กระบือสื่อรัก บทที่ 19 : ข้าฝากพ่อช้างไว้กับเอ็งนะ

กระบือสื่อรัก บทที่ 19 : ข้าฝากพ่อช้างไว้กับเอ็งนะ

โดย : พรรณสิริ

Loading

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

 

วันนี้คอกผู้ใหญ่เดชคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อผู้ใหญ่เดชเกณฑ์คนมาช่วยต่อเติมเพิงหมาแหงนให้มั่นคงถาวรขึ้นกว่าเดิม รวมถึงปรับปรุงห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้อาคันตุกะที่มาอาศัยอยู่ด้วย ได้รับความสะดวกสบายเต็มที่

“รอเอ็งไม่ทันใจ ชวนเขามาอยู่ด้วยก็ต้องทำให้ดี อย่าให้ข้าเสียหน้า”

ดินแดนอยากจะก้มกราบงามๆ แทบเท้าบุพการีที่คอยสนับสนุนทั้งกำลังใจและกำลังทรัพย์จนคอกควายของเขาเป็นรูปเป็นร่าง มุ่งหน้าสู่การเป็นฟาร์มเลี้ยงควายสวยงามมืออาชีพในอนาคต

ลุงติ๊กออกจากโรงพยาบาลได้ร่วมสองเดือนแล้ว แม้บุตรสาวจะตื๊อให้ไปอยู่ด้วยกันที่นนทบุรี แต่เจ้าตัวกลับขนข้าวของมาปักหลักอยู่เพิงหมาแหงนที่ไม่ค่อยสะดวกสบายนัก แต่อย่างน้อยก็ยังได้เห็นควายสุดที่รักทุกวัน

“ลักษณะดีจริงๆ ทำไมพี่ไม่ลองส่งเข้าประกวด ผมว่ามีลุ้น” เมื่อได้เห็นควายตัวใหญ่เต็มตา ผู้ใหญ่เดชก็เห็นไม่ต่างจากบุตรชาย

“ไม่ดีกว่าครับ ควายผมมันไม่มีเถือกเถาเหล่ากอ ส่งเข้าประกวดก็มีแต่จะถูกคนครหา”

ควายที่ส่งเข้าสู่สนามประกวดส่วนใหญ่ ไม่ได้โตมาตามมีตามเกิดแบบช้างเผือก แต่เกิดจากการคัดสรรปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ในสนามประกวดจึงมีการอวดศักดาด้วยการประกาศชื่อพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ เผลอๆ ไล่กลับไปถึงรุ่นปู่ย่าตายาย หากส่งพ่อช้างเข้าประกวด จะกลายเป็นกาในฝูงหงส์ ถูกคนเลี้ยงด้วยกันดูแคลนเอาได้

“โอ๊ย อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา ไอ้พวกรุ่นใหม่ๆ ผมว่าบางทีมันก็ดัดจริตเกินเหตุ พูดเวอร์ๆ เอาไว้ปั่นราคาควาย ถ้าพี่ส่งพ่อช้างเข้าประกวด ต่อให้กลับบ้านมือเปล่า แต่แค่ได้เห็นคนดูอ้าปากตาค้าง ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว ถ้วยรางวัลไม่ต้องไปสนใจหรอก” ผู้ใหญ่เดชยุ

เอาเข้าจริงๆ ชายสูงวัยก็เริ่มใจอ่อน หลังจากที่ได้ลองพาพ่อช้างไปอวดโฉมที่ตลาดน้ำแล้วมีคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มั่นใจว่าควายที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามมีตามเกิด จะสู้ควายที่ถูกปลุกปั้นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกเพื่อลงสนามประกวดได้

“พ่อช้างเหมือนเพชรในตม ถ้าได้คนเลี้ยงดีๆ ก็น่าจะไปได้ไกลกว่านี้” ลุงติ๊กรำพึง หรี่ตามองชายหนุ่มที่กำลังดูแลความเรียบร้อยของการต่อเติมห้องน้ำในขั้นตอนสุดท้าย

“ไอ้ลูกชายผม ตอนมาขอเลี้ยงควายก็นึกว่าแค่เห่อตามกระแส ไม่นึกว่ามันเอาจริงจนผมกับเมียประหลาดใจ ตอนเรียนหนังสือไม่เห็นจริงจังแบบนี้” ผู้ใหญ่เดชเปรย น้ำเสียงแฝงความภูมิใจเล็กๆ เอาไว้

