ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 3 : ทางแยก

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 3 : ทางแยก

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 3 –

“ผมชื่อภูนะ”  เขาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

“……” ส่วนผมเป็นฝ่ายเงียบและอึ้ง

 

“นายชื่อกฤษ ผมรู้น่ะ”

“อ้าว … ทำไมรู้ชื่อผมอ่ะครับ?”

“ผมได้ยินคุณพยาบาลเรียกนายไง  แล้วก็ …กับผมคนที่ผมสนใจน่ะ  ผมใส่ใจทุกรายละเอียดแหละ”

 

พูดเสร็จแล้วเขาก็ก้มหน้า แต่ผมก็แอบเห็นว่าหน้าเขาแอบขึ้นสีหน่อยๆ ขี้อายดีแฮะ น่ารักโคตร

 

“เอ่อ……”

 

แน่นอน ผมยังอึ้งอยู่ ไม่รู้จะตอบอะไรดี แต่ไอ้สีหน้าคนเซ่อของผมเมื่อกี้นี้อ่ะ เปลี่ยนเป็นเขินแล้วก็ก้มหน้าแบบเดียวกับเขาแล้วล่ะ  อย่างน้อยผมก็รู้ว่าควรจะทำสีหน้ายังไงในสถานการณ์นี้

 

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างเขิน  ต่างฝ่ายก็เลยต่างเงียบ

 

ผมไม่รู้ว่าเราสองคนยืนก้มหน้าเขินกันไปมาอยู่นานเท่าไหร่  มันอาจจะแค่แป๊ปเดียวก็ได้ แต่สำหรับคนที่กำลังเขินอยู่แบบผม มันรู้สึกว่านานมาก

 

ผมน่ะพยายามจะเค้นปากให้มันพูดอะไรสักอย่าง แต่มันก็เขินจนปากแข็งเกินกว่าจะขยับได้ และผมคิดว่าเขาก็เหมือนกัน  แต่เขาเป็นฝ่ายเริ่มไง  ผมก็ควรจะเป็นฝ่ายพูดกลับบ้างถูกไหมล่ะ

 

ครืน ครืน

 

โชคดีมาก ที่มีเสียงฟ้าร้องมาคั่นช่วงที่เราต่างเงียบ  ไม่อย่างนั้นเราสองคนอาจจะยืนเขินกันไปมา ไม่เป็นอันได้คืบหน้าบทสนทนาแน่นอน

 

“สงสัยว่า อีกแป๊ปฝนคงจะตกนะครับ” จมูกผมเริ่มคัด  ผมเป็นคนไวต่อความชื้นในอากาศน่ะ  ถ้าฝนจะตก ผมจะคัดจมูก และอีกสักพัก น้ำมูกก็จะไหล

 

“ไปหาที่หลบฝนกันก่อนมันจะเทมาดีไหมฮะ?”  เขาเริ่มก็จริง  แต่ผมเป็นคนชวนเปิดเกม ผมเป็นฝ่ายชวนเขาไปหาที่นั่งต่อ

 

“เอ่อ … ไปนั่งที่ร้านสตาร์บัคส์ไหมครับ?” เขาเสนอ   แต่ผมส่ายหน้าตอบ  “ผมไม่ชอบกลิ่นกาแฟน่ะครับ แล้วในสตาร์บัคส์ก็ไม่รู้จะกินอะไร ผมหิวอ่ะ”

 

“งั้นไปไหนดีอ่ะครับ ผมให้กฤษเลือกเลย”

ภูใจดีจังแฮะ ตามใจผมด้วย ดีเลยอ่ะ ผมชอบ

 

“ไปแม็คโดนัลด์ดีกว่าครับ ผมจะได้หาอะไรกิน แล้วคุณก็จะได้กินกาแฟได้ด้วย”  ผมออกเดินนำไปก่อนสองก้าว แล้วหันมามองเขา  “อาจจะไม่อร่อยเท่าสตาร์บัคส์นะครับ กินได้ไหม?”

