จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 9 : โทษทัณฑ์ทั้งตระกูล

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 9 : โทษทัณฑ์ทั้งตระกูล

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

 “ราชโองการรึ?”

ฮันแฮซูทวนคำอย่างสงสัย เขาหันมามองหน้าหลานชายคนเล็ก คิดว่ากำหนดการเรียกเข้าวังจะมีในอีกสามวันถัดไปจากนี้มิใช่รึ แล้วราชโองการที่มาวันนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรเล่า ท่าทางของยอนบ่าวคนสนิทดูแตกตื่นชอบกล แจคังประคองร่างของปู่ให้เดินไปตามทางหินที่ทอดยาวสู่เรือนส่วนหน้า ตอนนี้คาดว่าทั้งบิดา พี่ชายใหญ่ และมารดาคงอยู่ที่นั่นแล้ว ตัวเขาเองก็รู้สึกสงสัยแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่เก็บงำสิ่งที่อยู่ในใจไว้ และคิดไปว่ากำหนดการเข้าสำนักหมอหลวงอาจจะมาถึงเร็วกว่าที่เขารู้มาก็เป็นได้ เมื่อเดินมาถึงเรือนส่วนหน้าที่ติดกับประตูส่วนหน้า ทุกคนในบ้านก็รออยู่แล้ว ที่เขาแปลกใจมากก็คือทำไมมีทหารมากขนาดนี้ โจอินวอนมองอดีตหมอหลวงอย่างมีเลศนัย ก่อนสายตานั้นจะเบี่ยงมาที่เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา

เด็กคนนี้ถอดแบบแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงมาจากผู้เป็นปู่  แถมจากที่เขารู้ยังถอดความสามารถทุกส่วนมาอีกด้วย บางทีก็อยากร้องตะโกนทวงความอยุติธรรมจากสวรรค์ ว่าทำไมลูกหลานสกุลฮันถึงเกิดมาพร้อมกับความสามารถต่างจากตระกูลของเขาที่ไม่มีใครเก่งกาจพอ หลานชายคนนี้ของฮันแฮซูมีสมองอันปราดเปรื่องบวกกับความสามารถที่มี เมื่อเข้าสู่สำนักหมอหลวง อาจจะได้เป็นหมอที่อยู่ข้างกายพระราชา และก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักหมอหลวงเป็นแน่ โจอินวอนหยุดความคิดที่ล่องลอยนั้นไว้ก่อนจะหันมาสบตากับฮันแฮซู

“ฮันแฮซู รับราชโองการ!”

ผู้ถูกขานชื่อนั่งคุกเข่าแล้วก้มลงเอาใบหน้าจดพื้นดินนิ่งเพื่อรอรับราชโองการของพระราชา เมื่อประมุขของบ้านทำเช่นนั้นทุกคนรวมทั้งบ่าวไพร่ต่างก็นั่งลง แจคังซึ่งอยู่ใกล้ปู่ที่สุดก็คุกเข่าตาม สีหน้าของเขามีแต่ความกังวล เพราะเห็นสายตาหมอหลวงผู้ถือราชโองการมา มองดูเขาและปู่อย่างไม่น่าไว้ใจ โจอินวอนกางราชโองการออกแล้วจึงอ่านด้วยน้ำเสียงอันดังก้อง

“เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนฮันแฮซูวินิจฉัยโรคผิดพลาด ทำให้ไม่อาจถวายการรักษาอดีตพระราชาได้ ซ้ำร้ายยังปรุงพระโอสถที่เป็นพิษต่อพระวรกาย ทำให้พระอาการของอดีตพระราชาทรุดหนักจนกระทั่งเสด็จสวรรคต ทางสำนักหมอหลวงได้ชำระบันทึกห้องยาเห็นว่าฮันแฮซูผิดต่อหน้าที่และจรรยาบรรณของหมอ พระราชาองค์ปัจจุบันได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและมีพระราชบัญชาให้ลงโทษฮันแฮซูและทุกคนที่เป็นชายในครอบครัวโดยการประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร”

“ไม่จริง…ไม่มีทางเป็นไปได้ ท่านปู่ไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่!”

แจคังตะโกนออกมาสุดเสียง เขาไม่อาจก้มหน้ารับราชโองการที่ไร้ความยุติธรรมเช่นนี้ได้ เด็กหนุ่มจ้องมองโจอินวอนนิ่ง อีกฝ่ายก็มองตอบเขาเช่นกัน

“ปู่ของเจ้าทำให้อดีตพระราชาสวรรคต!”

“ข้าไม่เชื่อและจะไม่มีวันเชื่อด้วย ปู่ของข้าถนอมทุกชีวิตและภักดีต่อหน้าที่ ไม่มีทางที่ท่านปู่จะทำอย่างนั้น หึ…อย่าว่าแต่ทำเลย แม้แต่จะคิดท่านปู่ยังไม่กล้าคิด พวกท่านใส่ร้ายปู่ของข้า!”

เมื่อได้ยินอย่างนั้นโจอินวอนหัวเราะแบบไม่เต็มเสียงนัก เขาเห็นฮันแฮซูมองไปที่หลานชายคนเล็กผู้เป็นว่าที่ขุนนางแพทย์ ก่อนจะพูดออกมาด้วยความสะใจว่า

“ข้าไม่ได้ลงโทษพวกเจ้านะ ต้องโทษปู่ของเจ้าที่บกพร่องต่อหน้าที่เอง ปู่ของเจ้าทำให้อดีตพระราชาสวรรคต”

“ไม่จริง ไม่มีทางเป็นไปได้ ท่านโกหก!”