“ผู้ใหญ่โชคดีนะ ลูกผมไม่มีใครอยากอยู่กับไร่กับนา หนีเข้าเมืองกันหมด”

“ลูกเราเลี้ยงเขาได้แต่ตัว พอโตไปก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ถ้าผมตาย ไอ้ดินเกิดเปลี่ยนใจไม่อยากทำคอกควายเอานาไปขาย ผมก็ไม่รับรู้ด้วยแล้ว” เจ้าตัวหัวเราะชอบใจ

สนทนากันอีกสักพักใหญ่จนงานเสร็จเรียบร้อย ผู้ใหญ่เดชก็กลับออกไปพร้อมคนงาน

ส่งพ่อเสร็จ ดินแดนกลับมาดูแลงานในคอกต่อ เขากำลังสอนลูกน้องผสมอาหารข้นเตรียมไว้เป็นอาหารเสริมให้ควาย

ชายชราซึ่งซูบผอมลงจากผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัดนั่งมองภาพเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิด

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พ่อช้างก็ดูสมบูรณ์บึกบึนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขนดำมันขลับเป็นเงางาม สะโพกหนาตึงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเพราะได้รับอาหารเสริมและวิตามินซึ่งไม่เคยกินมาก่อน

เพชรเม็ดงามจะยิ่งเปล่งประกาย เมื่ออยู่ในมือคนที่รู้ว่าควรจะเจียระไนมันอย่างไร

ผ่านสารพัดทุกข์สุขมาใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แม้กระทั่งลูกหลานก็หมดห่วง เหลือเพียงควายตัวนี้เท่านั้น ก่อนตายชายชราอยากแน่ใจว่าพ่อช้างจะอยู่ภายใต้การดูแลของคนที่รักจริง

 

หุ้นส่วนร้านลูกชิ้นปั้นสดน้ำจิ้มแซ่บสูตรแม่สอางค์มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ไม่มีใครสนใจเฝ้าร้าน เพราะมีกิจกรรมที่สำคัญกว่านั้นให้ลุ้นที่ลานประกวดกระบือสวยงามชิงถ้วยพระราชทาน

“ไม่นึกไม่ฝันว่าลุงติ๊กจะยอมส่งพ่อช้างเข้าประกวด ดินทำอีท่าไหน แกถึงยอมเปลี่ยนใจ” รุ่งอรุณแม้ไม่อินกับควาย แต่ตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อรู้ยอดเงินรางวัลที่เจ้าของควายจะได้รับ

“ลุงติ๊กน่าจะเห็นความตั้งใจของดิน อีกอย่างคงอยากเตรียมวางแผนอนาคตไว้ให้พ่อช้างด้วย”

เอื้อมดาวเศร้าใจอยู่ลึกๆ หลังจากคุยกันเมื่อสองวันก่อน ดินแดนก็แย้มๆ ให้ฟังว่าอาการชายชราไม่สู้ดีนัก ซูบผอมลง กินข้าวได้น้อยและหายใจหอบกว่าเดิม

หญิงสาวไม่กล้าถามต่อ เมื่อต้องข้องเกี่ยวกับความสูญเสีย ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับความจริง อาการที่กำเริบขึ้นใหม่อีกครั้ง อาจเป็นสัญญาณว่าวาระสุดท้ายของลุงติ๊กใกล้มาถึงแล้วก็เป็นได้

“โน่นๆ ออกมายืนรอแล้ว” รุ่งอรุณชี้มือไปยังมุมด้านล่างสุดของสนามประกวด

ดินแดนและโอบบุญจูงพ่อช้างเข้าคิวรอ เตรียมปรากฏโฉมต่อหน้ากรรมการและผู้ชมที่รายล้อมอยู่คับคั่ง

เสียงพิธีกรตะโกนผ่านไมโครโฟนสร้างความคึกคักให้กับสนามประกวด

“สะท้านฟ้า สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร อายุสามปีสี่เดือน หนักหนึ่งพันห้าร้อยแปดสิบกิโลกรัม จูงโดยบักเบิร์ด นายฮ้อยขอนแก่น ส่งประกวดโดยมิตรภาพฟาร์ม สะท้านฟ้าสืบสายเลือดมาจากพ่อ xxx และแม่ yyy ค่าตัวหนึ่งล้านบาทถ้วน เจ้าของไม่ขาย แต่ยินดีเป็นพ่อพันธุ์ให้แก่เกษตรกรผู้สนใจในราคาสบายกระเป๋า ผสมจริงสามหมื่น ผสมเทียมหมื่นห้า รับประกันติดลูกแน่นอนคร้าบบบบบ”

