เวียงวนาลัย บทที่ ๕ มิตซ่ากุลาเผือก “เดิมพันที่ข่วงโปโล”

โดย : เนียรปาตี

Loading

เวียงวนาลัย เรื่องราวของวิลเลียม หนุ่มอังกฤษที่เดินทางมาทำงานในบริษัทสัมปทานป่าไม้ในภาคเหนือของสยาม เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าต้องเผชิญกับอะไรมากมายในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทั้งมิตรแท้ สงครามและความรัก มาเอาใจช่วยหนุ่มอังกฤษคนนี้กับชีวิตอันแสนจะโลดโผนในเวียงวนาลัย นวนิยายออนไลน์ โดย เนียรปาตี ที่อ่านเอาภูมิใจนำเสนอ

เกือบหนึ่งเดือนที่เหล่านายห้างในบริษัทต่างคร่ำเคร่งฝึกซ้อมโปโลและคริกเก็ต มีเมืองผู้เดียวที่เป็นคนท้องถิ่นในทีมเพราะเขาขี่ม้าได้คล่อง อีกอย่างหลุยส์มิได้กำหนดว่าผู้แข่งขันจะต้องเป็นชาวตะวันตกเท่านั้น แม้เมืองไม่เคยเล่นกีฬาทั้งสองอย่างแต่ก็เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ ลีรอยบอกกติกาและฝึกซ้อมให้ไม่กี่วัน เมืองก็มีท่าว่าจะเป็นกำลังสำคัญของทีมได้

ขณะที่เหล่าผู้ชายฝึกซ้อมกีฬาหมายเอาชัยชนะ เบ็ตตี้ก็ระมัดระวังเรื่องอาหารการกินมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่แบ่งจากของคนงานมาขึ้นโต๊ะ เพราะยังเข็ดจาก ‘ยำเนื้อ’ ในครั้งก่อน มาคราวนี้เห็นควันลอยขึ้นที่ชายป่าทุกวัน แล้วยังรู้เป็นเลาๆ ว่ามุ่ยสั่งให้คนงานหาอะไรบางอย่างให้ เกรงจะเป็นของแสลงเกินไป หญิงสาวจึงไม่ยอมแตะอาหารที่คิดว่าไม่น่าไว้ใจ

มื้อค่ำก่อนวันแข่งขันเป็นมื้อที่พร้อมหน้าพร้อมตาที่สุด หลังมื้ออาหารยังคุยสนุกสนาน คาดการณ์ไปต่างๆ นานาอันล้วนจินตนาการว่าตนเป็นผู้ชนะส่วนหลุยส์เป็นฝ่ายปราชัย ต่างคนต่างเฝ้ารอให้อรุณรุ่งมาถึงไวๆ ด้วยรู้สึกฟิตเต็มที่ โดยเฉพาะมุ่ยยามนี้ที่ไม่ว่าจะเดินเหินไปไหนก็ต้องอุ้มเจ้าเลี่ยมหมูด่างแนบกายไปด้วยเสมอส่วนนังเบ็ดใช้วิธีจูงเหมือนสุนัข

ในวันต่อมาเมื่อขอบฟ้าเรื่อแสงอรุโณทัย เหล่านายห้างนักกีฬาทั้งหลายก็ควบม้าไปที่สนามประลอง

‘ข่วงโปโล’ เป็นที่ชุมนุมสำหรับชาวตะวันตกมาเล่นกีฬาอยู่แล้ว แต่การชิงชัยในวันนี้เป็นศักดิ์ศรีของบริษัทบอมเบย์เบอร์มาและบริษัทหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์ ที่ใครต่อใครก็รู้ว่านอกเหนือจากเรื่องของบริษัทแล้ว ยังมีเรื่องส่วนตัวระหว่างเพื่อนเก่าที่แตกร้าวกันไปอย่างมิตซ่าอีแวนเดอร์และมิตซ่าหลุยส์อีกด้วย

มิสเตอร์อีแวนเดอร์ที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างนักกีฬาทว่าไม่ลืมนุ่งคิลท์ขี่ม้านำทีมเข้าไปที่ขอบสนาม ทีมของหลุยส์มาถึงก่อนหน้าตั้งเต็นท์บังแดดสีขาวเรียบร้อยแล้ว อีแวนเดอร์จึงนำขบวนไปพักใต้ร่มไม้ใหญ่ เบ็ตตี้วันนี้แต่งตัวสวยยิ่งกว่าวันใด หล่อนขี่ม้าอานไขว้ร่วมมาในขบวน ครั้นลงจากหลังม้าหญิงสาวก็กางร่มลูกไม้เข้าไปทักทายเรต้า

หลุยส์ยิ้มทักทายเมื่อเห็นเบ็ตตี้เข้ามาทักภรรยา

“เห็นทีวันนี้ทีมตาเฒ่าต้นคอแดงจะชนะ เพราะเทพีแห่งโชคชะตาเสด็จมาด้วยอย่างสวยงามเพียงนี้”

เบ็ตตี้หลบหน้าเอียงอาย หล่อนรู้ว่าสายตาของหลุยส์จับอยู่ที่สร้อยคอที่หล่อนสวม เพราะเขาพูดต่อว่า

“ฉันดีใจมากที่เธอพอใจของขวัญของฉัน แหม…เห็นทีว่าทีมฉันน่าจะชนะตาเฒ่าเพราะเหตุนี้กระมัง”

หลุยส์หยอกล้ออีกสองสามคำก็ผละไป ปล่อยให้เบ็ตตี้และเรต้าคุยกันตามประสาสตรี เรต้าชวนเบ็ตตี้ไปทำความรู้กับอีกหลายคนซึ่งล้วนเป็นสุภาพสตรีชาวตะวันตกที่อยู่ในเวียงละกอน

