ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 7 : เรื่องในใจ

ผมรัก/ฆ่าคุณ บทที่ 7 : เรื่องในใจ

โดย : รังสิมันต์

ผมรักคุณ ผมฆ่าคุณ สุดยอดนวนิยาย Medical thriller แห่งปี จากปลายปากกาของ ‘รังสิมันต์’ ที่คุณอ่านแล้วจะต้องนับวันรอตอนต่อไปด้วยใจที่จดจ่อ… นิยายออนไลน์ อีกเรื่อง ที่ เว็ปอ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 7 –

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ และผมนอนไม่หลับต่อมาในอีกหลายคืน คำพูดนั้นในทวีตที่คนแปลกหน้าเมนชั่นถึงผม มันเหมือนฉมวกแหลม ที่แขวนลอยอยู่ในความคิดตรงหน้า

 

มันทำให้ผมไม่กล้าละสายตาจากมัน

เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันจะแล่นมาเสียบผม

 

เคยมีคนบอกผมว่า การที่มีคนติดตามเรา มันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นแฟนคลับของเราเสมอไป เขาอาจจะเป็น “แฟนคลับลับมีด” เป็นคนที่รอให้เราพลาดล้ม เพื่อจะได้ซ้ำก็ได้

 

ความเชื่อใจบางครั้งเรารู้สึกว่ามันมั่นคง ตั้งตรงเป็นสง่า แต่พอถอยออกมามองไกลๆ บางครั้งมันเป็นแค่โดมิโน่ที่ตั้งไว้นะ มันพร้อมล้ม และเมื่อล้มแล้ว มันก็พานพาสิ่งอื่นๆล้มตามลงไปด้วย  อย่างที่ผมเป็นตอนนี้

 

ผมเริ่มจากการระแวงพี่ภู แล้วก็ตามมาด้วยการระแวงคนที่ติดตามผม แฟนคลับผม ยิ่งเวลาผ่านไปตามสัปดาห์ ผมยิ่งรู้สึกว่าควันดำๆแห่งความระแวงที่แฝงอยู่ในความคิดทุกขณะของผมยิ่งหนักขึ้น …

 

วันนี้เป็นวันศุกร์  เป็นวันที่ผมจะต้องไปเจอหมอนิน ผมขึ้นรถไฟฟ้าจากโรงเรียน ระหว่างทางผมก็เปิดอ่านข่าวจากมือถือ  มันคือข่าวเดิม  ข่าวที่ผมอ่านมาหลายรอบแล้ว  ข่าวที่ผมวนอ่านไป อ่านมาซ้ำๆ ย้ำกับตัวเอง

 

/ ตอนนี้ตำรวจกำลังพาผู้ต้องหา เข้าทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ณ ที่เกิดเหตุ หากมีความคืบหน้าทางคดีมากขึ้น จะรายงานข่าวเพิ่มเติม /

 

ผมปิดมือถือ ใช่  คดีนั้นจบไปแล้ว

ผู้ต้องหาโดนจับไปแล้ว และก็ไม่ใช่พี่ภู

พี่ภู แฟนผมไม่ใช่ผู้ต้องหา เขาไม่ได้ฆ่าแฟนเก่าเขา

 

ดังนั้น ความระแวงทั้งหลายเหล่านี้ มันควรจะจบใช่ไหม? แต่ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนไม่ล่ะ?  วงล้อความระแวงยังคงหมุนติ๊กๆอยู่ในหัวผมไม่รู้จักหยุดหย่อน

 

มันเหมือนเวลาที่เรากินข้าว กลืนข้าว แล้วข้าวติดคอน่ะ  แม้เราจะกินน้ำกลืนข้าวลงคอไปได้ แต่มันจะมีความรู้สึกหลอน ๆ คล้ายว่ายังมีข้าวติดคอค้างอยู่ในคออีกสักพัก

 

นั่นล่ะ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม

ผมยังรู้สึกระแวง ๆ หลอน ๆอยู่

 

ความระแวงเหมือนเชื้อโรคที่มีชีวิต หากเราปล่อยให้มันเข้ามาในใจเราได้แม้แต่นิด มันจะขยายตัวเองเกาะกินความรู้สึกเราไปได้เรื่อย ๆ  และแม้เราจะพยายามกำจัดมันด้วยอะไรก็ตาม มันอาจจะลดลงไปได้บ้าง

