Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 45 : ใดใดในโลกล้วน…มายา (จบบริบูรณ์)

Irrawaddy เกลียวกระซิบ บทที่ 45 : ใดใดในโลกล้วน…มายา (จบบริบูรณ์)

โดย : พงศกร

Irrawaddy เกลียวกระซิบ  โดย พงศกร เรื่องราวของมินมิน เด็กสาวผู้มีสายเลือดโยเดียกับเหตุการณ์อันสุดแสนมหัศจรรย์ที่กาลเวลาพาเธอย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นเธอได้พบกับเจ้าหญิงดารา…เจ้าหญิงชาวโยเดีย ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างความขัดแย้งของเชลยศึกชาวโยเดีย และเจ้าชายสายเลือดอังวะ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………..

-45-

 

มินมินไม่เคยรู้สึกมีความสุขเหมือนค่ำวันนั้นมานานแล้ว เมื่อต้องสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รัก มินมินจึงตระหนักว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และพยายามทุกวิถีทางที่จะกอบกู้กลับคืนมา

บัดนี้พ่อแม่และน้อง ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม ที่พิเศษไปกว่าเดิมคือมีน้องใหม่แถมมาอีกหนึ่งคน อาจจะแปลกไปสักหน่อยในความรู้สึกของมินมิน หากทว่าทุกสิ่งในครั้งนี้ก็ยังดีกว่าคราวที่แล้ว

หลังจากอิ่มอาหารเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่ปรมินทร์จะต้องกลับบ้านของเขา

ร่ำลาบิดาและมารดาของมินมินเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเดินออกมารอรถรับจ้างที่หน้าบ้านพร้อมกับเขา

“ถึงคราวของคุณแล้วนะคะคุณปอ”

นวลแสงจันทร์คืนนี้สุกสกาว ท้องฟ้าดารดาษไปด้วยดวงดาว สายลมเย็นๆแผ่วผ่านมารวยริน มินมินรู้สึกถึงเกลียวคลื่นแห่งกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านเธอและเขาไปไม่มีจุดสิ้นสุด เกลียวแห่งกาลเวลาที่กระซิบกระซาบเรื่องราวในอดีต

“อือม…” ชายหนุ่มพยักหน้า “กลับไปแล้วเจออะไรบ้าง ผมจะเล่าให้ฟังนะ”

“ไม่ค่ะ” มินมินส่ายหน้า “ฉันจะไปกับคุณ”

“มินมิน…” ปรมินทร์ครางเสียงแผ่ว หัวใจเต็มตื้นกับความมุ่งมั่นของหญิงสาว

“ในเมื่อคุณไม่เคยปล่อยมือฉัน…ฉันก็จะไม่ปล่อยมือคุณเช่นกันค่ะ” มินมินจ้องตาของชายหนุ่มแน่วนิ่ง เธอรวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปจับมือของเขาเพื่อบอกว่าหล่อนจะไม่ทิ้งเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“แต่คุณอาจจะต้องเผชิญหน้ากับคุณแม่ของผม และซอมินตุน” อุ้งมือของปรมินทร์อบอุ่น แข็งแรง

“ผ่านเรื่องมหัศจรรย์มาตั้งสามครั้ง นับจากนี้ไป…สำหรับฉัน ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วละค่ะ” มินมินหัวเราะเบาๆ

แสงไฟจากหน้ารถคันหนึ่งสาดมาที่รั้วบ้าน มินมินโบกมือเพราะคิดว่าเป็นรถรับจ้าง ครั้นพอรถจอดสนิทลงหญิงสาวจึงเพิ่งเห็นว่าเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล มีเด็กชายร่างอ้วนคนหนึ่งเปิดประตูข้างคนขับแล้วกระโดดลงมาด้วยท่าทางร่าเริง

“ขอบคุณครับคุณครู” เด็กชายยกมือขึ้นไหว้หญิงสาวคนที่ขับรถมาส่ง

“เณร”

มินมินอ้าปากค้าง ดวงหน้าอ้วนๆของเด็กชายคนนั้น เหมือนกับเณรองค์น้อยที่เธอพบในอดีตไม่มีผิด

“นี่เณรย้อนเวลากลับมาด้วยหรือ”

“พี่มินมิน” เด็กชายเบิกตากว้าง “นี่ผมเอง…เฉว่นัน…ย้อนเวลาอะไร เณรอะไรที่ไหนกัน”