ข่วงโปโลในวันนี้มีชาวต่างชาติมาชุมนุมมากกว่าครั้งใด นอกจากเพื่อหย่อนใจแล้วก็ไม่มีใครอยากพลาดการแข่งขันที่มีหนี้ของบริษัทเป็นเดิมพัน กระทั่งชาวบ้านทั้งเด็ก หนุ่มสาวและแก่เฒ่าก็ชวนกันมาปูเสื่อนั่งรอดูกันอยู่วงนอก โดยเฉพาะเด็กๆ สนใจวิ่งหมูเป็นพิเศษ ชวนกันไปเกาะคอกหมูชั่วคราวของมิตสะหลวยแล้วก็ย้ายไปดูหมูของฝั่งบอมเบย์ที่มุ่ยผูกเชือกจูงให้เดินตามมาซ้ายขวาเหมือนจูงสุนัข ตัวสีชมพูมีผ้าผูกคอดูน่ารักและชวนขันไปพร้อมกัน

ครั้นได้เวลาเริ่ม เกมอุ่นเครื่องเรียกแรงฮึกเหิมแต่ยังไม่ตัดสินผลแพ้ชนะก็เริ่มก่อนด้วยเกมคาบช้อนเดินเข้าเส้นชัย นายห้างหนุ่มๆ หลายคนต้องคาบช้อนเงินที่วางไข่ไก่เดินเข้าเส้นชัยให้เร็วที่สุดโดยที่ไข่ไม่ร่วงไปแตกบนพื้น เกมต่อมาก็คือขี่ลากางร่ม เสียงเชียร์ดังก้องปนเสียงหัวเราะเพราะขำขันกับท่าทีของกุลาเผือกตัวใหญ่ที่บังคับลาให้เดินไปตามทางสู่เส้นชัยอย่างทุลักทุเล ซ้ำยังต้องประคองร่มกันแดดไว้อีกข้างหนึ่งด้วย

แล้วการแข่งขันเพื่อชิงชัยอย่างแท้จริงก็เริ่มด้วยคริกเก็ต

สามชั่วโมงกว่าผ่านไป วิลเลียมและลีรอยไม่ทิ้งลายนักกีฬาคริกเก็ตประจำทีมออกซ์ฟอร์ดนำชัยชนะมาสู่ทีมเป็นแต้มแรก ทว่าในเกมที่สองหลังจากกินมื้อเที่ยงแล้วก็คือโปโลนั้น ทีมหลุยส์เป็นฝ่ายมีชัยเพราะบังคับม้าได้ยอดเยี่ยมกว่า แม้กระทั่งเวลาตีลูกบอลเข้าประตูก็แม่นยำทุกลูกราวจับวาง หากกระนั้นก็แทบหืดขึ้นคอ

ผ่านไปสองเกมนับว่าเป็นไปตามคาด เสมอกันหนึ่งต่อหนึ่ง

เหลือเกมสุดท้ายที่จะชี้ขาดผู้แพ้หรือชนะก็คือ วิ่งหมู

 

เบ็ตตี้รู้สึกว่าหล่อนตกเป็นเป้าสายตาของหลายคนที่มาชุมนุมกันวันนี้โดยเฉพาะพวกชาวบ้าน ในชั้นแรกหญิงสาวนึกกระหยิ่มใจว่าตนเองสวยเด่น จนกระทั่งเห็นว่าหลายคนมองมาแล้วแอบกระซิบกันหัวเราะคิกคัก เบ็ตตี้พยายามสำรวจดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ก็ไม่พบ แต่เมื่อย่างกรายไปทางใดก็ยังมีสายตาและท่าทีประหลาดต่อหล่อนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แหม่มสาวชักฉุนขึ้นมา ไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากสิ่งใด ทำไมต่างคนที่มองมาจึงขบขันแกมเวทนาก็ไม่รู้ จนกระทั่งหญิงชาวบ้านคนหนึ่งกระเตงลูกสาวที่ยังเล็กเข้าสะเอวตรงไปที่พุ่มไม้ แล้วปล่อยให้ลูกน้อยยืนฉี่อยู่ตรงนั้น พลันใบหน้าซับสีกุหลาบของเบ็ตตี้ก็แดงก่ำขึ้นมาด้วยความโกรธและความอาย

ตาข่ายเงินที่เด็กน้อยห้อยปิดของสงวนไว้นั้นเป็นแบบเดียวกับที่หล่อนสวมเป็นสร้อยคอในวันนี้

เบ็ตตี้ลำดับอารมณ์ของตนเองไม่ถูก พยายามกระชากสร้อยน่ารังเกียจให้หลุดจากคอแล้วขว้างลงพื้น ถ้าทำได้จะขว้างใสหน้าหลุยส์หรือไม่ก็เรต้าเลยทีเดียว แต่ ‘สร้อย’ เจ้ากรรมก็หลุดยากหลุดเย็นเสียจริงๆ

เสียงชาวบ้านคุยกันว่า…นายแหม่มคงรู้ตัวแล้วว่าเอาตะปิ้งมาห้อยคอ

สายตาขบขันแกมเวทนาของฝูงชนทำให้เบ็ตตี้อายแทบแทรกแผ่นดินหนี หล่อนจึงกรีดร้องขึ้นมาอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีกว่านี้ ร่างของเบ็ตตี้ก็ร่วงลงไปกองกับพื้น เกิดความชุลมุนในการกรูกันเข้าไปแก้ไขหล่อนอยู่พักหนึ่ง

ช่วงเวลานี้เองที่ไม่มีใครสังเกตว่า ร่างเล็กบางร่างหนึ่งย่องไปที่คอกหมูของหลุยส์

 

ช่วงเวลาแก้ไขและปลอบโยนเบ็ตตี้เหมือนเป็นการพักเพื่อรอแข่งในเกมสุดท้าย เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หมูทั้งห้าตัวก็ถูกนำมาที่จุดเริ่มต้นอันมี ตัวโปรด กะหร่อง ลาดาส ของทีมหลุยส์ ไอ้เลี่ยมและนังเบ็ดของทีมบอมเบย์

มุ่ยออกจะมั่นใจว่าไอ้เลี่ยมต้องเข้าเส้นชัยเป็นตัวแรก เพราะมันเป็นหมูรุ่น เทียบกับไอ้เจ้าสามตัวของหลุยส์ที่แม้จะเจนสนามแต่ก็อายุแก่กว่าร่วมปี เทียบกันแล้วก็เหมือนกับเอาคนหนุ่มสาวมาวิ่งแข่งกับคนแก่ ถึงอย่างไรก็ชนะ

