ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 23 : ร่างสมบูรณ์

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 23 : ร่างสมบูรณ์

โดย : รังสิมันต์

ผมรัก/ฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 23 –

ผมพยายามดิ้น

แต่มันไม่เกิดผลอะไรเลย

พี่ภูมัดผมกับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา

 

จากมุมนี้ผนเห็นเพียงหลังเขา

ผมไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่บนโต๊ะ

รู้แต่ว่าพี่ภูกำลังลำเลียงของออกมาจากกระเป๋า

 

เขาฮัมเพลงไปด้วย …

เพลงอะไรก็ไม่รู้ เขาดูอารมณ์ดี

มองจากมุมนี้ ผมเห็นเพียงรอยยิ้มที่มุมปากเขา

 

ผมว่าเขาอารมณ์ดีจริงๆ

แต่มันกลับยิ่งทำให้สถานการณ์นี้น่ากลัว

 

“พี่ภู จะทำอะไร”​

ผมทำเป็นใจดีสู้เสือถามเขา

 

พี่ภูหยุดฮัมเพลง หันมาสบตามผม

“ไม่คิดจะถามก่อนเหรอ ว่าพี่เข้ามาบ้านกฤษได้ไง?”

 

“ ……. “ ผมลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย พี่ภูคงเดาความในใจผมออกจากสีหน้า รอยยิ้มของเขายังไม่คงจาง ตอนที่เดินเข้ามา  เขาย่อตัวลงจนสายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับผม ที่ถูกมัดอยู่กับเก้าอี้

 

“พี่เอากุญแจนายไปปั๊มมาไงเด็กน้อย”  แล้วเขาก็ลูบหัวผม พยางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ  แม้หน้าพี่ภูจะเป็นหน้าเดิม กลิ่นลมหายใจเขาก็ยังเป็นกลิ่นเดิมที่คุ้นเคย แต่ผมเบือนหน้าหนี พยายามห้ามตาไม่ให้น้ำตาไหลจนปวดขอบตา

 

“นายน่ะชอบวางของเรี่ยราด ไว้ใจคนง่ายเกินไป มีกี่ครั้งกันที่นายวางมือถือ กุญแจ กระเป๋าสตางค์ไว้ในบ้านพี่?  ให้เดานะ นายจำไม่ได้หรอก เพราะนายทำทุกครั้ง”

 

พี่ภูล้วงกุญแจขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง แกว่งให้ผมดูตรงหน้า

 

“พี่ก็แค่เอามันไปทาบทำรอยไว้บนดินน้ำมัน แล้วก็ให้ช่างทำกุญแจเขาทำจากรอยขึ้นมา ก็เท่านั้น ไม่ยากอะไรเลย แค่นี้พี่ก็ได้กุญแจบ้านนายแล้ว เข้าออกตอนไหนก็ได้”

 

ผมนึกด่าตัวเองที่สะเพร่า แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าแฟนตัวเองจะกลายเป็นผู้ชายโรคจิตที่น่ากลัวแบบนี้  เชื่อเหอะ พวกคุณถ้ามีแฟน ไปบ้านแฟน ก็วางของเรี่ยราดเหมือนกันไม่ต่างจากผมหรอก

 

“ไม่ต้องร้องหรอกนะ รอบบ้านนายตอนนี้ไม่มีใครอยู่สักคน กล้องวงจรปิดในบ้าน พี่ก็ไปปิดหมดแล้วตั้งแต่ตอนที่เข้ามารอนาย”

 

พี่ภูยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นอีก

“ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนเท่านั้นล่ะ”

 

จมูกเขาสัมผัสที่แก้มผม เขาไล่มันขึ้นลง พลางสูดลมหายใจเอากลิ่นกายของผมไป กลิ่นกายที่ผสมกลิ่นความกลัว  มันซึมออกมาจากทุกอณูขุมขนของผม  ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวผมกำลังสั่นเทา

 

สัมผัสที่เคยทำมานับร้อยครั้ง  แต่ครั้งนี้ กลับน่ากลัว จนอยากอาเจียน  ผมกลัวแม้กระทั่งการที่พี่ภูหอมแก้มผมแผ่วเบา  ผมเม้มปากแน่น กักลมหายใจ  แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ….

