ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 14 : เขาไม่ใช่ภู

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 14 : เขาไม่ใช่ภู

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 14 –

 

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน

 

ผมไล่สายตาตามตัวหนังสือตรงหน้า

มันไม่มีทางที่ผมจะอ่านผิด หรือสะกดผิด

 

ลายมือคือลายมือเดียวกับที่เขียนตั้งแต่ต้นเล่ม ดังนั้นมันไม่ใช่ข้อความที่คนอื่นเขียนแน่นอน นี่คือข้อความที่คุณภาวนา เจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้เขียน  นี่คือข้อความที่ “แม่” ของพี่ภูเขียน

 

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน

 

ผมเปิดย้อนกลับไปที่หน้าแรกๆ ข้อความส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ ไวยากรณ์จะเปะๆปะๆ เหมือนเขียนท้ายขึ้นหน้า หน้าไปต่อหลัง บางหน้าก็อย่างที่บอกถูกขยำจนยับ บางหน้ามีรอยขาด บางหน้าก็มีรอยน้ำตา

 

บางหน้ามีแต่คำว่า เบื่อ เต็มหน้า หรือไม่ก็มีรอยขีดปากกาวุ่นวายไม่เป็นตัวหนังสือเต็มหน้าไปหมด มันดูน่ากลัวนะ สยองๆ พิลึก เพิ่งจะมามีข้อความหน้าหลังๆที่ผมเปิดเจอนั่นล่ะ ที่เขียนเป็นไวยากรณ์ภาษาคนหน่อย

 

แต่ข้อความมันที่จับใจความได้

ดันกลับน่าขนลุกกว่าเดิมเสียอีก

 

ผมเงี่ยหูฟัง ยังได้ยินเสียงล้างจานจากข้างล่าง พี่ภูยังคงยุ่งกับกองจานชามที่เรากินเสร็จเมื่อกี้นี้ ผมยังพอมีเวลา เก็บสมุดเล่มนี้ลงกล่องและทำเป็นเหมือนไม่ได้เปิด ไม่ได้เจอ ไม่ได้เห็น ไม่ได้อ่าน ผมวางสมุดลงกลับไปที่กล่องตั้งท่าจะปิด

 

แล้วถ้า …  แล้วถ้า คุณภาวนาเกิดพูดถูกล่ะ

แล้วถ้า พี่ภู ของผม ไม่ใช่ภู ลูกชายคุณภาวนาจริงๆ

 

แล้ว นี่มันอะไรอ่ะ? แล้วพี่ภูเป็นใคร ?

แล้วนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย?

 

หรือว่า ผมควร … อ่านต่อ?

 

“กฤษ  เลือกได้หรือยังครับว่าจะดูเรื่องไหน?”

เสียงพี่ภูดังมาจากชั้นล่างดึงสติ ผมรีบปิดกล่องและดันมันกลับเข้าไปไว้ที่เดิมทันที ทิ้งคำถามและความลังเลเมื่อกี้ให้ค้างในอากาศเอาไว้  เงยหน้าขึ้นมาคว้าแผ่นบลูเรย์แผ่นแรกที่เจอแล้วรีบกลับลงไปชั้นล่าง

 

“ได้แล้วฮะ ดูเรื่องนี้แล้วกัน”

ผมส่งแผ่นหนังให้พี่ภู เขารับไปดูพลางขมวดคิ้ว

 

“หืม…  ไหนว่าไม่ชอบเรื่องนี้ไง?”

ผมเพิ่งเห็นว่าแผ่นที่ผมหยิบมาให้เขาคือเรื่อง Love,Simon  เรื่องที่เขาเคยชวนผมดูแล้ว แต่ผมบอกไปว่าแค่อ่านเรื่องย่อก็ไม่อยากดูแล้ว ผมไม่ชอบอะไรที่มันโรแมนติกคอเมดี้ ไม่ว่าจะชายหญิง หรือ ชายชาย

 

“เอ่อ…” ผมนึกหาข้อแก้ตัว

 

“ก็ ไหนๆก็คิดว่าจะไม่ดูแน่ๆในชีวิตนี้ ก็ดูสักครั้งกับพี่ภูแล้วกัน ใครถามจะได้บอกได้ไงว่าดูแล้ว แล้วก็ไม่ชอบ”  ผมเกาะแขนอ้อนเขา  “ดูหนังที่น่าเบื่อ แต่ถ้าดูกับแฟนมันก็โอเคนะ ใช่ไหมฮะ?”