 

ภูพยักหน้า  “ได้ครับ ยังไงก็ได้ ผมกินแต่กาแฟดำอยู่แล้ว กฤษอยากไปไหน ผมไปได้หมดล่ะ”

 

ทีแรกผมเสนอให้เราไปแมคโดนัลด์ใกล้ๆตึกคลินิก  แต่ภูบอกว่าให้ไปอีกสาขาหนึ่งดีกว่า  ซึ่งต้องนั่งรถไฟฟ้าไปอีก 3 สถานี ผมตั้งท่าจะแย้งแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขาบอกเหตุผล

 

“สาขานั้นเปิด 24 ชม. ครับ  สาขาใกล้คลินิกมันอยู่ในห้าง เดี๋ยวสี่ทุ่มก็ปิดแล้ว  ไปอีกที่ดีกว่า”

 

เขาเดินนำผมขึ้นไปบนสถานีรถไฟฟ้า  ผมยังไม่ทันจะตอบรับหรือปฏิเสธ  เขาก็ควักกระเป๋าเงินมาซื้อตั๋วโดยสารยื่นให้ผมหนึ่งใบ

 

“จะได้มีเวลานั่งคุยกันนานๆไงครับ”

เขาขยิบตา ตอนที่ยื่นตั๋วเที่ยวเดียวส่งให้ผม

 

ฉากนี้ ผมให้เขา 100/100   เขารู้ว่าควรทำอะไร ในเวลาไหน รู้จังหวะจับวาง ราวกับเป็นคนเขียนบทละครเก่งๆ เขารู้ว่าคำพูดไหน ควรพูดเมื่อไหร่ เขารู้ว่าสีหน้า น้ำเสียงแบบนี้ ควรใช้ตอนไหน เขาทำให้ผมลอยได้ในตอนนั้น

 

ที่จริง ผมไม่ค่อยอยากขึ้นรถไฟฟ้าเท่าไรนะ  แล้วก็ถ้าต้องขึ้น ผมก็มีตั๋วโดยสารของตัวเองอยู่แล้ว  แต่ผมชอบเวลาที่ผู้ชายทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ จัดการอะไรทุกอย่างให้ และเหตุผลที่เขาบอกว่า  “จะได้มีเวลานั่งคุยกันนานๆไงครับ”  มันเอาผมอยู่หมัดในทีเดียว

 

เอาเป็นว่า  วันนั้น ถึงจะไม่เห็นด้วย

แต่ผมก็ไม่ขัดเขาเลย พร้อมเดินตามไปโดยดี

 

……..

 

“พี่ว่าพี่แอบมองกฤษก่อนนะ”

“ไม่จริงอ่ะ กฤษต่างหากแอบมองพี่ภูก่อน”

 

“ทำไมคิดงั้นล่ะครับ?”

“ก็ตอนกฤษมองพี่ภู พี่ภูยังก้มหน้าอยู่เลย”

 

“นั่นเพราะกฤษน่ารักจนพี่เขินต่างหาก”

“หึยยย ไม่จริงอะ อย่ามาซุยเลย กฤษแอบมองก่อน”

 

หลังจากแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้น โค้กใหญ่ และเฟรนซ์ฟรายด์ ลงท้องผมหมด  ในขณะที่พี่ภูกินแค่กาแฟดำหนึ่งแก้ว การพูดคุยระหว่างเราก็เข้าสู่ช่วงที่ทวีความสนิทกันอย่างรวดเร็ว

 

ตอนนี้เรามาอยู่ตรงจุดที่

ใคร ปิ๊ง ใคร ก่อน

 

จุดแวะพักข้างทางยอดฮิต บนถนนสายที่ชื่อว่า  “จีบกับ”

 

สรรพนาม คุณ-ผม ที่ใช้กันในช่วงแรก ก็เปลี่ยนเป็น นาย-พี่ ผมเปลี่ยนไปเรียกชื่อแทนตัวเอง และเรียกเขาว่าพี่ภู หลังจากรู้ว่าเขาแก่กว่าผมสามปี  ตอนนี้พี่ภูอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อยู่คนเดียว ในคอนโดที่ไม่ไกลจากแถวนี้

 

โคตรเท่อ่ะ … ผู้ชายอะไร หล่อ น่ารัก มีเสน่ห์  ดูฉลาด มีความรู้ เรียนสถาปัตย์อีกต่างหาก

 