 

นึกออกใช่ไหม ในหนังสยองขวัญน่ะ เวลาที่ตัวเอกหนีฆาตรกร หรือหนีผี แล้วต้องไปซ่อน ตัวละครจะพยายามกลั้นลมหายใจโดยการเอามือมาปิดปากตัวเองไว้  ผมคนหนึ่งล่ะที่เวลาดูฉากพวกนี้แล้วขัดใจ

 

ก็แล้วทำไมไม่หายใจให้เบาๆล่ะ จะได้ไม่ต้องเอามือปิดปาก …

 

เมื่อก่อนผมคิดอย่างนั้น ต่อเมื่อมาเจอกับตัวเองตอนนี้ผมถึงได้รู้ว่า  จังหวะการหายใจ เราควบคุมไม่ได้หรอก ในตอนที่สติเรากระเจิงด้วยความกลัวแบบนี้ ในตอนที่ความตายมายืนรอตรงหน้าแบบนี้

 

มันคือระบบประสาทอัตโนมัติ มันคือ flight or fighting  มันควบคุมไม่ได้  เมื่อเราเข้าสู่สถานะคับขัน เราทำได้สองอย่าง หนี หรือ สู้  ระบบประสาทอัตโนมัติจะทำให้หัวใจเราสูบฉีดเลือด รูขุมขนจะเปิด เหงื่อจะไหล การหายใจจะถี่รัว

 

ผมรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายผม พร้อมหนี  แต่มันหนีไม่ได้ ผมถูกตรึงไว้กับเก้าอี้  เมื่อความอยากหนีถึงขีดสุด แต่หนีไม่ได้ อารมณ์ทั้งหลายจะกลั่นตัวกลายเป็น ความกลัว

 

ยิ่งกลัว เรายิ่งหายใจแรง

ยิ่งกลัว เรายิ่งควบคุมจังหวะไม่ได้

ยิ่งกลัว ยิ่งสติเรากระเจิงมากเท่าไร

เสียงลมหายใจของเรา จะดังขึ้นเท่านั้น

 

“กลัวเหรอ? ไม่เอาน่า พี่ไม่ได้จะทำร้ายนายเสียหน่อย แค่ไม่อยากให้นายหนีไป ไม่อยากให้นายวุ่นวายตอนพี่เตรียมการเท่านั้นเอง”  พี่ภูลุกขึ้น เดินกลับไปที่โต๊ะกลางบ้านอีกครั้ง  คราวนี้ผมเห็นแล้วว่ามีอะไรบนนั้น

 

มันมีเข็มฉีดยา และหลอดไวอัลยา แต่เป็นยาอะไร จากจุดนี้ แสงแค่นี้ ผมมองไม่เห็นจริงๆ รู้แต่ว่ามันเล็กมาก หลอดใส ไม่ใช่สีชา แต่มีอะไรไรสักอย่าง คาดสีแดงไว้บนฉลากยา  เดาว่ามันไม่ใช่เรื่องอะไรดีๆแน่นอน

 

สีแดง ถ้าอยู่ในโรงพยาบาล

อยู่ในสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับยา

มันคือ สี แห่ง ความ อัน ตราย ….

 

“จริงอยู่นะ ร่างสมบูรณ์ ต้องมีความเชื่อใจถึงจะเพอร์เฟคท์” เขาหันมามองผมอีกครั้ง  ยักไหล่  “แต่ตอนนี้ความเชื่อใจนายหายไปแล้ว ไม่เป็นไร พี่มีลางสังหรณ์ว่ายังไงครั้งนี้มันก็ยังได้ผลอยู่ดี เพราะนายเป็นเด็กดีตัวน้อยๆของพี่ไง”

 

รอยยิ้มปิดท้ายประโยค

มันยิ่งสำทับความกลัวผมให้เพิ่มขึ้น

 

“พี่ภู จะทำอะไร? ร่างสมบูรณ์ คืออะไร?”

