กระบือสื่อรัก บทที่ 16 : ต้นกันเกราออกดอก (1)

กระบือสื่อรัก บทที่ 16 : ต้นกันเกราออกดอก (1)

โดย : พรรณสิริ

Loading

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

 

รถกระบะสองประตูคันโตจอดติดเครื่องบีบแตรเรียกอยู่หน้าบ้านตั้งแต่ยังไม่แปดโมงเช้า รุ่งอรุณมารอรับลูกพี่ลูกน้องไปเจรจาเรื่องค่าไถ่ควายที่โชคเจริญสุขฟาร์ม

หลังได้ข้อสรุปว่าฟาร์มจะไม่ขายควายสองแม่ลูกให้ลูกค้าที่เชียงราย แทนที่จะยอมกลับบ้านโดยดี โอบบุญติดท้ายรถหกล้อกลับไปเฝ้าควายที่โชคเจริญสุขฟาร์ม

ดินแดนเป็นเดือดเป็นร้อน ถึงกับต้องขับรถย้อนกลับไปที่ฟาร์มหลังส่งเอื้อมดาวที่บ้าน โดยให้เหตุผลว่า

‘ฉันไม่ค่อยไว้ใจ ไม่เคยเห็นมันสติแตกขนาดนี้ เกิดทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังขึ้นมา กลัวจะถูกพวกที่ฟาร์มกระทืบเอา’

ชายหนุ่มไม่คาดคิดเหมือนกันว่าเพื่อนสนิทที่เห็นเป็นคนร่าเริงอ่อนโยน ติดจะขี้อายนิดๆ เวลาคลั่งขึ้นมากลับเห็นช้างตัวเท่ามด

เอื้อมดาวนอนคิดทั้งคืนว่าจะหาเงินที่ไหนมาไถ่ควาย สลับกับโทร.หาดินแดนเป็นระยะด้วยความเป็นห่วงน้องชาย

“นายช่วยฉันต่อรองกับทางฟาร์มหน่อยได้ไหม ตอนนี้ฉันมีเงินอยู่หนึ่งแสน ทองอีกสองบาท น่าจะกดบัตรเงินสดได้อีกห้าหมื่น ขอจ่ายกลมๆ สักสองแสนก่อน ส่วนที่เหลือขอผ่อนจ่ายพอจะเป็นไปได้ไหม”

หญิงสาวตัดสินใจว่าจะเอาสร้อยพระของพ่อไปจำนำโดยไม่รอขอความยินยอมจากมารดา

เอื้อมดาวคิดถึงพ่อขึ้นมาจับใจ รอบที่แล้วเธอหาทางไถ่ทองคืนมาได้ ครั้งนี้หวังว่าจะทำได้เช่นกัน

‘นี่มันตีสาม โอบหลับคาคอกไปเรียบร้อย เจ๊เองก็ต้องไปนอนเหมือนกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้หน้าเหี่ยวไม่รู้ด้วยนะ’ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแต่ดินแดนยังมีอารมณ์ขัน

‘บอกโอบ พรุ่งนี้ฉันจะรีบไปที่ฟาร์มแต่เช้า เอาหอมเงินหอมทองกลับบ้านกัน’

เอื้อมดาววางสายและหลับไปตอนใกล้รุ่ง นอนไปไม่กี่ชั่วโมงก็ตะลีตะลานตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว ได้ยินเสียงรุ่งอรุณมาบีบแตรเรียกพอดี

พอเปิดประตูขึ้นมานั่งบนรถด้วยสีหน้าอิดโรย รุ่งอรุณก็โยนซองสีน้ำตาลลงบนตัก

“ซองอะไรพี่รุ่ง”

“เงินไม่พอไถ่ควายใช่ไหม ฉันช่วย มีเมื่อไหร่ค่อยคืน”

“เงินก้อนนี้พี่จะเอาไว้หุ้นทำร้านลูกชิ้นด้วยกันไม่ใช่เหรอ”

เอื้อมดาวเปิดซองเห็นเงินปึกหนึ่งคาดสายรัดของธนาคารไว้ เธอเงยหน้าขึ้นมองลูกพี่ลูกน้องด้วยสายตาขอบคุณ

“ร้านลูกชิ้น ถ้าหัวเรือใหญ่อย่างแกไม่ทำ ฉันจะมีปัญญาทำเองไหมล่ะ”