แต่มิตสะหลวยเป็นคนเหลี่ยมจัด มุ่ยจึงไม่ไว้ใจ

ครั้นได้ยินสัญญาณปล่อยตัว เจ้าตัวโปรดก็นำลิ่วไปก่อน แล้วเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นตามมาเมื่อเจ้าเลี่ยมเบียดขึ้นมาห่างเพียงครึ่งก้าว กองเชียร์ฝั่งบอมเบย์ลุ้นกันตัวโก่งแทบนั่งไม่ติดพื้น ในขณะที่หลุยส์นั่งไขว้ขาส่องกล้องดูอย่างสบายอารมณ์ โต๊ะเล็กข้างตัวมีแชมเปญตั้งรอไว้เตรียมเปิดเมื่อเจ้าตัวโปรดวิ่งเข้าเส้นชัย

แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้หลุยส์ต้องดีดตัวผึงจากเก้าอี้ก็เกิดขึ้น

อยู่ๆ เจ้ากะหร่องก็ล้มลงราวม่อยหลับกะทันหัน ตามด้วยเจ้าลาดาสที่มีอาการเดียวกัน

ส่วนเจ้าตัวโปรดนั้นวิ่งๆ อยู่แล้วก็หยุดนิ่งเหมือนถูกสะกด ครู่ต่อมาจึงก้าวช้าๆ เป๋ไปมาไม่เป็นแนวราวคนเมาสุราจนป้อแป้เดินไม่ตรงทาง แล้วก็ออกนอกเส้นทางในที่สุด

เสียงเฮดังลั่นเมื่อเจ้าเลี่ยมวิ่งเข้าสู่เส้นชัย ไม่ถึงครึ่งนาทีนังเบ็ดก็ตามเข้ามาอีกตัว

แชมเปญของหลุยส์เป็นหมันในวันนี้ แต่เขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ติดใจค้นหาว่าเจ้าหมูสามตัวของเขาทำไมจึงผิดปกติ เรต้ามอบถ้วยรางวัลที่หล่อนลงทุนจัดหาให้แก่ไวซ์กงสุลเพื่อมอบให้แก่ทีมที่ชนะ แล้วก็พาหลุยส์กลับบ้านที่ท่ามะโอ

 

“มุ่ย! บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าทำอะไรลงไป”

วิลเลียมซักไซ้เจ้าตัวร้ายทันทีที่มาถึงสถานีป่าไม้

“ก็ทำตามสัญญาไง หมูของเฮาชนะของมิตสะหลวย”

“เจ้าอย่าทำเฉไฉ เจ้ารู้ว่าเราหมายความว่าอย่างไร บอกมาเดี๋ยวนี้”

มุ่ยพ่นลมหายใจอย่างรำคาญ แกล้งทำอมพะนำก่อนจะบอกความลับแห่งชัยชนะนี้ว่า

“เฮาเอายาไปฮมมัน” คนบอกยักไว้ครึ่งๆ ไม่บอกว่ายาที่เอาไปรมนั้นคืออะไร

“บอกมาให้หมดนะ ยาอะไร ทำไมหมูของหลุยส์ถึงดูมึนเมาและเหมือนคนเสียสติอย่างนั้น”

“หนังคางคก” มุ่ยบอกราวกับพูดเรื่องธรรมดาสามัญ

“หา! อะไรนะ”

“โว้ย! จะอู้ดังยะหยัง…เสียงดังทำไม ก็ถามว่าอะไรก็ตอบแล้ว ว่าหนังคางคก”

“นี่เองใช่ไหม ที่แอบทำคนเดียวอยู่ในป่า” วิลเลียมซักไซ้ “แล้วมีอะไรอีก”

“เห็ดร่างแห ทุเรียนเทศ แล้วก็…โว้ย ถ้าบอกหมดก็บ่เป็นสูตรลับก่ะ” มุ่ยแสร้งโวยวายกลบเกลื่อน

“โธ่เอ๊ย…มุ่ย ทำไมต้องให้เค้นถามคำตอบคำแบบนี้นะ จะบอกทีเดียวให้หมดเปลือกเลยไม่ได้หรือไง” วิลเลียมอ่อนใจที่จะซักไซ้ไอ้ตัวร้าย…ที่ตอนนี้สิ้นข้อกังขาใดๆ แล้ว…มันร้ายจริงๆ

“ก็ได้ๆ” ตอบไปอย่างรำคาญแล้วจึงว่า “หนังคางคกตากแดดจี่ไฟเก็บไว้ได้นาน เวลาจะใช้ก็เผาเอาควันรม ใครได้ดมกลิ่นดมควันถ้าบ่ง่วงเหงาหาวนอน ก็มึนไปเหมือนเป็นบ้าเป็นว้อ ตอนที่เอาควันไปฮม…รมที่เล้าหมู เฮาเลยแอบใส่เหล้าไปในน้ำตวย”

“เหล้า…” วิลเลียมกวาดสายตาหาเหล้าบนชั้นว่าเป็นขวดใด มุ่ยก็รีบเฉลย

“เฮาบ่ได้เอาเหล้านายห้างไปใช้หรอกน่า”

“แล้วเจ้าเอามาจากไหน เมืองไปซื้อมาให้หรือ”

“ซื้อทำไม อยากได้เหล้าก็ต้มเองก่ะ”

วิลเลียมอ้าปากค้าง บัดนี้เขารู้แล้วว่าควันที่ขึ้นอยู่ทุกวันที่ชายป่านั้นมิใช่เกิดจากต้มหยวกเลี้ยงหมู แต่มาจากการต้มเหล้า อีกทั้งเสียงกบเขียดที่ระงมอยู่ในค่ำคืนก็คงเพราะคนงานหาคางคกมาให้ไอ้ตัวแสบนี่เอง เห็นกระบอกไม้ไผ่ที่สะพายอยู่ เขาจึงว่า

