ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 18 : Wishes

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 18 : Wishes

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 18 –

ผมไม่เคยอยู่คนเดียว …

อย่างน้อยก็ตั้งแต่ /เขา/ เข้ามา

 

ทุกครั้งที่คนเห็นว่าผมอยู่คนเดียว

ที่จริงผมมี /เขา/ อยู่ในหัวกับผม .. ทุกที่

คืนนี้ ที่ผมนอนเปลือยอยู่บนเตียงก็เช่นกัน

 

“ผมหวังว่าครั้งนี้จะได้ผล”  ผมพูด

“เราก็หวังอย่างนั้น”  /เขา/ ตอบ

 

“แล้วถ้ามัน …”

ผมไม่กล้าพูดให้จบประโยค

 

“อย่าไปคิดถึงมันสิ มันเป็นลาง”

/เขา/ ผู้เป็นเสียงในหัว ช่วยปลอบประโลมให้ผมคลายกังวล

 

“แต่กับน้องคนนี้ … มันยากนะ”

 

เพราะถ้าจู่ๆเขาก็เป็นอะไรขึ้นมา ผมว่ามันไม่ง่ายเหมือนกับร่างทดลองที่หนึ่ง แน่นอน น้องคนนี้เขาไม่มีประวัติเสพยา เป็นคนดังบนทวิตเตอร์ คนรู้จักมากมาย  แม่เขาแม้จะงานยุ่ง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับขนาดทิ้งขว้าง

 

ถ้าจู่ๆ เขาเกิด “ตาย” ขึ้นมา

บทสรุปจบมันคงไม่ง่ายเหมือนที่ผมเคยเจอ

 

“งั้นเราก็มีทางเดียวเท่านั้น คือ ทำ ให้ มัน สำ เร็จ”

 

เสียงของ /เขา/ เข้มขึ้น แข็งขึ้น .. เขาหงุดหงิด  ผมไม่กล้าพูดอะไรต่อ แม้ตอนนี้ ผมก็ยังกลัวเขา แม้ว่าตอนนี้เราจะรักกัน แต่ผมก็ยังกลัวเขา

 

เพราะเวลาเขาโกรธ  ผมจะปวดหัวอย่างรุนแรง  ผมจะกระวนกระวาย อยู่อย่างสงบๆไม่ได้ ตัวผมจะร้อนไปหมด มือไม้ผมจะสั่น ใจผมจะเต้นรัว หายใจลำบาก แน่นในอกไปหมด  เหมือนเขาสามารถจุดไฟในตัวผมได้ เวลาเขาไม่พอใจ

 

“ใช่ๆ” ผมรับคำ เสียงสั่นๆ “จะไปยากอะไร ก็แค่ทำมันให้สำเร็จ”

 

โทรศัพท์ดัง เป็นระฆังช่วยผมจริงๆ คนโทรเข้าคือ แฟนคนแรกของผม คนที่ผมเคยบอกว่า ดีกับผมมาก แต่ไม่ใช่นั่นล่ะ เป็นคนเดียวที่ยังอยู่ในชีวิตผม

 

ผมหยิบมารับสาย “รู้ได้ไงเนี่ย ว่าผมยังไม่นอน?”

ปลายสายหัวเราะ “ผมรู้จักคุณมานานพอนี่นา”

 

/เขา/ เสียงในหัวผม ถอยตัวออกไป

/เขา/ รู้ว่านี่เป็นบทสนทนาส่วนตัว

/เขา/ ปล่อยเวลาให้ผมคุยได้

 

เขาไม่ได้บอกหรอก

แต่ผมรู้ได้นะ รู้ในแทบจะทันที

เวลาที่ /เขา/ เข้ามาอยู่ในหัว กับเวลา /เขา/ ออกไป

 

“คุณสบายดีใช่ไหม?”