 

พี่ภูหันมาหอมที่หน้าผากผมทีนึง  “วันนี้อ้อนจัง มาแปลกนะเรา”  แต่เขาก็ยักคิ้วยิ้ม  “แต่พีนะ พี่ชอบ ทีหลังอ้อนเยอะๆนะครับ พี่ชอบเสียงกฤษเวลาอ้อน มันน่ารักดี”  เขาหยิกแก้มผมหนึ่งที แล้วก็เดินไปที่โซฟา เปิดแผ่นเล่นหนัง

 

ผมเดินตามไปนั่งข้างๆเขา พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยพี่ภูก็ไม่สงสัยคำโกหกของผม รอดตัวไป ทีนี้ที่ต้องทำก็คือพยายามตั้งสมาธิกับหนังตรงหน้าก่อน เอาให้ตรงนี้ผ่านไปก่อนแล้วกัน เรื่องความสงสัยอะไรนั่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง

 

แล้วเราสองคนก็ดูหนัง

บอกตรงๆนะ ตลอดเรื่อง ผมไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวละครไหนคือตัวเอก

 

ตรงหน้าผมมันมีแต่ภาพสมุดบันทึกเมื่อกี้นี้ลอยไปลอยมา ข้อความแปลกๆ รอยปากกา รอยดินสอขีดๆยุ่งเหยิง รอยขยำกระดาษ รอยฉีก รอยน้ำตา และข้อความนั้น

 

“เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน”

 

เชี่ยเอ้ย … แม่งมีเรื่องให้คิดอีกละ  แล้วคืนนี้จะนอนหลับไหมเนี่ย คิดแล้วก็หันไปมองคนข้างๆ พี่ภูดูมีความสุข ผ่อนคลาย หลังพิงโซฟาสบายๆ มือหนึ่งวางบนพนักโซฟาและมือหนึ่งก็โอบไหล่ผม สายตาจ้องอยู่ที่หนัง

 

ในบันทึกบอกว่า “เขาเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกวัน”

ตรงไหนของผู้ชายคนนี้กันหรือ ที่น่ากลัว

ผมไม่เห็นสักตรงเลย จริงๆนะ

 

“มองหน้าพี่ทำไม มีอะไรติดป่าว?”

เขาหันมาขมวดคิ้วใส่ผม

 

“เปล่าาาา” ผมรีบกลบเกลื่อน

“ก็แบบ พี่ภูหล่อกว่าพระเอกในเรื่องอีก”

 

เขาหัวเราะ “เอาอีกละ อ้อนพี่อีกละ”

ผมหัวเราะตอบบ้าง “ก็จริงนี่นา หล่อจริงๆ”

 

พี่ภูยักไหล่ “พี่ก็รู้ตัวบ้างอ่ะนะ ไม่อย่างนั้นนายไม่มองพี่ตาไม่วางตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันหรอก”  ผมย่นจมูกใส่ความขิงของแฟนผม  “แหม พี่ภูเองก็จ้องกฤษเหมือนกันเหอะน่า เราเลิกเถียงเรื่องนี้กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ จะกลับมาวนเรื่องนี้อีกทำไมเนี่ย”

 

“ปะ ดูหนังกันต่อเหอะ”

แล้วพี่ภูก็กระชับมือที่โอบไหล่ผมแน่นขึ้น

 

ผมหันไปมองมือนั้น …

และหันไปมองหน้า สันกราม ตา จมูก

ไม่มีสักตรงของพี่ภู ที่ดูน่ากลัวหรือน่าระแวง

 

เขาดูเป็นผู้ชายปกติๆคนหนึ่งผู้ชายที่มีเสน่ห์ ดูอบอุ่น น่าเข้าหา ไม่ต่างจากวันแรกที่ผมได้เจอเขาเลย ยิ่งรู้จัก ยิ่งรู้สึกว่าเขามีแต่สิ่งดีๆมากมาย