“นั่นสินะ เหล้าต้มเองของเจ้า เอามาดูหน่อยซิ”

“ดูอย่างเดียวแต่ห้ามชิมนา” มุ่ยเตือนแต่วิลเลียมเพ่งตามองราวจะค้นหาว่าซ่อนอะไรไว้อีก

“ทำไมเราจะชิมไม่ได้ หรือเจ้าผสมอะไรลงไปอีก”

“บ่มี๊” คราวนี้มุ่ยปฏิเสธเสียงสูง เตือนว่า “มันแฮง…แรงมาก”

วิลเลียมเปิดจุกกระบอกก็เห็นน้ำใสเหมือนตาตั๊กแตน กลิ่นหอมชวนลอง แต่มุ่ยห้ามเด็ดขาด เขาจึงเรียกคนงานที่ผ่านมาตอนนั้นมาทดลอง

“นายห้างจะหื้อเฮากินแต๊ๆ กา” น้ำเสียงคนถามมิได้หวั่นเกรง ทว่าเปรี้ยวปากด้วยกลิ่นมันช่างเย้ายวนเสียเหลือเกิน ครั้นนายห้างพยักหน้าอนุญาตว่าชิมได้…นิดเดียว คนเป็นหนูทดลองก็กระดกเข้าไปอึกใหญ่ ติดใจในรสชาติ กระดกซ้ำจนหมดกระบอก

“เฮ้ย!” ทั้งมุ่ยและวิลเลียมร้องเอะอะโวยวาย ได้แต่มองคนงานแลบลิ้นเลียปากอย่างจะไม่ให้เสียไปแม้แต่หยดเดียว

“รสดีแต๊ๆ เลยนาย”

คนลองเหล้ารสดีบอกได้แค่นั้นแล้วก็ตาฉ่ำปรือยืนโงนเงน อึดใจต่อมาร่างกำยำแข็งแกร่งด้วยมัดกล้ามก็ร่วงผล็อยลงไปกองไม่ได้สติกับพื้น

“ก็บอกแล้วว่ามันแฮง” มุ่ยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ดีไปกว่านั้น

วิลเลียมยังไม่หมดข้อสงสัย คนตั้งมากมายทำไมมุ่ยดอดไปถึงฝั่งของหลุยส์และทำตามแผนการได้ จังหวะเดียวกับที่เบ็ตตี้อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายออกมาแล้ว มุ่ยจึงตอบว่า

“ทีแรกก็บ่รู้ว่าจะเข้าไปอย่างไร จนกระทั่งนายแหม่มเป็นลมเลยได้จังหวะ”

หน้าของเบ็ตตี้เป็นสีจัดขึ้นอีกครา ต่อว่ามุ่ยที่เป็นสาเหตุให้ตนต้องอับอาย

“ทำไมเธอไม่บอกฉัน ว่าไอ้สิ่งนั้นมันคืออะไร ปล่อยให้ฉันใส่ไปครึ่งค่อนวันประจานตัวเองกับพวกชาวบ้าน”

“ถ้าเฮาบอกนายแหม่มแล้ว นายแหม่มจะเชื่อเฮาหรือเปล่าล่ะ”

มุ่ยสวนกลับแล้วหมุนตัวเดินจากไป ไม่รอฟังคำตอบที่ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร เบื่อจะต้องเสียเวลาอยู่ตรงนี้ สู้ไปให้รางวัลไอ้เลี่ยมกับนังเบ็ดยังน่าสนุกกว่าเป็นไหนๆ

สองสามวันมานี้มุ่ยอารมณ์ดี วิลเลียมคิดว่าเป็นเพราะชัยชนะที่ฝ่ายนั้นฝึกหมูวิ่งเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ เพลงร้องติดปากของไอ้ตัวร้ายคือเพลงที่มันร้องบ่อยๆ ทว่าหนนี้ดูจะเน้นให้ขบขันกว่าที่เคยเป็นมา

พ่อเลี้ยงหมอชิตกับมิตสะหลวย เอาสาวนอนตวยสองคืนสิบห้า

วิลเลียมรู้ว่าเพลงนี้คงถูกแต่งมาเพื่อล้อเลียนหลุยส์ในพฤติกรรมสำเริงสำราญกับสาวชาวบ้าน แต่เขาก็ไม่เข้าใจได้ทั้งหมด วันหนึ่งสบโอกาสในวันหนึ่งขณะเจ้าตัวร้ายกำลังให้อาหารไอ้เลี่ยมกับนังเบ็ดที่เล้าหมูและฮัมเพลงนี้ไปด้วย วิลเลียมจึงถามให้สิ้นสงสัย มุ่ยก็แกล้งทำรำคาญแบบผู้ใหญ่ระอาเด็กที่มีคำถามไม่รู้จบ ทว่าก็เล่าให้ฟังเหมือนนิทานสนุกสนานเรื่องหนึ่ง

“พ่อเลี้ยงหมอชิต ก็คือหมอชีคไงเล่า” มุ่ยตอบคำถามแรก วิลเลียมก็นึกออกทันทีว่าหมายถึงมิชชันนารีอเมริกัน นายแพทย์มาเรียน อลองโซ ชีค ผู้เริ่มชีวิตในเชียงใหม่ด้วยการเป็นแพทย์และมั่งคั่งขึ้นมาด้วยการทำธุรกิจป่าไม้ ทว่าต่อมาก็มีปัญหาเรื่องการเงินและหนี้สินอยู่ไม่น้อย

“แล้วสองคืนสิบห้าคืออะไร” วิลเลียมถามต่อไป เพราะเป็นท่อนที่ได้ยินบ่อยคล้ายเป็นท่อนสร้อยของบทลำนำ

“ค่าจ้างไงเล่า แม่ญิงที่มานอนด้วย บ่ได้มานอนบะดายหรอก แต่นอนแล้วต้องได้ค่าจ้างตวย” มุ่ยส่งตาพราวก่อนเอ่ยต่อ “ค่าจ้างสิบห้ารูปี”