รุ่งอรุณหัวเราะกิ๊ก “เอื้อมไม่ขำเหรอ เวทีประกวดนางงามประกาศแค่ชื่อกับสัดส่วน แต่เวทีประกวดควายเล่นประกาศกันยันบรรพบุรุษเลยอะ”

เอื้อมดาวกลั้นหัวเราะ “บ้า พี่จะเอาเวทีประกวดควายไปเปรียบเทียบกับเวทีประกวดนางงามไม่ได้นะ”

“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงหรือเปล่า แต่ต้องยอมรับว่าเวทีประกวดควายฮาร์ดเซลล์กว่าเยอะ”

“แหม…โอกาสไหนจะเหมาะไปกว่านี้อีก ดูคนสิ แทบจะขี่คอกันอยู่แล้ว รู้อย่างนี้ให้ร้านเราเป็นสปอนเซอร์ส่งพ่อช้างเข้าประกวดน่าจะดี คนมาเที่ยวงานจะได้แวะซื้อกินกัน” เอื้อมดาวหายใจเข้าออกเป็นกิจการลูกชิ้นปั้นสดของตัวเอง

“เนอะ น่าเสียดายคิดไม่ทัน” รุ่งอรุณพยักพเยิด

เวลาที่รอคอยมาถึง พ่อช้างถูกจูงออกจากคอกกั้น

คนดูปรบมือกราว ส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น เมื่อควายตัวสูงท่วมหัว ลำตัวทั้งหนาและลึก ขนสีดำมันปลาบปลายขาทั้งสี่แต้มสีขาวราวกับสวมถุงเท้า ปรากฏโฉมต่อหน้าฝูงชน

“ควายใหม่แกะกล่อง ไม่เคยลงสนามประกวดที่ไหนมาก่อน ชื่อสั้นๆ เท่ๆ ว่าช้าง อายุห้าปี สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร หนักหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบกิโลกรัม พ่อแม่ไปเกิดใหม่แล้วไม่ต้องสืบหาบรรพบุรุษให้ยุ่งยาก จูงโดยหนุ่มฮาวายจากคอกผู้ใหญ่เดช อยุธยา ส่งประกวดโดยไร่ลุงติ๊ก สปอนเซอร์หลักร้านลูกชิ้นปั้นสดน้ำจิ้มแซ่บสูตรแม่สอางค์ ร้านตั้งอยู่โซนกลางของตลาดน้ำ ดูประกวดควายจบก็อย่าลืมไปอุดหนุนกัน คอกนี้ไม่ชอบให้ควายหักโหม ขายน้ำเชื้อเท่านั้นไม่รับผสมจริง ใครอยากได้ลูกควายตัวเท่าช้าง ติดต่อซื้อน้ำเชื้อจากคอกผู้ใหญ่เดชโลดดดดดด”

พิธีกรแกล้งทำเป็นหอบหลังประกาศจบ เรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือกราวจากคนดูอีกรอบ

สองสาวกรี๊ดส่งเสียงเชียร์ดังลั่น เมื่อได้ยินชื่อร้านลูกชิ้นของตัวเองประกาศออกไมโครโฟนได้ยินไปทั่วทั้งสนามประกวด

ดินแดนจูงพ่อช้างเดินเป็นวงกลมให้ชมอย่างทั่วถึง แรกๆ ควายตัวใหญ่ดูเหมือนจะตื่นคน แต่เมื่อได้รับการปลุกปลอบจากคนจูง ก็เชิดหน้าขึ้น เยื้องย่างอย่างสง่าผ่าเผยราวกับราชาตัวจริงของสนาม

“ถ้าไม่ได้รางวัลติดไม้ติดมือเลยก็ประหลาดแล้ว ตัวใหญ่กว่าใครเขาเพื่อน” รุ่งอรุณเปรย

“กรรมการเขาไม่ได้ดูแค่ว่าตัวใหญ่หรือเปล่า เขาดูเทือกเถาเหล่ากอ ลักษณะดีครบถ้วนไหม สัดส่วนสมดุลแค่ไหน เห็นดินแดนว่าอย่างนั้น”