 

แต่มันไม่เคยหายไป …

 

มันจะไปหาที่หลบอยู่เงียบ ๆ ในซอกใจ แล้วค่อยขยายขนาดอีกครั้ง เพื่อกัดกินความรู้สึกเราต่อ  ตอนนี้ความรู้สึกของผม กำลังโดนความระแวงนี้กัดกินอยู่

 

มันไม่ได้เริ่มต้นแค่เรื่องข่าวที่บังเอิญโผล่มาประจวบเหมาะในเวลานั้นหรอกนะ  ที่จริงเมล็ดพันธ์ุของความระแวง มันเริ่มแทงรากในใจผมหลังจากที่รู้ว่าพี่ภูปิดบังผมเรื่องมีแฟนอยู่แล้ว ถ้านึกเป็นภาพตอนนี้มันก็แทงรากผลิใบออกมาเป็นคำถามเสียดแทงใจผมมากมาย

 

ผมจะไว้ใจเขาได้ไหม?

ผมจะไว้ใจพี่ภูได้หรือเปล่า?

 

ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ความระแวง ไม่ได้รักษาด้วยการเคลียร์กัน เพราะผมกับพี่ภูคุยกันเคลียร์เรียบร้อย  และเขาก็ไปเคลียร์กับแฟนเก่าเรียบร้อย ทุกอย่างได้รับการเคลียร์หมด แค่นั้นยังไม่พอนะ  คดีที่ผมระแวงไปเองว่าพี่ภูเป็นฆาตรกรก็เคลียร์จบไปเรียบร้อย จับคนร้ายได้

 

แล้วไหนล่ะ ? ความสบายใจ ?

 

มันยังไม่เห็นกลับมาสู่ใจผมเลย  ความระแวงมันก็ยังอยู่ ทั้งๆที่ทุกอย่างมันเคลียร์ นั่นล่ะ ผมถึงได้รู้ว่า  การเคลียร์ทุกอย่าง ก็ไม่ใช่หนทางกำจัดความระแวง

 

ตอนที่รถไฟฟ้าจอดที่สถานี ผมตัดสินใจแล้วว่าวันนี้ ผมจะคุยเรื่องนี้กับหมอนิน ผมไม่อยากให้ความระแวงมันแฝงอยู่ในใจผมนาน

 

การเคลียร์รักษาความระแวงไม่ได้

แต่ผมเชื่อว่าหมอนินจะรักษามันได้ …

 

……..

 

“วันนี้ กฤษดูมีเรื่องในใจนะครับ”

 

หมอนินทัก หลังจากเริ่มชั่วโมงจิตบำบัดไปได้เพียงห้านาที  ผมพยักหน้า ยอมรับ ดีเหมือนกันหมอนินเป็นคนนำทางให้ผมเข้าเรื่อง ผมจะได้ไม่ต้องเป็นคนหาทางดึงเข้าบทสนทนา

 

“ครับ มีเรื่องระหว่างผมกับแฟนน่ะครับ เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ จนนอนไม่หลับมาหลายวันละครับ”

 

“อยากเล่าให้หมอฟังไหม?”

“ตั้งใจจะเล่าให้ฟังอยู่แล้วครับ”

 

 

“ได้  งั้นหมอลุกขึ้นไปชงชาแป๊ปนึงนะครับ เดี๋ยวมา”​

 

แล้วหมอนินก็ลุกจากเก้าอี้ออกไปที่แพนทรี่ ที่อยู่ห้องข้างๆ  ผมนั่งทำสมาธิเรียบเรียงเรื่องราวว่าจะเล่าอะไรให้เขาฟังก่อนดี สายตาก็เหลือบไปเห็นตู้หนังสือที่อยู่ข้างหลังโต๊ะทำงานหมอนิน

 

/ตารางนัด/

/รายชื่อผู้ป่วย/

/เวชระเบียนผู้ป่วย/

 

ทุกครั้งที่หมอนินทำการรักษา เขาจะหันไปหยิบแฟ้มคนไข้มาเปิด จดโน้ตไปบ้าง แล้วก็ฟัง แม้บนโต๊ะหมอนินมีคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้ใช้กับคนไข้ (เท่าที่ผมรู้นะ)  เขาเคยบอกผมว่า เขาเป็นหมอสมัยโบราณ ชอบกลิ่น และสัมผัสของกระดาษเวลาเขียนมากกว่า