 

ผมถามสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องถาม แต่มันดูเหมือนเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ระหว่างเราสองคนมากกว่า สบายดีไหม? เป็นยังไงบ้าง? อะไรทำนองนี้ เราเลิกพูดคำว่ารักกันไปแล้ว แต่เราพูดประโยคอื่นที่แสดงความห่วงใยกัน

 

ผมว่า “สบายดีไหม?”​

มันคือเศษซากที่เหลืออยู่

หลังจากคำว่า “รัก” มันพังทลาย

 

มันไม่มีหรอก “รัก” ที่พังแล้วไม่เหลืออะไร

เราอาจจะเลิกพูดคำว่า “รัก” กัน

แต่เราพูดคำที่เหลือในซากได้

 

“สบายดีไหม?”  หรือ “เป็นห่วงนะ”

มันฟังไม่รื่นหู เพราะมันเป็นซากของรัก

แต่มันก็ยังดีกว่าการไม่พูดคุยอะไรกันเลยไม่ใช่หรือ?

 

“สบายดี  แล้วนายล่ะ?” เขาถามผมกลับ

“อื้อ ดี …” ผมเว้นวรรคเล็กน้อย “มีเรื่องให้คิดบ้างน่ะ”

 

“อ๋อ … เรื่องการตามหาเสียง ใช่ไหม?  แต่นายก็บอกแล้วนี่นา ว่านายหาเจอแล้ว”

 

ถูกต้อง เขารู้ … เขารู้ว่าผมกำลังตามหา เสียง

 

ผมบอกเขานะ ตอนเราจะเลิกกัน ผมบอกว่าเขาไม่ใช่ เพราะ เสียง เขาไม่ใช่ ผมบอกนะว่าผมกำลังตามหา เสียง ที่เหมือนกับ /เขา/

 

ผมบอกหมดแหละว่า ต้องการร่างที่มีเสียงเหมือนกับ /เขา/ คนรักของผมที่อยู่ต่างมิติ ที่ติดต่อกันได้ผ่านทางเสียงในหัว ผมแค่ไม่ได้บอกว่า “วิธีการ” สร้างสะพานเชื่อมให้ข้ามมาโลกฟากนี้ ต้องทำยังไง

 

ผมไม่ได้โกหกแฟนเก่าผมนะ ผมแค่บอกไม่หมดแค่นั้นเอง

 

แฟนเก่าผมคนนี้เชื่อผมนะ  ไม่เหมือนคนอื่นๆในโลกนี้  (แม้กระทั่งแม่ผม) คนอื่นหาว่าผมบ้า หาว่าผมเพ้อ คิดไปเองบ้างล่ะ เพื่อนสนิท แม่ผม ถึงขนาดจะจับไปส่งโรงพยาบาลบ้า  เฮอะ การที่เขาไม่เข้าใจผม ไม่ได้แปลว่าผมเป็นบ้าเสียหน่อย

 

แต่การไม่ยอมรับฟังเรื่องราวของคนอื่นต่างหาก  นั่นเรียกว่า บ้า  คนอื่นๆมันบ้ากันหมดแหละ เพื่อนผม แม่ผม คนอื่นๆในโลกนี้  ยกเว้นก็แต่แฟนเก่าผมคนนี้นี่แหละ  ที่เขายอมฟัง รับฟัง และเชื่อ สิ่งที่ผมเล่า

 

“ใช่ผมตามหาเจอแล้ว  ขอบคุณนะ ที่เชื่อผม”

“แล้วเจอแล้วนี่นา จะทำยังไงต่อไปล่ะ?”

 

“ก็คง … พยายามสร้างทางเชื่อม”

“อื้ม … ก็ขอให้สำเร็จแล้วกันนะ”

 

“ผมถามอะไรหน่อยสิ”

“ว่ามา ถ้าไม่ยากจะตอบ”

 

“ถ้าเราต้องทำผิด เพื่อคนรัก คุณจะ …”

“ผิดขนาดไหนล่ะ ใหญ่ เล็ก”

 

“ขนาดความผิดสำคัญด้วยเหรอ?”

