ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 11 : อย่าหาสัญญาณ

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 11 : อย่าหาสัญญาณ

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 11 –

 

นานมาแล้ว … เมื่อตอนที่ผมรักษากับหมอนินใหม่ๆ ผมเคยถามเขาคำถามหนึ่ง

“หมอนินครับ ถ้าแม่ทำแบบนี้กับผม มันแปลว่าอะไรครับ?”  แล้วผมก็เล่าให้ฟังเรื่องพฤติกรรมของแม่ ที่บางครั้งก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ แล้วผมก็จะวุ่นวายใจทุกครั้ง เพราะกลัวทำอะไรผิดไม่ถูกใจแม่

 

“ทำไมกฤษถามหมอล่ะครับ?”

“ก็เพราะหมอนิน เป็นจิตแพทย์ไงครับ”

 

ถ้าไม่ถามเขาแล้วผมจะถามใครล่ะ จริงไหม แต่หมอนินหัวเราะ

“หมอหมายถึง ทำไมถามหมอครับ ทำไมไม่ถามแม่”

 

“ก็ ……”  เออ นั่นน่ะสิ ทำไมผมไม่ถามแม่ล่ะ

 

“มันไม่มีหรอกครับ สัญญาณ น่ะ ไอ้ที่เขาบอกว่า ถ้าคนเราทำแบบนี้ แปลว่าในใจเขาคิดอย่างนั้น ถ้าเขาแสดงอาการแบบนั้น หรือพูดแบบนั้น แปลว่าในใจเขาคิดแบบนี้  เรื่องแบบนี้ ไร้สาระครับ ไม่มีจริง”

 

“ถ้าน้องกฤษหิว น้องกฤษจะทำอะไรครับ?”

“ก็ไปหาอะไรกินสิครับ” อันนี้ผมตอบโดยไม่ต้องคิด

“ถ้าน้องกฤษคันหลัง จะทำยังไงครับ?”

“ก็หาอะไรมาเกาครับ ผมเกาเองไม่ถึง”

“ถ้าน้องกฤษร้อน จะทำยังไงครับ?”

“เปิดแอร์ครับ หรือไม่ก็อาบน้ำ”

 

“นั่นไง แล้วทำไมถ้าสงสัยเรื่องในใจของแม่ ทำไมมาถามหมอ ทำไมต้องพยายามอ่านท่าทางของแม่ด้วยล่ะครับ ทำไมกฤษไม่ถามแม่ไปเลย”

 

“จำไว้นะครับ ถ้าสงสัย ให้ถาม อย่าพยายามอ่านใจ อย่ามองหาสัญญาณ อย่าพยายามแปลรหัส มันทำได้แค่ในการ์ตูน ในนิยายครับ การถามอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้เราได้คำตอบที่เราต้องการ ชีวิตจริงมันง่ายกว่าหนังเยอะครับน้องกฤษ เรานั่นแหละที่มัวแต่ทำให้มันยากโดยไม่รู้ตัว”

 

คำสอนของหมอนินวันนั้น

ผมยังจำได้ดี …

 

และในตอนนี้ที่พี่ภูยืนอยู่ตรงหน้า

และถามผมตรงๆว่า ผมสงสัยอะไรในตัวเขาไหม

 

ใช่สิ ผมโคตรสงสัยเลย หลายเรื่องด้วย

 

เออนะ แล้วทำไมผมต้องเก็บความสงสัย แล้วเอามาสันนิษฐานไปมา จนตัวเองพานจะนอยด์แล้วนอนไม่หลับ จนระแวงนู่นนี่นั่นด้วย  ผมกับพี่ภูเป็นคนรักกันนี่นา … เราควรจะคุยกันได้ทุกเรื่องสิ

 

ผมพยักหน้าตอบเขา

“มีครับ กฤษสงสัยหลายเรื่องครับ”

พี่ภูพยักหน้า

“งั้นถามพี่มาสิครับ พี่พร้อมจะตอบทุกอย่าง”

“พี่ภูจะตอบกฤษหมดทุกเรื่องใช่ไหมครับ?”

“ถ้ามันทำให้คนรักของพี่สบายใจ พี่จะตอบทุกอย่างครับ”

 

ผมหยิบกุญแจบ้านขึ้นมา

“งั้น เข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะครับ”

 

อย่างที่หมอนินบอกไว้

ถ้าหิวก็กิน ถ้าคันก็เกา ถ้าร้อนก็อาบน้ำ

ดังนั้นถ้าสงสัย ผม ก็ ต้อง ถาม …

 

……..