คนฟังพยักหน้าพลางคำนวณมูลค่าว่ามากน้อยแค่ไหน เขาพอคุ้นเคยแล้วว่าคนที่นี่ใช้เงินรูปีในการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน คราวนี้วิลเลียมพอจะเข้าใจได้เองแล้วว่า บทร้องต่อมาพูดถึงนางแต่ละคนร้องขอค่าจ้างเป็นเงินหรือสิ่งของต่างๆ หลังจากมาร่วมหลับนอนด้วย มุ่ยลดเสียงลงราวกับเป็นเรื่องลับแต่ตายังพราวและน้ำเสียงรื่น

“พ่อแม่คนไหนมีลูกสาวงาม ก็พาไปเสนอตัวให้หมอชิตกับมิตสะหลวย ได้สร้อยแหวนเงินคำ บางคนก็ได้งัวได้ควาย”

คนฟังส่ายหน้าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งกุลาเผือกหรือฝั่งบ้านแม่ญิงพื้นเมือง ฝั่งหนึ่งก็รักสนุกไม่รู้สิ้น อีกฝั่งหนึ่งก็รักสบายไม่ทำมาหากินอย่างอื่น

มุ่ยเล่าต่อด้วยเสียงกึ่งอยากหัวเราะกึ่งเวทนา

“หมอชิตโชคร้ายกว่ามิตสะหลวย เพราะเมียหอบลูกหนีไปหมด แล้วยังเจอฤทธิ์โนจา…อีโนจามันคนแต๊…คนจริง”

วิลเลียมสงสัยขึ้นมาจริงๆ ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร มุ่ยก็เล่าสรุปให้ฟังง่ายๆ ว่านางโนจาเป็นเมียที่เจ้าหลวงกำนัลให้หมอชีคเพราะรักษาอาการป่วยของพระชายาได้ นางโนจาจึงมีภาษีดีกว่านางเล็กน้อยที่หมุนเวียนเปลี่ยนเข้ามา เมื่อหมอชีคไม่ยั้งมือจากการทุ่มของกำนัลแก่นางเล็กๆ โนจาก็ระรานจนแตกพ่ายกระเจิงไปอยู่ไม่ได้ แต่แทนที่หมอชีคจะเกรงใจกลับเป็นฝ่ายขอเลิกกับโนจา นี่เองจึงเป็นที่มาของลำนำท่อนสุดท้าย

เรียกว่าเป็นการจ่ายเพื่อเลิกรากันจริงๆ

“นางโนจาเรียกเท่าไหร่” วิลเลียมพอจับทางได้แล้ว

“เงินใดไม่รู้ กับจ๊าง…ช้างอีกสอง” มุ่ยยกไหล่นิดๆ เป็นเชิงว่าสะใจหรือเห็นด้วยที่นางโนจาเรียกค่าเสียหายอย่างเจ็บแสบขนาดนี้ พวกกุลาเผือกจะได้ไม่คิดว่าแม่ญิงล้านนาเป็นคนที่จะมาเอาเปรียบกันได้ง่ายๆ

เล่าเรื่องจบแล้วมุ่ยหันไปสนใจไอ้เลี่ยมกับนางเบ็ด แต่ยังร้องเพลงเดิม

อีหลวงนอนเตียงอีออนนั่งท่า ขะจั๋ยเวยๆ พ่อเลี้ยง (1)

อีคำขอเงิน อีเฮือนขอผ้า อีโนจาของจ๊าง ขะจั๋ยเวยๆ พ่อเลี้ยง

วิลเลียมนึกสนุก จึงแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับทำนอง มุ่ยร้องตามและชมว่าเข้ากันได้พอดี

“Doctor Chitt and Missa Louis (2)

Sleeping with two girls, two nights for fifteen rupees

Miss Luang is on the bed, Miss On is waiting

Hurry up and finish, doctor.

Doctor Chitt and Missa Louis

Sleeping with two girls, two nights for fifteen rupees

Miss Kum asked for silver, Miss Huan asked for cloth

Miss Noja asked for an elephant

Hurry up and finish, doctor.

“นายห้างรู้คำเมืองมากขึ้นแล้ว หัวเวย…หัวไว…ดีเหมือนกัน” มุ่ยปรารภออกมาทว่าวิลเลียมสะดุดกึก เพราะคิดไปไกลว่ามุ่ยกำลังบอกเป็นนัยว่าเขาไม่จำเป็นต้องให้หล่อนสอนภาษาอีกแล้ว

วิลเลียมจึงแสร้งสมองทึบขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ชี้ไปที่คอกหมู

“พิกเล็ตนี่เรียกว่าอะไรนะ”

มุ่ยเบะปากอย่างรู้ทัน แต่ก็ตอบแกมประชด

“พิกเล็ตก็คือลูกหมู ไอ้เลี่ยมกับอีเบ็ดดูท่ามันจะฮักกันเกินกว่าพี่น้อง ผ่อแล่…ดูซิ อีเบ็ดวิ่งไปตางใด ไอ้เลี่ยมก็ล่นตวยก้น”

“ก็แค่ตาม ไม่ได้หมายความว่ามันจะรักกันเกินกว่าพี่น้อง”

วิลเลียมเสียงแข็งขึ้นราวกับจะบอกฝ่ายนั้นว่าคำตอบนี้ไม่ใช่เรื่องลูกหมูสองตัว

 

วันนี้อากาศดีสมเป็นวันพิเศษสำหรับอีแวนเดอร์และหนูภรรยาชาวท้องถิ่น เพราะหนูบอกกับสามีชาวต่างชาติว่านางท้อง มีอาการผิดปกติโดยเฉพาะหน้ามืดเวียนศีรษะมาหลายวันแล้ว อาหารที่เคยกินได้ก็พานเหม็นและแสลงไปหมดสิ้น เว้นแต่ส้มมะขามเปียกที่จิ้มเกลือกินได้เท่าไรไม่รู้เบื่อ

ข่าวน่ายินดีนี้มาถึงในปางไม้ พร้อมความตั้งใจของมิสเตอร์อีแวนเดอร์ที่จะจดทะเบียนสมรสให้เป็นเรื่องเป็นราว