บทสนทนาระหว่างเราก็โคตร น่ารัก  มันมีครบองค์ประกอบทุกอย่างของความมุ้งมิ้ง มันคือฉากจีบกันดีๆในหนัง Chick flick ทุกเรื่อง มันมีจังหวะรุก มีจังหวะรับ ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายยิงอย่างเดียว ผลัดกันเป็นฝ่ายหยอด เป็นฝ่ายเขิน

 

เขาแซวผม  ผมแซวเขา  ทุกคำที่เขาบอก มันซ่อนความนัยว่าชอบผม และทุกคำที่ผมตอบ มันก็ซ่อนนัยว่าผมคลั่งไคล้เขา เราสองคนเหมือนต่างพายเรือวน  วนไป วนมา ในแอ่งน้ำ ที่เราต่างก็รู้ดีว่ามันคือ แอ่งน้ำของ ความเสน่หาในกันและกัน เพียงแต่ ยังไม่มีใครกล้าออกปากชอบบอกก่อนเท่านั้น

 

มันเหมือนเราต่างคนต่างพยายามทำแต้มใส่กัน  ให้ต่างฝ่ายรู้สึกดี เพิ่มขึ้นอีกไปเรื่อยๆ ใครถึงจุดที่ทนไม่ไหวก่อน  ก็จะหลุดปากบอกชอบเอง

 

แต่เราต่างก็ไม่รู้  ว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีจุดที่ทนไม่ไหวตรงไหน  เราไม่รู้ ว่าตอนนี้เขาใกล้ถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง   มันคือการเล่นเอาเล่อเอาเถิด มันคือเกมของการจีบกัน

 

มันคือชั่วโมงต้องมนต์ของจริง

 

“เอ่อ ..  กฤษมี  โทษทีนะครับ”

ระหว่างที่ผมกำลังเหม่อๆ พี่ภูเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาเอานิ้วโป้งป้ายที่มุมปากผม

 

“ซอสมันเลอะที่มุมปากกฤษน่ะครับ”

พี่ภูใช้นิ้วโป้งเช็ดซอสออก แล้วเอาไปดูด

 

“สงสัยอร่อยมากสินะ กินเร็วจนเลอะเทอะเลย”

 

แล้วเขาก็หยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้  ผมรับมาซับมุมปากอย่างเขินๆ  ที่จริง ถ้าเขาเห็นซอสเลอะที่มุมปากผม แค่บอกแล้วยื่นกระดาษทิชชู่ให้ก็จบถูกไหม ไม่เห็นต้องเอานิ้วโป้งมาเช็ดออกแล้วเอาไปดูดแบบนี้เลย  … มันเป็นการยั่วกันชัดๆ

 

แกล้งทำคะแนนยิงใส่ผมใช่ไหม? ตอนนี้ พี่ภู ทำแต้มนำผมไปแล้ว

 

บอกตรงๆนะ ผมรู้สึกว่าผมเข้าใกล้จุดที่ทนไม่ไหวเข้าไปทุกทีแล้ว คำว่า “ผมชอบพี่ภู” มันมาจ่อรอที่คอผมแล้วตอนนี้  แต่ผมพยายามกดมันไว้ให้เต็มที่  อย่างน้อยที่สุดต้องไม่ใช่คืนนี้สิเว้ย ต้องไม่ใช่วันแรก หรือชั่วโมงแรกๆที่เรารู้จักกัน ไม่งั้นมันจะดูง่ายเกินไป และก็ไม่มีใครชอบหรอก ของง่ายๆน่ะ

 

คำว่า ชอบ มันไม่ควรออกจากปากอย่างง่ายๆ

 

เพราะไม่อย่างนั้น อย่างอื่นมันจะออกตามมาออกอย่างไว  รัก , คบ , แฟน  แล้วพอคำเหล่านี้หลุดตามกันออกมาเป็นพรวน ต่อไป ก็เป็นคิวของเสื้อผ้ามันก็จะหลุดออกจากร่างกายไปด้วย

 

นี่คุณ …  ผมไม่ใช่เด็กนะ

 