 

ผมรินน้ำให้เขาหนึ่งแก้ว ตัวผมเองหนึ่งแก้ว ทั้งที่รู้ว่า เราต่างไม่หิวน้ำ มันคงเป็นพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าพิธีกรรมอะไร ราวกับว่าน้ำในแก้วมันจะเป็นพยานต่อการสนทนาครั้งนี้ว่าเราต่างก็จะซื่อสัตย์ต่อกันและกัน พูดแต่ความจริง

 

ผมพูดความสงสัยจริงๆในใจ

และพี่ภู ตอบมัน ด้วยความจริง

 

“ทำไมในข้อความพี่ภูถึงพูดคำว่า เปิดไฟ ครับ”  ผมเปิดด้วยคำถามแรก  “ไอ้ที่พี่ภูบอกว่า รู้ว่ากฤษยังไม่หลับ เพราะ status บนข้อความยังขึ้นว่า online น่ะกฤษเข้าใจ แต่ทำไมพี่ภูถึงรู้ว่ากฤษยังไม่ปิดไฟครับ?”

 

เขาขมวดคิ้ว  “มันไม่มีความหมายอะไรเนี่ยนะ มันเหมือนคำสร้อยที่ติดกันไปด้วยมากกว่า พี่แน่ใจแค่ว่ากฤษยังไม่ได้นอน แต่ไม่ได้คิดอะไรเรื่องปิดหรือเปิดไฟ  มันก็แค่ข้อความ”

 

พี่ภูคลายคิ้วที่ขมวด แต่ก็ส่ายหัว “พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมกฤษถึงกังวลกับเรื่องนี้”  แล้วเขาก็หันไปมองทางมือถือ  ใช่ เพราะประเด็นนี้เป็นเรื่องที่โฟร์ก็เล่าลงในทวีตด้วย

 

ผมหันไปมองตาม

ไม่อยากจะคิดเลยว่าตอนนี้

ตัวเลขรีทวีตเรื่องหลอนนี้จะไปถึงไหนแล้ว

 

“ก็เพราะว่า คืนนั้น…”  ผมลังเลที่จะพูดต่อ  แต่เปล่าประโยชน์ที่จะกั๊กไว้ เพราะผมเล่าให้โฟร์มันฟังจนหมดเปลือก  และโฟร์มันก็เล่าต่อหมดเปลือกอีกรอบ แต่บนทวิตเตอร์

 

“ก็เพราะว่า คืนนั้น ที่ข้างนอกหน้าต่าง กฤษเห็นเงาคนด้อมๆมองๆข้างนอกบ้าน  แล้วกฤษรู้สึกว่า …”  ผมไม่ได้พูดต่อ เพราะสีหน้าพี่ภูที่มองมาทางผมมันแสดงความเจ็บปวดอย่างชัดเจน  เขาพยักหน้า

 

“กฤษรู้สึกว่า นั่นคือพี่ กฤษคิดว่าพี่มาแอบมองกฤษ อย่าง นั้น ใช่ ไหม ครับ?”

 

เขาถาม  ผมพยักหน้าตอบช้าๆ ความเจ็บปวดบนหน้าของพี่ภูชัดเจนกว่าเดิม พี่ภูหลุบสายตาลง พลางถอนหายใจออกช้าๆ

 

“พี่ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี ให้กฤษหายระแวง นั่นไม่ใช่พี่ ตอนนั้นพี่ยังไม่ได้เข้านอน แต่พี่ไม่ได้ออกมาด้อมๆมองๆที่หน้าบ้านกฤษแน่นอน พี่ไม่รู้ว่าทำไมกฤษถึงได้ระแวงพี่ถึงขนาดนั้น

 

ตอนนั้นเพื่อนพี่ก็อยู่ด้วยกัน  หรือกฤษจะให้พี่ต่อสายให้เพื่อนยืนยันไหมครับ?  กฤษถึงจะพอใจ แล้วเชื่อสักทีว่าพี่ไม่ได้มาแอบซุ่มดูกฤษที่หน้าบ้าน “

 

พูดเสร็จพี่ภูก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ผมรีบยกมือห้าม

 

“เดี๋ยวฮะ ไม่ต้องครับพี่ภู กฤษเชื่อแล้ว อย่าโทรไปเลยฮะ”  ถ้าเขาทำแบบนั้น ทั้งผมและเขาก็คงจะดูไม่ดีในสายตาเพื่อนพี่ภูแน่ๆ เรื่องของคนสองคนตอนทะเลาะกับตอนเคลียร์ มันไม่ควรให้คนอื่นเข้ามาเอี่ยวด้วย

 

“แสดงว่ากฤษเชื่อพี่แล้ว?” เขาถาม

ผมพยักหน้า “ครับ กฤษเชื่อพี่ภู”

 

“งั้นมีอะไรอีกที่สงสัย”

“พี่ภู … พี่ภูเป็นคนทำร้ายโฟร์หรือเปล่าครับ?”​

 

สีหน้าเขาเปลี่ยนทันที

“เดี๋ยว ..  โฟร์เป็นอะไรเหรอ?”

