เจ้าหุ่นเพื่อนรัก บทที่ 36 : สายใย

เจ้าหุ่นเพื่อนรัก บทที่ 36 : สายใย

โดย : ม. มธุการี

เจ้าหุ่นเพื่อนรัก โดย ม.มธุการี นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้ที่คุณจะมีรอยยิ้มไปกับทุกบทตอน กับเรื่องราวของหญิงสาวที่ต้องสวมรอยเป็นหุ่นยนต์เพื่อไปอยู่กับเศรษฐีหนุ่มผู้ต้องการมีภรรยาในอุดมคติและเธอต้องทำสิ่งนี้เพื่อไม่ให้พ่อถูกฟ้องจนหมดตัว เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาอ่านกันได้ที่นี่ที่เดียว เพราะนิยายสนุกๆ #มีให้อ่านที่อ่านเอา

****************************

– 36 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

พ่อกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง  พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไรก็กระซิบถาม

“นั่นแกไปทำอะไรเขา“

“จับฉีดน้ำเกลือค่ะ“

“แล้วแกทำเป็นที่ไหนกัน“

“ลองผิดลองถูกได้นี่พ่อ“

กระซิบบอกพ่อ  และนายปัชก็สลัดแขนหลุดทันควัน  จากนั้นก็หันไปคว้าที่รองขี้บุหรี่และทำท่าจะขว้าง  เล่นเอาอัลทิมาต้องรีบพาแม่หุ่นออกจากห้อง อย่างว่องไวเลิศ

“มันชักจะยังไง  นี่แกจะเอาให้เขาถึงตายเลยรึไง  จนนอนแบ็บอยู่อย่างนั้นแล้ว“ พ่อยืนเท้าสะเอวด่าต่อ

“จะได้รีบเผด็จศึก  อัลจะได้เป็นอิสระเสียที“ ตอบเสียงอ่อย

“ถ้านายนั่นตายไปแกจะไม่เป็นอิสระหรอก  ดีมั้ยดีเข้าไปนั่งในคุก  แล้วนี่เอาไข่เน่าให้เขากินจนท้องเสีย  เกิดเขาตายไป“

พ่อเดินส่ายหัวออกจากห้อง  และอัลทิมาก็พาแม่สิริกลับเข้าไปในครัว

ขวดที่เก็บเอาไว้ถูกเอาไปทิ้งหมดแล้ว  รวมทั้งอาหารทั้งหมดในตู้เย็น  ไม่ละเว้นแม้กระทั่งข้าวเหนียวทุเรียนของโปรด…

โมโหเดือดเสียจนปรอทแทบแตก  ประกาศสงครามกับแม่กระดานมีปุ่มในนาทีนั้นเอง

แค้นนี้ต้องชำระ…

ข้างนอกเงียบเสียจนปัชนอนใจคอไม่ดี กลัวความโมโหร้ายของคนที่อยู่เบื้องหลังนังหุ่นนั่นเองไม่ใช่อะไรอื่น  เกิดนึกอยากจะจับคนหักคอขึ้นมา…

อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับว่าความลับจะแตกเรื่องเลี้ยงแอนดรอยด์เอาไว้ในบ้าน

…เกิดเหม่ยหลินมารู้เข้า…

ฝ่ายนั้นกลับมาหลังจากหายไปหลายชั่วโมง  มีเสียงลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาด้วย  เขาร้อนใจขนาดลุกจากเตียงออกไปรับหน้า

หล่อนลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับสัมภาระหลายอย่าง  พอเห็นหน้าเขาก็ร้องถาม

“อ้าว  ถอดสายเองเลยหรือคะนั่น“

“น้ำเกลือหมด  พอดีผมค่อยยังชั่วมากแล้ว“

ปัชรีบบอก  ตามองกระเป๋าใบโตที่ฝ่ายนั้นลากมาด้วย  แบบนี้การันตีได้ว่าต้องอยู่ยาว…

“เดี๋ยวผมจะพาไปห้องรับรอง“ รีบเข้าไปช่วยลากกระเป๋า  มันหนักอึ้งเสียจนข้อล้า

“มีไรมามั่งเนี่ย“ อดถามออกไปไม่ได้

“เสื้อผ้าทั้งนั้นค่ะ  กะว่าจะอยู่จนกว่าคุณปัชหายดี“

“ผมว่าผมหายดีแล้วนะ“

“หน้ายังซีดอยู่เลย  ไม่ได้หรอกค่ะ  อีกอย่างคุณแม่โทรมากำชับกำชาว่าเป็นห่วง  ไม่อยากให้อยู่บ้านคนเดียว“