แม้ผมก็ยังไม่ได้แก่ อยู่แค่มอ 5 แต่ผมก็เข้าใจอะไรมากกว่าที่ผู้ใหญ่ตีกรอบไว้ รวมถึง ผมยังมีประสบการณ์อะไรมากกว่าที่ผู้ใหญ่ตีกรอบไว้ด้วย  เพียงแค่แม่ผมไม่รู้เท่านั้น

 

กลับมาที่เกมจีบกันตรงหน้าก่อน  ตอนนี้ผมกำลังเพลี่ยงพล้ำ และในวินาทีนั้น  ผมก็นึกออกว่าจะทำยังต่อไปให้พลิกบทสนทนาไปทางอื่น ก่อนที่ผมจะหลุดปากบอกชอบพี่ภู

 

“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฝนจะหยุดตกนะครับ”

 

ผมเลี่ยงไปเรื่องอื่นเลย  ดึงบทสนทนาของเราให้ยืดออกไปอีกทาง เพราะผมยังไม่อยากให้มันหยุดค้างไว้ตรงนั้น  ผมยังอยากทำคะแนนใส่เขาเพิ่มอีก

 

ที่จริง …  ถ้าจะพูดตรงๆ  ผมก็ไม่กลัวนะ ถ้าจะหลุดคำว่าชอบกับผู้ชายคนนี้  ที่ผมกลัวคือ ถ้าหลุดไปแล้ว เขาจะไม่หลุดมันตอบกลับมาต่างหาก

 

เชื่อเถอะ เราไม่เคยกลัวการชอบใครสักคน

แต่เรากลัวการที่ชอบแล้ว เขาไม่ชอบเรากลับต่างหาก

 

เรากลัว การที่ไปยืนกลางสะพานรอให้เขาข้ามมาจากอีกฟาก แล้วพบว่า เขาแค่ชะเง้อมองจากตรงตีนสะพาน แล้วเดินจากไปโดยที่ไม่ข้ามมา  นั่นต่างหากที่เราต่างกลัว

 

ดังนั้นก่อนจะหลุดคำนั้น ผมต้องมั่นใจก่อนว่า ผมทำคะแนนใส่เขาได้มากพอ มากพอที่จะทำให้ เขาก้าวขึ้นสะพานมาเจอผมตรงกลางทางได้

 

คุณอาจจะคิดว่านี่มันไร้สาระ แต่มันก็คือมุมมองของเด็กชาย มอ 5 ต่อความรักแรกพบครั้งแรกขของเขา ตอนคุณอายุเท่านั้นน่ะ   ต้องมีสักครั้งที่คุณก็เป็นเหมือนผมนั่นล่ะ

 

“แต่พี่ไม่อยากให้ฝนหยุดตกนะครับ”

พี่ภูตอบ สายตาเขาไม่ละจากหน้าผม

 

“อ้าว… ถ้าไม่หยุดตก เราจะกลับกันไงล่ะฮะ?”​

และมันเป็นจังหวะที่ผมต้องหัวเราะ แล้วโยนคำถามกลับ

 

“ก็ถ้ามันหยุดตก เราก็ต้องต่างคนต่างกลับ แต่พี่  …  พี่ยังอยากให้เรานั่งคุยกันต่อเยอะนี่ครับ”

 

ผมว่าตอนที่เขาเว้นวรรคน่ะ เหมือนเขาจะพูดประโยคอื่น แล้วเปลี่ยนใจเป็นพูดอีกประโยคแทน  หรือว่าเขากำลังจะบอกว่าชอบผม แต่กลัวการไปยืนเก้อกลางสะพานเหมือนกันหรือเปล่า?

 

เฮ้ย … ไม่ได้นะเว้ย ผมต้องทำให้เขารู้ว่า ถ้าเขาข้ามมา ผมก็จะรีบข้ามไปหาเขาเหมือนกัน

 

“ก็ … ถึงกลับบ้านเราก็คุยกันได้นี่ครับ มือถือก็มี  พี่ภูคงไม่ได้ว่าจะเลิกคุยกับกฤษหรอก ใช่ไหมฮะ?”

 

ผมโยงบทสนทนาต่อไป  หันไปมองข้างนอก ฝนหยุดตกแล้ว  ไม่น่าทักเลย ทักปุ๊ปหยุดตกปั๊บ ผมดูนาฬิกา นี่ก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มครึ่ง  หรือว่าได้เวลาแยกกันแล้วจริงๆเนี่ย ?  เกมเราจะจบกันตรงนี้เหรอวะเนี่ย?