 

“เขาโดนทำร้ายร่างกายครับ เมื่อคืนนี้ ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล”  ผมเว้นวรรคนิดหนึ่ง หันไปมองทางมือถือแล้วกลับมาสบตากับพี่ภู  “คิดว่าคงหลังจากที่ทวีตเรื่องนั้นแล้วน่ะแหละ”

 

“มันโกหกกฤษว่าจะไปปาร์ตี้บ้านแฟน  มันโกหกแฟนว่ามานอนกับกฤษ แล้วมันก็โกหกพี่ชายมันว่าไปปาร์ตี้บ้านแฟน” พอนึกถึงโฟร์ จู่ๆผมก็รู้สึกคอแห้งเสียอย่างนั้น  ยกน้ำแก้วของตัวเองมาดื่มรวดเดียวหมด

 

“ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อคืนโฟร์มันไปไหนครับ”

ผมสรุป

 

“แล้วทำไมถึงคิดว่าพี่จะเป็นคนตีหัวโฟร์ล่ะ?”

เขาถาม

 

ผมส่ายหน้า  “ไม่รู้เหมือนกันอะ ตอนนี้กฤษสับสนไปหมด” พลางหลุบสายตาลง นั่นน่ะสิ มันมีเหตุผลอะไรดีๆให้ผมสงสัยคนรักของผมเหรอ? ทำไมผมถึงต้องสงสัยเขาด้วย  ผมนั่งบนเก้าอี้แล้วก้มหน้า นิ่ง…

 

พี่ภูเลื่อนเก้าอี้เขามานั่งข้างๆ แล้วบีบไหล่ผม  “พี่ยอมรับนะว่า ตอนที่อ่านทวีตพี่โกรธ ไอ้ทีแรกพี่ก็โกรธโฟร์ แล้วก็โกรธนายด้วย  …

 

โกรธโฟร์ที่เขาเอาเราสองคนไปโพนทะนา

แล้วก็โกรธนายที่นึกสงสัยพี่ แล้วไม่ยอมถาม

 

แต่สุดท้ายนะ … พี่กลับโกรธตัวเอง

โกรธที่ทำไมพี่ทำให้แฟนของพี่ไว้ใจไม่ได้

สุดท้ายพี่ก็เลยต้องมาหานายเพื่อเคลียร์นี่ล่ะ”

 

ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

ปมสงสัยที่ค้างในใจค่อยๆคลายออก

สายตาเขาที่จ้องผมกลับ มันไม่มีแววโกหกเลย

 

เมื่อกี้นี้ ตอนที่เขารู้ว่าโฟร์โดนทำร้าย

สีหน้าพี่ภูดูตกใจมาก และผมรู้ว่ามันไม่ได้เสแสร้ง

 

“พี่ภูยังโกรธกฤษไหมครับ?”

ผมถาม  เขาส่ายหน้าแล้วลูบหัวผม

 

“พี่จะโกรธนายได้ไง เด็กโง่เอ้ย”

แล้วเขาก็ดึงผมไปพิงไหล่ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูก

 

“พี่ภูครับ ยังมีอีกเรื่องที่กฤษอยากรู้ …​แต่ไม่แน่ใจว่าควรถามไหม?  มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่”  ผมผละจากไหล่เขาออกมา

 

พี่ภูหันมาทำหน้าประหลาดใจ  “ยังมีเรื่องอะไรแย่กว่านี้อีกเหรอ? ทีแรกก็สงสัยว่าพี่แอมซุ่มตาม ต่อมาก็สงสัยว่าพี่ทำร้ายเพื่อนนาย นี่ยังมีอะไรแย่กว่านี้อีกล่ะ? บอกก่อนนะ พี่ไม่เคยนอกใจนายนะ”

 

ผมหัวเราะแห้งๆ “ไม่ใช่หรอกฮะ … คือเรื่องนี้มันเกี่ยวกับหมอนินน่ะครับ”  ผมเอื้อมมือไปกุมมือเขาไว้ “พี่ภูไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตเวชใช่ไหมครับ?  หมอนินบอกกฤษแล้ว  ถ้าไม่ได้ป่วย พี่ภูไปที่นั่นทำไม?”