 

ผมว่านะ … มีแต่คนเสียสติเท่านั้นล่ะ ที่จะมองว่าพี่ภูของผมคนนี้น่ากลัว และเพราะแม่เขาเสียสติ … งั้นผมไม่แปลกใจแล้วล่ะ ผมยักไหล่ ให้กับความสงสัยของตัวเองแล้วก็พยายามดูหนัง(ที่ผมไม่น่าจะชอบ) กับเขาต่อไป  ผมหายสงสัยสนิทใจแล้วล่ะ

 

……….

 

ซะที่ไหนกันล่ะ …

 

พวกคุณคิดว่ามันง่ายเหรอ?  เวลาที่เราสงสัยอะไรเราดับความสงสัยได้ง่ายๆเหรอ? ให้บอกตัวเองว่า ไม่เห็นมีอะไรน่าสงสัย  แล้วก็ปล่อยผ่านมันไป แล้วสนใจเรื่องอื่น  คุณคิดว่าในความเป็นจริง มันทำได้ง่ายอย่างนั้นเหรอ?

 

อาจจะได้ แต่เชื่อเหอะว่ามันแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อคืน หลังหนังจบ เข้านอน ในตอนก่อนที่ผมจะหลับตาในอ้อมกอดของพี่ภู ตาผมก็เหลือบไปมองที่ชั้นวางแผ่นหนัง … ด้านล่าง

 

ที่ที่ผมรู้ว่า มีกล่องนั้นวางอยู่

ที่ที่ผมรู้ว่า มีสมุดบันทึกปริศนานั้นเก็บไว้

ที่ที่ผมรู้ว่า มีข้อความแห่งความน่าสงสัยซ่อนอยู่

 

พี่ภูกอดผมหลับ แต่ผมน่ะกอดความสงสัย

แม้เมื่อคืนตาผมจะหลับได้ แต่ในสมองก็วุ่นวายพอควร

 

“เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ภู

เด็ก คน นี้ ไม่ ใช่ ลูก ฉัน”

 

ตื่นเช้ามา แม้จะอาบน้ำแปรงฟัน ล้างหน้าแล้วก็เถอะ แต่ข้อความประโยคนั้นยังคงลอยคว้างอยู่ในอากาศตรงหน้า ความสงสัยยังเหมือนหมอกบางๆที่ยากจะจางจากห้วงคิดของผม

 

ความสงสัยนี่หลอนเสียยิ่งกว่าหลอน กำจัดยากยิ่งกว่าคราบสกปรกเสียอีกนะ  ถึงจะล้างหน้าแรงๆ สระผมแล้วมันก็ไม่หายไปจากหัว  ขนาดพยายามหาเหตุผลข้อเท็จจริงมาหักล้าง มันก็ยังไม่หายไปอีก

 

ให้ตายเหอะ เกลียดความรู้สึกแบบนี้จริงๆ วันนี้ผมควรจะมีความสุขมากสิเว้ย  ผมมีแฟนหล่อ เพอร์เฟคท์ ได้นอนค้างกับเขา ตื่นเช้ามาในซีนที่แบบถ้าถ่ายรูปลง IG ทุกคนจะต้องมีแต่อิจฉา ผมควรจะดื่มด่ำกำซาบกับความสุขนี้ให้ได้ 100%

 

แต่เปล่าเลยเว้ย ความสงสัย มันทำให้ผมสุขกับมันได้ไม่ถึง 50% ดีด้วยซ้ำ จะสติ จะสมาธิ ข้อเท็จจริง หรือนั่งมองหน้าพี่ภูนานๆ มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความสงสัยบ้าบอจากข้อความไม่กี่บรรทัดเมื่อวานหายไปได้เลย

 

ก็รู้นะว่าแม่พี่ภูเป็นโรคจิตเวช จากการใช้ยาเสพติด อาจจะมากไปจนเกินขนาดทำให้สมองโดนทำลาย ดูจากข้อความ และปกของสมุดบันทึกก็รู้ว่ามันเป็นบันทึกที่ใช้ช่วยในการบำบัดโรคจิตเวช

 

แน่นอนแบเบอ คุณภาวนา แม่พี่ภูเป็นโรคจิตเวชแน่นอน นั่นก็เป็นข้อความที่คนเป็นโรคจิตเขียนลงสมุดบันทึกแหละ มันก็อาจจะเกินความจริงไป

 

แต่การบอกว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกฉัน

มันเกินกว่าการเป็นโรคจิตเวชไปหน่อยไหม?