ใครว่าอยู่คนเดียว  เขามีแม่จอมกวนคนนั้นอยู่ด้วยทั้งคน…

ห้องรับรองแขกอยู่คนละปีกกับห้องนอนของเขา  เลือกเอาห้องที่อยู่ไกลมากที่สุด…

“บ้านคุณนี่กว้างมากเลย“ เจ้าหล่อนถึงกับบ่น “มีกี่ห้องนอนคะเนี่ย“

“หลายห้องครับ  เพราะเพื่อนผมมันแยะ  แห่มาปาร์ตี้กันแต่ะละที  ผมให้คุณหลินอยู่ห้องใหญ่หน่อย  มีห้องน้ำพร้อมในตัว  มีไมโครเวฟมีตู้เย็นพร้อม  เผื่อคุณไม่อยากออกจากห้องไปไหน“

ห้องนั้นโอ่อ่าอลังการจนเหม่ยหลินหมุนคว้าง  ปัชช่วยยกกระเป๋าลากขึ้น วางไว้บนเตียงที่มีผ้าคลุมสีชมพูอ่อน  ผ้าม่านฟูฟ่องสีเดียวกัน

ปัชจำไม่ได้แน่ว่าผู้หญิงคนไหนของเขาที่ดีไซน์ห้องนี้ตอนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆ  เพราะมันมีหลายคนเสียเหลือเกินกว่าจะกระเด็นออกไปทีละคนสองคน  ส่วนใหญ่เพราะทนเขาไม่ค่อยจะได้  เหม่ยหลินเป็นรายล่าสุดที่อาจจะอยู่ทนเพราะมีแม่คอยถือหางเสือให้…

มองหล่อนที่เดินกรีดกรายไปทั่วห้อง  ทรวดทรงแบนราบเหมือนกระดาน มีปุ่มจริงอย่างที่แม่หุ่นตั้งฉายาเอาไว้

“คุณคงไม่ว่าอะไรถ้าหลินจะหาซื้อผ้าคลุมเตียงกับผ้าม่านมาเปลี่ยนเสียใหม่ ไม่ชอบสีเอาเลยค่ะ  หลินอยากได้โทนสีเขียวอ่อนเย็นตามากกว่า“

“ไม่ทาสีใหม่ทั้งห้องเลยล่ะครับ“ ปัชประชดให้  แต่ฝ่ายนั้นคงไม่รู้

“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ  แหม  คุณปัชก็พูดซะ“

ปัชหัวเราะฝืดๆไปกับหล่อน  เวรกรรมละกรู…รอบนี้คงไม่ใช่หล่อนที่จะมาทน อะไรเขา  แต่เขาต่างหากที่จะทนเจ้าหล่อนไปได้สักกี่น้ำกันล่ะเนี่ย…

กลับเข้าห้องพักส่วนตัวและแอบโทรด่วนไปหามาแม่  พอรู้ว่าเป็นเขาแม่ก็รีบถามมา

“แม่หลินเขาไปถึงรึยังล่ะ  เมื่อกี้โทรมาว่าจะกลับไปเฝ้าไข้เรา“

“ไข้อะไรกันล่ะแม่  ผมไม่ได้เป็นอะไรแล้ว  ตอนนี้ก็เลิกให้น้ำเกลือ“

“ยังไว้ใจไม่ได้  อาการป่วยมันอาจจะกลับมาอีก  อย่าได้ประมาทไปเชียว  ตายมาหลายรายแล้วเรื่องท้องร่วงเนี่ย  แม่หลินเขาจะได้ช่วยดูแลเรื่องอาหาร การกิน  เชฟมือหนึ่งเลยนะนั่น  ทำอาหารได้สารพัด  อาหารเจก็ทำได้  อร่อยด้วย  แม่ว่าปัชน่าจะกินเจดูสักพัก  ท้องไส้จะได้ดีขึ้น  อีกอย่างเลิกทำอาหารกินเองเสียที  ไม่ใช่เพราะไข่เน่าเรอะถึงได้ท้องเสียขนาดนั้น“

“ใครจะรู้ล่ะครับว่าไข่เน่าไม่เน่า“

“โอ้ย  ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ  นอกเสียจากจะปัญญาอ่อนสุดๆ“