 

ผมไม่เก่งหรอกเรื่องอ่านสีหน้า

ถ้า มัน ไม่ ชัด

 

แต่ตอนนี้สีหน้าพี่ภูมันชัดมาก

เขา กำ ลัง ลำ บาก ใจ

 

มันเหมือนคำถามที่ผมถาม ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำประณามหรือคำหยาบคายอะไรสักอย่าง สีหน้าของเขาถอยไปอยู่กึ่งกลางระหว่างไม่พอใจ ลังเล แต่ก็หวาดกลัวในที  เหมือนเขากำลังตัดสินใจที่จะพูดอะไรสักอย่าง

 

“คือ …”  แล้วเขาก็ค่อยๆเปิดปาก

“มัน …พี่ไม่ได้ป่วยหรอก แต่พี่ไปรับยาน่ะ”

 

“ไม่ได้ป่วย แล้วทำไมไปรับยาล่ะครับ?”

ผมถามต่อ

 

“มันเป็นยาของ ….”

แล้วเขาก็หันไปทางอื่น ผมแอบเห็นว่า ที่ขอบตาของพี่ภู มีน้ำตารื้นขึ้นมานิดๆ  เขาพยายามกระพริบตาถี่ๆเพื่อไล่น้ำตาออกกไป แต่มันไม่ทันแล้ว  ผมเห็นแล้ว

 

พี่ภูหันมามองหน้าผม

“สัญญานะ ว่าถ้าพี่บอกนายเรื่องนี้ นายจะไม่หนีจากพี่ไปไหน”

 

ผมไม่เข้าใจ … บอกตรงๆ แต่ผมก็พยักหน้ารับปากเขา

“กฤษสัญญาครับ พี่ภูเล่ามาเถอะ”

 

“มันเป็นยาของแม่พี่ครับ แม่พี่เป็นผู้ป่วยติดยาเสพติดขั้นรุนแรง และ แม่ คือ คนไข้ของหมอนิน ไม่ ใช่ พี่ ครับ”  พูดจบ น้ำตาก็ไหลผ่านแก้มของเขา แล้วพี่ภูก็ซบหน้าลงกับฝ่ามือ และร้องไห้

 

ณ. ตอนที่ปมสงสัยในใจผมคลายออก

ปมแผลในใจของพี่ภูก็ถูกขมวดแทนที่

 

เขายอมใช้กุญแจที่ชื่อว่า แผลในใจ

ไขประตูความลับ เปิดให้ผมหายสงสัย

แต่มันทำร้ายความรู้สึกของเขา …

 

เคยมีคนพูดว่า คำพูดเป็นนายของเรา

ถ้ามันหลุดออกจากปากแล้ว เราเอาคืนมาไม่ได้

ผมอยากให้ตัวเองไม่ได้ถามเรื่องนี้กับพี่ภูจริงๆ

 

แต่ผมทำไม่ได้ไง ผมย้อนเวลาไม่ได้

ผมทำได้เพียง ฟังเสียงเขาร้องไห้

และกอด ปลอบโยน เขา เท่า นั้น

 

……..

 

“มันเป็นยาของแม่พี่ครับ แม่พี่เป็นผู้ป่วยติดยาเสพติดขั้นรุนแรง  และ แม่ คือ คน ไข้ ของ หมอ นิน ไม่ ใช่ พี่ ครับ”

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่อง

หลังจากนั้นพี่ภูก็เล่าเรื่องของเขา

เรื่องครอบครัวของเขา ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน …

 

“พ่อจากไปก่อน”  พี่ภูสบตาผม  ตายังช้ำเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มา แม้คราบน้ำตาบนหน้าจะแห้งไปแล้วก็ตาม  “พี่จำเรื่องพ่อได้ไม่มากนัก  แต่มันเดาได้ไม่ยากว่าพ่อจากไปเพราะแม่ติดยา”

 

“แล้วเขาทิ้งพี่ภูไว้กับแม่น่ะเหรอครับ?”  ผมนึกเหตุผลไม่ออก ว่าเพราะอะไรผู้ชายคนหนึ่งที่โตเป็นผู้ใหญ่จะทิ้งเด็กชายที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรไว้กับผู้หญิงที่ติดยาเสพติด  มันอันตรายและไร้หัวคิดมาก

 

พี่ภูเม้มปากสนิท หันไปมองด้านอื่น ก่อนจะเปลี่ยนสายตาเป็นอ่อนโยนแล้วตอบผม  “พี่ว่าเราคงเข้าใจเหตุผลของใครสักคนยาก เพราะเราไม่ใช่เขา เราไม่มีวันเป็นเขาด้วย เราวิจารณ์การตัดสินใจใครไม่ได้หรอก