เช้าวันนี้ที่ปางไม้ นายห้างวิลเลียมและนายห้างลีรอยพร้อมด้วยแหม่มเบ็ตตี้จึงแต่งกายอย่างดีเป็นพิเศษเพื่อเป็นสักขีพยานให้แก่มิสเตอร์อีแวนเดอร์ผู้แต่งตัวอย่างสุภาพบุรุษชาวสกอตอย่างครบเครื่อง พิเศษตรงที่วันนี้เขาสวมรองเท้าอย่างเต็มยศ ไม่เปลือยเท้าอย่างเคยมา

ส่วนมุ่ยและเมืองสองพี่น้องถือเป็นพยานฝ่ายเจ้าสาว หนูแต่งตัวเรียบง่ายนุ่งซิ่นอย่างสาวลำปางทั่วไป แต่ดูผ่องใสเป็นพิเศษ ใบหน้าตลอดจนเนื้อตัวผ่องใสเป็นน้ำเป็นนวลมีราศีของคนจะเป็นแม่จับรอบ ผมยาวดำขลับเกล้าเป็นมวยประดับด้วยปิ่นที่เจ้านายเก่ามอบให้

หนูชะงักไปชั่วครู่ขณะจะเสียบปิ่นอันนั้น ชั่วเวลาสั้นๆ เหมือนภาพความหลังสว่างขึ้นมาเหมือนฟ้าแลบ หากแล้วก็สะบัดทิ้งไป

เมื่อคณะของฝ่ายชายและหญิงพร้อมแล้ว ทั้งหมดก็พากันไปพบท่านไวซ์กงสุลเพื่อจดทะเบียนสมรสอย่างเป็นทางการ แม้มุ่ยและเมืองจะเคยได้รู้มาบ้างว่าพวกกุลาเผือกมีธรรมเนียมตีตราผัวเมียอย่างนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นประโยชน์อื่นใด หากกระนั้นดวงหน้าผ่องใสอิ่มเอิบของหนูก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้มุ่ยรู้ว่า แม่ญิงที่ตนรักอย่างพี่สาวมีความสุขในฐานะภรรยาของนายห้างกุลาเผือกแห่งปางไม้นี้

โชคร้ายทำให้ผิดแผนเล็กน้อยเมื่อท่านไวซ์กงสุลที่เพิ่งกลับมามีเรื่องด่วนให้ต้องไปจัดการอีก คนรอต้อนรับบอกว่าคงเป็นเรื่องด่วนจริงๆ เพราะทันทีที่ได้รับแจ้ง ท่านไวซ์กงสุลก็เดินทางเลยแต่เช้ามืด

ท้องฟ้าโปร่งและอารมณ์แจ่มใสของทุกคนในวันนี้ทำให้เรื่องที่ผิดแผนมิได้ทำให้ผิดหวังมากมายนัก รอท่านไวซ์กงสุลกลับมาค่อยนัดหมายใหม่อีกครั้งก็ได้ ทั้งหมดจึงชวนกันไปเดินเล่นที่กาดกองต้า เพราะวันนี้มีเรือสินค้าเข้าใหม่หลายลำ อาจได้ข้าวของต้องใจติดมือไปคนละชิ้นสองชิ้น โดยเฉพาะหนูที่แสดงความประสงค์ยิ่งกว่าใครด้วยเหตุผลว่าถ้าท้องโตกว่านี้คงไม่มีโอกาสได้มาเดินเล่น

เมื่อไม่มีใครขัด ทั้งหมดก็พากันไปที่กาดกองต้า ตลาดที่เป็นแหล่งชุมนุมของคนแทบทุกเชื้อชาติต่างภาษาที่อาศัยในนครลำปางแห่งนี้ เครื่องแต่งกายทำให้จำแนกได้ไม่ยากว่าเป็นกลุ่มใด ป้อจายที่ใส่เสื้อม่อฮ่อมนุ่งเตี่ยวสะดอส่วนมากเป็นคนเมือง หรือบางทีก็ไม่ใส่เสื้อเช่นเดียวกับแม่ญิงที่นุ่งซิ่นผืนเดียว มีผ้าคล้องคอไว้เท่านั้น มิได้ใส่ใจว่าจะต้องพันหน้าอกให้พ้นสายตาของหนุ่มน้อยหนุ่มแก่ คนที่นุ่งโสร่งและมีผ้าโพกศีรษะจับจีบสวยทิ้งเป็นชายไว้ข้างหูคือคหบดีชาวพม่า ซึ่งเข้ามาเป็นผู้รับเหมาทำไม้และคนกลางคอนประสานงาน กลุ่มแรงงานมีทั้งขมุ ต่องสู่ เงี้ยวหรือไทใหญ่ ก็แยกได้ด้วยเครื่องแต่งกายเช่นกัน ขมุส่วนใหญ่เชี่ยวชาญในงานกุลีและบังคับช้าง แต่งกายอย่างง่ายเพียงนุ่งผ้าผืนเดียวพันท่อนล่างแล้วรั้งชายขึ้นสูงเรียกว่า เค็ดหม้าม อวดต้นขาที่พราวไปด้วยลายสักหมึกเขียว ส่วนเงี้ยวจะนุ่งกางเกงโย้ง เป็นกางเกงขายาวหลวมๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มตน

ชาวจีนดูไม่ยากเพราะส่วนใหญ่ไว้หางเปียยาว ทำกิจการค้าขาย หากเป็นกลุ่มฮ่อหรือจีนยูนนานก็มักจะเห็นว่าอยู่รายล้อมไปด้วยสินค้าและสัตว์ต่างอย่างลา ม้า หรือฬ่อ ที่ใช้บรรทุกสินค้ามาขาย