 

พี่ภูก็คงเห็นเหมือนกันว่าข้างนอกฝนขาดเม็ดแล้ว

“ก็ได้ครับ งั้นเราคุยกันทางไหนดี?  จะไลน์ หรือ เฟซบุ๊คไหม?”

 

เขาหยิบมือถือขึ้นมา  ปลดล็อกหน้าจอ  เตรียมเปิดแอพ ผมส่ายหน้าหยิบมือถือมาเปิดเหมือนกัน   “กฤษไม่เล่นไลน์ครับ  เคยมีนะ แต่ลบไปแล้ว เฟซบุ๊คก็มีไว้ให้เพื่อน tag รูปเฉยๆ ส่วนมากกฤษเล่นอยู่แต่ทวิตเตอร์ครับ”

 

พี่ภูเงยหน้ามาจากมือถือ  “เอ่อ…​กฤษ  พี่มีอะไรจะสารภาพ …  ที่จริงพี่ตามทวิตเตอร์นายอยู่แล้วครับ  พี่รู้จักนายตั้งนานแล้ว ที่จริงรู้ชื่อนายตั้งแต่ก่อนพยาบาลจะเรียกด้วย ขอโทษทีที่ไม่บอกตั้งแต่แรก พี่กลัวนายจะคิดว่าพี่เป็นแฟนคลับบ้าๆบอๆน่ะ”

 

ผมวางมือถือลง  “เฮ้ยยย จริงดิพี่  ไม่นะ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองมีแฟนคลับนะพี่  ในนั้นมีแต่เพื่อนๆกัน  ว่าแต่พี่แอคไหนเหรอ?ที่ตามผมอ่ะ”

 

ที่ถามเพราะว่าคนส่วนมากในทวิตเตอร์ไม่ค่อยลงรูปตัวเองจริงๆเท่าไรนัก คนที่ติดตามผมส่วนมากก็ใช้รูปอื่นๆแทน

 

“เอ่อ…..”   พี่ภูดูลังเลตอนผมถามคำถามนี้

“มัน ไม่ใช่แอคเคานท์ที่ดีเท่าไหร่น่ะครับ”

“ยังไงครับ?”  ผมสงสัย

 

แทนคำตอบ พี่ภูเปิดหน้าแอคเคานท์ของเขาให้ดู  ข้ามเรื่องชื่อไปเถอะ เพราะมันไม่สำคัญเท่ารูปโปรไฟล์  ผมจำมันได้ทันทีที่เห็น  มันเป็นรูปร่างกายส่วนบนที่เปลือยเปล่าของเขา ส่วนส่วนล่างที่นุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเล็กๆ

 

มันคือ แอคเคานท์ด้านมืด

หรือที่ศัพท์ชาวทวิตเกย์เรียกว่า แอคเค่อ

 

และมันคือแอคที่ผมคุ้นเคย

เพราะผมเอง ก็แอบตามแอคนี้อยู่

 

เจ้าของบอกว่า รูปที่ลงเป็นรูปเขา ส่วนรูปคนอื่นเขาจะรีทวีตมาก  เขาลงแต่รูปตัวเองที่อิริยาบถต่างๆที่โชว์เนื้อหนัง และกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีใบหน้าโผล่มาให้เห็น และไม่เคยเปิดไกล เปิดลึกไปถึงจุดที่อันตราย

 

บอกตรงๆ แบบไม่อายนะ  ผมตามเขามานานแล้วก็ชอบ แม้จะไม่เคยเห็นหน้าก็ตาม  มีหลายครั้งในหลายคืน ที่ผมเอารูปเขาไปจินตนาการส่วนตัวในเวลาที่ผมตกอยู่ในห้วงร้อนคนเดียว  และมีหลายครั้งที่ผมสงสัยว่าหน้าตาของเขาจะเป็นยังไงกันนะ

 

ไม่นึกว่า แอคเค่อที่ผมชอบ และติดตาม  จะโผล่มาอยู่ตรงหน้าผมในคืนนี้ แถมเราสองคนกำลังจีบกันอีกต่างหาก   นี่ คืนนี้มันจะมีอะไรเซอร์ไพรส์ผมอีกไหมเนี่ย