 

แต่ถ้าให้พี่เดา ก็คงเพราะว่าแม่พี่มีเงิน มีความพร้อมที่จะดูแลพี่มากกว่า นายอาจจะเห็นว่าอยู่กับแม่ที่ขี้ยามันแย่  แต่ก็เป็นแม่ขี้ยาที่มีเงินเลี้ยงดู  บางทีมันอาจจะดีกว่าอยู่กับพ่อที่ไม่ติดยา แต่ไร้ความสามารถที่จะเลี้ยงดูพี่ได้”

 

จริง .. บางครั้งเราต้องเลือก

และตัวเลือกมันไม่ใช่ ทางที่ดี กับ ไม่ดี

มันคือเลือกระหว่าง ระยำ กับ ระยำกว่า

 

เราทุกคนไม่ได้อยู่บนลานหินอ่อน

เราทุกคนไม่ได้เดินอยู่ในดงดอกไม้เสมอไป

บางทีเราอยู่บนโคลนเลน ไปซ้ายหรือขวาก็เลอะ

 

มีแค่เลอะ หรือเลอะกว่า

มีแต่จม หรือจมเร็วขึ้น แค่นั้น

 

ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ  พี่ภูเล่าต่อ “พี่โตมาด้วยเงินจากบริษัทแม่ และผู้ดูแลที่เป็นพี่เลี้ยง  พี่ได้ทุกอย่างที่อยากได้”  แล้วเขาก็พ่นลมหายใจออกทางจมูกพรืด เหมือนหัวเราะในความช่างเสียดสีของตัวเอง  “ก็เกือบทุกอย่างแหละนะ

พี่อยากมีแม่ แม่ที่เป็นแม่จริงๆ

พี่อยากมีพ่อ  พ่อที่เป็นเสาหลักจริงๆ

นั่นล่ะมั้ง สิ่งที่พี่ไม่ได้ และเงินก็ซื้อไม่ได้”

 

“แล้วแม่พี่ภูก็รักษาอาการติดยาเหรอครับ?”  ผมถาม  เขาส่ายหน้า  “ไม่เชิง แม่พี่พยายามเลิกยาหลายรอบมาก จนแม่ชอบเอามาพูดเล่นเป็นมุกตลกว่า เลิกยาน่ะง่าย แม่ลองทำได้ตั้งหลายรอบแน่ะ”  แล้วพี่ภูก็หัวเราะ ผมหัวเราะร่วมด้วย  แต่ก็แค่เบาๆ

 

“แม่ไม่เคยเลิกยาสำเร็จ แม่มีแต่จะใช้ยามากขึ้น มากขึ้น แล้วก็แรงขึ้น แรงขี้น จนแม่ถลำไปไกล สมอง สติ ความคิดของแม่เริ่มได้รับผล  แม่เริ่มไปดูแลบริษัทตัวเองไม่ได้ ทำงานไม่ได้  หุ้นส่วน พนักงานคนอื่นๆ เริ่มได้กลิ่นปัญหาของท่านประธาน

 

แล้วก็มาถึงจุดที่สุดของปัญหา”

 

พี่ภูเอื้อมือมากุมมือผม ผมจับมือเขาตอบ

สัมพัสได้ว่า มือเขามีเหงื่อชุ่ม และสั่น

 

“แม่ทำร้ายตัวเอง  และทำร้ายพี่ด้วย”​

 

แล้วน้ำตาก็ไหลผ่านแก้มเขาอีกครั้ง  พี่ภูสูดจมูกเสียงดัง กลั้นสะอื้นอยู่ชั่วหนึ่ง ถึงได้กลับมาเล่าเรื่องราวถัดจากนั้นต่อมาได้

 

“หลังจากนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย  มีขั้นตอนเยอะแยะที่พี่อยากลืม  แต่สุดท้าย แม่ก็พ้นจากตำแหน่งบริหารในบริษัท เหลือไว้เพียงความเป็นเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ และให้หุ้นส่วนอื่นๆจัดการไป

 

และนั่นคือจุดที่แม่ต้องพบจิตแพทย์ เพื่อทำการบำบัด รักษาสมอง จิตใจที่เหลือ พี่เปลี่ยนสถานะจากลูกชาย  กลายเป็นคนดูแลแม่

 

พี่เปลี่ยนเป็นคนดูแลแม่ ให้แม่ได้พักผ่อนในที่ที่สมควร และคอยดูให้แน่ใจว่า แม่จะไม่ทำอันตรายให้ตัวเอง และคนอื่น”​