 

“ที่สำคัญ ข้อมูลไม่หลุดออกไปง่ายๆด้วยครับ”

หมอนินเคยบอกผมอย่างนั้น

 

นั่นคืออีกสิ่งที่ผมชอบมากในตัวหมอนิน  คือนึกถึงใจคนที่เขารักษาเสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ การลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แม้จะระวังมากขนาดไหน แต่ความระแวงในใจคนไข้จิตเวชมันเยอะ

 

ผมน่ะไม่ค่อยกลัวหรอก เรื่องข้อมูลจะหลุดไป  เพราะผมเขียนเล่ามันในทวิตเตอร์อยู่แล้ว แต่ผมว่าคนไข้คนอื่นเห็นแบบนี้คงอุ่นใจกว่า

 

ประตูเปิด หมอนินโผล่หัวเข้ามา

“น้องกฤษ กินชาด้วยไหมครับ?”

 

ผมหันไปตอบ “ได้ก็ดีครับหมอนิน”

 

“เอาชาอะไรดีครับ หมอมี อู่หลง คาโมมาย มินท์ ไฮบิสคัส” ถ้าผมไม่รีบเลือกอะไรสักอย่าง หมอนินได้ร่ายยาวรายชื่อใบชาทุกชนิดที่หมอนินแน่ๆ ผมเลยรีบเลือกสักอย่าง

 

“เอาคาโมมายแล้วกันครับ”

“ได้ๆ อีกสามนาทีนะ”

 

แล้วเขาก็ปิดประตูออกไปอีกรอบ  สายตาผมกลับมาที่แฟ้มบนชั้นหนังสือหลังโต๊ะทำงานหมอนินอีกครั้ง  ความสงสัยหนึ่ง ผ่านแว่บเข้ามาในหัวผม …

 

ในนั้นมีชื่อพี่ภูด้วยสินะ

 

เป็นไปได้ไหมว่า ในแฟ้มเวชระเบียนนั้น จะมีข้อมูลของพี่ภู  ข้อมูลที่บอกว่า พี่ภูมารักษาด้วยโรคอะไร พี่ภูเป็นโรคจิตเวช แบบไหน ? ข้อมูลที่ ผมไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับพี่ภู …

 

ที่จริง คำถามนี้เคยแว่บมาในความคิดของผมบ้างแล้ว  แค่ถามพี่ภูเองก็จบถูกไหม  แต่ไม่รู้สิ มันเหมือนมีบรรยากาศบาง ๆ กั้นระหว่างเราสองคน  แม้เราจะสนิทกันมากก็ตาม แต่มันมีบางเรื่อง ที่เราสองคนไม่เคยคุยกัน  เราสองคนต่างไม่เคยพูดถึงโรคจิตเวชที่เราเป็นเลย ไม่เลยสักครั้ง

 

มันคงไม่จำเป็นสำหรับพี่ภูหรอก  เพราะเขาเคยพูดว่าตามทวิตของผม และในทวิตผมก็เล่าเรื่องโรคจิตเวชของตัวเอง ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าเขาจะไม่สงสัยถาม เพราะเขารู้อยู่แล้ว

 

แต่ผมสิ … ผมไม่เคยรู้เรื่องของพี่ภูเลย

 

เราเหมือนคู่รักคนดังบนทวิตเตอร์ทั่วไปที่พูดคุยกันแต่เรื่องของเรา เรื่องอื่น ๆ รอบตัว  แล้วทำเป็นหันหลังให้กับที่มา ที่ทำให้เราสองคนเจอกัน  ทำเป็นลืม เหมือนมันเป็นความทรงจำเก่า ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องพูดถึง …

 

อย่าลืมนะ เราเจอกันในคลินิกจิตเวช

เราสองคน เป็นผู้ป่วยจิตเวชทั้งคู่

 

ถามหน่อยสิ  ถ้าพวกคุณเจอกับแฟนครั้งแรกที่คลินิกโรคจิตเวช และรู้ว่าเขารับการรักษาอยู่  พวกคุณจะไม่อยากรู้เหรอว่าแฟนคุณ เป็น โรค จิต แบบ ไหน ?​

 

ผมจ้องสันแฟ้มบนชั้น ….