“ก็…” มินมินกระพริบตาถี่ๆ ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ใครบางคนในรถก็ชะโงกหน้ามาทักทาย

“คุณมินมิน…คุณปรมินทร์”

แสงจากไฟถนนส่องให้เห็นดวงหน้าสวยหวานที่เป็นมิตรของเธอผู้นั้น

“คุณเอลดา”

ภรรยาของนายแพทย์ติณเทพ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่นเอง

“รอรถอยู่หรือคะ…จะไปไหนคะ ฉันขับไปส่งไหม ตอนนี้ดึกแล้ว พวกคุณคงหารถรับจ้างยากสักหน่อย” เอลดาอาสา

“ผมกำลังรอรถจะกลับบ้าน…Mandalay Culinary School น่ะครับ” ปรมินทร์บอก จู่ๆก็รู้สึกเจ็บแผลถูกถ่านนาบที่หน้าอก จนต้องยกมือขึ้นแตะ “คงต้องขอรบกวนด้วยนะครับ”

“ไม่รบกวนเลยครับ ขึ้นมาเถิดค่ะ” เอลดาพยักหน้าให้ และชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองก็เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่งแต่โดยดี ก่อนเอลดาจะเคลื่อนรถไปข้างหน้า เธอตะโกนบอกเฉว่นันว่า “อย่าลืมการบ้านที่ครูให้ไว้นะคะ เฉว่นัน…แล้ววันพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน เราพบกัน”

“คุณเอลดา…” มินมินไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อันที่จริงวันนี้…เป็นวันก่อนหน้าที่เธอจะไปหาทูนจี และทูนจีพาเธอกับปรมินทร์ไปที่วัดเพื่อย้อนอดีตเป็นครั้งที่สาม

“คุณพ่อฝากว่ามาส่งเฉว่นันวันนี้ ถ้าหากมีโอกาสได้พบกับพวกคุณละก็ ให้ฉันบอกว่า…ท่านยินดีด้วยที่พวกคุณทำภารกิจลุล่วง แล้วกลับมาด้วยความปลอดภัย…ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่าที่คุณพ่อพูดแบบนี้ ท่านหมายความว่าอย่างไร ฉันทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์นำสารมาส่งให้พวกคุณเท่านั้น” เอลดาบอก เธอละสายตาจากถนนตรงหน้ามามองมินมินที่นั่งอยู่ด้านข้าง และมองแลเลยไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะหลัง

“คุณรู้จักฉันด้วยหรือคะ ในวันนี้เมื่อคราวก่อน…เอ้อ…ฉันหมายความว่า ดูเหมือนเราจะยังไม่เคยพบกันเลย” มินมินอดสงสัยมิได้

“ฉันจำไม่ได้หรอกนะคะว่าเราเคยพบกันหรือเปล่า” เอลดาโคลงศีรษะ “แต่พอได้พบกันวันนี้ ฉันรู้สึกว่าเราเคยรู้จักกัน อยู่ๆฉันรู้ขึ้นมาเองว่าคุณชื่อมินมิน แต่สำหรับคุณปรมินทร์น่ะ เราเคยพบกันมาแล้วครั้งหนึ่ง”

ปรมินทร์และมินมินฟังแล้วไม่รู้จะพูดอย่างไร พวกเขารู้สึกว่าโยดะยาเปียงทูนจีเป็นผู้ชายมหัศจรรย์ที่อยู่เหนือคำอธิบายทั้งปวง สำหรับชายสูงวัยผู้นั้นแล้ว อะไรที่ไม่น่าเป็นไปได้ ก็สามารถเป็นไปได้เสมอ

“เฉว่นัน…” มินมินเสียงตะกุกตะกัก เอ่ยถามถึงน้องที่ได้ ‘แถม’ มาจากประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป “เป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ขยันมาก” เอลดาหัวเราะเบาๆด้วยความเอ็นดู “สงสัยน้องของคุณเป็นคนโบราณกลับชาติมาเกิด ที่ไปเรียนพิเศษที่บ้านฉัน เขาเรียนวิชาอะไรรู้ไหมคะ”

