กระบือสื่อรัก บทที่ 18 : พ่อช้างอยู่ที่ไหน หัวใจลุงติ๊กอยู่ที่นั่น (1)

กระบือสื่อรัก บทที่ 18 : พ่อช้างอยู่ที่ไหน หัวใจลุงติ๊กอยู่ที่นั่น (1)

โดย : พรรณสิริ

Loading

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

 

หน้าห้องฉุกเฉินผู้ป่วยในของโรงพยาบาลพลุกพล่านไปด้วยญาติมารอเยี่ยมคนไข้ ชายหนุ่มในเสื้อฮาวายสีสดนั่งปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อเข็มนาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาเก้าโมงตรง พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ก็ส่งสัญญาณให้เข้าเยี่ยมได้

หลังกลับจากกรุงเทพฯ ดินแดนรีบติดต่อนวลปรางค์ เธอรู้แล้วว่าพ่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและอาการทรงตัว ชายหนุ่มจึงวางใจได้เปลาะหนึ่ง

พี่ออกเวรแล้วจะรีบไป ถ้าน้องไปถึงก่อนฝากดูพ่อด้วยนวลปรางค์ได้ฟังเรื่องราวของดินแดนจากปากบิดามาพอสมควร รู้ว่าเขามาช่วยดูแลควายที่เลี้ยงไว้ รวมถึงสอนพ่อให้เล่นไลน์

ชายหนุ่มผ่านประตูห้องพักคนไข้ฉุกเฉินเข้าไป มองหาเตียงคนไข้จนเจอ

ชายชรานอนหลับตา ลมหายใจค่อนข้างสม่ำเสมอ มีหน้ากากเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกไว้ และสายน้ำเกลือระโยงระยางที่ปลายแขน

“ถ้าคุณลุงตื่นแล้ว เรียกพยาบาลด้วย จะพาไปเอกซเรย์ปอดค่ะ”

ดินแดนพยักหน้ารับ

ผ่านไปพักใหญ่ ลุงติ๊กก็เริ่มขยับร่างกาย ลืมตาขึ้นมาส่งยิ้มระโหยโรยแรงให้คนที่นั่งเฝ้า

“เป็นยังไงบ้างลุง” ดินแดนกุมมือชายชรา ถามไถ่ด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย

“ข้าเหนื่อย หายใจไม่ค่อยออก” เจ้าตัวพยายามบีบมือชายหนุ่ม ทั้งที่ยังไม่ค่อยมีแรงนัก

“อย่าเพิ่งพูด นอนพักก่อน” ชายหนุ่มพยายามห้ามปราม เมื่อเห็นชายสูงวัยทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ

“ไม่ต้องมาเฝ้าข้า ไปดูพ่อช้างโน่นไป” ลุงติ๊กโบกมือไล่ชายหนุ่ม

นางพยาบาลแวะเวียนกลับมาดูคนไข้อีกรอบ คราวนี้มาพร้อมกับบุรุษพยาบาลและรถเข็นเตรียมลำเลียงคนไข้ไปห้องเอกซเรย์

หลังช่วยบุรุษพยาบาลยกชายชรานอนลงบนเตียงติดล้อ ดินแดนเดินตามออกมาด้วย

“ญาติคนไข้รออยู่ที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ”

ดินแดนซึ่งนั่งรออยู่หน้าห้องผุดลุกขึ้นเมื่อบุรุษพยาบาลคนเดิมเข็นคนไข้กลับมา เป็นจังหวะเดียวกับที่นวลปรางค์กระหืดกระหอบมาถึงพอดี

“พ่อเป็นยังไงบ้าง”

นวลปรางค์ในวัยสามสิบตอนปลาย รูปร่างค่อนไปทางผอม ใต้ตาคล้ำอย่างคนอดนอนเป็นกิจวัตร หลังจากออกเวรในตอนเช้า เจ้าตัวก็รีบบึ่งขับรถมาจากนนทบุรีทันที จึงยังอยู่ในชุดเครื่องแบบสีขาวดูกลมกลืนไปกับนางพยาบาลที่ปฏิบัติงานอยู่