ผมสงสัย ผมว่าความผิดมันก็คือความผิดนะ ไม่มีเล็ก ไม่มีใหญ่

 

“โอเค งั้นช่างมันถือว่า ไม่เล็ก ไม่ใหญ่”

ตอนเขาตอบ ผมนึกภาพว่าเขาคงยักไหล่ ปล่อยผ่านไปแน่ๆ

 

“ผมว่า ถ้าเรามีเหตุผลมากพอ ถ้าเราต้องทำ เราควรตัดคำว่า ผิด หรือไม่ผิดออกไปครับ เพราะต่อให้มันผิด เราก็ยังมีเหตุผลที่ควรทำอยู่ดี”  นั่นคือคำตอบของเขา  …

 

ผมตื้นต้น .. ที่เขาเอาใจช่วยผม แม้ว่าผมจะบอกเลิกเขา ตีจากเขามา แต่เขาก็ยังคงดีกับผม ปรารถนาให้ผมมีความสุข แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่เขาแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน

 

“ขอบคุณนะ .. คุณเป็นแฟนเก่าที่ดีที่สุดของผมเลย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาหัวเราะอย่างร่าเริง  “เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริงๆเสียหน่อย เราแค่ … เราแค่มีเซ็กซ์กัน แล้วเราก็คุยกันได้ เรารู้สึกดีๆต่อกัน แต่… ขอบคุณนะ  ที่ให้เกียรติเรียกผมว่าแฟน”

 

“ขอโทษที่ผม …”​

“ไม่เป็นไรน่า บอกแล้วไง ผมเข้าใจ”

 

เขาไม่ยอมให้ผมจบประโยคขอโทษ  ด้วยการแทรกการให้อภัยทะลุกลางประโยคเสียก่อน นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมซาบซึ้งในตัวเขามาก

 

“ถ้าสำเร็จ ผมพา /เขา/ ข้ามมาโลกฟากนี้ได้  ผมจะพา /เขา/ ไปเจอคุณนะ”  ผมบอกแฟนเก่า  ปลายสายยังคงหัวเราะต่อ  “อื้ม  ผมจะรอเจอนะ ผมอยากให้นายสมหวังจริงๆ ผมไปทำธุระต่อล่ะ โชคดีนะ”  แล้วเขาก็วางสายไป

 

คนทั้งโลก หาว่าผม บ้า มีแต่แฟนเก่าผมคนนี้เท่านั้นที่เชื่อ ผมว่า คนทั้งโลกต่างหากที่ บ้า ผมนี่ล่ะ คนปกติ ที่สุดแล้ว คนปกติที่ไหนก็ต้องทำเพื่อคนรัก  ตอนนี้ผมทำเพื่อ /เขา/ คนรักของผม  ดังนั้น ผมนี่แหละ คนปกติ ผมไม่ได้เป็นบ้า

ผมจะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นให้ได้

ว่าผม ไม่ ได้ เป็น บ้า

 

แผนการที่ผมเตรียมมาอย่างดี แผนที่ผมเตรียมมาตั้งแต่ก่อนจะเจอน้องคนนี้ด้วยซ้ำ  น้องคนที่จะเป็นร่างทดลองที่สมบูรณ์  เขาคิดว่าวันนั้นที่คลินิก คือการเจอกันครั้งแรกของเราสองคน เขาคิดว่านั้นคือ cute meet ที่เห็นได้ในหนังรัก เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ …

 

แต่ ผิด แล้ว

มัน ไม่ ใช่ เรื่อง บัง เอิญ

ผม จัด ฉาก ทุก อย่าง ให้ เกิด

 

ผมรู้เรื่องเขาหมดนั่นล่ะ  เขาไปไหน เขาเรียนที่ไหน คบใครเป็นเพื่อน ผมรู้กระทั่งรายชื่อแฟนเก่าที่ผ่านๆมาของเขา …. รสนิยมเห่ยเป็นบ้าเลยเด็กน้อย  แต่ก็ดี ง่ายดี ดูออกง่าย มันทำให้แผนการของผมไม่ลำบาก เวลาที่เขาชอบหนุ่มพิมพ์นิยม

 

ตารางไปหาหมอของเขาผมยังรู้เลย  นี่บอกอะไรให้พวกคุณรู้ไว้นะ หยุดลงเรื่องส่วนตัว ลงในทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊คเหอะ เรื่องที่คุณเอามาแปะ อารมณ์ที่คุณเล่า มันบอกถึงจุดอ่อนของคุณทั้งนั้น

 

พวกคุณนี่ก็บ้าเนอะ คนสมัยก่อน เขาต้องเก็บซ่อนจุดอ่อนตัวเองไว้ให้ลับสุด แต่สมัยนี้พวกคุณโพสท์มัน ทวีตมันอย่างโจ่งแจ้ง แล้วยังมาแหกปากขอความเป็นส่วนตัวบนพื้นที่สาธารณะอีก

