จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 7 : ความลับในสำนักหมอหลวง

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 7 : ความลับในสำนักหมอหลวง

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แปดปีต่อมา… (ปี พ.ศ 2303)

“แจคัง ถือว่าทำเพื่อแม่ได้ไหมลูก เจ้าจะทำให้แม่ดีใจสักครั้ง ไม่ได้รึ”

ยูฮวาพูดรบเร้าบุตรชายคนเล็กในขณะที่เขากำลังอ่านตำราอยู่ในห้อง ข่าวจากสำนักหมอหลวงติดประกาศที่หน้าพระราชวังชางคยองกุงและพระราชวังคยองฮีกุง บอกถึงกำหนดการสอบคัดเลือกขุนนางแพทย์ เมื่อวานภรรยาใต้เท้าลีที่อยู่ถัดไปสามหลังคาเรือนเอาเรื่องนี้มาบอกนาง แต่ดูท่าลูกชายตัวดีจะไม่ตื่นเต้นตามนางสักนิด ทำให้ตลอดช่วงเวลาเช้าสายบ่ายนางต้องมาพูดเกลี้ยกล่อมลูกเป็นประจำ

หลายปีแล้วที่นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายคนเล็กใจอ่อนยอมไปสอบ แจคังสามารถรักษาคนป่วยและวินิจฉัยโรคได้แม่นยำตั้งแต่อายุสิบสอง นางเห็นว่าลูกชายคนนี้มีความสามารถมากพอที่จะสอบได้ จึงเริ่มพูดให้ลูกสมัครเข้าไปสอบสักปี แต่ดูท่าว่าแจคังจะไม่สนใจอะไรมากนัก เจ้าของรูปร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีฟ้า ผิวขาวละเอียดดวงตายาวรีถอดแบบมาจากปู่และบิดา ใครที่เห็นแจคังในเวลานี้ก็มักจะบอกว่าเขาเป็นหนุ่มน้อยที่หน้าตาดีนัก แจคังยิ้มล้อเลียนเมื่อเห็นสีหน้าของแม่

“แต่ลูกเป็นหมอแล้ว สอบไม่สอบก็มีค่าเท่ากัน ขอรับท่านแม่”

“ขอสักครั้งเถอะลูกรัก ถ้าหากเจ้าสอบไม่ได้ แม่จะไม่รบเร้าอีกเลย ไหนเจ้าบอกกับแม่ว่าจะตามใจแม่ทุกอย่างไง นี่ก็เรียนรู้จนเป็นหมอได้แล้ว น่าจะไปสอบเข้าสำนักหมอหลวงเข้ารับราชการบ้าง”

“ท่านพ่อเห็นว่าอย่างไรขอรับ จะให้ลูกไปสอบไหม”

แจคังหันมาทางบิดาที่กำลังจิบน้ำชาอยู่ ฮันยองชินพยักหน้าแล้วจึงตอบบุตรชายคนเล็กออกไปว่า

“พ่อตามใจลูกนะ ไปสอบก็ดี ไม่ว่าจะได้หรือไม่ก็กลับมาเป็นหมอที่เรือนพยาบาลของเราได้” ผู้เป็นพ่อกล่าวพลางยิ้ม

“ท่านพี่อย่าชี้โพรงให้ลูกสิเจ้าคะ”

ยูฮวาพูดเมื่อเห็นว่าสามีไม่ได้มีท่าทีสนับสนุนตน แจคังหันไปทางพี่ชายใหญ่ทำท่าว่าจะชวนไปสอบด้วย แต่แจยุนส่ายหน้าบอกว่าขี้เกียจอ่านหนังสือ เท่าที่ท่านปู่ให้อ่านก็เยอะมากแล้ว ดูเหมือนว่าแจคังจะขัดผู้เป็นแม่ไม่ได้ เมื่อหันมาทางท่านปู่ ท่านก็ยิ้มให้เขาบางๆ

“ก็ลองไปสอบดูสิ สอบได้ก็แค่เปลี่ยนที่ทำงาน งานในสำนักหมอหลวงมีกฎเกณฑ์ไม่เหมือนที่คังชินวอนหรอกนะ แต่ก็มีตำราเยอะมาก หากได้เข้าไปทำงานที่นั่น เจ้าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ” ฮันแฮซูเอ่ยพลางไออีกรอบ ปีนี้ร่างกายของปู่อ่อนแอลงมาก แจคังไม่อยากไปไหนไกล แต่อีกใจหนึ่งก็อยากเข้าไปอ่านตำราหายากเผื่อจะได้รู้อะไรใหม่ๆบ้าง ยูฮวาเห็นว่าพ่อสามีเข้าข้างตนก็ดีใจนัก จึงพูดอีกว่า