รุ่งอรุณตอบง่ายๆ ขณะหักพวงมาลัยเลี้ยวขึ้นสู่ทางหลวงข้ามจังหวัด “แผงที่ตลาดน้ำช่างมันก่อนเถอะ ไถ่ควายคืนมา เคลียร์คดีของโอบให้เสร็จแล้วค่อยว่ากันใหม่ ถ้าดวงจะได้ขาย ก็คงไม่มีคนเช่าตัดหน้าไปก่อนหรอก”

“ฉันก็คิดแบบพี่แหละ” เอื้อมดาวถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนหลับตาลง อยากงีบต่ออีกสักหน่อย เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน

ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆ รถของรุ่งอรุณก็เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าโชคเจริญสุขฟาร์ม เอื้อมดาวเก้ๆ กังๆ ถามหาผู้จัดการฟาร์ม

ขณะยืนคุยกับคนงานก็เห็นโอบบุญและดินแดนเดินเกาะกลุ่มกันออกมาพร้อมชายวัยกลางคนแต่งตัวทะมัดทะแมงเช่นคนทำงานในฟาร์ม แต่ดูภูมิฐานเกินกว่าจะเป็นคนงาน

“จะไปไหนกัน” เอื้อมดาวทำหน้าเหลอหลา ไม่แน่ใจว่าตัวเองพลาดอะไรไปหรือไม่

“จะไปเซ็นสัญญาไง เจรจาจบแล้ว บ่ายนี้เอาหอมเงินกับหอมทองกลับคอกฉันได้เลย”

“เซ็นสัญญา?”

เอื้อมดาวหันมองหน้าคนในเสื้อฮาวายสลับกับหน้าน้องชายอย่างไม่แน่ใจ จะเซ็นสัญญากันได้อย่างไรในเมื่อเธอมีเงินมาไม่พอ แต่พอได้สบตากับดินแดนก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย บางทีเขาอาจจะช่วยต่อรองให้แล้ว

โอบบุญดูมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น แววตาที่มองตอบพี่สาวดูอ่อนโยนไม่แข็งกร้าวเหมือนเก่า

เมื่อเข้าไปนั่งในสำนักงาน เอื้อมดาวเตรียมจะล้วงเงินสดและสร้อยพระออกจากกระเป๋าสะพาย แต่ดินแดงซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ยกมือห้ามไว้ “เดี๋ยวค่อยกลับไปเคลียร์กันที่บ้าน”

สัญญาถูกเตรียมไว้สองฉบับ ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ชื่อคนซื้อฉบับหนึ่งเป็นชื่อโอบบุญ ในขณะที่อีกฉบับเป็นชื่อดินแดน เมื่อทั้งสองฝั่งลงชื่อเรียบร้อย ดินแดนกดโทรศัพท์โอนเงินเป็นอันเสร็จพิธี

“เอาไปเสียที แล้วไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าแล้วนะ ขี้เกียจปวดกบาลกับพวกเอ็งแล้ว” ขวัญชัยเอ่ยขำๆ

ในฐานะคนกลางที่เห็นความเป็นมาตั้งแต่แรก รู้สึกโล่งใจไม่น้อยเมื่อควายทั้งสองตัวได้กลับคืนสู่เจ้าของเดิม

โอบบุญเทียวมาเทียวไปเป็นปี อดหลับอดนอนทำงานพิเศษเก็บเงินเพื่อซื้อควายคืน โชคดีที่ขวัญชัยโน้มน้าวให้คนซื้อยอมเปลี่ยนใจเลือกควายตัวอื่นไปแทน

เสร็จการซื้อขาย ต่างทยอยกันออกมาด้านหน้าสำนักงาน รถหกล้อคันเดิมพร้อมคนขับรออยู่แล้ว โอบบุญนั่งไปกับคนขับ ส่วนดินแดนขับรถกระบะของตัวเองกลับ โดยจะรีบรุดไปเตรียมพื้นที่ในคอกไว้ ในขณะที่เอื้อมดาวยังคงเก็บความสงสัยไปตลอดทางขณะนั่งรถกลับไปกับรุ่งอรุณ

 

โรงเรือนใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จตั้งตระหง่านเคียงข้างคอกควายดั้งเดิม เป็นสัญญาณว่ากิจการของเจ้าของคอกกำลังเติบโตเป็นรูปเป็นร่าง ดินแดนบึ่งกลับมาถึงก่อนเป็นคนแรก จอดรถกระบะของตัวเองไว้ริมทาง เว้นช่องทางไว้ให้รถหกล้อสามารถถอยเข้าจอดหน้าโรงเรือนได้

เด็กเลี้ยงควายแถวบ้านที่เขาจ้างไว้ กำลังขะมักเขม้นขนหญ้าที่เกี่ยวใหม่ๆ มาใส่รางเตรียมไว้ให้ควายในคอก