 

ตอนที่พูดว่าจะทำอะไร … ผมหมายถึง ทำอะไรกับตัวผม  และตอนที่เขาพูดว่า #ร่างสมบูรณ์ ผมรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเลยว่า มันจะเกี่ยวกับ ร่างของผมนี่แหละ แต่น่าจะเป็น ร่างที่ไร้วิญญาณ

 

พี่ภูเดินกลับมาหาผมที่เก้าอี้ ในมือเขามีเนคไท้เส้นหนึ่ง เขาจัดแจงมัดมันที่ต้นแขนผม รอบที่หนึ่งหลวมๆ เสร็จแล้วเขาก็ดึงมันให้แรงขึ้น แรงขึ้น จนผมรู้สึกราวกับว่าผ้าเนคไท้มันกำลังกินเนื้อที่ต้นแขนผม

 

“พี่ภู กฤษเจ็บครับ”

 

น้ำตาผมเอ่ออยู่ที่ขอบตา

จมูกตีบตัน ผมต้องหายใจทางปาก

 

“อีกนิดก็ไม่เจ็บแล้วครับกฤษ …” เขาเงยหน้าจากแขนสบตากับผมแล้วยิ้ม … เชื่อไหม ตั้งแต่คบกันมา วันนี้เป็นวันที่พี่ภูยิ้มเยอะที่สุดตั้งแต่คบกันเลย แต่กลับกลายเป็นวันที่ผมกลัวรอยยิ้มของเขามากที่สุดเช่นกัน

 

“ขอบคุณนะกฤษ”

พูดจบพี่ภูก็ตบบ่าผมเบาๆ น้ำตาผมไหลผ่านแก้ม ผมพยายามส่ายหน้า

 

“ไม่เอา  ไม่เอาอะพี่ภู กฤษไม่เอา”

เขาไม่สนใจน้ำตาของผม  เดินกลับไปที่โต๊ะ หยิบเข็มฉีดยาที่ดูดยาไว้แล้วขึ้นมา

 

“เจ็บนิดเดียวครับกฤษ”

เขาพูดกับผม แต่ตาของพี่ภูมองที่เข็มฉีดยา  ไอ้ฉากหนังสยองขวัญทั้งปวงที่ผมเคยดูผ่านมา เทียบไม่ได้เลยกับฉากตรงหน้า  มันไม่ต้องมีเสียงตึ่งโป๊ะ ไม่ต้องมีมุมมืด แต่มันทำผมจวนเจียนหัวใจหยุดเต้นได้เลย

 

“พี่ภู …” ผมพยายามกลั้นสะอื้น  “พี่ภูไม่เล่าให้กฤษฟังเสียหน่อยเหรอครับ ว่าเรากำลังจะทำอะไรกัน เผื่อมันจะมีทางออกที่ ….”  ผมมองเข็มฉีดยาในมือเขาแล้วกลืนน้ำลายกลั้นสะอื้นอีกครา  “เผื่อมันจะมีทางออกที่ดีกว่านี้”

 

เขาหัวเราะพรืด ส่ายหน้า

แล้ววางเข็มฉีดยากลับลงไปที่โต๊ะ

เดินมาทางผม ดึงเก้าอี้มานั่งประจันหน้ากัน

 

“ก็ได้” เขาพยักหน้า  คลี่ยิ้มออกมาช้าๆ อย่างเยือกเย็น  “พี่จะเล่าให้ฟังว่าเราสองคนเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ยังไง  นายรู้จักกลศาสตร์ควอนตัมไหมล่ะ?”

 

ผมนิ่ง … ชีวิตผมในมือเขา

เกี่ยวอะไรกับกลศาสตร์ควอนตัน ?

 

“ควอนตัมคือสิ่งที่เล็กกว่าอะตอม พี่จะไม่เล่ารายละเอียดให้นายฟังมากหรอกนะ แต่เอาเป็นว่าควอนตันมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ มันเป็นมีที่มาของทฤษฏีเทเลพอร์ต และการติดต่อทางจิต แม้เราจะอยู่กันคนละฟากของจักรวาล”

 

เล่าถึงตรงนี้ พี่ภูหยุดพัก

แล้วจ้องเข้ามาในตาผม

 

“หรือ อยู่ กัน คน ละ มิ ติ

ด้วยทฤษฏี กลศาสตร์ ควอนตัม

เรา ก็ จะ สามารถ ติด ต่อ กัน ทาง จิต ได้ ”

