จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 8 : เกศาขาวโพลนเพราะความโศกเศร้า

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 8 : เกศาขาวโพลนเพราะความโศกเศร้า

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หลายวันต่อมา

ป้ายประกาศผู้สอบผ่านเป็นขุนนางแพทย์ติดทั่วประตูพระราชวัง ยูฮวาให้บ่าวไปเฝ้าดูผลการสอบหน้าประตูพระราชวังตั้งแต่เช้า บ่าวคนนั้นกลับมาที่เรือนด้วยท่าทางตื่นเต้น ไม่นานหลังจากนั้นยูฮวาและบ่าวอีกสองคนก็ไปดูผลประกาศของสำนักหมอหลวงแล้วพบว่า

“แจคังสอบผ่านแถมยังสอบได้เป็นอันดับที่หนึ่งด้วย คนที่สอบได้เป็นอับดับหนึ่งอาจจะได้รับการพิจารณาให้ทำงานในราชสำนักก็ได้”

ยูฮวากลับมาที่บ้านเพื่อบอกข่าวที่น่ายินดีกับทุกคนอย่างตื่นเต้น ผู้เป็นแม่จับมือลูกชายคนเล็กพลางยิ้มอย่างอิ่มเอม ความหวังของนางเพิ่งจะเป็นจริง เพราะสามีไม่เคยยอมไปสอบแม้จะรบเร้ามาหลายปี ลูกชายคนโตแจยุนก็ไม่ไปเพราะเห็นว่าการไปสอบเข้าสำนักหมอหลวงนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก ตอนแรกแจคังก็ไม่ยอมไปสอบพอโดนรบเร้าประกอบกับปู่อนุญาต จึงยอมเข้าสอบแถมยังได้อันดับหนึ่งเสียอีก มีรึที่นางจะไม่ดีใจ

“ที่จริงไม่ไปสอบก็เป็นหมอได้ คังชินวอนก็มีงานให้ทำมากมาย” แจยุนเอ่ยพลางยิ้ม

“แต่แม่ก็หวังอยากให้ลูกสักคนเป็นขุนนางนี่ เจ้าไม่ยอมทำให้แม่สมหวังก็ไม่ควรพูดเช่นนี้” ยูฮวาพูดจบก็หันมายิ้มให้ลูกชายคนเล็ก มือประคองใบหน้าคมคายของหนุ่มน้อย จากแววตาของยูฮวาพลอยทำให้ทุกคนในห้องนั้นมีความสุขไปด้วย

“ขอบใจลูกมากนะแจคัง ลูกทำให้แม่มีความสุข ลูกของแม่ฉลาดปราดเปรื่องสมกับที่เกิดมาเป็นลูกท่านพ่อเป็นหลานท่านปู่ วันนี้สอบเป็นขุนนางแพทย์ได้อันดับหนึ่ง แม่ดีใจมากๆ อย่างน้อยตายไปก็ไม่อับอายบรรพบุรุษ”

“ต่อไปท่านแม่คงคิดเรื่องหาภรรยาให้ข้าได้แล้ว” แจคังพูดพลางยิ้มล้อมารดา

“แต่พี่ว่าที่เจ้าอยากแต่งงานไม่ใช่เพราะอยากมีภรรยาหรอก ที่อยากแต่งงานน่ะเพราะอยากกินขนมงานแต่งมากกว่า แต่เอ…จะให้แม่สื่อไปทาบทามลูกสาวบ้านไหนดีน้า จึงจะสมหน้าสมตาขุนนางแพทย์หนุ่มอนาคตไกล”

“หึ งั้นข้าว่ารอกินขนมงานแต่งของท่านดีกว่า ปีนี้พี่ใหญ่อายุยี่สิบปีแล้วสมควรคิดเรื่องภรรยา และมีหลานให้ท่านแม่อุ้ม อย่างไรเสียข้าเป็นน้องแต่งก่อนท่านพี่ย่อมไม่สมควร” แจคังพูดเย้าพี่ชาย

