเป็นไปแล้วครับ” คีรีช่วยตอบแทนคนรัก ก่อนจะช่วยดึงเก้าอี้ให้เธอนั่ง และนั่งลงข้างตัวเธอ แอนโทนียกมือ เรียกบริกรเสิร์ฟชาและยกอาหารว่างยามบ่ายที่จัดเรียงบนถาดที่ซ้อนกันเป็นชั้น เป็นคำๆ ได้น่ากินยกมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับชาอังกฤษอย่างดีรินให้แขกทั้งสี่

“คุณคือ คริส เพื่อนของพ่อผมจริงๆ ใช่ไหม?” รอยยังสงสัย ก่อนจะตบเข่าฉาด “ผมว่าแล้ว ว่าผมเคยเห็นคุณมาก่อน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึง…”

“ผมก็ตอบคุณไม่ได้หรอกครับ รู้แต่ว่า ผมประสบอุบัติเหตุ ตกลงไปในน้ำตก และอยู่ในอดีตนานถึงห้าเดือน และคืนที่ผมกับอะมานดาถูกโอเวนไล่ยิง พวกเราตกจากหน้าผาพร้อมกัน แต่ผมกลับมาที่นี่ในวันและเวลาเดียวกับที่ผมจากไป ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นอกจากคำว่าปาฏิหาริย์ล้วนๆ เลยครับ”

ทั้งรอยและแอนโทนีต่างก็ทึ่งกับสิ่งที่เขาเล่า แล้วแอนโทนีก็บอก

“พวกเขาโชคดี ที่ไม่ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเหมือนพวกเรา”

“โอ้…จริงด้วย สงครามโลกครั้งที่สองทำให้โรงแรมของเขาต้องปิดไปหลายปี” รอยบอก

“เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แม้แต่บริษัทของพ่อ ก็กระทบกระเทือนอย่างหนัก”

“พ่อคงจะเครียดมาก”

“แต่ผมเป็นเด็กดี” แอนโทนีหยอก “ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วง ตั้งแต่เสียพี่ทั้งสอง แม่ก็เปลี่ยนไป ไม่เคยบังคับจิตใจผม แต่ผมรู้ว่าพ่อกับแม่เหงามาก ผมจึงพยายามตั้งใจเรียนแล้วออกมาช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ ลูกๆ ของผม ทำให้พวกท่านสดชื่นขึ้นมาก และมีชีวิตหลังเกษียณเลี้ยงหลานๆ อย่างมีความสุข”

อะมานดาซับน้ำตา ดีใจที่ได้ยินเรื่องเล่าของบิดามารดา ดีใจที่พวกท่านมีช่วงชีวิตบั้นปลายที่ไม่เงียบเหงา

“พี่ขอบคุณน้อง ที่เป็นเด็กดี พวกพี่ทั้งสอง สร้างแต่ปัญหา ให้น้องต้องมารับภาระแทนพวกเรา”

“พ่อกับแม่ยอมรับการตัดสินใจของพี่ ผมก็แค่เหงานิดหน่อยที่ไม่มีพี่อยู่เคียงข้าง และผม พอโตขึ้นแล้วรู้เรื่องราวจากพ่อ ก็ยอมรับการตัดสินใจของพี่เช่นกัน แล้วดูสิ…พี่โชคดีแค่ไหน ที่มีโอกาสได้ท่องโลกยุคมิเลเนียมได้อีกยาวนาน ในขณะที่พวกเรา เป็นตาแก่ผมขาวโพลน แถมผมยังต้องมีพยาบาลคอยดูแลทุกฝีก้าว”

ทุกคนหัวเราะไปกับคำพูดของแอนโทนี…แล้วคีรีก็บอก

“มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของผม หลังจากอะมานดาและผมถูกยิง ผมก็ไม่คิดว่าเราจะมีทางเลือกอีกมากนัก เพราะโอเวนก็ไล่กวดมาติดๆ ทางเดียวของผมก็กระโดดลงหน้าผา หากโชคดี พวกเราคงจะกลับมาปัจจุบัน และได้รับการรักษาได้ทัน ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่า ผมจะตายที่น้ำตกนั่น หรือจะมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกครั้ง”

“ผมดีใจที่พี่ปลอดภัย และโอเวนก็ได้รับโทษสาสมแล้ว” แอนโทนียื่นมือออกมาบีบมือพี่สาว ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี สายใยแห่งความรักของสายเลือดก็ยังสื่อถึงกันได้เสมอ