“ดินแดนใช่ไหม ขอบใจนะที่มาช่วยดูพ่อให้”

ชายหนุ่มยกมือไหว้ ลุงติ๊กเคยอวดรูปลูกสาวให้ดู เพิ่งเคยเจอตัวจริงเป็นครั้งแรก

“ไม่เป็นไรครับ ผมไปมาหาสู่กับลุงเป็นประจำอยู่แล้ว พอรู้ข่าวเลยรีบมา เสร็จจากที่นี่ก็จะแวะไปที่ไร่ เช็กดูหน่อยว่าควายที่เลี้ยงไว้โอเคไหม เพราะแกไม่สบายหลายวันแล้ว”​

“พ่อหนอพ่อ บอกให้ขายควายขายไร่แล้วย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเมืองนนท์ก็ไม่ยอม” นวลปรางค์บ่นลอยๆ

ลุงติ๊กเคยพูดให้ฟังหลายครั้งว่าบุตรสาวคะยั้นคะยอให้ขายสมบัติเก่า แล้วนำเงินมาซื้อบ้านหลังใหญ่แถบชานเมืองอยู่ด้วยกัน นวลปรางค์มีลูกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เรียนโรงเรียนสาธิตมีชื่อ ส่วนสามีรับราชการสังกัดหน่วยงานในกรุงเทพฯ ไม่มีใครอยากย้ายออกจากเมืองมาอยู่จังหวัดห่างไกลความเจริญ

‘หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ไป ข้าจะตายอยู่ที่นี่แหละ’

หลังการเจ็บป่วยรอบนี้ ดินแดนคิดว่าชายชราอาจยอมเปลี่ยนความคิด ในเมืองแม้จะอึดอัดไม่เหมือนอยู่ในชนบท แต่ก็แลกกับการมีลูกหลานคอยดูแลใกล้ชิด

“เดี๋ยวผลเลือดและผลเอกซเรย์ออก พี่จะโทรคุยรายละเอียดกับหมออีกที บ่ายนี้น่าจะได้ห้องพิเศษ แต่พี่มาเฝ้าพ่อไม่ได้ ต้องกลับไปอยู่เวรที่โรงพยาบาลเหมือนกัน สงสัยต้องจ้างคนเฝ้า” นวลปรางค์พูดในทำนองปรึกษาหารือ แต่ก็แอบหวังว่าชายหนุ่มจะอาสาดูแลพ่อให้

“ไม่เป็นไร ผมแวะไปดูควายที่คอกเสร็จจะกลับมานอนเฝ้าลุงให้เอง”

“ขอบใจน้องมากเลยนะ ถ้าไม่ได้น้องพี่แย่เลย ต้องเข้าเวรที่โรงพยาบาลเหมือนกัน ลาฉุกละหุกไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น ลุงอยู่คนเดียวก่อนนะ ฉันไปดูพ่อช้างแล้วจะรีบกลับมา”

คนไข้บนเตียงพยักหน้า ก่อนหลับตาลงอีกครั้งอย่างอ่อนเพลีย

 

รถกระบะสี่ประตูขับเข้ามาจอดปากทางเข้าไร่ คนบนรถลงมาพร้อมตะกร้าผลไม้สดและปิ่นโตบรรจุอาหาร มุ่งหน้าสู่ตัวบ้านที่เห็นอยู่ลิบๆ

“สรุปว่าแกเป็นมะเร็งปอดจริงๆ เหรอ” รุ่งอรุณหันไปถามโอบบุญที่หอบหิ้วสัมภาระจนตัวเอียง

“เห็นดินว่าอย่างนั้น แต่เหมือนลูกสาวเขาไม่บอก กลัวลุงเสียกำลังใจ”