ดินแดนมีควายตัวเมียที่พร้อมเป็นแม่พันธุ์แล้วสี่ตัว แต่ยังหาพ่อพันธุ์สวยๆ ในราคาตรงใจไม่ได้ เขาไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไร เพราะมั่นใจว่าจะได้น้ำเชื้อของพ่อช้างในเร็ววัน เนื่องจากลุงติ๊กใจอ่อนตอบตกลงแล้ว

ไม่เกินครึ่งชั่วโมง รถกระบะของรุ่งอรุณก็เคลื่อนเข้ามาจอดส่งผู้โดยสารก่อนเคลื่อนออกไป

“อ้าว พี่รุ่งไม่ลงมารอรับน้องสาวด้วยกันเหรอ” ดินแดนเดินออกไปรับพี่สาวเพื่อน ทันเห็นฝุ่นท้ายรถกระบะที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ

“มานี่เลย มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”

เอื้อมดาวลงจากรถได้ก็ปรี่เข้ามา ลากแขนชายหนุ่มไปยังเพิงหมาแหงนก่อนเริ่มซักฟอก

“ฉันยังไม่ได้ให้เงินสักบาท แล้วนายเอาเงินที่ไหนไปจ่ายให้ฟาร์มตั้งสามแสน”

“น้องชายเจ๊เก็บหอมรอมริบไว้ก็ไม่น้อยนะ ส่วนฉันเองก็พอจะมีเงินอยู่บ้าง รวมกันแล้วก็พอจะซื้อหอมเงินได้ ส่วนหอมทอง ลุงติ๊กเป็นสปอนเซอร์ให้”

เมื่อวานพอขับรถมาถึง ดินแดนก็แวะเข้าไปเล่ารายละเอียดให้ลุงติ๊กฟัง ชายชราลุกขึ้นไปหยิบเงินสดที่แอบซุกไว้ในกองสัมภาระออกมายื่นส่งให้

‘เอาไปซื้อหอมทองให้ไอ้โอบมัน มัวแต่เทียวไปเทียวมา หนังสือหนังหาไม่เป็นอันเรียน เอ็งเอากลับไปไว้ที่คอก มันจะได้กลับไปเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างที่เอื้อมต้องการ’

“ฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ลุงติ๊กออกเงินซื้อหอมทอง” เอื้อมดาวเองแทบไม่อยากเชื่อหู

“คราวก่อนที่ฉันพาพ่อช้างไปโชว์ตัวที่ตลาดน้ำ มีคนติดต่อขอซื้อน้ำเชื้อเพียบเลย ลุงติ๊กได้เงินมาร่วมแสน แกบอกว่าดอกเบี้ยธนาคารต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เอามาลงทุนกับควายดีกว่า” พูดจบก็เลื่อนเงินและซองใส่ทองกลับไปตรงหน้าหญิงสาว

“เจ๊เก็บเงินกับทองไว้เถอะ เห็นโอบบอกว่ากำลังจะลงทุนทำร้านลูกชิ้นที่ตลาดน้ำ ไหนจะค่าเซ้งแผง ไหนจะข้าวของอุปกรณ์ที่ต้องใช้อีก แสนเดียวยังไม่รู้จะพอหรือเปล่า มันไม่อยากรบกวนเลยพยายามดิ้นรนด้วยตัวเอง”

เอื้อมดาวตกตะลึง เห็นน้องชายนั่งเงียบๆ ในวงอาหาร ไม่คิดว่าเขาจะรับฟังและซึมซับความกังวลใจของเธอเอาไว้

“เจ๊อย่าโกรธมันเลยที่คิดตื้นๆ ไปขายบุหรี่ไฟฟ้า ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวจะบานปลายจนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล” ดินแดนอ้อนวอนพี่สาวเพื่อน

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอจ่ายส่วนที่นายช่วยออกได้ไหม ฉันเป็นคนตัดสินใจขายพวกมันไปก็อยากจะช่วยซื้อคืนมา ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกผิดต่อโอบไปตลอด ส่วนหอมทองถ้ามีเงินเมื่อไหร่ จะขอซื้อคืนด้วยเหมือนกัน ฝากนายไปบอกลุงติ๊กด้วย”

หญิงสาวเลื่อนซองกำมะหยี่สีแดงออกมาตรงหน้า “ฉันต้องเก็บเงินสดไว้เปิดร้าน ขอฝากทองไว้กับนายช่วยรักษาไว้ให้ดี รอวันที่ฉันจะมาไถ่คืนนะ”