พอเห็นมินมินส่ายหน้า เอลดาก็เลยเล่าต่อไป

“เฉว่นันไปเรียนเขียนลายโยเดียค่ะ” คำตอบของเอลดาทำให้ผู้โดยสารทั้งสองถึงกับอุทานออกมาเบาๆ “ฉันกับแม่เป็นช่างทอผ้า สืบทอดวิชามาจากคุณยายที่เป็นช่างทอลุนตยาในราชสำนัก…เรามีตำราเขียนลายผ้าและลายศิลปะต่างๆ มีอยู่เล่มหนึ่งเป็นเรื่องของลายที่มาจากโยเดียโดยเฉพาะ ฉันเคยเป็นครูพิเศษไปสอนวิชาเขียนลายผ้า ในชั่วโมงศิลปะที่โรงเรียน…เฉว่นันสนใจมาก เลยขอคุณพ่อมาเรียนพิเศษกับฉัน”

เล่ามาถึงตรงนี้ เอลดาก็ขับรถมาถึงบริเวณหน้าโรงเรียนของปรมินทร์พอดี

“เฮ้อ…” เขาถึงกับถอนใจยาวออกมาอย่างโล่งอก  เมื่อป้ายโรงเรียนของเขายังเขียนว่า Mandalay Culinary School เหมือนที่เป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่โรงเรียนสอนภาษา

“ขอบคุณนะครับคุณเอลดา” เขาเอ่ยขอบคุณหญิงสาวเจ้าของรถ ก่อนจะรีบลงมาเปิดประตูให้กับมินมิน

“แล้วพบกันใหม่นะคะ” เอลดาส่งยิ้มให้ “มีเวลาว่างจากงานก็แวะไปเยี่ยมคุณพ่อได้ บ้านของเรายินดีต้อนรับพวกคุณเสมอ”

“เอาละครับ…ถึงเวลาที่เราจะต้องเผชิญหน้ากับความจริงแล้วละ…คุณพร้อมไหมมินมิน” ปรมินทร์สูดลมหายใจรวบรวมความกล้าและสมาธิ ถึงแม้ป้ายชื่อโรงเรียนจะเป็นเหมือนเดิม หากถ้าไม่ได้เห็นทุกอย่างด้วยสายตาของตัวเอง ปรมินทร์ก็มิอาจจะแน่ใจได้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีจริงหรือไม่

“พี่ปอ”

ทันทีที่ปรมินทร์โผล่เข้าไปในอาคารใหญ่ ปรมัตถ์ก็ตรงเข้ามาหา ท่าทางเหมือนกำลังรออยู่นานแล้ว

“หายไปไหนมา รีบขึ้นไปหาคุณแม่เร็วเข้า…คุณแม่กับพี่ตุนกำลังรออยู่”

ปรมัตถ์หมายถึงซอมินตุน และมินมินก็เห็นแววประหวั่นฉายชัดขึ้นมาวูบหนึ่งในดวงหน้าคมสนของอีกฝ่าย

ปรมินทร์มองน้องชายแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เสื้อยืดสีน้ำตาลเข้มที่ปรมัตถ์สวม มีสัญลักษณ์ของคณะฟิสิกส์และมหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีกที่น้องชายของเขาเรียนจบมาด้วยผลการเรียนระดับยอดเยี่ยม

…ค่อยยังชั่ว…ปรมินทร์นึกดีใจ…อย่างน้อยๆ เราก็ได้น้องชายนักฟิสิกส์กลับคืนมาแล้ว…

“ไปด้วยกันครับ มินมิน” เขาหันไปคว้ามือของหญิงสาวมากุมไว้ แล้วจูงให้มินมินเดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน ท่ามกลางสายตาของปรมัตถ์ที่มองมา

บันไดที่ทอดสู่ชั้นสองของอาคารอำนวยการดูจะทอดยาวกว่าทุกวันที่ผ่านมา ระเบียงที่แล่นยาวไปสู่ห้องที่หม่อมหลวงพรรณเพลินและซอมินตุนนั่งรอเขาอยู่ มีเพียงแสงสลัวรางของดวงไฟแรงเทียนต่ำ

“ปรมินทร์”

เสียงของผู้เป็นมารดานั้นเยือกเย็น สายตาที่มองเลยมายังหญิงสาวที่ยืนจับมืออยู่กับบุตรชาของเธอมีประกายบางอย่างไหววูบ มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนมินมินไม่ทันแปลความหมายของแววตาทำนองนั้น

“ทำไมมีความลับกับแม่”

“ความลับ” ปรมินทร์เลิกคิ้ว

“ถ้าซอมินตุนไม่มาเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็คงไม่รู้” หม่อมหลวงพรรณเพลินเม้มริมฝีปากแน่น