 

เวชระเบียนคนไข้มีอยู่ 10 กว่าแฟ้ม บอกไม่ได้เลยว่าพี่ภูอยู่ในไหน ผมอยู่ในไหน โอกาสจั่วหยิบพลาดมีสูง  ถัดไปคือรายชื่อคนไข้กับตารางนัด  สองอันนี้ค่อยน่าหยิบมาเปิดหน่อย

 

แต่ตารางนัด ก็น่าจะมีแค่ชื่อเท่านั้น คงไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร  ดังนั้น แฟ้มที่น่าหยิบมาเปิดมากที่สุดก็คงจะเป็นแฟ้ม /รายชื่อคนไข้/ หวังว่าหมอนินคงจะเรียงชื่อคนไข้ในนั้นตามลำดับตัวอักษรนะ

 

เมื่อกี้นี้หมอนินบอกว่าอีกสามนาทีใช่ไหม? นี่ผมว่ามันผ่านไปได้สักนาทีแล้วนะแปลว่าผมเหลืออีกสองนาที  จะหยิบมาเปิดก็ต้องรีบลงมือแล้ว  เอาไงดีวะ ทำหรือไม่ทำดีเนี่ย ถ้าหมอนินรู้โดนดุแน่ๆ แต่ก็อยากรู้นี่หว่า

 

ผมไม่รู้หรอกนะว่า ทำไมถึงอยากรู้ ความอยากรู้ มันก็คือความอยากรู้  ไม่ได้คาดหวังว่าพอรู้แล้วไอ้ความระแวงกังวลมันจะหายไปไหน มันอาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

 

เอาจริงๆ ไม่แน่ใจด้วยเหอะว่าเปิดมาเจอศัพท์ชื่อโรคแล้วจะเข้าใจหรือเปล่า  แต่มันก็อยากรู้อ่ะ  พวกคุณก็เคยเป็นใช่ไหม ยืนอยู่กลางทางระหว่างกล้า กับ กลัว ผมว่าจุดที่อยู่ตรงกลางระหว่างกล้ากับกลัวเรียกว่า ลังเล นั่นล่ะ ผมกำลังลังเล

 

ในระหว่างที่หัวผมยังสับสน ว่าจะหยิบมาเปิดหรือไม่เปิดดี  แต่เท้าผมน่ะมันไปแล้ว ผมลุกจากเก้าอี้ตัวเอง เดินไปที่ชั้นหนังสือข้างหลังหมอนิน มือก็เอื้อมไปหยิบแฟ้ม /รายชื่อคนไข้/ มาเปิด

 

บางครั้ง ความอยากรู้อยากเห็น ก็เป็นแรงที่จูงมือจูงเท้าให้เราทำอะไรโดยที่สมองเรายังไม่ทันได้ตัดสินใจสั่งการเลยด้วย  ณ.จุดลังเลที่ใจเรายืนอยู่ บางครั้งสติมันจะล่าถอยออกไปและปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวควบคุมร่างกายแทน

 

พอผมรู้ตัวอีกที แฟ้มรายชื่อคนไข้หมอนินก็อยู่ตรงหน้าผมแล้ว มือผมเปิดไปเรื่อย ไล่สายตาไปตามตัวหนังสือ  เออ หมอนินเรียงชื่อคนไข้ตามลำดับตัวอักษรจริงๆ  ง่ายละ ไหนนะ ภ.สำเภา ภ.สำเภา

 

นี่ไง เจอแล้ว  ผมไล่รายชื่อลงมา มีชื่อคนไข้ ตามด้วยภาษาอังกฤษ ที่ผมเดาว่าน่าจะเป็นวินิจฉัยโรคที่พวกเขาเป็น ผมคิดถูกจริงๆด้วยที่ว่าหมอนินใส่ชื่อโรคเอาไว้ในนี้

 

ภัทรษิตย์  (เขียนแปลกดี)

ภาณีม (ชื่อแปลกจัง)

ภีษฤทธิ์  (นี่ยิ่งแปลก)

มธุสร (อ่ะ ม.ม้าแล้ว)

 

เอ๊ะ … เดี๋ยวนะ …

 

ผมไล่กลับไปอ่าน หมวด ภ.สำเภา ใหม่อีกครั้ง  คงเพราะว่าชื่อที่ขึ้นต้นด้วย  ภ.สำเภา  ไม่ได้มีเยอะมากนัก มันเลยสั้น ผมอาจจะไล่ตาผ่านชื่อพี่ภู  ภูเบศร์ ไปก็ได้  ไม่เป็นไร ไล่ดูอีกที

 

ภัทรษิตย์  ภาณีม ภีษฤทธิ์

แล้วก็ มธุสร ไม่มีชื่อ ภูเบศร์

 

พี่ภูไม่ได้อยู่ในรายชื่อคนไข้หมอนิน ?