ชายหนุ่มสบสายตาเด็ดเดี่ยวของหญิงสาว รู้ดีว่าทองเส้นนี้มีความหมายมากแค่ไหน “ตกลง ฉันจะรักษาไว้อย่างดี ไม่ต้องห่วง”

“ขอบใจนายจริงๆ ที่คอยช่วยเหลือ ถ้าไม่ได้นาย โอบก็คงไม่ได้หอมเงินหอมทองคืนมา น้องชายฉันโชคดีที่มีเพื่อนอย่างนาย” เอื้อมดาวตื้นตันใจจนแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้

เมื่อคืนเธอยังนอนคิดจนสมองแทบระเบิดว่าจะหาเงินจากไหน กำลังคิดถึงขั้นว่าจะต้องกู้นอกระบบเสียด้วยซ้ำ ไม่คาดฝันเลยว่าจะมีคนยื่นมือมาช่วย

“โห แค่โอบที่โชคดี เจ๊ล่ะ ไม่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีบ้างหรือยังไง” ดินแดนหยอดนิ่มๆ

“ไม่รู้สิ อืม…แต่ที่แน่ๆ ฉันก็ยิ้มได้ทุกทีที่เจอนาย” เอื้อมดาวเขินเสียจนต้องเสมองไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มรุ่นน้อง

“ค่อยยังชั่ว รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นถอนหายใจ

หญิงสาวเก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะเก็บมือไม้ไว้ที่ไหนดี เลยโพล่งแก้ขวยออกไป “ก็นายเล่นใส่เสื้อฮาวายตัดกับสีผิว เหมือนกาคาบพริกไม่มีผิด จะไม่ให้ขำได้ยังไงล่ะ”

“เชอะ ฉันมันไม่หล่อ ขาว ตี๋เหมือนออปป้าเกาหลีแบบไอ้พี่รุจน์ก็จริง แต่หุ่นล่ำๆ ตัวดำๆ ก็ทำสาวโรงงานอกหักมาหลายคนแล้ว อย่าดูถูกไปเชียว”

ชายหนุ่มกระโดดลงจากเพิงหมาแหงน ตลบแขนเสื้อฮาวายขึ้นเหนือไหล่ ทำเป็นเต๊ะท่าราวกับอยู่บนเวทีประกวดชายงาม เดินบิดไปมาอวดกล้ามอยู่หน้าคอก

ฝูงควายก้มหน้าก้มตากินหญ้าในราง ไม่มีเลยสักตัวที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของ

“ปกติหมาเมิน แต่อันนี้ควายเมินนะ” เอื้อมดาวหัวเราะจนตัวงอ โบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณให้เพื่อนน้องชายหยุดทำท่าทางบ้าบอก่อนที่เธอจะขาดอากาศหายใจตายเสียก่อน

เอื้อมดาวทอดสายตามองชายหนุ่ม เขาหยุดกระโดดโลดเต้น ถอดเสื้อฮาวายแขวนไว้กับเสาคอก เหลือเพียงเสื้อกล้ามขาวตัดกับผิวสีเข้มจากการตากแดดเป็นประจำ เปลี่ยนมาสวมรองเท้ายาง ช่วยเด็กเลี้ยงควายลำเลียงหญ้าที่เพิ่งตัดมาใหม่จากรถเข็น ดูเอาการเอางานต่างจากคนที่เพิ่งทำท่าบ้าบอราวกับเป็นคนละคน

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ดินแดนเข้ามาวนเวียนอยู่ในทุกช่วงสถานการณ์ของชีวิต จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็ตามเขาดั้นด้นตามหาน้องชายให้ อยู่เป็นเพื่อนในวันที่เธออกหัก แสร้งทำตัวเป็นแฟนกำมะลออวดคนทั้งโรงงานเพื่อกู้ศักดิ์ศรีอันน้อยนิดของเธอคืนมา แบ่งพื้นที่เช่าที่ตลาดน้ำให้เธอได้ขายลูกชิ้น เป็นธุระเรื่องคดีความไปจนกระทั่งช่วยไถ่ควายทั้งสองตัวคืนมาได้ในที่สุด

ในช่วงเวลายากลำบาก ก็มีเขาที่คอยปล่อยมุกตลก ฉุดให้เธอไม่ดำดิ่งลงไปในความทุกข์ และมีแรงกลับมาเดินหน้าต่อ

ชายหนุ่มเข็นรถเข็นเดินผ่าน พลางหันมายักคิ้วหลิ่วตาให้คนในเพิงหมาแหงน

จู่ๆ หัวใจเอื้อมดาวก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาดื้อๆ

 

 



Don`t copy text!