 

“อ๋อ …. ครับบ”   ผมลากเสียง พยายามเก็บความตื่นเต้น  ช้อนตาขึ้นค่อยๆสบกับเขา  พี่ภูพยักหน้า  “พี่เห็นนะ ว่านายก็ตามพี่อยู่เหมือนกัน”

 

ผมเผลอตัวกัดริมฝีปากล่าง  “พี่ภู เป็นคนรูปร่างดีจริง ๆ ครับ”

 

เขาพยักหน้า   “พี่เข้ายิมทุกวันน่ะครับ มันทำให้พี่มีสมาธิ”

 

“งั้นไว้ .. สอนกฤษบ้างได้ไหมครับ กฤษอยากเข้ายิมบ้าง” ผมรู้สึกว่าคำขอของตัวเองนี้ ครึ่งหนึ่งคือการพยายามทำแต้มของผม

 

“อย่าเลยครับกฤษ”  เขาส่ายหน้า  “พี่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นกฤษเยอะ ๆ ถ้าอยากออกกำลังกาย ไว้หัดยกเวทที่ยิมในคอนโดพี่ก็ได้ คนน้อยดี”

 

“ทำไมถึงไม่อยากให้คนเห็นผมเยอะๆล่ะครับ”

 

ผมว่า … เกมส์ชิงแต้มของเรา มันมาถึงจุดพีคแล้ว แม้จะรู้ว่าตัวเองกำลังชงให้เขายิงแต้มด้วยคำถามนี้  ผม ก็ ยอม พร้อม ฟัง

 

พี่ภูเม้มปาก เสไปมองทางอื่น ก่อนจะหันมาสบตาผมก่อนจะตอบ  “เพราะพี่ชอบกฤษครับ พี่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นกฤษเยอะๆ เพราะตอนนี้ พี่เริ่มหวงกฤษแล้วด้วยครับ”

เปรี้ยง ….

ผม โดน ยิง กลาง แสก หน้า

 

ทั้งๆที่กติกาที่ผมวาดไว้ในหัว  คนที่หลุดคำว่าชอบก่อน ต้องเป็นฝ่ายแพ้ แต่ไม่รู้ทำไม ผมกลับรู้สึกว่า พี่ภูเขาชนะไปในเกมนี้ตอนที่บอกว่า เขาชอบผมนี่แหละ

 

และตอนนี้ คนที่แพ้หมดท่า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ ก็คือผมนี่เอง ที่ได้แต่นั่งอึ้ง มองหน้าเขาแบบโง่ๆ จะตอบ จะยิ้ม จะอะไรสักอย่าง ก็ไม่ทำ

 

“กฤษก็ …. “  คำว่าชอบมาหยุดที่โคนลิ้นผมแล้วนะ ปลดล็อกที่ลิ้นและปล่อยให้มันไหลออกไป  ก็จะจบ ดีล ปิดเกม …

 

แต่ … ผมต้องการอย่างนั้นจริงๆเหรอ?

ผมต้องการให้เมจิกเกิด และปิดดีล

ใน คืน นี้ อย่าง นั้น เหรอ?

 

ไม่อะ  ไม่ใช่แน่ๆ

 

ผมต้องการให้มันดำเนินต่อ

ผม ต้อง การ มาก กว่า นี้

แล้ว ผม ต้อง ทำ ยัง ไง ดี?​

 

“ฝนหยุดตกแล้วอ่ะฮะพี่ภู”

 

ผมกลืนคำว่าชอบลงคอไป พี่ภูไม่ได้ดูผิดหวังที่ผมไม่ตอบคำว่าชอบกลับไป  หรือถ้าเขาผิดหวัง ผมว่าเขาก็ซ่อนสีหน้าได้เนียนดีนะ  เขายิ้มแล้วพยักหน้า  “งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งกฤษที่บ้านไหมครับ”

 

พี่ภูทำท่าจะกดแอพเรียกแท็กซี่

“กฤษบ้านอยู่ไหนครับ เดี๋ยวพี่เรียกแกรพแล้วนั่งไปส่ง”