 

เพล้ง !!!

 

เสียงแก้วแตกจากหน้าประตูทำเอาผมสะดุ้ง  รีบปิดแฟ้มวางมันกลับไปที่เดิม เดินไปที่หน้าประตู พอเปิดไปก็เจอหมอนินกำลังเก็บเศษแก้วที่พื้นอยู่

 

“น้องกฤษ หมอทำแก้วชาตกน่ะครับ”

เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มแห้ง ๆ เหมือนเด็กที่ทำแก้วแม่แตก

 

แทบจะพูดได้ว่า ผมดีใจด้วยซ้ำที่เขาทำแก้วตก มันช่วยดึงสติผมให้กลับมา ดีแล้ว นี่ถ้าหมอนินเปิดประตูมาเห็นตอนที่ผมกำลังอ่านแฟ้ม ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดีเลยเนี่ย

 

“เดี๋ยวกฤษช่วยเก็บไหมครับหมอนิน”

ผมก้มลงช่วยเขาเก็บเศษแก้วกระเบื้องจากพื้น

 

“ไม่เป็นไรครับ กฤษไปนั่งรอเถอะ เดี๋ยวหมอทำชาให้ใหม่นะ เดี๋ยวตรงนี้ให้แม่บ้านมาเก็บดีกว่า เดินระวังๆด้วย เผื่อจะยังมีเศษแก้วแตกอยู่อีก”

 

“ไม่เอาแล้วดีกว่าครับหมอนิน กฤษกินน้ำเปล่าดีกว่าครับ”  พอเห็นว่าผมไม่เอาน้ำชาแล้ว หมอนินก็เลยเดินกลับเข้ามาที่ห้องทำงาน และจิบชาในแก้วตัวเองไป โดยที่ผมกินน้ำเปล่าจากแก้วตรงหน้า

 

“เอาล่ะครับ ไหนเล่าเรื่องที่ว่ามาหน่อยสิครับ”

หมอนินเริ่มต้นถาม  แล้วผมก็เล่าให้เขาฟังทั้งหมด

 

 

“กฤษกำจัดความรู้สึกระแวงออกไปไม่ได้อ่ะครับ”

 

ผมสรุปปัญหาตัวเองในตอนท้าย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองเล่าจบแล้วหรือยัง แต่เพราะไม่รู้จะเล่าอะไรต่อไปแล้วดี ผมจึงปิดท้ายมันด้วยการสรุปความรู้สึก

 

หมอนินเคาะปลายดินสอกับแฟ้ม

“หมอว่า บางครั้งความระแวงก็เป็นสิ่งดีนะน้องกฤษ”

 

เขาวางดินสอลง แล้วประสานมือตรงหน้า  มองผมด้วยสีหน้าที่ไม่ยิ้ม แต่ก็ยังมีแววใจดี  ผมนิ่งรอให้เขาอธิบายต่อ

 

“ความระแวง ทำให้เรารู้ว่า เราหวงแหน

ความระแวง ทำให้เรารู้ว่า สิ่งนั้นมีค่า

 

เพราะเรารัก หวง รู้คุณค่าของสิ่งนั้น

มันเลยทำให้เรากลัว ระแวง ฟุ้งซ่าน

 

กลัวว่ามันจะหายไป

กลัวว่ามันจะมีอะไรแอบแฝง

กลัวว่ามันจะ ไม่จีรังยั่งยืน สลายไป

 

เราระแวงว่าจะเป็นโรคนี้ นั้น

เพราะเรารักตัวเอง หวงสุขภาพตัวเอง

 

เราระแวงว่าจะมีคนมาปล้น มาทำร้าย

เพราะเรารักทรัพย์สิน เราห่วงบ้านเรา

 

เราระแวงว่าเขาจะมีความลับ หรือจากเราไป

เพราะว่าเรารักเขา เขามีคุณค่ากับเรามาก

 