“ถ้าเป็นมะเร็งจริงๆ ปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ยังไง ลูกเต้าก็ควรจะมาดูแลหน่อยไหม” เอื้อมดาวสงสัย

“ลูกสาวที่เป็นนางพยาบาลดูแลอยู่ แต่เขาอยากให้พ่อย้ายไปอยู่ด้วยกันแถวนนท์ จะได้ดูแลใกล้ชิด แต่ลุงไม่ยอมไป” โอบบุญรับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากปากเพื่อนสนิทที่คอยเทียวไปเทียวมาดูแลผู้สูงวัยเสียยิ่งกว่าลูกแท้ๆ

หลังจากนอนโรงพยาบาลอยู่สี่คืนเต็ม นวลปรางค์เป็นคนรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดแต่ไม่มีเวลามาดูแลพ่อ ดินแดนจึงต้องทำหน้าที่แทน

“ช่วงนี้ไอ้ดินเลยวิ่งวุ่น ขับรถข้ามจังหวัดแทบจะวันเว้นวัน มาคอยดูแลทั้งคนทั้งควายด้วย”

“โอบว่างก็ติดรถมาเป็นเพื่อนดินด้วยสิ ลุงติ๊กมีบุญคุณ ช่วยออกเงินไถ่หอมทองให้ก่อน ไม่ได้เรียกร้องอะไรสักอย่าง”

เอื้อมดาวระลึกถึงบุญคุณของชายชราอยู่ตลอด กิจการร้านลูกชิ้นปั้นสดสองสาขาดำเนินไปได้ดีเกินคาดและกำลังจะเปิดสาขาที่สาม ตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอสามารถรวบรวมเงินนำมาคืนลุงติ๊กได้ในที่สุด

“ฉันรู้ แกไม่ได้อยากเลี้ยงควายเพิ่ม แค่สงสารฉันตามประสาคนรักควายเหมือนกัน”

พูดไม่ทันขาดคำ เพื่อนสนิทของโอบบุญก็โผล่หน้ามอมแมมออกมาจากคอก ดินแดนกำลังสาละวนอยู่กับการเป็นลูกมือสัตวแพทย์ดำเนินกิจกรรมบางอย่างกับพ่อช้าง

“ขึ้นไปบนเรือนก่อน เสร็จแล้วเดี๋ยวตามไป” เจ้าตัวตะโกนโหวกเหวก

“ทำอะไร ทำไมถึงไปรุมกันอยู่ที่ก้นควายแบบนั้น” เอื้อมดาวมองภาพตรงหน้าอย่างงงๆ

“รีดน้ำเชื้อ เตรียมเอาไปผสมเทียม” โอบบุญไขข้อข้องใจให้พี่สาว

“ได้ด้วยเหรอ แล้วทำไมไม่ผสมจริง” รุ่งอรุณชะโงกหน้าเข้ามาดู ทำท่าขนลุกขนพอง

“ผสมเทียมสะดวกดี ประหยัดกว่าด้วย ไม่ต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์คุมฝูง เดี๋ยวนี้คนเลี้ยงควายหันมาใช้วิธีผสมเทียมกันเยอะ”

โอบบุญคลุกคลีอยู่ที่โชคเจริญสุขฟาร์มนานพอที่จะเห็นเทคนิคการเลี้ยงสมัยใหม่ แม้จะมีพ่อพันธุ์อยู่หลายตัวแต่ทางฟาร์มก็ซื้อน้ำเชื้อของควายระดับถ้วยรางวัลพระราชทานมาผสมกับควายตัวเมียเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เอื้อมดาวหยุดยืนดู “พี่รุ่งกับโอบขึ้นไปก่อน เดี๋ยวฉันเอากับข้าวใส่ตู้เสร็จแล้วตามขึ้นไป”

โอบบุญส่งปิ่นโตให้พี่สาว ลังเลอยากจะอยู่ช่วย แต่ถูกรุ่งอรุณดันหลังให้ขึ้นบันไดเรือน เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกันตามลำพัง

เอื้อมดาวแยกปิ่นโตออกถ่ายใส่ภาชนะที่หยิบออกมาจากตู้กับข้าว ก่อนกลับออกมายืนสังเกตการทำงานของสัตวแพทย์อยู่ห่างๆ

ตั้งแต่ลุงติ๊กป่วย ดินแดนก็หายหน้าไป เธอจึงได้แต่คอยเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวของเขาจากน้องชาย

การเก็บน้ำเชื้อพ่อช้างเสร็จเรียบร้อย ดินแดนล้างไม้ล้างมือ ทิ้งสัตว์แพทย์ไว้กับเด็กเลี้ยงควายที่ถูกจ้างมาช่วยดูแลพ่อช้างในขณะที่ลุงติ๊กพักฟื้น ดูท่าทางแล้วยังต้องจ้างต่ออีกนาน เนื่องจากการรักษาโรคมะเร็งปอดเพิ่งจะเริ่มต้น

วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวดูมอมแมม เขาน่าจะถอดเสื้อฮาวายไว้ตรงไหนสักแห่งแต่ก็ไม่ได้สนใจมองหา

“ไม่ได้เจอตั้งนาน คิดถึงจัง ไปยังไงมายังไงเนี่ย” ชายหนุ่มหยอดทีเล่นทีจริง

“คิดถึงโอบเหรอ โน่นขึ้นไปบ้านแล้ว” เอื้อมดาวตีหน้าตาย แสร้งทำเป็นเฉไฉ ก่อนที่จะกลับมาพูดจาเป็นงานเป็นการอีกครั้ง “แวะมาเยี่ยมลุงติ๊ก เอาเงินค่าตัวหอมทองมาคืนด้วย”

“ลูกชิ้นท่าทางขายดี สามสาขาแล้วใช่ไหม อีกหน่อยเรียกเจ๊ไม่ได้ ต้องเรียกคุณนาย” ดินแดนเย้า ดีใจที่เห็นหน้าตาหญิงสาวดูสดใสขึ้น

“นายผอมลง กินข้าวบ้างหรือเปล่า” เอื้อมดาวพินิจคนในเสื้อกล้ามหัวจรดเท้า ลำตัวล่ำสันเหมือนจะบางลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าวไม่ค่อยได้กิน กินแต่ยอดข้าว” เจ้าตัวหัวเราะพลางเสยผมยุ่งเหยิงประบ่าแก้เก้อ

หญิงสาวตีสีหน้าเอือมระอาใส่

“น้องสาวเจ๊เป็นไงบ้างล่ะ กลับมาเยี่ยมบ้านบ้างไหม หลังจากวันมอบตัว”

หญิงสาวส่ายศีรษะ “แม่บ่นเป็นหมีกินผึ้ง จะให้ฉันเข้ากรุงเทพไปรับกลับบ้านช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้ไปเสียที มัวแต่ยุ่งๆ เรื่องร้านลูกชิ้นกัน”

ร้านลูกชิ้นปั้นสดน้ำจิ้มแซ่บสูตรแม่สอางค์กำลังจะเปิดอีกหนึ่งสาขาที่ตลาดโต้รุ่งแถวศาลากลางจังหวัดไหนจะต้องจ้างคนงานเพิ่ม อบรมและฝึกปรือฝีมือปั้นลูกชิ้นให้พนักงานขายที่รับเข้ามาใหม่ ทำเอาเธอและรุ่งอรุณแทบไม่มีวันหยุด

“อาการลุงติ๊กอยู่ขั้นไหน ยังพอมีทางรักษาหายได้ใช่ไหม”

“พี่นวลบอกว่าขั้นสาม ผ่าตัดไม่ได้ คงต้องให้คีโมอย่างเดียว ให้ลุงไปแอดมิตที่โรงพยาบาลที่ทำงานอยู่จะได้ไม่ต้องรอคิวนาน”

ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งยาว ถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเหนื่อยใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ทำใจดีๆ ไว้ ลูกลุงเป็นนางพยาบาล น่าจะดูแลพ่อเต็มที่แหละ”

“ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ดินแดนเอนตัวเข้าหาคนนั่งข้างๆ ประสานฝ่ามือหนุนศีรษะพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้า “ลุงแกเกริ่นกับฉันว่าอาจจะต้องขายไร่ เอาเงินมาเป็นค่ารักษาตัว ไม่อยากรบกวนลูกๆ”

“แล้วพ่อช้างล่ะ ลุงแกรักหนักหนา จะตัดใจขายได้เหรอ”

“ถ้าไม่มีพ่อช้าง ฉันว่าแกจะตรอมใจตายก่อนละไม่ว่า” ชายหนุ่มขยี้ศีรษะอย่างรู้สึกไม่ได้ดังใจ “ถ้าแกจำเป็นต้องขายจริงๆ ฉันก็อยากซื้อไว้ แต่ไม่รู้จะสู้ราคาไหวหรือเปล่า ควายระดับพ่อช้างเขาตั้งราคาขายกันอยู่ที่หลักล้านขึ้นทั้งนั้น” พูดจบ เจ้าตัวก็ถอนหายใจอีกรอบ

“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ลุงติ๊กเอ็นดูนายเหมือนลูกหลาน ถ้านายอยากได้ แกอาจจะขายให้ในราคากันเองก็ได้”

“รู้ทั้งรู้ว่าแกต้องขายเพื่อเอาเงินมาใช้รักษาตัว ใครจะไปกล้าขอซื้อในราคากันเอง”

“มันก็จริงอย่างที่นายพูด”

เอื้อมดาวรู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก ทุกครั้งที่ตนเองมีปัญหา ก็ได้ชายหนุ่มคอยช่วยเหลือ แต่พอถึงเวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือขึ้นมาบ้าง เธอกลับทำอะไรไม่ได้เลย

“คืนนี้โอบจะมานอนค้างเป็นเพื่อน แม่ทำกับข้าวมาให้หลายอย่าง มีน้ำพริกปลาทูของโปรดของนายด้วย ฉันกับพี่รุ่งอยู่กินข้าวเสร็จแล้วก็จะกลับ”

ดินแดนผุดลุกขึ้นทำตาปรอยใส่คนนั่งข้างๆ อย่างเจ้าเล่ห์ “ไหนๆ ก็มาแล้ว ทำไมไม่ค้าง ผู้หญิงสองคนขับรถกลางค่ำกลางคืนอันตรายจะตาย ค้างเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ”

“แต่…” เอื้อมดาวยังคงอิดออด ดวงหน้าแต้มสีเรื่อขึ้นเมื่อเห็นสายตาเว้าวอนที่เปิดเผยความรู้สึกมากเป็นพิเศษอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ฉันไม่เคยขออะไรเจ๊ แต่วันนี้ขอเถอะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ”​

“ก็ได้ๆ เพิ่งจะรู้ นายเอาแต่ใจตัวเองใช่ย่อย สมเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนผู้ใหญ่เดชจริงๆ” หญิงสาวค้อนขวับเข้าให้

“ฉันเอาแต่ใจตัวเองกับคนที่สนิทเท่านั้นแหละ” เจ้าตัวพูดยิ้มๆ

ดินแดนรู้สึกดีที่หญิงสาวอยู่ตรงนี้ ยิ่งเธอแสดงออกว่าเป็นห่วงเป็นใย หัวใจเขาก็ยิ่งชุ่มชื่นเหมือนต้นไม้ที่ได้น้ำ หลังจากห่อเหี่ยวมาหลายสัปดาห์

โรคภัยไข้เจ็บของชายชรามาเตือนให้รู้ว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่วาดฝันไว้ อาจมลายหายไปในชั่วพริบตา

 



Don`t copy text!