เด็กหนุ่มตะโกนสุดเสียง ทหารทำท่าจะมาจับปู่ของเขาแจคังจึงเข้าไปขวางและผลักทหารหลายคนที่กรูกันเข้ามาจับฮันแฮซูเด็กหนุ่มไม่รู้วิชาการต่อสู้มากนักเพราะไม่เคยฝึกปรือทางด้านนี้ให้จริงจัง แต่เพราะเห็นปู่กำลังจะมีอันตรายจึงสู้แบบสะเปะสะปะตามกำลังที่มี เมื่อเห็นว่าแจคังตอบโต้ทหารคนหนึ่งจึงเอากระบองไม้ฟาดลงที่กลางหลังเขาเต็มแรง

“แจคัง!!”

“กรี๊ด!”

เสียงกรีดร้องของยูฮวาและแม่ครัวจองดังขึ้น พร้อมกันนั้นคนป่วยที่เพิ่งรู้เรื่องก็พยายามลุกขึ้นเพื่อปกป้องหมอที่รักษาพวกเขา นั่นทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างชุลมุนเป็นอย่างมาก ยูฮวาเองด้วยความเป็นห่วงลูกรีบปราดเข้ามาขวางทหารที่จะเข้ามาทำร้ายลูกของตนซ้ำอีกครั้ง ในขณะที่โจอินวอนก็มองทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย็นชา

“แจคัง..ลูก พวกท่านอย่าทำร้ายลูกของข้า ลูกของข้ากำลังจะได้เป็นขุนนางแพทย์ เขากำลังจะเป็นหมอของพระราชา”

“หมอของพระราชารึ เจ้าคิดว่าคนในตระกูลฮันที่บกพร่องต่อหน้าที่แถมยังวินิจฉัยโรคผิดอีก ลูกชายของเจ้ายังจะมีหน้าเข้าไปทำงานในตำแหน่งนั้นได้รึ น่าเสียดายนะที่อุตส่าห์ร่ำเรียนจนสอบได้เป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่อายุยังน้อยแต่กลับต้องมาตายเสียก่อน”

“ไม่จริง ท่านหมอใหญ่ไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่ ท่านหมอเป็นคนดีพวกเราไม่เชื่อ”

ชายคนหนึ่งลุกขึ้นตะโกนสุดเสียง แล้วคนที่อยู่ใกล้ๆ อีกหลายคนก็ลุกขึ้นพูดบ้าง ทหารที่มาด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุจลาจล จึงใช้ไม้กระบองฟาดไปยังคนทุกคนที่ลุกขึ้นต่อต้านรวมทั้งผู้ป่วยด้วย สายตาของแจคังพร่าเลือนนักแต่เขาก็เห็นปู่ลุกขึ้นและเดินไปหาทหารนายหนึ่งที่กำลังจะเอากระบองฟาดคนป่วย

“พอเถิด…อย่าทำร้ายพวกเขาเลย คนพวกนี้ธรรมดาก็ไม่มีแรงเพราะป่วยอยู่แล้ว” ทหารคนนั้นไม่กล้าสบตาของฮันแฮซู เขาได้แต่ลดกระบองลง เมื่อเห็นเช่นนั้นทหารคนอื่นก็ทำตาม ผู้เป็นหมอย่อกายลง เอามือทั้งสองแตะที่บ่าของคนป่วยแล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ตอนนี้คงต้องกลับบ้านแล้ว จงกินยาทุกวันไม่มากไปน้อยไป จำไว้นะเจ้าต้องกินยาสามเวลาตลอดชีวิต”

“ท่านหมอ ข้าไม่เชื่อพวกเขา ท่านไม่ใช่คนอย่างนั้น”

ชายผู้นั้นเอ่ยทั้งที่มีเลือดไหลออกจากศีรษะเป็นทางยาว ฮันแฮซูดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอกเสื้อซับเลือดที่เปรอะเปื้อนนั้นให้อย่างเบามือ แจคังสะอื้นไห้ในอก ภาพของปู่ยิ่งทำให้เขาจุกจนพูดอะไรไม่ออกแม้แต่นิดเดียว เสียงเอะอะเมื่อสักครู่พลันหยุดลง ผู้ป่วยคนอื่นมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน ฮันแฮซูยิ้มและพูดต่อไปเรื่อยๆ

“คราวหลังก็อย่าหักโหมทำงานมากเกินไป รักษาธาตุในกายอย่าให้บกพร่อง กินยาทุกวัน เจ้าจะมีชีวิตต่อไปอีกหลายปีเลยล่ะ”

สิ้นคำของปู่ แจคังหลับตาลงอย่างปวดร้าว ปู่ของเขาเป็นห่วงคนไข้มากกว่าชะตากรรมของตนเองเสียด้วยซ้ำ ในตอนนั้นเองเขาก็หันไปทางโจอินวอนและมองผ่านไปยังหมอคนหนึ่งในชุดขุนนางแพทย์ชายคนที่มีดวงตาเย็นชา และแน่นอนเด็กหนุ่มจำได้ว่าคนผู้นั้นคือใคร

“อา…คิมดงกอน”

ดงกอนมองสบตาแจคังพลางยิ้มมุมปาก แจคังจ้องมองคนผู้นี้รวมทั้งหมอหลวงที่ถือราชโองการมาด้วยความเคียดแค้น และสัญญาว่าจะไม่มีทางลืมความแค้นครั้งนี้อย่างแน่นอน

 

Don`t copy text!