“อ่อนขั้นไหนแม่“

“ก็ขั้นไม่ต้องผุดต้องเกิดกันอีกแล้วนั่นแหละ“

“แม่หลอกด่าผมรึป่ะ“

“ของมันน่าด่ามั้ยล่ะ  มีอย่างที่ไหนตอกไข่มาแล้วไม่รู้ว่าไข่เน่า  เพราะนอกจากไข่แดงจะแตกไม่มีชิ้นดีแล้วยังส่งกลิ่นเหม็นไปสามบ้านแปดบ้าน  ดีนะที่บ้านอยู่ไกลชุมชน  ไม่งั้นเจอขี้ปาบ้านแน่“

“สรุปก็คือทุกคนรู้  ยกเว้นผม“ ปัชถามเพื่อความแน่ใจ

“เว้นแต่ว่าจมูกเรามันไม่ได้กลิ่น  นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  น่าจะดีกว่าปัญญาอ่อน  นี่แม่ช่วยทิ้งไข่ไปหลายแผงมาก  ซื้อมาทำไมมากมายจนกินไม่ทัน“

“เพื่อซ้อมมือครับ  อีกอย่างข้าวเช้าไม่มีใครทำให้กินอยู่แล้ว“

“ส่งแม่หลินไปช่วยก็ดีเลย  จะได้ดูใจทำความรู้จักกันให้มากกว่าเดิม  ยังไงจะแต่งก็ไม่น่าจะเกินปีนี้  เพราะแม่เจ็ดสิบแล้ว  จะได้มีหลานอุ้มไวๆ“

ปัชทำตาลอยขึ้นข้างบน  ได้ยินจนหูชาแล้วเรื่องแม่อยากอุ้มหลาน  รีบตอบไปว่า

“ตอนนี้ผมกำลังดูใจผู้หญิงอยู่คนนึง…”

“ใครอีกล่ะ…”

“แม่ไม่รู้จักหรอก  เอาเป็นว่าคนนี้คนใหม่ล่าสุด“

“ก็กี่คนมาแล้ว  เห็นเลิกมาทุกราย“ เสียงแม่ขุ่น

“จะมีเมียทั้งทีมันก็ต้องเลือกใช่ไหมล่ะแม่  เอาเป็นว่ารายนี้ถ้าไม่ลงตัวผม จะแต่งกับคุณหลินไม่เกินสิ้นปีนี้แน่นอน“

“แล้วถ้าเกิดว่าแม่ไม่ถูกใจล่ะ“

“แม่จะแต่งรึว่าผมจะแต่งล่ะ  มันหมดสมัยคลุมถุงชนกันแล้วนะแม่  อีกอย่างคุณหลินนี่ไม่ได้อยู่ในสเป็คผมเอาเลยนี่พูดกันจริงๆ“

“แล้วสเป็คเรามันเป็นยังไง“

“ผมบอกไม่ได้หรอก  เจอแล้วถึงจะรู้  เอาน่า  ผมขอเวลา“

“แต่ท่าทางแม่หลินนี่เขาก็ชอบเรามากเลยนะ  เป็นห่วงเป็นใยสารพัด“

“เข้ากันไม่ได้หรอกแม่ผมดูแล้ว  ใครทนผมได้นานมั่ง“

“แล้วแม่คนใหม่คนนี้เขาทนเราได้รึไง“

“ก็ยังไม่รู้ไง  ถึงต้องขอดูใจกันไปอีกหน่อย  ว่าเขาจะทนนิสัยเสียๆ ของผมได้นานแค่ไหน  ถ้ามันเกิดไม่ลงตัวขึ้นมาผมก็ตามใจแม่ละกัน“

“อย่าให้เกินปีนี้นา“

แม่กำชับสั่งเสียก่อนจะวางสาย  พลันก็ได้ยินเสียงเหม่ยหลินเคาะห้องเรียก

“ทำอะไรอยู่คะ  เหม่ยทำอาหารจะเสร็จแล้วนะ…”

“ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ“

ปัชรีบออกจากห้อง  เห็นหลังของอีกฝ่ายลับหายเข้าไปในครัว  มีกลิ่นเนื้อย่างหอมอบอวลไปทั่วบ้านในเวลาต่อมา