การที่ปฏิเสธ บอกว่าลูกตัวเองไม่ใช่ลูกของเขา แปลกไปไหม?

 

เคยได้ยินมาว่ามันมีโรคจิตเวชชนิดหลงผิดขนาดที่จำคนในบ้านไม่ได้ จำสับสน แล้วก็ระแวงว่ามีคนอื่นปลอมมาเป็นสมาชิกในครอบครัวจ้องจะทำร้าย แต่แม่พี่ภูจะเป็นถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?

 

พี่ภูอยู่ในครัว กำลังทำแพนเค้กมื้อเช้าให้อยู่  ดูสิ เห็นป่ะ? แฟนดีแบบนี้หาได้ที่ไหน?  ผมเคยมีแฟนมาก่อน ไม่ปฏิเสธ ผมเสียซิงไปก่อนจะเจอพี่ภูนานพอสมควร แต่มันไม่ใช่ประเด็น ตอนนี้พี่ภูคือแฟนที่ดีที่สุดของผมตั้งแต่ที่เคยมีมา

 

เขาเนี่ยนะ น่ากลัว?

 

กลิ่นแพนเค้กหอมๆ ลอยออกมาจากครัว  อีกแป๊ปพี่ภูคงยกออกมาให้กินแล้วล่ะ ผมหันไปมองรอบๆบ้าน เออว่ะ เพิ่งสังเกตได้อย่างหนึ่ง … ที่นี่ไม่มีรูปแม่พี่ภูเลย  ในกล่องเมื่อคืนก็มีกรอบรูปเปล่าๆ แต่ไม่มีรูปข้างใน

 

มันเกี่ยวอะไรกับ …

 

“แพนเค้ก มาแล้วครับบบบ”

 

ยังไม่ทันได้จบประโยคในความคิด พี่ภูก็ยกแพนเค้กหอมกรุ่นออกมาตัดจังหวะก่อน

 

“น่ากินจังฮะ”

ผมยิ้ม ลุกไปหยิบช้อนส้อมมาให้เขาและผม

 

“ลองชิมก่อน ค่อยชมก็ยังไม่สายนะ”

เขาหยิบน้ำผึ้งมาเทราดให้ทั้งของผมและเขา

ผมตักเข้าปากไปหนึ่งชิ้น อื้ม อร่อยไม่ต้องสงสัย  มันอาจจะไม่ใช่แพนเค้กฟลัฟฟี่ที่หยุ่นๆดึ๋งๆแบบที่เดี๋ยวนี้นิยมกัน มันเป็นแพนเค้กธรรมดาๆ แต่ผมยอมแลกไม่กินฟลัฟฟี่แพนเค้กแล้วกินแพนเค้กฝีมือพี่ภูดีกว่า

 

“หืมมมม อร่อยมากกก”

ผมตักคำที่สองใส่ปาก เต็มคำ

 

“ค่อยๆกินนะ ถ้าอยากกินอีกเดี๋ยวพี่ทำเพิ่มให้”

“แค่นี้ก็เยอะแล้วฮะ  แล้วมันเป็นแป้ง กฤษกลัวอ้วน”

 

“โอ้ยยย เด็กเอ้ย” แล้วพี่ภูก็หัวเราะ

“จะเอาอะไรไปอ้วนกันเราน่ะ อายุนิดเดียว”

 

“ไม่รู้ล่ะ กลัวไว้ก่อนดิ” ผมเถียง

อืม … เขาดูอารมณ์ดีอยู่นะ ถามตอนนี้ .. คงได้

 

“พี่ภูฮะ”  ผมตัดชิ้นที่สามเข้าปาก

“ทำไมไม่มีรูปพี่ภูกับแม่ในบ้านนี้เลยล่ะฮะ?”