“เห็นไหมท่านปู่ก็ไม่ว่าอะไร ถือว่าทำเพื่อแม่นะลูก แม่อยากเห็นลูกในชุดขุนนางแพทย์ ขอสักคนให้ตระกูลเราก้าวหน้า อย่างน้อยตอนตายไปแม่จะไม่ได้อับอายบรรพชน ถือว่าทำเพื่อแม่เถิดลูก” เสียงออดอ้อนของแม่ทำให้เด็กหนุ่มไม่อาจจะขัดได้

รุ่งเช้าเขาจึงถือป้ายฐานันดรเข้าไปสมัครสอบที่สำนักหมอหลวง การสอบนั้นมีในอีกสิบวันต่อมา รอบแรกเป็นการสอบทฤษฏีและตอบปัญหาด้านคัมภีร์เก่าแก่ทางการแพทย์ เขาก็สามารถทำออกมาได้ดี เพราะทุกอย่างล้วนเจอมาหมดแล้วเพราะได้รักษาผู้ป่วยที่คังชินวอนทุกวัน

“การกักกันโรคระบาด อันดับแรกที่ทำการรักษาต้องมีสติมากกว่าในเวลาปกติ เพราะเชื้อร้ายกระจายไปรวดเร็วมาก การจำกัดการรักษาเชื้อโรคนั้นควรมีอาณาเขตป้องกันที่แน่นอน ห้ามคนในออก ห้ามคนนอกเข้า ยกเว้นแต่หมอที่ทำการรักษา หมอหญิงผู้ช่วย คนต้มยา ไม่ควรแสดงอาการรังเกียจคนไข้ไม่ว่าคนป่วยจะเป็นใครก็ตาม ต้องรักษาคนไข้ด้วยใจตั้งมั่น เคร่งครัดในการจ่ายยา และหมอต้องรักษาสุขภาพร่างกายของตัวเอง”

การเขียนคำตอบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบเจ็ดปีผู้นี้ได้คะแนนเต็มมาเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งวิชาฝังเข็มจุดชีพจรใดมีความสำคัญเช่นใด แจคังก็สามารถเขียนคำตอบออกมาได้ถูกต้องและทดสอบการฝังเข็มอย่างแม่นยำ จนเหล่าหมอหลวงบัณฑิตลงความเห็นตรงกันว่า ให้ฮันแจคังสอบผ่านเป็นขุนนางแพทย์และได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งในรอบสามปีนี้

ทันทีที่หมอหลวงคิมดงกอนเห็นชื่อของฮันแจคัง เขาก็ไม่สบายใจอย่างมาก เพราะเพิ่งสอบเข้าเป็นขุนนางแพทย์ระดับแปดได้แค่ปีเดียว ความสามารถแม้ได้ใต้เท้าหมอหลวงโจอินวอนช่วยผลักดัน แต่ก็ยังช้านัก หากฮันแจคังสอบเข้ามาได้ เขาแน่ใจเกือบจะทันทีที่เห็นชื่อของเด็กหนุ่มผู้ปราดเปรื่องว่า หากปล่อยให้แจคังเข้ามาในสำนักหมอหลวงได้ เขาย่อมไม่มีทางก้าวหน้าเป็นแน่ เมื่อหลายปีก่อนดงกอนเป็นเพียงคนงานหาบน้ำที่ถูกฮันแจคังจับได้ว่าเข้าไปขโมยตำราฝังเข็ม เขาและบิดาจึงถูกไล่ออกมาจากคังชินวอน โชคดีที่เขาเป็นคนหัวดีจดจำตัวยาได้แม่น หมอหลวงโจเลยอุปการะเขาไว้ในบ้านให้เรียนวิชาแพทย์จวบจนสอบได้มีตำแหน่งจนถึงทุกวันนี้

“ไม่ได้…ถ้าฮันแจคังเข้ามาเป็นขุนนางแพทย์ เขาต้องก้าวหน้ากว่าข้าแน่..ต้องก้าวหน้ากว่าข้าแน่” ชายหนุ่มนิ่งคิดเผลอกัดเล็บจนเป็นแผล จมอยู่กับความคิดนั้นจนไม่ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา

“ดงกอน นิ่งเงียบคิดอะไรอยู่รึ”

“นายท่าน”

เสียงของผู้มาใหม่ทำให้ชายหนุ่มลุกขึ้น เพื่อทำการต้อนรับผู้สูงวัยกว่า โจอินวอนมองห้องทำงานที่ถูกเก็บจนเรียบร้อย พลางเอ่ย

“เห็นเจ้าตั้งใจศึกษาเพื่อหาความก้าวหน้าข้าก็ดีใจนัก ยังนึกขอบคุณที่สวรรค์ได้นำเจ้าเข้ามาในชีวิตของข้า” พลันสายตาของหมอหลวงโจก็เห็นรายชื่อคนที่จะสอบเข้าสำนักหมอหลวงปีนี้ ชื่อของฮันแจคังสะดุดใจนัก