 

นี่มันคนละเรื่องกับที่ผมคิด …

ครอบครัวพี่ภู ไม่ได้เหมือนอย่างที่ผมคิดไว้เลย

 

ผมเคยเห็นรูปถ่ายของเขากับแม่ ใส่กรอบวางอยู่ในคอนโดพี่ภู  คอนโดที่พี่ภูบอกว่าแม่ซื้อให้เป็นของขวัญที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพื่อที่พี่ภูจะได้ไปเรียนสะดวกไม่ต้องอยู่บ้านที่ไกลจากมหาวิทยาลัย

 

ดูจากรูป ผมนึกว่าแม่ของเขาเป็นผู้หญิงทำงานที่เก่ง คล่อง ค่อนข้างสวย และดูเฉี่ยว แม้จะติดที่ผอมไปหน่อยก็ตาม ผมไม่รู้เลยว่าความผอมจนเกือบจะเรียกว่าซูบซีดนั้น มาจากยาเสพติด ผมไม่รู้ด้วยว่า รอยยิ้มในรูปนั้น มันมาจากยาเสพติด หรือมาจิตใจแท้ๆของเธอ

 

ผมไม่เคยเห็นรูปพ่อพี่ภู

โอเค เข้าใจได้ ตามที่เขาเล่า

 

ผมบีบมือพี่ภูอีกครั้ง และสบตาเขา มันคงยากที่จะผ่านเรื่องพวกนี้ให้ได้ โดยเฉพาะ ถ้าต้องผ่านมันเพียงคนเดียว

 

“พี่ภู เหนื่อยไหมครับ?” ผมถามเขา

 

พี่ภูยิ้มอ่อนๆ แล้วพยักหน้า “นายนึกไม่ออกเลยล่ะ ว่ามันเหนื่อยขนาดไหน”

 

“ก็คงจะอย่างนั้นครับ”  ผมนึกถึงผมกับแม่  เราสองคนไม่ได้สนิทกันแบบที่ครอบครัวอื่นเป็น สายสัมพันธ์ระหว่างผมกับแม่ก็ไม่ได้ดีนัก แต่มันไม่ได้แย่แบบนี้แน่นอน อย่างน้อยแม่ก็ไม่ได้เป็นภาระ แบบภาระจริงๆที่ผมต้องดูแล เหมือนที่แม่พี่ภูเป็น

 

ทีหลังผมจะไม่บ่นเรื่องแม่อีกแล้ว

ดูจากที่พี่ภูเจอ ผมโชคดีกว่าเขาเยอะนัก

 

“พี่ก็ไม่ได้ผ่านเรื่องนี้คนเดียวหรอกนะ”  พี่ภูลูบหัวผม

“แฟนเก่าพี่ก็ช่วยพี่ได้เยอะ”​

 

“แม้จะไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย  แต่เขาก็เชื่อในตัวพี่ ว่าพี่จะทำทุกอย่างได้ เชื่อว่าพี่ผ่านทุกสิ่งเหล่านี้ไปได้ เขาเหมือนคนที่ทำให้พี่แข็งแรงขึ้นมาได้ จากคนที่แทบไม่มีแรงจะลุกขึ้นยืนได้เลยด้วยซ้ำ”

 

พี่ภูสบตาผมด้วยแววตาเจ็บปวด  “มันถึงได้รู้สึกแย่มาก ตอนที่พี่ต้องบอกเลิกกับเขา”  แล้วเขาก็เม้มปากแน่น ผมเดาอารมณ์พี่ภูตอนนั้นไม่ได้เลย แต่ค่อยก็ค่อยๆคลายมุมปากที่ตึงและเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “แต่มันก็คุ้มค่า ..

 

What took you here

Won’t bring you there

 

อะไรที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

มันจะไม่ได้พาเราไปถึงจุดถัดไป

 

เราเดินทางมาถึงริมน้ำแล้ว

เราก็คงจะดื้อขี่ม้าต่อไปไม่ได้หรอก

เราต้องทิ้งม้า  และมองหาเรือ เพื่อข้ามไป

 

พี่รักเขานะ พี่เคยรักเขา

แต่ตอนนี้สำหรับพี่ เขาเป็นอดีตไปแล้ว

เขาเป็นอดีตไปตั้งแต่พี่เจอปัจจุบันของพี่”

 

เขาบีบมือผมตอบ

 

“นั่นก็คือนายนะกฤษ นายคือปัจจุบันของพี่

พี่เลยจำเป็นต้องตัดเขาออกไป เพื่อให้ปัจจุบันมันชัดเจน”