 

เอาล่ะ … ถามพวกคุณหน่อยสิ  เป็นคุณ คุณจะทำยังไงในคืนนี้?  เพื่อให้มันไปต่อ เพื่อให้มันได้มากกว่านี้ เพื่อดึงให้เขาอยู่กับค่ำคืนต้องมนต์ตลอดไป …

 

หนึ่ง ..  ต่างคนต่างกลับบ้าน  แล้วคุยข้อความกันต่อยันเช้า?  ตามขนบของวัยรุ่น วัยหวานจีบกัน ค่อยๆปล่อยให้ความชอบ เติบโตเป็นความรักช้าๆ และผลิดอกออกผลเป็นความสัมพันธ์ ที่ยั่งยืน

 

หรือ สอง …

 

ในเมื่อค่ำคืน หยิบยื่นโอกาสให้เราสองคนขนาดนี้แล้ว เราก็ควรที่จะไปต่อ เหมือนถ้ามีไม้ขีด มีเชื้อไฟ เราก็ควรจะก่อกองไฟให้มันร้อน ไม่ใช่หยิบทุกอย่างเก็บเข้าตู้เก็บของ แล้วนั่งอุ่นใจว่า จุดไฟเมื่อไหร่ก็ได้

 

ผมอยู่บนทางแยก ว่าผมจะเลือกทางไหน ?

ว่างทางไหน จะให้ผมได้ มากกว่า และ ยาวนานกว่า?

 

Let’s call it a day ?

หรือ Let’s the night begin ?

 

คิดย้อนกลับไปแล้ว …

 

ผมน่าจะเลือกจบวันนั้นไปนะ ให้มันจบแบบสวยๆ ประทับใจ  จริงอยู่ ผมกับพี่ภู อาจจะคุยกันน้อยลงในอีกวัน น้อยลง น้อยลง  และกลายเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน ในอีกสัปดาห์ถัดไปก็ได้

 

เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นบ่อย เวลาเราเจอใครที่ถูกใจ เราจะคุยกับเขาเป็นบ้าเป็นหลังในคืนแรก ก่อนที่จะค่อยๆลดน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งต่างคนต่างเงียบหาย

 

ถ้าในตอนนั้น ผมเลือกอย่างนั้นไป

ตอนนี้ ทั้งผม ทั้งพี่ภู ก็ คง ยัง มี ชี วิต อยู่

มันน่าจะเป็นทางเลือกที่ได้ มากกว่า และ ยาวนานกว่า ที่แท้จริงๆ

 

แต่พวกคุณที่ตามอ่านมาก็รู้ใช่ไหม

ว่า มัน ไม่ ใช่ แบบ นั้น ผม ไม่ ได้ เลือก ทาง นั้น

 

“เดี๋ยวครับพี่ภู”  ผมแตะที่หลังมือเขา

 

พี่ภูเงยหน้าขึ้นมาจากมือถือ  ผมส่ายหน้า แล้วสบตาเขา  “กฤษ ไม่กลับบ้านได้ไหมครับ? กฤษขอไปคอนโดพี่ภูได้ไหม?”

 

แว่บหนึ่ง .. ผมอ่านสีหน้าเขาไม่ออก มันค้างอยู่กลางๆ ระหว่างแปลกใจ กับ ดีใจ แต่มันก็แค่แว่บเดียวเท่านั้น  เพราะหลังจากนั้น พี่ภูก็ค่อยๆพยักหน้าและยิ้ม

 

“ได้สิครับ  นึกว่าจะต้องกลับคนเดียวซะแล้วคืนนี้”   แล้วเขาก็กดเลือกสถานที่ปลายทางคือ คอนโดเขา แล้วเรียกแกรบมารับ …

 

และนั่น … คือการจบคืนแรกของผมกับพี่ภู  และเป็นการเริ่มต้นคืนถัดๆไปของเรา โดยที่ทั้งผมและพี่ภูไม่รู้เลยว่า วินาทีที่เราตกลงจะร่วมทางไปด้วยกันตอนนั้น มันคือการร่วมทางกัน บนเส้นทางที่นำไปสู่ …

 

ความ ตาย ของ เรา ทั้ง คู่

Don`t copy text!