“เฮ้อ แค่รู้ว่าเป็นควายไทยก็พอ แหม เพิ่งรู้ว่าไอ้การแบ่งชนชั้นวรรณะมันลามไปถึงควายด้วย”

เอื้อมดาวลุ้นเอาใจช่วย หากพ่อช้างได้ถ้วยรางวัลกลับไป ก็จะเป็นกำลังใจช่วยต่อชีวิตลุงติ๊กให้ยืนยาวกว่าเดิมอีกหน่อยก็ยังดี

 

ลานจอดรถโรงพยาบาลช่วงหัวค่ำรถราค่อนข้างบ้างตา รถกระบะขับเข้ามาจอดพรืด สองหนุ่มตะลีตะลานลงจากรถ รุดไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลประจำจังหวัด

ผลการประกวดทำเอาผิดหวังไปตามๆ กัน พ่อช้างตกรอบด้วยเหตุผลว่าสืบสายบรรพบุรุษไม่ได้ ถ้ากรรมการตัดสินให้รางวัลไป ฟาร์มอื่นที่ร่วมส่งควายเข้าประกวดอาจประท้วงเอาได้

แม้ตกรอบ แต่คนดูก็ยังมามะรุมมะตุ้มขอถ่ายรูปกับพ่อช้างแทบไม่ต่างจากควายที่ได้รางวัลที่หนึ่ง กว่าจะพักรอให้หายเหนื่อยและพากลับขึ้นรถหกล้อได้ ดวงอาทิตย์ก็อ่อนแสงลงใกล้ลับขอบฟ้า

หลังส่งพ่อช้างขึ้นรถเรียบร้อย ดินแดนกดโทรศัพท์ดูเห็นสายไม่ได้รับร่วมสิบสาย รวมถึงข้อความทั้งจากบิดาและเอื้อมดาว จึงรีบบึ่งรถจากตลาดน้ำมาทันที

หน้าห้องฉุกเฉิน ผู้ใหญ่เดชเดินวนเวียนไปมา ส่วนเอื้อมดาวนั่งจับมือกับรุ่งอรุณ เมื่อเห็นสองหนุ่มกระหืดกระหอบเข้ามาก็ผุดลุกขึ้น

ลุงติ๊กหายใจไม่ออก พ่อเลยตัดสินใจพามาส่งโรงพยาบาล

ผู้ใหญ่เดชแวะเข้าไปส่งอาหารเย็นให้ที่คอก เห็นอาการลุงติ๊กดูไม่ค่อยดี จึงรีบบึ่งรถพามาโรงพยาบาลประจำจังหวัด

“หมอบอกว่าอาการแกไม่ค่อยดีแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่เพียงฉีดยาระงับปวดให้ ต้องดูกันเป็นรายชั่วโมง แต่อีกสิบนาทีห้องฉุกเฉินจะหมดเวลาเยี่ยม นายกับโอบรีบเข้าไปเถอะ แล้วก็รีบโทรบอกลูกสาวแกด้วย”

เอื้อมดาวเองมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่านี้ อยากให้ชายหนุ่มฟังจากปากหมอด้วยตนเองน่าจะชัดเจนกว่า

“อืม…ตอนขับรถมา ฉันโทรแล้วแต่ไม่ติด สงสัยน่าจะเข้าเวรห้องผ่าตัดอยู่”

ชายชรานอนอยู่บนเตียงคนไข้แบบเคลื่อนที่ได้ มีสายน้ำเกลือระโยงระยางรวมถึงใส่เครื่องช่วยหายใจ เมื่อเห็นชายหนุ่ม สีหน้าก็แช่มชื่นขึ้นราวกับความเจ็บปวดมลายหายเป็นปลิดทิ้ง

“ขอโทษด้วยนะลุง ฉันพยายามแล้ว แต่เอาถ้วยรางวัลมาให้ลุงไม่ได้” ดินแดนพูดเสียงเครือ กุมมือเหี่ยวย่นของคนบนเตียงเอาไว้

“ไม่เป็นไร…เอ็ง…ทำดี…ที่สุดแล้ว” ลุงติ๊กพยายามอ้าปากพูด กว่าจะออกมาได้แต่ละคำรวมกันเป็นประโยคช่างแสนยากลำบาก

“พอลุงดีขึ้นแล้ว เราพาพ่อช้างเดินสายประกวดด้วยกันนะ ไปยืนเต๊ะท่าให้คนมาถ่ายรูปด้วยยังไงล่ะ”