 

เหมือนใครสักคนกดนาฬิกาหยุดเวลา

พี่ภูหยุดกึก ทั้งๆที่แพนเค้กกำลังจะเข้าปากเขา

ผมรู้สึกเหมือนอากาศในห้องก็หยุดไหลด้วยซ้ำไป

 

เขาเงยหน้าจากจานแพนเค้กช้าๆ

วินาทีนั้น ผมนึกว่าเขาจะไม่พอใจ

แต่เปล่าเลย … เขายิ้มอ่อนๆ เหมือน เศร้าๆ

 

“หลังๆพี่กับแม่ห่างกันครับ”

ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการตอบคำถามไหม?

แต่มันเป็นการดึงเราสองคนไปสู่บทสนทนาอีกเรื่องทันที

 

“พี่ภูบอกว่า แม่เป็น … โรคจิตเวช”

ผมเขยิบเก้าอี้ไปนั่งใกล้ๆเขา  “แม่พี่ภูเป็นไงเหรอครับ?”

 

พี่ภูหันมามองผม วางช้อนส้อมที่กินค้างลง  “ไหนๆพี่ก็เคยบอกนายไปแล้วเรื่องแม่ งั้นพี่ว่าเล่าให้หมดก็คงไม่เป็นไรหรอก” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองไปทางอื่น เหมือนค้นความทรงจำก่อนจะเริ่มเล่าให้ฟัง

 

“สมองแม่พี่เสื่อม เนื่องจากยาเสพติดที่เกินขนาด นอกจากเกินแล้ว มันยังมีหลายตัวอีกด้วย” น้ำเสียงที่เล่ามันไม่ได้เศร้า แต่ก็ไม่ได้ปกติ

 

มันเป็นน้ำเสียงที่บอกว่า เขาผ่านเรื่องนี้มาได้แล้ว แต่ไม่ได้ผ่านมาได้ด้วยดีหรอก ตอนที่ฟัง ผมสัมผัสได้ว่ามันมีแผลเป็นบางอย่างที่มองไม่เห็นบนน้ำเสียงนั้น แผลเป็นที่ไม่ชัด แต่ถ้าแตะแล้ว … มันเจ็บ

 

“แม่จำพี่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ระแวงทุกคนรอบตัวไปหมด บางทีก็เขวี้ยงปาข้าวของใส่พี่ วิ่งออกไปตะโกนบอกคนข้างบ้านว่า นี่ไม่ใช่ลูกเขา หาว่าพี่เป็นคนนอกปลอมตัวมาอยู่ในบ้านเขา จ้องจะทำร้ายเขา”

 

เล่าถึงตรงนี้ พี่ภูมองหน้าผม  “หมอบอกว่า มันเรียกว่า capgrass delusion เป็นการหลงผิดว่าคนในครอบครัว เป็นคนอื่นที่ปลอมตัวมา บางคนรักษาได้ แต่กรณีแม่พี่ที่เกิดจากสมองเสียหาย หมอบอกว่า”

 

เสียงเขาท้ายประโยคหายไป

คำที่เหลือค้างอยู่ในคอของพี่ภู

แต่ผมรู้ ว่าคำที่เหลือคืออะไร

 

ผมเอื้อมมือไปแตะไหล่เขา  ได้แต่หวังว่าความรู้สึกของผม จะส่งผ่านสัมผัสระหว่างเราไปได้บ้าง ผมอยากช่วยดูดซับอดีตที่แย่ๆของเขา และเติมความรู้สึกเชิงบวกให้เขาบ้าง

 

“กฤษขอโทษนะฮะ ที่ถาม” ผมขอโทษ

“ไม่เป็นไรหรอก” พี่ภูส่ายหน้า “นายควรจะได้รู้สักวัน”

 

“แล้วตอนนี้แม่พี่ภู…?”