“หวังว่าจะไม่ใช่ตระกูลฮันของฮันแฮซูหรอกนะ คนตระกูลนั้นถึงไม่เข้ามาสอบเป็นขุนนางแพทย์แต่พระราชาก็เมตตา เสื้อหมอหลวงอันดับหนึ่งก็เป็นของตระกูลนั้น ถ้าเข้ามาได้จริงด้วยฝีมือก็คงก้าวเข้ามามีตำแหน่งสำคัญแน่”

“แล้วถ้าหากการสอบครั้งนี้ คนตระกูลนั้นไร้ฝีมือเล่าขอรับ”

“ไม่มีทางเป็นไปได้ ตระกูลนี้โดยเชื้อสายเป็นหมอที่เก่งมาหลายรัชสมัย คุณงามความดีก็มีมาก ยิ่งฮันแฮซูเป็นหมอที่เก่งด้านการฝังเข็มด้วยแล้ว ลูกหลานแม้ไม่เก่งเท่าเขา ก็ต้องถอดความสามารถนั้นมาเจ็ดส่วนเป็นอย่างต่ำ ยิ่งที่ข้ารู้มาหลานชายคนเล็กของเขาฝีมือไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่าถอดแบบปู่มาทุกส่วน” ดงกอนกำมือแน่นทนฟังนายท่านที่เขาเคารพนับถือชื่นชมคนในตระกูลนั้นไม่ได้

“ฮันแจคัง…เด็กคนนั้นเป็นคนของคังชินวอนขอรับนายท่าน เขาเป็นหลานชายคนเล็กของฮันแฮซู ที่ข้ารู้เพราะเคยอยู่ที่นั่น”

ได้ยินเช่นนั้นโจอินวอนก็มีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ใช่ข่าวดีนัก เพราะความสามารถของคนตระกูลฮันขวางทางก้าวหน้าและอำนาจของเขาได้ทุกทาง ฮันแจคังเป็นเด็กที่ปราดเปรื่องและเป็นคนเดียวที่ฮันแฮซูผู้เป็นปู่ถ่ายทอดวิชาฝังเข็มให้ โจอินวอนเห็นผลคะแนนสอบข้อเขียน เห็นวันเดือนปีเกิดก็ตาเบิกกว้าง เด็กคนนี้อายุแค่สิบเจ็ดเท่านั้น!

“อายุแค่สิบเจ็ดแต่สอบวิชาแพทย์พื้นฐานได้คะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง แล้วด้วยฝีมือฝังเข็มที่เป็นจุดเด่นของตระกูลนี้ มีหรือจะไม่ได้เป็นหมอหลวงข้างกายพระราชา” โจอินวอนคิดหนัก เพราะเกรงจะสูญเสียอำนาจก็ให้กังวลใจนัก แต่เมื่อหันมามองหน้าของดงกอนก็คิดอะไรออก

“เจ้าไม่อยากให้ฮันแจคังเข้าสำนักหมอหลวงใช่หรือไม่ ที่ข้าคิดตรงกับตรงใจเจ้าหรือเปล่า ดงกอน” หมอหนุ่มพยักหน้า เขาไม่ปรารถนาให้ฮันแจคังเข้ามาที่นี่แม้แต่ชั่วยามเดียว

“ไม่อยากขอรับ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เขาเก่ง แต่ข้าแค้นตระกูลฮันที่เอาเปรียบข้า ไม่สอนวิชาแพทย์ให้ข้า”

“ข้านึกว่าเจ้ากลัวเด็กคนนี้เสียอีก ดงกอน…พูดตามตรงนะ ตอนนี้ถือว่าเจ้าเดินนำหน้าเขา เพราะเจ้าเป็นขุนนางแพทย์ก่อนเขา เด็กคนนั้นเพิ่งจะสอบได้ หากจะพูดเรื่องความก้าวหน้า ข้าว่ายังไงเจ้าก็ก้าวหน้ากว่าเขามาก แต่ว่าก็ว่าเถิดนะ ฮันแฮซูทำเกินไปจริงๆ อย่างน้อยเมื่อเห็นว่าเจ้ามีความสามารถก็น่าจะถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้ ไม่ใช่ไล่ตะเพิดเจ้าออกมาอย่างนี้”

ดงกอนแค้นใจจนเผลอกำมือแน่น ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังกระดาษที่มีรายชื่อของแจคัง ผู้สูงวัยกว่าจับความรู้สึกได้ ลึกๆ แล้วเขาเองก็ไม่อยากให้ตระกูลฮันเข้ามามีบทบาทในสำนักหมอหลวงมากนัก