ชายหนุ่มพยายามให้กำลังใจ แม้รู้ดีว่าโอกาสที่ลุงติ๊กจะได้ออกจากโรงพยาบาลดูเลือนรางเต็มที

โอบบุญซึ่งยืนเยื้องออกมาไม่เข้มแข็งเท่าเพื่อน หันหน้าเข้าหาฝาผนัง ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่คลออยู่ออก

“เออ…ข้าก็อยาก…จะไปกับเอ็งแต่…แต่…ไม่รู้จะมีโอกาสไหม”

ชายหนุ่มไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป ซบหน้าลงกับฝ่ามือยับย่น สะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาใคร

“อย่า…ร้อง…ไห้”

เมื่อวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาถึง แม้แต่อากาศซึ่งอยู่รอบตัว ชายชราก็แทบไม่อาจสูดเข้าไปได้

“ฝาก…ฝาก…พ่อช้างด้วยนะ” ลุงติ๊กรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย สั่งเสียชายหนุ่มที่รักและเอ็นดูไม่ต่างจากลูกในไส้

โอบบุญซึ่งชิงร้องไห้ไปก่อนแล้วสาวเท้าเข้ามายืนข้างเตียง กอดไหล่เพื่อนสนิทเอาไว้ “ลุงไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันจะช่วยดินดูแลพ่อช้างด้วยอีกแรง”

“หมดเวลาเยี่ยมแล้ว รบกวนญาติคนไข้ออกจากห้องด้วยค่ะ”

พยาบาลประจำวอร์ดฉุกเฉินเดินแจ้งญาติที่เฝ้าผู้ป่วยไปทีละเตียงจนมาถึงเตียงของชายชรา “เคสคุณลุงเชิญญาติรอด้านนอก เดี๋ยวคุณหมอจะออกไปชี้แจงรายละเอียดอีกรอบค่ะ”

“ลุงพักผ่อนให้สบายเถอะ ฉันจะรออยู่ข้างนอก ไม่ไปไหนทั้งนั้น” ดินแดนกำมือชายชราแน่น

ชายชราบีบมือกลับเป็นสัญญาณว่ารับรู้ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไปเพราะได้ฝากฝังพ่อช้างไว้กับคนที่ไว้ใจมากที่สุดเรียบร้อยแล้ว

สองหนุ่มล่ำลาคนบนเตียงด้วยความอาลัย ใจหายอย่างบอกไม่ถูก แต่จำเป็นต้องทำตามกฎของโรงพยาบาล

ประตูหน้าวอร์ดฉุกเฉินตั้งป้ายกั้นห้ามเยี่ยม คนที่รออยู่ด้านนอกล้อมวงเข้ามาทันทีเมื่อสองหนุ่มปรากฏตัว

“โรงพยาบาลนี่มันยังไง หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ทำไมถึงไม่ยอมให้ญาติเฝ้า” ผู้ใหญ่เดชโวยวาย

เอื้อมดาวเห็นน้องชายปลีกตัวออกไปยืนพิงเสาร้องไห้เงียบๆ จึงเดินเข้าไปหา รู้ดีว่าโอบบุญกำลังสะเทือนใจเพราะสถานการณ์ในตอนนี้แทบจะไม่แตกต่างจากตอนที่บิดาใกล้จะเสียชีวิต

“อดทนแล้วผ่านมันไปด้วยกันนะ ลุงติ๊กยังมีสติอยู่ อาจจะไม่ปุบปับแบบพ่อ แต่ยิ่งนานคนรอก็ยิ่งทรมานใจ” หญิงสาวเอื้อมมือออกไปลูบหลังไหล่ปลอบใจน้องชาย

โอบบุญหันมาสบตาพี่สาว นัยน์ตามีน้ำคลอเบ้า

เอื้อมดาวเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มน้องชาย ในขณะที่ตัวเองก็พยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปในช่องอก

เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ทรมานจิตใจคนรอหน้าห้องฉุกเฉิน ดินแดนนั่งไม่ติดเดินวนเวียนไปมาราวกับเสือติดจั่น คอยชะโงกหน้าผ่านกระจกหน้าต่างเข้าไปดูด้านใน แต่ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ

ในที่สุดนวลปรางค์ก็กระหืดกระหอบมาถึงด้วยสีหน้าซีดเผือด “พี่ออกจากห้องผ่าตัด เห็นข้อความในโทรศัพท์ก็รีบมาเลย พ่อเป็นยังไงบ้าง”