 

ความรู้สึกอัดอัด ยิ่งทับทวี แม้จะไม่มีอะไรผูกปิดปาก แต่ผมพูดไม่ออก ปากผมแข็ง ลิ้นผมนิ่วราวกับเป็นอัมพาต ผมโดนสะกดด้วยสายตาของพี่ภูที่จ้องมา

 

“บางครั้ง เราจึงได้รับการติดต่อจากคนที่อยู่อีกมิติหนึ่งได้ มันเป็นคอวนตัมง่ายๆที่หลายคนไม่เข้าใจ แต่พี่เข้าใจไง” แล้วพี่ภูก็ยักคิ้ว มองผมราวกับเขาเป็นอัจฉริยะและผมเป็นเด็กอนุบาล “นายไม่เข้าใจล่ะสิ”  เขาถาม

 

ผมพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า

“กฤษไม่เข้าใจ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราสองคน”

 

“เพราะพี่คือคนพิเศษไง พี่คือคนที่ได้รับการติดต่อจากคนอีกมิติหนึ่ง ผ่านช่องว่างที่กลศาสตร์ควอนตัมอำนวย” แล้วพี่ภูก็เคาะนิ้วชี้ของเขาที่ขมับตัวเขาเองเบาๆ  “ในหัวพี่นี่แหละ มันสามารถติดต่อกับคนที่อยู่อีกมิติหนึ่งได้”​

ถึงตอนนี้ผมมั่นใจแล้ว พี่ภูเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ  เขาเป็นคนบ้า  นี่ไม่ใช่ความคิดที่ปกติ  มันคือตรรกะของคนบ้า คนไข้โรคจิตเภท  ผมเคยอ่านผ่านตามาบ้าง เขามีครบทุกอย่าง ได้ยินเสียงแว่วในหู มีตรรกะแปลกๆที่เชื่อว่าเป็นจริง เชื่อฝังหัว

 

พี่ภูเป็นคนไข้โรคจิตเภทจริงๆ

และเป็นคนไข้โรคจิตเภท ที่กำลังจะฆ่าผม

 

“พี่รู้จักกับ /เขา/ ตั้งแต่อายุ 14 – 15 เขาอยู่กับพี่ตลอดนะ แม้กระทั่งในวันที่แย่ วันที่แม่เลวๆของพี่ทำร้าย เขาก็คอยปลอบใจ” พี่ภูหยุดพักหายใจ หรี่ตามองผม

 

“รู้ไหมน่ะ ว่าแม่พี่ร้ายกับพี่มากนะ

ทั้งทำร้าย ทั้งด่าทอ ตั้งแต่เล็กจนโต

 

มันก็เพราะยาเสพติด

แม่พี่รักยาเสพติดมากกว่าพี่

 

เพราะอย่างนี้ไง พ่อถึงหนีไป

ทิ้งพี่ไว้กับแม่เลวๆ คนนี้

 

แต่นั่นแหละ … มันจบแล้ว

พี่ส่งผู้หญิงคนนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมแล้ว

 

/เขา/ ที่ช่วยพี่คิด

/เขา/ ช่วยวางแผนทั้งหมดให้พี่

/เขา/ อยู่ในหัวกับพี่ ตอนที่พี่จัดการเรื่องนี้ ”

 

ผมรู้สึกถึงความเย็บวาบที่ไล่ผ่านจากหัวลงสู่เท้า พี่ภูจัดการฆ่าแม่ตัวเองอย่างนั้นเหรอ? ด้วยคำแนะนำของเสียงที่ไม่มีตัวตนในหัวเนี่ยนะ …  เฮ้ย .. นี่มันไปกันใหญ่แล้วนะเว้ย

 

“พี่ภู …. คุณภาวนาตายแล้วเหรอครับ?”