วันนั้นทุกคนในบ้านสกุลฮันต่างพูดคุยกันอย่างมีความสุข แม่ครัวจองได้รับคำสั่งให้ทำอาหารที่แจคังชอบ คนป่วยยากไร้ก็ได้รับอาหารที่พิเศษกว่าทุกวันด้วย แต่ทว่าฮันแฮซูผู้เป็นนายใหญ่ของบ้านกลับมีสีหน้าเงียบขรึมราวกับคิดอะไรอยู่ในหัว

แจคังสังเกตเห็นอาการนั้นก็ได้แต่สงสัย เมื่อเห็นปู่เดินไปที่แปลงสมุนไพรเขาจึงเดินตามไปด้วย ที่จริงเด็กหนุ่มเห็นผู้เป็นปู่มีท่าทางกังวลมาหลายวันแล้วแต่ไม่กล้าถาม นี่เป็นวันที่สามแล้วที่หัวคิ้วของท่านขมวดมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิดอยู่

“ท่านปู่กำลังคิดเรื่องอะไรหรือขอรับ หลานว่าจะถามแต่ก็ไม่กล้า สองสามวันมาแล้วที่สีหน้าท่านไม่ดีเลย หรือที่หลานไปสอบท่านทำให้ปู่ไม่พอใจขอรับ”

ฮันแฮซูปรายตามามองหลานชายคนเล็ก เขายิ้มน้อยๆ เด็กคนนี้เรียนรู้จากเขาไปมาก แถมยังอยู่ด้วยกันบ่อยกว่าคนอื่นในครอบครัว สีหน้าท่าทางเช่นใด แจคังคงพอเดาได้ และเป็นความจริงที่เขาหลีกเลี่ยงจะพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง ลูกชายและแจยุนหลานชายคนโตก็ไม่พูดอะไรแต่คงรู้อยู่แล้ว แจคังแม้จะฉลาดแต่ก็ยังเป็นเด็กในวัยอ่อนเดียงสา เมื่อเห็นว่าเขาไม่สบายใจจึงถามออกมาตรงๆ กับเด็กคนนี้จะโกหกเพื่อเลี่ยงไปทีย่อมไม่ได้ เพราะแจคังต้องการเหตุผล

“หลานชายของปู่สอบเป็นขุนนางแพทย์ได้ มีอะไรให้ปู่ไม่สบายใจ ความจริงเจ้าไปสอบก็ดีแล้ว ที่คังชินวอนมีปู่มีพ่อและแจยุน ก็สามารถดูแลผู้ป่วยทุกคนได้อย่างทั่วถึง เมื่อเจ้าเลือกไปสอบก็แสดงว่าเจ้าพร้อมทำหน้าที่หมอหลวงของพระราชาแล้ว”

“ที่จริงอาจเป็นเรื่องไม่สมควรพูด หลานเองก็แค่ทนท่านแม่รบเร้าไม่ไหว คือตั้งแต่ท่านแม่รู้ว่าหลานสามารถจับชีพจรหรือฝังเข็มได้ ก็พูดเรื่องนี้กับหลานทุกวัน เมื่อทนไม่ไหวหลานก็เลยไปสอบเสียเลย” แจคังพูดไปอย่างที่ตนรู้สึก มือเหี่ยวย่นยื่นให้หลานประคองแล้วจึงชวนกันไปดูแปลงสมุนไพรด้วยกัน

“แต่พอเจ้าสอบได้ปู่ก็ดีใจมาก แจคังหลานรู้ไหม ปู่เคยได้ถวายการรับใช้พระราชาคยองจงตั้งแต่เป็นรัชทายาทจวบจนพระองค์เสด็จสวรรคต” พูดถึงตอนนี้สีหน้าของผู้สูงวัยกว่าก็สลดลง แม้แต่มือก็สั่นเทาอย่างไม่เคยเป็น แจคังต้องจับมือของปู่ไว้พลางเอ่ย

“ท่านปู่ ไม่เป็นอะไรนะขอรับ”