ชาวบ้านทั้งหลายต่างชี้ชวนกันดูมิตซ่ากุลาเผือกที่เป็นป้อจายแท้ๆ แต่ใส่กระโปรงแดงลายโก้ง…ตาตาราง…อย่างแม่ญิง ซ้ำร้ายคือไม่ใส่เกือก ผิดกับพวกกุลาเผือกที่ใส่รองเท้าแม้จะอยู่ในบ้าน ทว่าสายตาเหล่านี้ไม่อาจทำให้มิสเตอร์อีแวนเดอร์เขินอาย เพราะเขาภาคภูมิใจในชาติกำเนิดและยินดีทำตัวเช่นนี้ ทันทีที่พ้นจากรั้วบ้านของไวซ์กงสุล เขาก็ถอดรองเท้าออก เดินเท้าเปลือยอย่างเคยมา

ที่แผงขายเครื่องประดับ แม่ญิงสูงศักดิ์ผู้หนึ่งกำลังเลือกดูสินค้า นางบ่าวกางร่มกันแดดให้นายไม่ห่าง พลันเสียงร้องเอะอะก็ดังขึ้น เด็กซนสามสี่คนกำลังวิ่งเล่นไล่กันไม่ทันมอง ก็ชนเข้ากับหญิงทั้งคู่ ตัวนายล้มไปทาง ตัวบ่าวล้มไปอีกทาง

“เจ้านาง!”

หนูร้องขึ้นมาเมื่อเห็นว่าหญิงที่ถูกเด็กชนล้มลงไปคือเจ้านางนกน้อยผู้เป็นเจ้านายเก่า แทบว่าโตมาด้วยกัน แม้เจ้านางแก่วัยกว่าสามปีก็ไม่รู้สึกว่าห่างกันนัก ปราดเข้าไปประคองให้ลุกยืนได้ เจ้านางก็กล่าวขอบอกขอบใจ แล้วเสียงใสก็พลันกระด้างเมื่อเห็นหน้าผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ

“อีหนู! อีจ๊างลืมคอก อีปันต๋าย”

“เจ้านาง…” หนูไม่อาจโต้แย้ง เพียงเท่านี้ก็รู้ว่าเจ้านางยังไม่หายโกรธ

ดวงตาคมของเจ้านางขุ่นขวางยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่าที่มวยผมของหนูมีปิ่นประดับอยู่ ปิ่นอันนี้นางให้สล่า…ช่างฝีมือประจำคุ้มตีให้ ลวดลายไม่เหมือนใคร เป็นนกกับหนู…เป็นตัวแทนของเจ้านางกับบ่าวคนโปรด

เจ้านางนกน้อยรักและเมตตานางหนูยิ่งกว่าบ่าวคนใดทั้งหมด จนกระทั่งมิตซ่าอีแวนเดอร์บุกมาถึงคุ้มบอกว่าจะขอนางหนูไปเป็นเมีย เจ้าหลวงผู้บิดาและเจ้านางก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

“อีจ๊าดวอก อีห่าปันต๋าย มึงหอบผ้าลักหนีตวยมันไป บ่ไว้หน้าป้อกู”

เจ้านางนกน้อยว่าพลางปราดเข้าไปรัวตบตีหนู ยิ่งฝ่ายนั้นไม่สู้หรือปัดป้อง เจ้านางก็ยิ่งได้ใจรัวใส่ไม่ยั้ง ดึงปิ่นออกมาจากผมจนหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง

“ไปเสวยสุขบนวิมานชั้นฟ้ากับผัวฝาหรั่งมึงแล้ว มึงยังกล้าใช้ปิ่นของกูกา อีหน้าด้าน”

“เจ้านาง…เจ้านางจะว่าอันใดก็ตามใจ๋เต๊อะ แต่ขอปิ่นคืนข้าเจ้าเน่อ ข้าเจ้าเหลือปิ่นนี้อันเดียวไว้ดูต่างหน้าเจ้านาง”

แววตาของเจ้านางนกน้อยวูบไหวไปครู่หนึ่งดุจใจอ่อนก่อนจะคืนสู่ความแข็งกร้าวดังเดิม

“ถ้ามึงยังฮัก ยังหันใจ๋กู มึงก็ปิ๊กคุ้มกับกูบ่าเดี๋ยวนี้ โทษทุกอย่างที่มึงมี กูจะยกหื้อทั้งหมด”

หนูร้องไห้สะอึกสะอื้นคร่ำครวญ

“ข้าเจ้าปิ๊กไปกับเจ้านางบ่ได้ ปิ๊กไปบ่ได้”

“เป็นหยังปิ๊กบ่ได้ มึงหลงไอ่กุลาเผือกปานนี้เชียวกา ท่าจะอยากเป็นแม่เลี้ยงเมียฝรั่งนักแก”

“เจ้านาง…ข้าเจ้าท้อง”

เสียงกรีดร้องดังขึ้นราวความหวังเส้นสุดท้ายที่เหมือนด้ายขึงตึงจนเคร่งได้ขาดลง พร้อมกับฝ่ามือเรียวบางฟาดลงมาที่หนูจนหน้าหัน ไม่มีวันที่จะได้หนูกับไปร่วมคุ้มร่วมเคียงบนเตียงเดียวอีกแล้ว

“มึงบ่ใช่คนที่กูรู้จักแหมแล้ว อีหนู…กูขอหื้อมึงรู้ไว้ จากนี้ไปยามกูสวดมนต์ไหว้พระ กูจะบ่ลืมแช่งมึงหื้อฉิบหาย ไผเป็นเหตุพรากของฮักจากกูไป กูจะจองเวรมันเต๊าต๋าย…ตราบสิ้นใจ…บ่หื้อมันได้อยู่เป็นสุขเลย”

หนูหวาดกลัวยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ด้วยรู้ว่าเจ้านางนกน้อยสนใจเรื่องเวทไสย รู้มนตร์คาถามากมายทั้งที่ใช้เพื่อมุ่งร้ายและให้คุณ

มิสเตอร์อีแวนเดอร์วิ่งเข้ามาตามเสียงเอะอะและคนมุง เห็นภรรยานั่งสะอื้นสภาพยับเยินอยู่บนพื้นก็รีบปราดเข้าไปประคอง เจ้านางนกน้อยส่งสายตาจงชังรังเกียจแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป วิลเลียมถามมุ่ยว่าเกิดอะไรขึ้นก็ได้คำตอบว่า