ดังนั้น บางครั้ง เราจึงรักษาความระแวงไม่ได้

เราทำได้เพียง ขอบคุณความระแวง

 

เพราะมันเตือนให้เรารู้คุณค่า

ของสิ่งที่เรามีมันอยู่ในมือ เราจะได้รักษามันไว้”

 

ผมพยักหน้าช้าๆ นึกตามที่หมอนินบอก …

 

มันก็จริงนะ หลายครั้งที่ผมคิดว่า อะไรมันจะดีขนาดนั้น อะไรมันจะบังเอิญขนาดนี้  คนที่ผมบังเอิญเจอที่คลินิกจิตเวช แล้วแอบปิ๊งจะปิ๊งผมกลับ  แถมเขายังเป็นผู้ชายในแบบที่ผมชอบทุกอย่าง

 

บังเอิญจนผมเคยถามตัวเองว่า  Is this too good to be true ? เพราะมันบังเอิญจนเหมือนใครสักคนเซ็ทสถานการณ์ไว้

 

“ถ้าเราระแวง แปลว่าเราหวงแหน และไม่อยากให้มันหายไปไหน สิ่งที่เราระแวง มันมีค่ากับเรามาก  ดังนั้น ความระแวง ไม่ได้แก้ไขโดยการเคลียร์ครับ แต่แก้ไขโดยการพยายามรักษามันไว้กับเรา”

 

หมอนินสรุป แล้วปิดแฟ้ม

 

“เอาล่ะ หมอว่าหมดเวลาพอดีแล้ว ไว้เจอกันอีกทีสองสัปดาห์หน้าแล้วกันนะ”  เขาเอาแฟ้มผมขึ้นไปไว้บนชั้นด้านหลัง แล้วหันมายิ้มแห้งๆ  “หมอหิวแล้วด้วย เดี๋ยวว่าจะออกไปหาอะไรกินต่อ”

 

ผมลุกจากเก้าอี้ …

 

“หมอนินครับ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

“ได้สิครับกฤษ มีอะไรสงสัยเหรอ?”

“พี่ภูเป็นโรคอะไรครับ ทำไมถึงมารักษากับหมอนิน?”

 

ถ้าพวกคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อย่าขมวดคิ้วสิ อย่าว่าผมด้วย ผมรู้น่ะ ว่ามันห้ามถามเรื่องคนไข้คนอื่น ผมรู้ว่าหมอมีจรรยาบรรณ ห้ามพูดถึงข้อมูลของคนไข้ กับคนอื่น

 

แต่มันก็น่าลองดูสักหน่อยนี่นา  จริงป่าว ?

 

หมอนินรู้อยู่แล้วว่าผมเป็นแฟนพี่ภู เขาอาจจะยอมบอกผมสักนิดก็ได้ แฟนกัน ก็เหมือนคนคนเดียวกันไง

 

“ขอโทษนะครับ หมอบอกไม่ได้”

หมอนินส่ายหน้า  ผมรีบยกมือไหว้ขอโทษ

 

“ขอโทษฮะหมอนิน ผมไม่น่าถามเลยจริงๆ มันผิดจรรยาบรรณแพทย์เนอะ”

 

หมอนินรีบโบกไม้โบกมือ   “เฮ้ยยย ไม่ต้องขอโทษครับ  ไม่เป็นไรหรอกครับ ว่าแต่ .. เขาบอกกับกฤษเหรอ ว่าเขามารักษากับหมอ?”

 

พอหมอนินพูดมาถึงตรงนี้

ผมแอบงงนิดนึงนะ

 

“เอ่อ…. ทำไมอ่ะครับ ต้องบอกด้วยเหรอ? ก็ผมกับพี่ภูเจอกันที่คลินิกหมอนินนี่นา”  นั่นก็แปลว่าเขามารักษาโรคจิตเวชของเขาสิ  แล้วไม่งั้นเขาจะมาที่คลินิกจิตเวชทำไมกันล่ะ

 

“เอ่อ.. ที่หมอบอกไม่ได้ว่า ภูเขาเป็นโรคอะไร

เพราะเขาไม่ใช่คนไข้ของหมอครับ

 

ภู ไม่ได้มารักษากับหมอ

ภู ไม่ได้เป็นคนไข้ที่นี่ครับ”

 

Don`t copy text!