แอบแวะไปที่ห้องเก็บของเนื่องจากเป็นทางผ่าน  ผลักประตูแง้มเข้าไปดูก็เห็นแม่สิรินอนสิ้นสภาพอยู่บนเตียงชนิดตาเบิกโพลง  รีบเดินเข้าไปและสลัดผ้าปูที่นอนคลุมจนมิดชิด  เพราะกลัวที่สุดเรื่องที่เหม่ยหลินจะมาเห็นเข้า  ความแตกเมื่อไหร่ชีวิตเขาก็คงจะพังพินาศเมื่อนั้น

เข้าไปในครัวก็เห็นเหม่ยหลินยืนทำกับข้าวด้วยทีท่าทะมัดทะแมงราวกับเชฟมือหนึ่ง  บนเตามีเนื้อย่างส่งกลิ่นหอมฉุย

“สเต็คค่ะ“ หล่อนหันมาบอก

“ของผมหรือ“ ชะโงกหน้าเข้าไปดม

“ของหลิน  ส่วนของคุณกำลังต้มซุปในหม้อโน่น  ทานของนิ่มๆไปก่อนเพราะกระเพาะอาจจะยังไม่อยู่ตัว…”

“ซุปอะไร…”

“หูฉลามค่ะ  คุณแม่ว่าคุณชอบมาก“

ปัชนิ่งไปอึดใจ  มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว  เสียงหวานๆใสๆเล็กๆ  จนต้องหลุดปากพูดออกไป

“ฉลามตายเป็นล้านนะ  เพราะคนเรากินไอ้ซุปนี่แหละ…”

อีกฝ่ายชะงัก  เหลียวมามองหน้าเขานิ่ง

“คุณบ้าไปกับพวกอนุรักษ์ปลาฉลามตั้งเมื่อไหร่กันคะ…”

“น่าจะหลังท้องร่วงรุนแรงครั้งนี้  ผมว่าจะเลิกให้หมดเนื้อนมไข่  อยากจะกินอาหารเจสักพัก  คุณทำอร่อยไม่ใช่หรืออาหารเจ  อีกอย่างเนื้อเนี่ยเป็นตัวการให้โลกร้อนอย่างมหาศาลเลย“

ปัชชี้ไปที่เนื้อย่างบนเตา

“หลินไม่สนใจหรอกค่ะโลกจะร้อนหรือว่าโลกจะแตก  ในเมื่อหลินจะกินเสียอย่าง“ เจ้าหล่อนเสียงแข็งพอๆกับแววตา “ก็กินสัตว์กันมาตั้งแต่สร้างโลกแล้ว  จะมาเปลี่ยนอะไรกันตอนนี้“

“โลกมันถึงได้ร้อนไง  ผลงานของบรรพบุรุษ“

“ต๊าย  มาว่าบรรพบุรุษหลิน“ กรี๊ดกร๊าดหนักกว่าเดิม

“ผมแค่พูดรวมๆ  คุณอยากกินก็กินไป  ส่วนผมจะสั่งอาหารเจมากินเอง“ ปัชตัดบท

“อย่างนี้ก็มีด้วย  คนเขาอุตส่าห์ลงแรงทำให้ทาน“

เหม่ยหลินหน้างอง้ำ  ปิดฝาหม้อเสียงดังและเคลื่อนไหวฉุบฉับไม่ต่าง อะไรกับหุ่นยนต์ ตอนเครื่องรวน ไม่มีความน่าดูอะไรสักนิดในตัวเจ้าหล่อนคนที่แม่เลือกให้มาคนนี้

ตกลงอาหารค่ำมื้อนั้นเขาต้องมานั่งจิบชาร้อนดูหล่อนกิน  สเต็คที่ย่างสุกๆดิบๆยังมีเลือดไหลเยิ้มตอนหล่อนใช้มีดหั่นใส่ปากและเคี้ยวตุ้ยๆ

ผักสลักหลากสีไม่ต่างอะไรกับสีสันบนดวงหน้าของหล่อนที่แต่งเอาไว้เหมือนจะไปเล่นงิ้วก็ไม่ปาน  เปลือกตาสีม่วงสลับสีชมพูกะพริบไปมาเหมือนผีเสื้อขณะชวนเขาคุย

“แน่ใจนะคะว่าคุณจะไม่กินอะไร  ซุปหูฉลามยังมีอยู่ในหม้อ  อย่าไปห่วงเลยค่ะว่าฉลามจะหูแหว่งกันทั้งโลก  เพราะของมันงอกกันได้  นี่หลินไม่ทราบจริงๆนะว่าคุณเปลี่ยนตัวเองไปเป็นพวกนั้นตั้งเมื่อไหร่“