ดินแดนส่ายหัว “ตอนนี้เข้าเยี่ยมไม่ได้ รอฟังคุณหมออย่างเดียวเลยครับ”

บุตรสาวชายสูงวัยมือไม้อ่อน เข่าแทบทรุด เอื้อมดาวต้องเข้ามาช่วยประคองให้นั่งลง ในขณะที่รุ่งอรุณควานหายาดมจากกระเป๋าสะพายยื่นส่งให้ “ทำใจดีๆ ก่อนนะคะ”

ผ่านเที่ยงคืนล่วงเข้าสู่วันใหม่ คนรอแยกย้ายกันไปนั่งคนละมุม ต่างตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง ดินแดนให้บิดากลับไปรอฟังข่าวที่บ้านเพราะไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก แพทย์เวรประจำห้องฉุกเฉินก้าวออกมาหากลุ่มคนที่รอฟังข่าวอยู่

“ญาติคุณลุงเชิญด้านในเลยค่ะ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนไข้เตียงอื่นๆ นะคะ”

หมู่คณะซึ่งประกอบด้วยนวลปรางค์ ดินแดน โอบบุญ เอื้อมดาว และรุ่งอรุณ เดินเรียงแถวตามแพทย์เวรเข้าไปเงียบๆ

ร่างผอมบางบนเตียงหลับใหลไม่ได้สติ ดูผ่อนคลายและสงบนิ่ง

“หมอฉีดยาแก้ปวดกับยานอนหลับให้ คุณลุงจะไม่เจ็บปวดนะคะ แต่ความดันเริ่มตก หัวใจเต้นอ่อนแรง ในกรณีที่หัวใจคุณลุงหยุดเต้น ญาติจะให้ปั๊มไหมคะ”

“ไม่ดีกว่าคุณหมอ ฉันไม่อยากทรมานพ่อ”

พอได้เห็นสภาพบิดาชัดๆ นวลปรางค์ซึ่งเป็นพยาบาลรู้ดีว่าเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ก็แค่ช่วยยื้อเวลาออกไปได้ช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายอวัยวะต่างๆ ก็จะล้มเหลวลง คนป่วยก็จะเสียชีวิตในที่สุด

“ถ้าอย่างนั้นญาติก็ใช้เวลานี้บอกลาคุณลุงไว้เลยนะคะ”

นวลปรางค์กราบลงบนอกพ่อ “พ่อยกโทษให้ฉันด้วยที่มาดูใจไม่ทัน ฮือๆๆๆ”

นับตั้งแต่วันที่แพทย์วินิจฉัยว่าบิดาเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม ไม่สามารถผ่าตัดได้เพราะเซลล์มะเร็งลุกลามไปค่อนข้างมาก เธอทำใจไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็ยังปล่อยโฮออกมาเหมือนเด็กๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของบุพการี

ดินแดนคุกเข่าที่ปลายเตียง กราบลงที่เท้าชายชราซึ่งรักและนับถือดั่งพ่อคนที่สอง

โอบบุญยืนนิ่ง ยังคงช็อกกับท่าทีของหมอที่พูดถึงการจากลาได้อย่างง่ายดาย

รุ่งอรุณและเอื้อมดาวมองหน้ากัน ตาแดงก่ำ

กราฟในจอข้างเตียงค่อยๆ กลายเป็นเส้นตรง

ลุงติ๊กจากโลกนี้ไปแล้ว แม้จะฝากฝังควายที่รักดั่งดวงใจไว้กับชายหนุ่มที่ไว้วางใจที่สุด แต่กลับไม่มีโอกาสสั่งเสียบุตรสาวเกี่ยวกับความตั้งใจนี้

งานศพชายชราจัดขึ้นที่วัดปากทางเข้าหมู่บ้าน แม้เป็นงานเรียบง่าย แต่มีชาวบ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันมาร่วมงานแน่นศาลาวัดทุกคืน

“เฮ้อ เห็นกันอยู่หลัดๆ มาชิงตัดหน้าตายไปก่อนได้ยังไง” ป้าร้านขายน้ำใต้ต้นโพธิ์รำพึงรำพันถึงลูกค้าเก่าแก่ที่หน้าโลงศพ