“เออ…ผมอยากรู้ว่า หลังจากคืนนั้น…ในห้องที่คุณแอนนากับโทมัสตาย…มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิญญาณพวกนี้หรือเปล่าครับ” คีรีหันไปถามรอย

“ไม่นะ ผมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้เลย มีผีด้วยเหรอ” รอยเกาหัว ทำให้คีรีกับอะมานดาลอบถอนใจ…เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความแค้นของแอนนายุติลงแต่เพียงแค่นั้น ทั้งเธอก็ยังรู้แก่ใจว่า ทั้งเขาและอะมานดาต่างพยายามช่วยชีวิตเธอ วิญญาณของเธอจึงจากไปอย่างสงบ

“แต่ผมเห็นพี่แอนนาในคืนที่เธอตาย” แอนโทนีบอก ทั้งสามจึงหันไปมองคนพูดทันที ชายชรายักไหล่ “ผมนอนกับแม่คืนนั้น เพราะพ่อยังไม่กลับ ผมกำลังหลับ และได้ยินเสียงร้องไห้ ลืมตาขึ้นก็เห็นพี่แอนนายืนข้างเตียง ผมเรียกชื่อเธอ แม่ก็สะดุ้งตื่น เปิดไฟเธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ผมเล่าให้แม่ฟัง…แม่ก็บอกว่า พี่มาลา”

“พี่แอนนารักแม่มาก…เธอคงจะเสียใจและเป็นห่วงแม่มาก” อะมานดาพึมพำ “แต่อย่างน้อย…เธอก็ไม่ได้ถูกกักขังอยู่ที่นั่นเพราะดวงจิตที่อาฆาตอีกต่อไป”

รอยกับแอนโทนีงุนงง มีเพียงเธอกับคีรีเท่านั้นที่เข้าใจ ว่าในที่สุด คีรีก็หลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความพยาบาท คนที่เสียชีวิตในห้องนั้นคือแอนนา ไม่ใช่เธอ และวิญญาณของแอนนาก็เป็นจุดเริ่มต้นที่พาคีรีเดินทางไปหาเธอ บัดนี้ เธอทั้งสองได้หลุดพ้นออกมาแล้ว การเดินทางย้อนเวลาของคีรียุติลงด้วยการอโหสิกรรมของแอนนา แล้วทั้งสองก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่นับจากนี้

อะมานดาหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะยกมือข้างซ้ายให้ทั้งสองดู

“คริสขอพี่แต่งงานแล้ว และน้องกำลังจะได้เป็นคุณอาเร็วๆ นี้”

แอนโทนีเงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดังลั่น…

“ต้องเรียกตาถึงจะถูก ใช่ไหมรอย”

รอยหัวเราะ ตบมือตบเข่า ชอบอกชอบใจ

“แต่ผมขอเป็นอา พวกคุณคงไม่ว่ากัน จะได้ดูอายุน้อยลงหน่อย”

ทั้งสี่ก็หัวเราะชอบใจ คีรีโอบแขนรอบไหล่ว่าที่ภรรยา ดึงเธอเข้ามากอดด้วยความรัก อะมานดายังจับมือน้องชาย…สายใยของครอบครัวที่เหลือเพียงคนเดียวของเธอ อีกไม่นาน แอนโทนีจะแนะนำหลานๆ ให้เธอรู้จัก เธอกำลังจะเริ่มต้นครอบครัวใหม่ที่นี่ แผ่นดินเดิมหากต่างเวลา ร่วมกับชายผู้เป็นที่รัก

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคีรีด้วยสายตาหวานฉ่ำ และตอบรับจูบของเขาที่แตะลงมาเบาๆ เป็นคำมั่นสัญญาต่อหน้าแอนโทนีที่เป็นตัวแทนของครอบครัวเธอ ว่าเขาจะปกป้องและดูแลอะมานดาด้วยความรักตลอดไป

ลาก่อนความพยาบาทที่ลงทัณฑ์ชีวิตของทั้งสาม…สามชีวิตยังคงสูญเสีย หากเป็นสามคนที่ได้รับโทษที่พวกเขาก่อ…สำหรับเขากับอะมานดา ได้อโหสิกรรมให้กับทั้งสาม…ปลดปล่อยบ่วงพยาบาทให้หลุดพ้น แล้วก้าวเดินต่อไป…ขอบคุณ เทพหน้าบึ้งผู้ใจดี…ที่มอบโอกาสให้กับพวกเขาอีกครั้ง…

 

– จบบริบูรณ์ –

Don`t copy text!