 

เหมือนไปแก้ผ้าที่กลางห้าง

แล้วไปแหกปากขอความเป็นส่วนตัว

เฮอะๆ พวกคุณนี่มันบ้าเข้าขั้นจริงๆ ผมว่า

 

และนั่นแหละ น้องเขาก็เหมือนพวกคุณ พิมพ์ทุกอย่างที่คิด braodcast ทุกโมเมนท์ที่เกิด ผมใช้เวลาไม่กี่วัน ผมก็รู้หมดแล้ว ทำยังไงถึงจะชนะใจน้องเขาได้ ควรจะไปอยู่ที่ไหน เวลาไหน พูดคำไหน เมื่อไหร่ ยังไง  ง่ายยิ่งกว่าเค้กสักชิ้นเสียอีก

 

ผมหยิบสุด to do list ขึ้นมา

ขีดฆ่าบนข้อ 9 “ทำให้เชื่อใจ”

ผมทำสำเร็จไปแล้ว

 

แผนการผมแม่งโคตรเพอร์เฟคท์  แผนการสุดยอด 10 ขั้นของผม 1 ถึง 9 เสร็จสิ้นแล้ว อีกข้อเดียว แผนการที่ถูกวางไว้  ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้ยินเสียงน้องเขา  ในคลิปนั้น

 

ผมเก็บคลิปนั้นไว้ใน moment ของผมในทวิตเตอร์  บางครั้งผมก็เปิดดูนะ เพื่อเตือนให้ตัวเองรู้ว่า ผมเดินทางมาไกลแค่ไหนแล้ว ในแผนการอันแสนสมบูรณ์อันนี้

 

ผมหยิบมือถือมาไถทวิตเตอร์ เปิด moment ดูมันอีกครั้ง

 

“หวัดดีครับ วันนี้ผมกับโฟร์จะพาไปดูร้านคาเฟ่ลับ !!! ว่าแต่ ลับบ้าอะไรวะเนอะโฟร์ ลับแต่เสือกให้แผนที่ ลงรีวิวร้าน เปิดเพจอีกต่างหาก แต่เอาเหอะ ไปกันครับ

 

นี่ดูนี้นะ ตรงหน้าผมมันก็เป็นตึกฟิตเนสธรรมดาๆ ตรงทางขึ้นอาคารจอดรถ ลองดูทางซ้ายมือนะครับ ซอกเล็กๆนี่แหละ ดูไม่มีอะไรเลย  แต่พอเราเดินผ่านเข้ามา ….  มันมีคาเฟ่เล็กๆซ่อนในนี้ด้วยเว้ยยยยย”

 

ในคลิปไม่เห็นหน้าเขา เพราะเขาเป็นคนถือมือถือ แล้วถ่ายด้วยกล้องหลังในขณะที่ตัวเขาเดิน แต่สำหรับผม นั่นเพียงพอแล้ว  หน้าเขาไม่จำเป็น …

 

ผมไม่เคยเห็นรูปเขามาก่อน แต่ก็ไม่จำเป็น

แค่เสียงของเขาในคลิป มันก็พอแล้วที่จะบอกว่า ใช่

 

เขานี่แหละ … ที่จะเป็น ร่างทดลองสุดท้าย

สร้างทางเชื่อมให้ /เขา/ ที่ผมรอคอย

 

เด็กน้อย ผู้ไม่รู้อะไรเลย  เด็กน้อยที่ เสียง ตรงกับ /เขา/ ในทุกโน้ตเสียง  เขาจะกลายเป็น ร่างสมบูณ์ ในแผนการของผม  จะเป็น ร่างสมบูณณ์ ให้กับ /เขา/

 

ผมมอง to do list 10 ข้อ

9 ใน 10 ขีดฆ่าไปหมดแล้ว สำเร็จแล้ว

เหลือข้อสุดท้ายเท่านั้น  ผมพิจารณามัน ..

 

อีกไม่นาน ผมจะได้ขีดฆ่าบนข้อนั้น

ข้อสุดท้ายใน to do list อันแสนสมบูรณ์

 

/ จัดการ ให้ร่างนั้น ไร้วิญญาณ /​

 

Don`t copy text!