“แม่พักอยู่ในที่ของเขาแล้วล่ะ เป็นส่วนตัว เหมาะสม และไม่มีใครรบกวน”

 

“พี่ภูคิดถึง แม่ ไหมครับ?”   ผมไม่ได้พูดขยายต่อว่า ผมหมายถึงแม่คนเดิมของพี่ภู  แม่คนก่อนที่จะเป็นโรคจิตเวชเพราะยาเสพติด แม่คนที่เป็นแม่จริงๆ  แต่ผมคิดว่าพี่ภูเข้าใจสารที่ผมอยากจะสื่อ

 

“คิดถึง แต่ไม่เหงาครับ”  เขาลูบหัวผม

“เพราะพี่มีนายแล้วไง”

 

แล้วพี่ภูก็ลุกขึ้นหยิบจานออกไป

“พี่อิ่มแล้วล่ะ กฤษล่ะอิ่มหรือยัง?”

ผมพยักหน้า “อิ่มละครับ”

 

“งั้นเดี๋ยวอาบน้ำแต่งตัวกันเหอะ พี่จะไปส่งนายที่บ้านนะ”  ผมใจแป้วเลย นี่เพิ่งเช้าวันอาทิตย์ ผมนึกว่าเราจะมีเวลาด้วยกันตลอดวันนี้อีกวันเสียอีก  ทำไมพี่ภูจะส่งผมกลับบ้านแล้วอ่ะ

 

“เมื่อกี้นี้มีข้อความมา  พี่ต้องไปดูแม่หน่อยน่ะครับ อาจจะต้องค้างกับแม่อีกหลายวันเลยด้วย”  เหมือนพี่ภูจะรู้คำถามในใจผม เขาเลยหันมาอธิบายขยายความ ก่อนจะเปิดน้ำล้างจานและกระทะทอดแพนเค้ก

 

ผมพยักหน้ารับรู้  “กฤษ เข้าใจฮะ”​  ถึงจะผิดหวังไปบ้าง แต่นี่มันก็เรื่องในครอบครัวเขาอ่ะเนอะ แล้วนี่ก็ไม่ใช่สุดสัปดาห์สุดท้ายในชีวิตเสียหน่อย ผมกับพี่ภูยังมีเวลาด้วยกันอีกเยอะแยะ ไม่เป็นไรหรอกน่า

 

อีกครึ่งชั่วโมงถัดมา

เราสองคนก็พร้อมออกจากห้อง

 

“ลืมอะไรอีกหรือเปล่าครับเนี่ย?”

พี่ภูหันมาถามผม ก่อนจะปิดประตูล้อกห้อง

 

ผมนึก ….

“อุ้ย … ลืมจริงๆด้วยฮะพี่ภู”

ผมหัวเราะแหะๆ ส่วนพี่ภูหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า

 

“รอแป๊ปนึงนะฮะ”

“งั้นพี่รอหน้าประตูนี่แหละ”

 

ผมวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนเขา หยิบของใส่กระเป๋าแล้วรีบลงมาหาพี่ภู  “พร้อมละฮะ” ผมบอกเขา  “ไม่ลืมอะไรแล้วนะ?”  พี่ภูหัวเราะ “แน่ใจนะ คราวนี้พี่ปิดประตูจริงๆแล้วนะเว้ย”  ผมรีบพยักหน้าตบกระเป๋าเป้สำทับเป็นการย้ำ  “ไม่ลืมแล้วล่ะฮะ”

 

“ป่ะ งั้นไปกัน เดี๋ยวพี่ไปส่งบ้าน”

“ครับพี่ภู”  แล้วเขาก็จูงมือผมลงลิฟท์

 

ผมกระชับเป้สะพายบ่า  เหมือนกลัวว่าของที่อยู่ข้างใน จะดิ้นหลุดออกมา ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันไม่ใช่ของที่มีชีวิตอะไรเลยในกระเป๋า  มีแต่เสื้อผ้า อุปกรณ์ชาร์จมือถือ เครื่องเล่นเกมส์พกพาของผม

 

แล้วก็ … สมุดบันทึก เล่มนั้น

เล่มนั้นแหละ สมุดบันทึก ของคุณ ภาวนา

 

Don`t copy text!