 

“ก็เป็นเดือนแล้ว”  เขายักคิ้ว  “ตายในชื่อ วิภาวี วงศ์สะอาด ชื่อที่หล่อนคิดเอง ตั้งเอง ใช้เอง แต่มันสะดวกพี่ แม่เป็นคนหน้าบางไง ไม่อยากให้ใครรู้ว่ารักษาอาการติดยา เลยต้องตั้งชื่อสมมุติ และบังคับให้พี่ใช้ชื่อสมมุติด้วย”

 

ชื่อสมมุติ  ปรเมศร์ … คุณปรเมศร์

ที่โรงพยาบาลนั้นรู้จักพี่ภูในชื่อ ปรเมศร์

 

“ใช่ พี่ชื่อปรเมศร์เวลาไปที่โรงพยาบาลนั้น  นี่ว่าอุตส่าห์ให้ทุกอย่างเป็นความลับแล้วเชียวนะ แต่นายก็ยังไม่วายหามันจนเจอ”  ผมรีบส่ายหน้าเลิ่กลั่กปฏิเสธ  แต่พี่ภูหัวเราะ

 

“อย่ามาทำเป็นตอแหลหน่อยเลยกฤษ” เขาเสียงแข็งใส่ผม

“วันนี้นายไปที่โรงพยาบาลถามหาคุณวิภาวี วงศ์สะอาด คนที่โรงพยาบาลโทรมารายงานพี่”

 

มิน่าล่ะ … ฮึ่ย เจ็บใจตัวเองนัก

ผมน่าจะรู้นะว่าเขาต้องรายงานพี่ภู

ผมน่าจะฉุกใจคิดแต่แรกก่อนจะไปที่นั่น

 

“พี่เลยรู้ไง ว่านายโกหกพี่เรื่องอ่านหนังสือและยังไม่อยากเจอ” พี่ภูเอานิ้วมาไล้ที่แก้มผม  ผมเบือนหน้าหนีสุดเท่าที่ร่างกายที่ถูกพันธนาการบนเก้าอี้จะทำได้ หลับตาปี๋  “นายแค่กลัว ไม่กล้าเจอพี่เท่านั้นเอง”

 

“ตอนนี้คุณภาวนาที่อยู่หน้าฉาก คือเลขาของแม่พี่ คนที่แม่เอาออกหน้าแทนเวลาประชุมงานบ่อยๆ เป็นลูกพี่ลูกน้องไกลๆ ที่พี่สามารถคุมเขาได้  แถมยังมีทนายของแม่ช่วยพี่อีกด้วย

 

ดังนั้น บทบาทของคุณภาวนาก็ยังคงดำเนินต่อไป ตัวละครตัวนี้ยังมีชีวิต เพียงแต่เปลี่ยนนักแสดงเท่านั้น และคนกำกับสั่งการ …. ก็คือพี่เอง

 

แน่นอน /เขา/ อยู่เคียงข้างพี่

อยู่ในหัวพี่เสมอ คอยช่วยเหลือพี่ ”

 

ผมเคยได้ยินว่าคนไข้จิตเภทบางคนก็น่ากลัว

แต่ไม่คิดว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ ไม่คิดว่าอันตรายขนาดนี้

 

“พี่ภู  พี่ภูปล่อยกฤษไปเถอะ กฤษสัญญาว่าจะไม่บอกใครเรื่องนี้เลยจริงๆ กฤษสาบานก็ได้”

ผมกลั้นสะอื้นขอร้องเขาสุดชีวิต แม้จะรู้ว่าความหวังริบหรี่ก็ตามทีเถอะ

 

“ถ้าปล่อยนายไป สิ่งที่พี่วางแผนมาทั้งหมดก็จบสิกฤษ” แล้วพี่ภูก็หัวเราะ ส่ายหน้า  “ไม่ได้หรอกเด็กน้อย ทุกอย่างมันถูกกำหนดมาจนถึงจุดนี้แล้ว พี่ปล่อยนายไปไม่ได้หรอก  นายคือกุญแจสำคัญที่สุดในชีวิตของพี่เลยนะ”

 

“เพราะ /เขา/ ต้องการร่างกาย

/เขา/ ต้องมีร่างอยู่ที่โลกฟากนี้

เพื่อที่จะข้ามสะพานมิติ มาอยู่กับพี่

 

นาย ต้อง เป็น สะพาน เชื่อม

พี่หมายถึง … ร่างของนาย

 

ร่าง ที่ ไม่ มี วิญ ญาณ ของ นาย

นั่น ล่ะ คือ สิ่ง ที่ พี่ ต้อง การ”

Don`t copy text!