“อืม..ถ้าบอกว่าไม่เป็นก็คงไม่ใช่ ปู่เป็นหมอที่อยู่กับพระองค์ท่านตลอดเวลา การสวรรคตของพระองค์ท่านทำให้ปู่แทบจะฝังเข็มไม่ได้อีกต่อไป ความจริงโทษของปู่ที่รักษาพระราชาไม่ได้เบาสุดคือโดนเนรเทศ หนักสุดคือปรุงยาพิษดื่มให้ตัวเองตาย แต่ปู่ไม่ต้องรับโทษนั้นเพราะพระราชาองค์ปัจจุบันทรงละเว้นไว้”

“ท่านปู่คงสะเทือนใจมาก ตอนที่อดีตพระราชาเสด็จสวรรคต” แจคังเอ่ย

“ยิ่งกว่าคำว่าสะเทือนใจธรรมดาๆ ด้วยซ้ำ ปู่ผมขาวหมดหัวตั้งแต่ตอนนั้นเพราะคิดหาวิธีรักษาพระองค์ไม่ได้ อาการของพระองค์ทรุดลงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ คิดลาออกจากตำแหน่งหมอหลวงเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่เกาะนักโทษ แต่พระราชาองค์ปัจจุบันก็ทรงบอกว่าปู่ยังสามารถรักษาชีวิตของชาวบ้านได้ คังชินวอนจึงเริ่มก่อตั้งขึ้นนับแต่บัดนั้น ปู่ไม่คิดจะกลับเข้ารับราชการอีกเพราะเจ็บปวดใจเหลือเกิน” แจคังนิ่งฟังสิ่งที่ปู่พูด ไม่รู้ว่าตัวเขาเองจะเป็นอย่างที่ปู่รู้สึกไหม ฮันแฮซูหันมามองหลานพลางเอ่ย

“แต่เมื่อเจ้าสอบเข้าเป็นขุนนางแพทย์ได้ จงใช้ความสามารถของเจ้าทำหน้าที่หมอให้สมบูรณ์ ปู่ภูมิใจในตัวเจ้ามาก”

“หลานจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดขอรับ และจะไม่ทำให้ท่านปู่ผิดหวัง” แจคังบอกอย่างนั้น ฮันแฮซูพยักหน้าพลางเอากระบอกเข็มออกมาจากอกเสื้อแล้วจึงเอ่ย

“มีเข็มในกระบอกเก้าเล่ม ปู่หวังว่าเจ้าจะใช้เข็มเหล่านี้รักษาได้ทุกโรค จำไว้นะ หมอต้องมีใจเมตตาธรรม ต้องหัดแบกรับความทุกข์ในใจผู้ป่วยให้ได้ หน้าที่ของหมอคือเสียสละเพื่อให้เพื่อนมนุษย์คลายความเจ็บปวดและทุกข์ใจ ไม่ว่าจะเป็นหมอของชาวบ้านหรือเป็นหมอหลวงของพระราชา เจ้าจงทำหน้าที่ให้ดีนับจากนี้เป็นต้นไป”

กระบอกใส่เข็มที่ส่งต่อมาให้หลานชายคนเล็กผู้ปราดเปรื่อง พร้อมทั้งฝากความหวังและอุดมการณ์ทั้งหมดลงมาด้วย แจคังรับเอากระบอกเข็มที่ปู่มอบให้ก่อนจะกอดท่านไว้แน่น

“หลานจะเป็นหมอที่ดีขอรับท่านปู่ ไม่ว่าจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหมอของใคร หลานจะไม่ละทิ้งผู้ป่วย”

เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงมั่นคง ฮันแฮซูหลับตาลงอย่างเป็นสุข แต่ก็เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเพียงนิดเดียวเท่านั้นเพราะเสียงของยอนที่วิ่งกระหืดกระหอบมาจากทางเรือนหน้า

“นายท่าน…คุณชายน้อยแจคัง มีราชโองการขอรับ”

 

Don`t copy text!