สามีและลูกทั้งสองคนของนวลปรางค์มาช่วยต้อนรับแขก พ่อแม่ลูกทั้งสี่คนค้างคืนที่บ้านซึ่งลุงติ๊กเก็บไว้ไม่ยอมขายไปพร้อมไร่

คนคุ้นเคยจากอยุธยามาร่วมงานพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นกัน ดินแดนประจำอยู่ทุกคืนคอยเป็นลูกมือ งานศพจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นจนถึงคืนสุดท้าย

โชคเจริญสุขฟาร์มส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจโดยมีขวัญชัยมาเป็นตัวแทนร่วมงานในคืนสุดท้าย นวลปรางค์จึงถือโอกาสคุยกับเขาเรื่องควายที่พ่อทิ้งไว้ แต่อีกฝ่ายยังคงแบ่งรับแบ่งสู้

“ไว้งานศพเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยคุยกันดีไหม ผมได้ข่าวมาว่าลุงติ๊กยกพ่อช้างให้ดินแดน ไม่อย่างนั้นจะเอาไปจูงประกวดได้ยังไง”

“ไม่นะ ก่อนตายพ่อไม่ได้พูดสักคำว่าจะยกควายให้ใคร ถ้าไม่ได้ทิ้งพินัยกรรมเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ควายก็ต้องตกเป็นของทายาทคือฉันกับพี่ชาติ” นวลปรางค์ยังคงยืนกรานเสียงแข็ง

ขวัญชัยแบ่งรับแบ่งสู้ โดยแจ้งว่าจะขอไปปรึกษาหารือกับเสี่ยอั๋นเจ้าของฟาร์มดูก่อน

เมื่อแขกทยอยกลับกันหมด สามีของนวลปรางค์ก็ขับรถกลับบ้าน ในขณะที่ดินแดนและโอบบุญอาสาค้างคืนนอนเฝ้าหน้าโลงศพ

“พ่อเขาฝากฝังควายไว้กับดินแดน เธอจะทวงคืนจากเด็กมันได้ลงคอ”

“เอ้า คุณ ราคาควายตัวนั้นซื้อรถญี่ปุ่นได้เกือบคันเชียว ถ้าขายควายได้ห้าแสน แบ่งกับพี่ชาติคนละสองแสนห้า เราได้เงินค่าปรับปรุงบ้านแล้วนะ”

“จะตัดสินใจยังไงก็ให้มันรอบคอบหน่อย กลายเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมา ไม่คุ้มกันหรอก”

สามีนวลปรางค์ไม่ต่อความยาวอีก เมื่อรถเคลื่อนเข้าจอดหน้าทางเข้าบ้าน บริเวณโดยรอบเงียบสงัด คอกควายร้างจนดูน่าวังเวง แม้จะอยู่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่นวลปรางค์ก็ย้ายออกไปร่วมยี่สิบปี แค่กลับมาเยี่ยมบิดาเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคยนอนค้างคืน

หลังอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็กางมุ้งสองหลังเตรียมตัวเข้านอน ลูกๆ มุดเข้าไปนอนเล่นโทรศัพท์ในมุ้งหลังแรก ส่วนเธอเข้าไปนอนเอกเขนกรอสามีซึ่งอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย ฟังเสียงแมลงกลางคืนร้องสลับกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของกอไผ่ต้องลมที่ยืนต้นอยู่ข้างบ้าน ก่อนที่จะผล็อยหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน

ดวงจันทร์ลอยเด่นสว่างเต็มดวง ลมพัดตีมุ้งกระเพื่อมราวกับถูกสะบัด ทำเอาคนที่หลับสนิทเริ่มรู้สึกตัวตื่นรู้สึกอยากเข้าห้องนอนจึงเปิดมุ้งออกมา โหย่งปลายเท้าไปบนเรือนไม้กระดานราวกับแมว เกรงจะปลุกสามีและลูกๆ ให้ตื่น

หลังทำธุระเสร็จเรียบร้อย ขณะเดินกลับมาใกล้ถึงมุ้ง นวลปรางค์ทอดสายตามองลงไปที่คอกควาย ถึงกับตัวชาก้าวขาไม่ออก

ท่ามกลางแสงจันทร์สว่าง บิดายืนอยู่หน้าคอกควาย มองขึ้นมาบนเรือนและสบสายตาเธออย่างโกรธเกรี้ยว นวลปรางค์หวีดร้อง ล้มลงหมดสติเสียงดังตึง ปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นตกใจไปตามๆ กัน

 



Don`t copy text!