หลายสิบปีก่อน เขาและฮันแฮซูได้รับคัดเลือกให้เป็นหมอหลวงผู้ถวายการรักษาอดีตพระราชา ตั้งแต่พระองค์ยังเป็นองค์ชายรัชทายาท พระราชาคยองจงมีพระพลานามัยไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก แต่ฮันแฮซูก็สามารถประคับประคองพระอาการมาได้ จนพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ เขาไม่ใช่หมอที่บกพร่องต่อหน้าที่แต่เป็นเสี้ยนหนามตำใจเขา

ปีคยองจงที่สอง ฮันแฮซูได้รับพระราชทานยศเป็นหัวหน้าสำนักหมอหลวง และโปรดให้เลื่อนจากชนชั้นกลางเป็นชนชั้นสูงเป็นกรณีพิเศษ ปีที่พระราชาสวรรคตแทนที่ฮันแฮซูจะต้องถูกเนรเทศ แต่เขายังได้รับพระเมตตาจากพระราชาองค์ปัจจุบันให้อยู่ในตำแหน่งเดิมได้ แถมยังได้รับการสรรเสริญว่าเป็นหมอที่เก่งที่สุดในแผ่นดินโชซอนเสียนี่  ยิ่งคิดยิ่งแค้น และถ้าฮันแจคังสอบเข้าเป็นขุนนางแพทย์ได้ อำนาจที่เขาปรารถนาว่าจะมีคงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว โจอินวอนนิ่งคิดและเขาก็ดูออกว่าดงกอนไม่อยากให้ฮันแจคังเข้ามาขวางทางก้าวหน้าเช่นกัน

“แล้วนายท่านมีทางใดที่จะช่วยให้ความหวังของข้าสมความปรารถนาหรือไม่ขอรับ”

“ข้าช่วยได้แต่ต้องอาศัยฝีมือของเจ้าด้วย ต่อให้ข้าจะผลักดันเท่าไหร่ หากเจ้าไม่มีฝีมือมันก็ไร้ประโยชน์”

“มีอีกข้อที่ข้าอยากจะขอร้องนายท่านขอรับ ข้าไม่อยากให้คนตระกูลฮันเข้ามาในสำนักหมอหลวง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”

“นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะช่วยข้าได้ขนาดไหนต่างหาก ดงกอน”

คำพูดนั้นของนายท่านทำให้ดงกอนเดาความหมายไม่ออกว่าท่านจะให้ทำอะไรต่อจากนี้ แต่ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรยากลำบากขนาดไหนเขาก็จะทำ ขออย่างเดียวคืออย่าให้คนตระกูลฮันได้มาเสนอหน้าในสำนักหมอหลวงได้

“ใต้เท้าหมอหลวงขอรับ บันทึกที่ท่านให้ชำระเสร็จแล้วจะให้เอาไปไว้ที่หอสมุดเลยรึไม่”

เสียงบ่าวรับใช้ระดับล่างพูดขึ้นมาขณะที่อยู่นอกห้อง โจอินวอนบอกให้บ่าวรับใช้เข้ามาได้ ไม่นานนักร่างของบ่าวสองคนก็นำถาดใส่หนังสือบันทึกการรักษาเชื้อพระวงศ์เข้ามาในห้อง จากสีของกระดาษที่มีสีเหลืองคาดเดาได้คร่าวๆ ว่าบันทึกการรักษานี้น่าจะมีอายุหลายปีแล้ว โจอินวอนพยักหน้าให้บ่าวรับใช้ทั้งสองแล้วจึงถามออกไปว่า

“บันทึกการรักษาของเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดเล่า”

“เรียนใต้เท้าหมอหลวง บันทึกนี้เป็นการรักษาของพระราชาพระองค์ก่อน มีบันทึกพลานามัย บันทึกรายการอาหารปีสุดท้ายที่อดีตพระราชามีพระชนม์ชีพอยู่ขอรับ”

“เอาบันทึกทั้งหมดไว้นี่แหละ แล้วพวกเจ้าก็ออกไปได้”

โจอินวอนบอกเช่นนั้น เขามองกองเอกสารที่ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะ ดงกอนมองตามอย่างสงสัย แต่คำตอบที่ได้ก็คือรอยยิ้มที่แฝงความนัยไว้

“เจ้าเป็นคนฉลาด รู้ใช่ไหมว่าจะต้องทำยังไง..”

โจอินวอนทิ้งคำถามนั้นไว้กับชายหนุ่ม ดงกอน มองกองหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้า คิดอยู่ว่าในบันทึกที่กระดาษเหลืองเก่าเก็บนี้ ซ่อนความลับอะไรไว้…

 

Don`t copy text!