“มีเรื่องอะไรกัน” เขาหันไปหาซอมินตุน และเพื่อนของเขาก็สารภาพเสียงอ้อมแอ้ม

“ก็เรื่องที่นายกับมินมินรักกันอย่างไรล่ะ” ซอมินตุนยักคิ้ว “ฉันสงสารนาย ก็เลยแอบมาเล่าเรื่องให้คุณแม่ฟังหมดแล้ว”

“อะไรนะ” ปรมินทร์ร้องเสียงหลง ทั้งดีใจ ทั้งตกใจที่เรื่องราวกลับกลายไปเป็นเช่นนี้

“แม่สงสัยมานานแล้วว่าลูกกับมินมิน…ต่างก็รักกัน” น้ำเสียงยามที่หม่อมหลวงพรรณเพลินเอ่ยชื่อหญิงสาวนั้นอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

“ซอมินตุนเพิ่งบอกกับแม่ว่า เมื่อหัวค่ำลูกแอบไปพบกับพ่อแม่ของมินมินมา…”

“ผม…เอ้อ…” ปรมินทร์ยังจับต้นปลายไม่ถูก

“หลังอย่าทำแบบนั้น” หม่อมหลวงพรรณเพลินแกล้งเอ็ด “ทำแบบนั้นเหมือนไม่ให้เกียรติผู้หญิง…วันหลังเชิญคุณข่ายเฉว่ กับคุณซูยาตีมากินข้าวกับแม่สักมื้อ จะได้ทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการเสียที…มานั่งลำดับสายตระกูลกันหน่อย ตาป้อนบอกว่า พวกเขาเป็นคนโยเดีย บรรพบุรุษชื่อเจ้าฟ้ามาลา…แม่กำลังสงสัยว่าท่านอาจจะเป็นพี่สาวของเจ้าฟ้าฉาย…บรรพบุรุษของฝ่ายเรา”

“มีความเป็นไปได้ครับ” ปรมินทร์รีบตอบ เขาขยิบตาให้กับมินมิน เป็นทำนองว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรไป ปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกันน่าจะดีกว่า

“เจ้าฟ้าฉายมีแหวนหัวมรกต รูปครึ่งวงกลมอยู่วงหนึ่ง เล่ากันต่อมาในตระกูลว่าอีกวงหนึ่งอยู่ที่เจ้าฟ้ามาลา…ถ้าฝั่งของหนู มีแหวนลักษณะเดียวกันนี้ ก็หมายความว่าเรามีสายสมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน”

ประโยคหลัง หม่อมหลวงพรรณเพลินหันมาทางมินมินแล้วส่งยิ้มอ่อนโยนให้หญิงสาวเป็นครั้งแรก

“แค่นี้หรือครับ…ที่แม่กับซอมินตุนรอผมอยู่” ปรมินทร์อดจะถามมิได้

“ใช่นะสิ” หม่อมหลวงพรรณเพลินว่า “เรื่องนี้สำคัญมาก  แม่อยากพูดกับปอด้วยตัวเอง หนูมินมินมาด้วยก็ดี…ฉันเองอยากบอกหนูว่า ขอบใจที่หนูเข้ามาในชีวิตของตาปอ ทำให้ลูกชายของฉันมีความสุข”

“ค่ะ” มินมินรับคำสั้นๆ ไม่รู้จะพูดอะไรมากไปกว่านั้น

“แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าฉันเป็นคนเจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่น ออกจะเรื่องมากสักหน่อย” หม่อมหลวงพรรณเพลินออกปากเตือน “เราคงต้องทำความรู้จักกัน ปรับตัวกันไปอีกพักใหญ่เลยละ”

“ค่ะ” มินมินพยักหน้า “เห็นหนูทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่ถูกใจ…คุณช่วยบอก ช่วยเตือนหนูได้เลยนะคะ”

“ดี” มีรอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้าของอีกฝ่าย “พูดกันตรงๆแบบนี้ ฉันชอบ…เดือนหน้าตอนไปร่วมงานมมหกรรมอาหารนานาชาติที่กรุงเทพมหานคร เธอไปพักเสียที่บ้านฉันเลยก็แล้วกัน…เราจะได้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้น”

“ขอบคุณค่ะ” มินมินยกมือขึ้นพนมไหว้

“กลับบ้านกันหรือยังมินมิน” ปรมัตถ์เห็นบรรยากาศทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ก็ถอนใจยาวอย่างโล่งอก ไม่คิดว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเมื่อครั้งอดีต จะสามารถกู้ชีวิตเดิมกลับคืนมาได้ แถมยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมารดาของเขากับมินมินกลับมาดีขึ้นอีกด้วย