“กลับไปที่ออฟฟิศกันก่อนเถิด แล้วจะเล่าให้ฟัง”

 

หากวันจดทะเบียนสมรสนับเป็นวันวิวาห์อย่างเป็นทางการ อันเป็นวันที่คู่สามีภรรยาและเพื่อนฝูงญาติมิตรควรได้แสดงความยินดี มื้อค่ำวันนี้ก็เป็นมื้อฉลองวิวาห์ที่กร่อยที่สุดที่วิลเลียมเคยพบมา หนูผู้เป็นเสมือนเจ้าสาวในวันนี้มีอาการเซื่องซึมใจลอยอย่างคนที่อยู่ตรงกลางของเชือกสองฝั่ง มิสเตอร์อีแวนเดอร์อาจได้เปรียบตรงที่เขากำลังจะเป็นพ่อคน หนูไม่ยอมให้ลูกตัวเองเป็นกำพร้าแน่ แต่ในบางขณะหนูก็แสดงความลังเลออกมา เอ่ยเสียงเบาว่าหากตนกลับไปอยู่ที่คุ้มหลวงกับเจ้านางนกน้อย ทุกคนอาจมีความสุขกว่านี้

“ข้าเจ้าบ่จดทะเบียนกับนายห้างละเน่อ”

หนูบอกเสียงเบาอย่างเกรงใจสามี ทว่าก็มีความเด็ดขาดแฝงอยู่ อธิบายอีกสองสามคำว่าที่ไม่จดทะเบียนนี้ใช่ว่าโลเลจะกลับไปหาเจ้านางนกน้อย แต่ขอใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันความซื่อสัตย์ของตนต่อเจ้านาง ว่ามิได้เอาใจออกหากฝ่ายนั้น มิสเตอร์อีแวนเดอร์แม้อยากจะเกลี้ยมกล่อมให้เปลี่ยนใจ แต่สุดท้ายก็ยอมตามความคิดของภรรยา

เหล้ารสซ่า ควันซิการ์ และเมี่ยงหมักไม่ช่วยให้วงสนทนาพ้นจากความหม่นซึมในอารมณ์ได้ จู่ๆ มิสเตอร์อีแวนเดอร์ก็เปลี่ยนเรื่องคุย โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงอันดังว่า

“พรุ่งนี้เราเข้าป่า เริ่มสำรวจไม้กันเสียที”

ประโยคนี้เรียกความกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ มิสเตอร์อีแวนเดอร์ทำตัวเป็นหนุ่มใจร้อน คิดและตัดสินใจรวดเร็ว ในนาทีต่อมาที่สถานีป่าไม้ก็คึกคักด้วยการสาละวนเตรียมของใช้จำเป็นและอาหารแห้งสำหรับตั้งแคมป์ในป่า กว่าจะแล้วเสร็จก็ดึก อ่อนเพลียเหนื่อยล้าไปตามกัน

แต่ก็ทำให้ความคิดคำนึงหลุดพ้นไปจากเรื่องของหนูและเจ้านางนกน้อย

วิลเลียมและลีรอยพยายามระงับความตื่นเต้นที่จะได้สำรวจป่าอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยไม่ให้ออกนอกหน้าจนเกินไปนัก อีกคนที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันคือมุ่ย ป่าที่จะไปสำรวจครั้งนี้เป็นป่าใกล้ๆ เมืองอนุญาตให้น้องสาวติดตามไปด้วยได้โดยไม่เกรงคำครหาหรือกังวลว่ามุ่ยเป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะสำรวจป่าคราวนี้

เพราะฝีมือยิงหน้าไม้ของมุ่ยเป็นอาวุธอย่างดีที่จะป้องกันภัยให้ตนเองและคนอื่นจากสัตว์ร้ายในป่า ดีกว่าฝีมือยิงปืนของนายห้างผู้มาใหม่ที่ยังไม่แม่นเสียทีเดียว

คนที่ขัดเคืองใจมากที่สุดในเรื่องนี้คือเบ็ตตี้ เพราะหล่อนถูกกันออกนอกวง อยากติดตามไปด้วยแต่หล่อนก็ยังไม่พร้อมรับความลำบากจากการเดินเท้าเข้าป่า และยังเข็ดขยาดจากงูจงอาจตัวใหญ่ที่เคยพบ หล่อนจึงได้แต่ทำมึงตึงค้อนลมแล้งไปมา

กำลังจะแยกย้ายกันเข้านอนเอาแรง เงาตะคุ่มก็ปรากฏไกลๆ ที่ทางเข้าสถานีป่าไม้ ใกล้เข้าเรื่อยๆ จึงเห็นว่าใครขี่ม้าเข้ามา

“ป้อ…พ่อ” มุ่ยและเมืองร้องออกมาพร้อมกัน

หนานทิพย์ค้อมศีรษะทักทายมิสเตอร์อีแวนเดอร์และทุกคน สายตากระทบกับกองสัมภาระ จึงบอกวัตถุประสงค์อย่างไม่อ้อมค้อม

“หมอสจ๊วตปิ๊กมาแล้ว ทางนี้ก็เหมือนจะรู้ จังหวะพอดีมุ่ยเก็บครัวแล้ว ก็ไปอยู่บ้านหมอสจ๊วตเสียแต่คืนนี้เลย”

น้ำเสียงของหนานทิพย์ที่เอ่ยออกไปจริงจังชนิดที่ว่าไม่อาจปฏิบัติเป็นอย่างอื่นได้

 

เชิงอรรถ :

(1) เนื้อร้องนี้ประพันธ์ขึ้นโดยนายแปง วณีสอน บุตรเพี้ยเทพนายช้างประจำหอหลวงในสมัยนั้น

(2) เนื้อร้องภาษาอังกฤษแปลโดย W.S.Bristowe นักธรรมชาติวิทยาและนักเขียนชาวอังกฤษผู้เขียนหนังสือ Louis and the King of Siam ฉบับแปลไทยโดยจิระนันท์ พิตรปรีชา ใช้ชื่อ ลูกผู้ชายชื่อนายหลุยส์

 



Don`t copy text!