หล่อนทำปากเจ่อพอเอ่ยไปถึง “พวกนั้น“

“ใครว่าผมเปลี่ยน  ก็เป็นอย่างงนี้ของผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว“ ปัชแถไปได้ ข้างๆคูๆ

“ไม่เห็นคุณแม่บอกหลิน“

“แม่ไม่เคยรู้จักผมจริงจังหรอกนะ  ไม่เคยรู้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบอะไร  ส่วนใหญ่ชอบใช้วิธีบังคับ“

หล่อนอึ้งไปอึดใจก่อนจะถาม

“บังคับเรื่องอะไรมั่งละคะ“

“ก็แทบทุกเรื่อง“ ปัชแบ่งรับแบ่งสู้ “ที่ผมไม่อยากขัดใจก็เพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว  อีกอย่างก็เป็นโรคหัวใจ“

“เพราะคุณแม่เป็นห่วงคุณ  มาบ่นกับหลินบ่อยมากเกี่ยวกับคุณ เพราะอยากให้คุณเปลี่ยนตัวเอง“

“ผมก็เป็นผม  จะมาเปลี่ยนให้เป็นอะไร“ ปัชชักหงุดหงิด

“ก็คงไม่อยากให้คุณทำตัวอย่างที่เป็นอยู่  พ่อแม่เหมือนกันทุกคนค่ะ  อย่าไปว่าท่านเลย  พ่อแม่หลินก็เหมือนกัน  อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น“

ปัชนิ่ง  ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรในสายตาของหล่อน  คงเข้ามาเพราะหวังจะเปลี่ยนเขาได้นั่นเอง

ก็เขาเป็นเพลย์บอย  และสมัครใจที่จะเป็นทั้งชาตินี้และชาติหน้า  ในเมื่อผู้หญิงหาง่ายเสียยิ่งกว่าเม็ดทรายบนผิวโลก นี่ขนาดอยู่เฉยๆยังตามมาเฝ้าถึงที่บ้าน…

ขุ่นใจเสียจนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณหลินทำอาหารเก่งนะ  น่าจะไปเป็นเชฟ“

“หลินก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละค่ะ  ตั้งแต่ดีไซน์เสื้อผ้าไปจนถึงเรื่องดีไซน์อาหาร  วันนั้นทำอาหารเจที่โรงทานคุณแม่ยังชมใหญ่  จะให้หลินไปเป็นเชฟที่โรงทานตอนวันหยุด  แต่ใจหลินอยากให้โรงทานคิดเก็บเงินคนมากินบ้าง“

“อย่างนั้นก็คงไม่เรียกว่าโรงทานสิ“

“ไม่ได้หรอกค่ะสมัยนี้  คนฉวยโอกาสมีเยอะ  บางทีไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยแต่มาเข้าแถวกินของฟรี“

“ผมไม่คิดหรอกนะว่าจะมีคนบ้าที่ไหนมาต่อแถวยาวเป็นกิโลๆเพื่อจะมากินอาหารเจ  เท่าที่เห็นก็มีแต่หน้าแห้งๆชักน้าไม่ถึงหลังด้วยกันทั้งนั้น“

“คุณปัชรู้ได้ไง“

“ผมไปบ่อยๆที่นั่นผมต้องรู้สิ  บางคนจูงลูกหลานมานั่งรอข้างทาง  จนแม่ผมต้องมีนโยบายให้เอากลับไปบ้านได้ด้วย“

“ไม่ได้หรอกค่ะ  สมัยนี้ผักแพงมากเห็ดกิโลละตั้งเท่าไหร่  หลินไปทำอาหารวันนั้นรู้เลยว่าลงทุนไปเยอะมาก  ถึงได้แนะนำคุณแม่ให้เปลี่ยน แผนมาเก็บเงินมั่งจะได้ไม่ต้องชักทุนมาก“

ปัชนิ่งฟัง  มองหูตาดีดลูกคิดของหล่อนที่น่าจะเตรียมแผนเอาไว้แล้วในเรื่องนี้  หล่อนต้องการจะเปลี่ยนเขาคนเดียวยังไม่พอ  รอบนี้ต้องการจะเปลี่ยนแม่ด้วย

และนี่หรือคือคนที่แม่เลือกมาให้เขา…

 

Don`t copy text!