 

“มันคงเจ็บสินะฮะ”   ผมถามเขา

 

พี่ภูพยักหน้า  “เจ็บมากเลยล่ะ แต่มันก็เหมือนตอนที่พี่ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ เราผ่าตัดมันออกไป เพื่อผลที่ดี เพื่อรักษาชีวิตเรา ไม่อย่างนั้นมันคงแตก และติดเชื้อรุนรง

 

แต่แผลที่เกิดจากการผ่าตัดเอามันออก ก็เจ็บ ดังนั้นไม่ว่าจะผ่าตัดเพื่อตัดส่วนดี หรือตัดส่วนร้ายที่เป็นอันตรายออกไป ยังไงมันก็คือการผ่า ยังไงมันก็เจ็บ ตัดเขาออกไปจากชีวิต มันก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

 

แต่พอตัดออกไปแล้ว

ก็คือตัดออกไปเลย ขาด กัน ให้ ชัด เจน

 

เขาเปลี่ยนรูปเป็นอดีตไปแล้ว

ส่วนนายคือปัจจุบันและอนาคตของพี่

 

เสียงของเขา กลายเป็นเสียงในอดีต

เสียงของเขา จะไม่มารบกวนเราอีกต่อไป

เสียงของเขา จะไม่มาทำให้เราหวั่นไหวในความสัมพันธ์

 

เพราะ…. นายคือ เสียง แห่งปัจจุบัน

ที่พี่ได้ยินเสมอ แม้ว่านายจะไม่อยู่ใกล้ๆ

 

นายคือ เสียง แห่งอนาคต

ที่พี่รู้ว่าพี่จะได้ยินตลอดไป ไม่ว่าอะไรก็ตาม

 

นายคือ เสียง ที่ดังอยู่ในใจพี่ตลอด

นายคือ เสียง ที่พี่ได้ยินตั้งแต่ก่อนเจอหน้าด้วยซ้ำ

นายคือ เสียง ที่พี่อยากได้ยินตลอดไป

 

อย่าหนีพี่ไปไหนเลยนะ”

 

แล้วพี่ภูก็บีบมือผมแรงขึ้น ผมก็บีบมือเขาตอบ  มันไม่มีคำตอบรับ รับปากอะไรจากผม  แต่สายตาที่มอง และสัมผัสที่ประสานมือ มันคือคำตอบที่ชัดเจน เขายิ้ม และยิ้มบนหน้าพี่ภูก็ส่งต่อมาถึงหน้าผมด้วย ผมยิ้มตอบ

 

“ทีนี้ เชื่อใจพี่ได้หรือยังครับ” เขาถามอีกครั้ง ผมพยักหน้า “ขอโทษนะครับ ที่กฤษระแวงพี่ภูก่อนหน้านี้  ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร นอนหลับก็ยาก ระแวงนู่นระแวงนี้ไปหมดเลย ฟุ้งซ่าน”

 

“ก็เจอแต่เรื่องแปลกๆรอบตัว”  พี่ภูให้เหตุผล “กฤษจะระแวงนู่นนี่ พี่ก็ว่าไม่แปลกหรอกนะ เป็นพี่ พี่ก็คงระแวงเหมือนกัน  แต่คราวหลัง สงสัยอะไรให้ถามนะครับ  เราเป็นคนรักกัน ไม่ใช่คนแปลกหน้า เราถามกันได้ เราคุยกันได้ นะครับ”

 

เขาย้ำคำ ส่วนผมก็พยักหน้า

 

“คืนนี้พี่ค้างกับกฤษได้ไหมครับ?”

“ก็ลองไม่ค้างดูสิ จะได้เป็นเรื่อง”

 

“คิดถึงพี่ล่ะสิ”

“เปล๊าาาาา พี่ภูต่างหากคิดถึงกฤษใช่ไหมล่ะ”

 

“งั้น… เดี๋ยวเราอาบน้ำกันไหม?”

“อาบด้วยกันเหรอครับ?”

 

พี่ภูไม่ตอบ แต่ยักคิ้ว

ผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ถอดเสื้อ

 

พี่ภูเดินเข้ามากอดผมจากด้านหลัง เอาคางวางที่ไหล่  ผมหยิบมือถือขึ้นมา selfie เรา พี่ภูรู้งานและรู้มุมมาก เขาไม่จ้องตากับกล้อง แต่กัดที่ต้นคอผมแทนตอนที่กดชัดเตอร์ถ่ายภาพ

 

“หืม … น่ารักอ่ะ”  ผมดูรูปแล้วส่งให้พี่ภูดู

เขาพยักหน้า  “จะลงใน twitter ไหมล่ะ?”