อคติในใจ เป็นเครื่องกำหนดความคิดและทิศทางของชีวิตที่ทรงพลังเกินกว่าใครจะคาดคิด…

“ค่ะ” มินมินพยักหน้าให้ชายหนุ่ม เอหันไปทางหม่อมหลวงพรรณเพลิน ซอมินตุน และปรมัตถ์เพื่อกล่าวราตรีสวัสดิ์กับบุคคลทั้งสาม

ปรมินทร์หยิบกุญแจ แล้วเดินนำหน้าหญิงสาวไปยังรถที่จอดอยู่ด้านหน้าอาคาร ระหว่างทางที่ขับลัดเลี้ยวไปส่งมินมินที่มินตาซู มือข้างหนึ่งของเขา กุมมือของหญิงสาวอยู่ตลอดเวลา

ปรมินทร์เลือกใช้เส้นทางสายที่เลาะเลียบไปตามริมฝั่งน้ำ เกลียวคลื่นในอิรวดีอันกว้างใหญ่กระเพื่อมไหวเฉกเช่นที่เป็นมาชั่วนาตาปี แสงจันทร์นวลส่องสะท้อนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ เสียงสาดซัดของคลื่นน้ำดังมาให้ได้ยินในบางจังหวะ

“หัวเราะอะไร” เขาได้ยินหญิงสาวหัวเราะด้วยท่าทางเอียงอายในเงามืด

“ฉันกำลังคิดว่า พอกลับถึงบ้านฉันแล้ว…ฉันก็จะกลับมาส่งคุณอีก และพอถึงบ้านของคุณ คุณก็จะไปส่งฉันอีก…สรุปว่าเราคงจะส่งกันไปส่งกันมาอย่างนี้จนเช้าแน่ๆ”

“ถ้าจะไม่ต้องทำแบบนี้ ก็มีอยู่ทางเดียว” น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงความเจ้าเล่ห์

“อะไรคะ” มินมินตามความคิดของเขาไม่ทัน

“เราก็ต้องแต่งงานกันไง…คุณกับผมจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องส่งกันไปส่งกันมาแบบนี้” ปรมินทร์หัวเราะชอบใจ ขณะที่มินมินเอื้อมมือมาทุบแขนเขาเสียงดังตุ้บ

“โอ๊ย…” ปรมินทร์ร้อง และแกล้งยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับหน้าอก

“คุณปอ” มินมินตกใจ “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

“คุณเป็นห่วงผมใช่ไหมมินมิน” เขาแอบรถเข้าข้างทาง ละมือจากพวงมาลัยหันมาจับบ่าบอบบางของมินมินเอาไว้ ดึงร่างระหงมากอดไว้หลวมๆ

“ยังต้องถามอีกหรือคะ”

หญิงสาวรู้สึกดวงหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย เคราะห์ดีที่เงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงจากไฟถนน ปรมินทร์จึงไม่เห็นว่าเธอกำลังหน้าแดง

“ก็อยากถามให้แน่ใจ” เขายิ้ม

“ขอบคุณนะคะ ที่ไม่เคยทิ้งฉัน…”

มินมินกำลังจะพูดอะไรออกมาอีกสักอย่าง หากริมฝีปากของหล่อนถูกปิดด้วยริมฝีปากของเขาเสียก่อน

และถึงตอนนั้นไม่จำเป็นที่และเธอจะต้องอธิบายหรือเอ่ยอะไรออกมาอีกแล้ว ด้วยสัมผัสแห่งความรักที่ปรมินทร์แสดงออกมา…บอกมินมินได้ดีกว่าอะไรทั้งนั้น

เสียงเกลียวคลื่นของอิรวดีที่กระทบฝั่งที่แว่วมาให้ได้ยิน…ไม่ต่างอันใดกับเสียงกระซิบ

เสียงกระซิบที่เก็บเอาเรื่องราวอันสุดแสนมหัศจรรย์ของชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งเอาไว้ในกาลเวลา ประหนึ่งเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักที่จะคงอยู่เป็นนิรันดร์…

 

– จบบริบูรณ์ –

สั่งซื้อ “เกลียวกระซิบ” ได้ที่นี่
Don`t copy text!