 

แทนคำตอบ ผมทวีตมันตอนนั้นเลย

/ การกลับมาทบทวนกัน จะทำให้ความสัมพันธ์ strong ขึ้น #พี่ภูน้องกฤษ /

 

“ส่งให้พี่ด้วยนะ พี่จะเอาลง IG”

“ส่งแน่อยู่แล้วครับ แต่ตอนนี้ …”

 

แล้วผมก็ดึงคอเสื้อเขาลงมาจูบ

แล้วก็ค่อยๆลากให้เขาเดินตามเข้าไปในห้องน้ำ

แล้วก็ …  นั่นแหละ มันก็เป็นไปตามที่คุณๆเดานั่นล่ะ

 

เป็นอันว่า เรื่องราวยาวยืดของความระแวงระหว่างผมกับพี่ภูก็จบไป  ทุกเรื่องคลี่คลาย ได้รับคำตอบทั้งหมด เมฆแห่งความวิตกถูกปัดเป่าให้หายไป  ถ้าจะอธิบายด้วยศัพท์เทพนิยาย ก็ต้องพูดว่า happily ever after

 

แล้วเจ้าชายทั้งสอง ก็ครองรักกัน

อย่างมีความสุข ไป ตลอด กาล …

 

เสียดายนะ เสียดายจริงๆ ..

เรื่องของ #พี่ภูน้องกฤษ ควรจะจบ ตั้งแต่ทวีตนี้

แต่เปล่าเลย  มันคือจุดเริ่มต้น ของโศกนาฏกรรม

 

ถ้าพวกคุณชอบอะไรที่จบแบบสุขๆ

หยุดอ่าน แล้วออกไปได้เลยครับ ผมไม่ว่าเลย

ปล่อยให้ภาพจำสุดท้าย เป็นความสุขแบบนี้ดีกว่า

 

แต่ถ้าคุณรับได้ … กับการที่เราสองคนตายตอนจบ

ถ้าคุณรับได้ กับการหักหลังที่เจ็บปวด

ตามมาสิครับ มันกำลังเริ่มต้น …

 

ถ้าจะพูดให้ชัดๆ …

มันเริ่มในคืนนั้น หลังจากหลายน้ำที่เราเสียไป

พี่ภูนอนหลับกรนสบายไปแล้ว แต่ ผม ยัง นอน ไม่ หลับ

 

ผมกระสับกระส่ายมาหลายคืนแล้ว

มันไม่ง่วง และต่อให้ง่วง ผมก็นอนได้ไม่ยาว

คืนนี้ก็เหมือนกัน ยิ่งมีคนนอนข้างๆ ยิ่งหลับยาก

 

ทางออกคือ หาอะไรดู หาอะไรทำ

ผมหยิบมือถือมาเปิดดู twitter

 

ดีจัง มีคนรีทวีตรูปผมกับพี่ภูเยอะแยะ  มีคนรีพลาย และโค้ดทวีตไปเยอะเลย  ทุกคนสนับสนุน #พี่ภูน้องกฤษ  มีหลายคนออกมาบอกด้วยว่า ไอ้คู่ ก. กับ ภ. น่ะไม่น่าใช่พวกเราสองคนหรอก เพราะนี่ไง รักกันดีจะตาย

 

ผมยิ้ม พลางไล่ดูลงไปเรื่อยๆ

 

/ แหม รักกันเนอะ

ก็ขอให้รักกันให้นานๆละกัน /

 

อันนี้เหมือนประชดแฮะ

แต่ผมจะพยายามไม่สนใจนะ

คนประชด มาจากกลไกคือเขาอิจฉา

 

ผมกำลังจะปิดมือถือแล้วล่ะ แต่พอดีว่า ..

มือถือพี่ภูที่นอนข้างๆสว่างวาบขึ้นมา

 

ผมเห็นว่ามันเป็น notification ของข้อความที่ส่งเข้ามา และเพราะพี่ภูเซ็ทให้มันโชว์ข้อความด้วย ผมเลยเห็นข้อความนั้นบนหน้าจอ

 

/ ผมยังรักคุณ และผมไม่ต้องการเสียคุณไป

ถ้าคุณไม่อยู่กับผม คุณก็ต้องไม่อยู่กับใคร

 

ถ้าหัวใจคุณไม่ใช่ของผมแล้ว

ก็ต้องไม่มีใครในโลกนี้

ได้ หัว ใจ คุณ ไป /

 

Don`t copy text!