คดีรักข้ามเวลา บทที่ 13 : เล่ห์รักกลลวง

คดีรักข้ามเวลา บทที่ 13 : เล่ห์รักกลลวง

โดย : ณรัญชน์

คดีรักข้ามเวลา โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของการเดินทางย้อนอดีต เพื่อไขปริศนาฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งหนทางเดียวที่พิชญาจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้คือสืบหาต้นตอของคดีฆาตกรรม ในชาติภพที่ผ่านมา ‘คดีรักข้ามเวลา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………..

-13-

การซื้อของเป็นความสุขของโฉมมาแต่ไหนแต่ไร แต่หลังจากวางแผนร้าย เอาชื่อบุหลันไปหลอกซื้อทองจากร้านเถ้าแก่เอี่ยม จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั่ว หล่อนก็เก็บตัวเพื่อหลบสายตาผู้คน จนต้องว่างเว้นจากกิจกรรมโปรดไปโดยปริยาย

บัดนี้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว โฉมทนเบื่อหน่ายไม่ไหว เลยตัดสินใจออกมาเดินเล่น เลือกซื้อแพรพรรณน้ำอบน้ำปรุงของโปรด

ก่อนออกจากบ้านหล่อนกำชับสาวใช้เสียงเครียด “เอ็งคอยเงี่ยหูฟังเข้าไว้ ดูซิว่าไอ้อีปากบอนมันยังนินทาข้าอยู่หรือเปล่า”

โล่งอกที่ตลอดทางราบรื่น แม้จะมีสายตามองมาอย่างขบขันอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่เลิกสนใจหล่อนไปแล้ว จึงไม่มีเสียงนินทาลอยมาบั่นทอนความรู้สึก โฉมซื้อข้าวของจนจุใจ โดยมีสาวใช้หอบหิ้วพะรุงพะรังเต็มสองมือ

“ไฟไหม้ หนีเร็ว ไฟไหม้แล้ว”

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา เมื่อหันไปมองก็เห็นเปลวไฟขนาดย่อมกำลังไหม้แผงขายผ้า ความร้อนและกลิ่นไหม้ตลบอบอวลไปทั่ว ปกติตรอกนั้นเป็นเพียงทางเดินแคบๆ มีร้านค้าและแผงขายของสองข้างทาง เหลือพื้นที่ตรงกลางไม่มากอยู่แล้ว เมื่อทุกคนเบียดเสียดกันเพื่อจะหนีออกไปให้เร็วที่สุด ตรอกเล็กๆ จึงอลหม่านไปด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนีตาย มีบางคนถูกชนล้ม ถูกเหยียบซ้ำ เสียงตะโกนโหวกเหวกดังระงม

โฉมถูกชาวบ้านทั้งผลักทั้งดันจนพลัดหลงกับสาวใช้ หล่อนกำลังยืนละล้าละลังเมื่อมีมือข้างหนึ่งมาฉุดแขน ร้องบอกว่า “คุณโฉมมากับบ่าวเจ้าค่ะ บ่าวจะพาไปทางลัด จะได้ไม่เบียดคน”

“นางดวง เอ็งหรอกรึ”

โฉมใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นคนรู้จัก ในยามฉุกละหุกหล่อนไม่มีสติจะคิดอะไรมาก จึงยอมตามบ่าวของบุหลันไปโดยไม่ลังเล ดวงพาหล่อนเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ แล้ววิ่งลดเลี้ยววกวนไปมาจนโฉมเวียนหัว มารู้ตัวอีกทีหญิงสาวก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนทางเดินแคบๆ ในมุมอับหลังตลาด แสงแดดที่ส่องลงมาเพียงเล็กน้อยทำให้บริเวณนั้นมืดครึ้ม ค่อนข้างเงียบในยามเย็น

เมื่อความตกใจคลายลง โฉมก็ปลดมือนางดวงออกจากแขน ขยับออกห่างอย่างถือตัว

“มาไกลขนาดนี้คงไม่มีอันตรายแล้วละ ว่าแต่เอ็งเถิด ทำไมถึงมาอยู่แถวนี้ พี่บุหลันมากับเอ็งด้วยหรือเปล่า”

“คุณบุหลันไม่ได้มาเจ้าค่ะ บ่าวมาคนเดียว”

“พบเอ็งก็ดีแล้ว บอกพี่บุหลันด้วยว่าเรื่องที่ข้าสั่งให้ทำ ให้รีบๆ หน่อย ข้าให้เวลาอีกห้าวัน ถ้ายังไม่เรียบร้อยข้าไม่รับรองว่าจะเกิดกระไรขึ้น”

แววตาที่นางดวงมองน้องสาวของเจ้านายบอกความชิงชังอย่างล้ำลึก แม้แต่เสียงพูดก็กระด้างผิดไปจากทุกครั้ง

“เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง คุณบุหลันเธอมีคำตอบให้คุณแล้ว”

โฉมเริ่มเอะใจกับท่าทางแข็งกร้าวของอีกฝ่าย แต่ก่อนที่หล่อนจะมีโอกาสซักถาม ชายฉกรรจ์สามคนก็เข้ามาล้อมหญิงสาวไว้ แต่ละคนหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว โฉมนึกขึ้นได้ว่าชายสามคนนี้เองคือคนที่เบียดหล่อนตอนที่อยู่ในตรอก พร้อมกันนั้นก็ดันสาวใช้ของหล่อนออกไปจนเหลือหล่อนเพียงลำพัง ง่ายต่อการที่นางดวงจะเข้าถึงตัว

ความกลัวที่ไม่มีเหตุผลจู่โจมเข้าจับหัวใจหญิงสาว สัญชาตญาณสั่งให้หล่อนออกวิ่งหนี แต่ชายคนหนึ่งปราดมาคว้าร่างเล็กๆ นั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย มิไยโฉมจะดิ้นรนเต็มที่ ก็ไม่หลุดจากมือหยาบแข็งแรงที่จับหล่อนไว้แน่น

“ปล่อยข้านะ พวกเอ็งจะทำกระไร นางดวงช่วยข้าด้วย”

สาวใช้ของบุหลันมองน้องสาวเจ้านายอย่างเย็นชา คล้ายมองขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่ง “เอาตัวมันไป” นางสั่งสั้นๆ

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่โฉมได้ยิน หลังจากนั้นชายคนหนึ่งก็ชกเข้าที่ท้องของหล่อนเต็มแรง ก่อนจะจับร่างไร้สติมัดมือมัดเท้า ใช้ผ้ามัดปาก แล้วยัดลงในกระสอบ แบกออกไปท่ามกลางผู้คนที่กำลังวุ่นวายช่วยกันดับไฟ

นางดวงเดินนำชายฉกรรจ์ทั้งสามไปถึงท่าน้ำหลังโรงงิ้ว บริเวณนี้เคยมีคนไปมาพลุกพล่าน แต่หลังจากเจ้าของโรงงิ้วผูกคอตาย มีคนเห็นผีของแกเดินวนเวียนไปมาอยู่ที่นั่น ชาวคณะก็พากันอพยพหนีไปจนหมด พลอยทำให้บริเวณนั้นไม่มีใครกล้าเดินผ่าน โดยเฉพาะในเวลาพลบค่ำเช่นนี้

กระสอบใส่ร่างโฉมถูกโยนลงบนสะพานอย่างไม่ปรานีปราศรัย แรงกระแทกทำให้ปากกระสอบเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดของนักโทษ ในยามนี้หล่อนดูอ่อนแอไร้พิษสง เป็นเพียงเด็กสาวที่ไม่มีทางสู้คนหนึ่งเท่านั้น แต่นางดวงจำได้ไม่ลืมว่ายามที่เด็กสาวคนเดียวกันนี้ จีบปากจีบคอค่อนแคะพี่สาว จิกหัวด่าบ่าวไพร่อย่างนาง มันสร้างความเจ็บช้ำให้คนฟังได้มากมายเพียงใด

ทว่าแม้จะชิงชังสุดขั้วหัวใจ แต่พอถึงเวลาต้องลงมือจริงๆ นางก็อดมือสั่นใจสั่นไม่ได้ นายยอด หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของนายจ้างก็นึกรำคาญ จึงถามห้วนๆ

“จะเอาอย่างไรก็ว่ามาเสียทีสิ พวกข้าจะได้รีบๆ ทำให้เสร็จ”

นางดวงสะดุ้งสุดตัว ตอบอึกอัก “อย่าเร่งข้าสิวะ รอให้คุณไพลินมาก่อนค่อยลงมือ เกือบได้เวลาแล้ว ประเดี๋ยวเธอก็คงมา”

ขาดคำของนาง ลูกน้องคนหนึ่งก็กระซิบว่า “นั่นมีคนมาอีกคนหนึ่งแล้ว ใช่แม่ไพลินกระไรนั่นหรือเปล่า”

นางกลอยนั่นเองที่ถือห่อผ้าใส่เครื่องประดับของไพลินตรงมาที่ท่าน้ำ นางเหลียวล่อกแล่กมองหาเจ้าของจดหมายปริศนา เมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ปลายสะพาน หันหน้าออกสู่ผืนน้ำกว้าง เห็นเพียงด้านหลังที่ดูคุ้นตาก็ก้าวเข้าไปทัก

“เอ่อ…แม่โฉมใช่ไหมจ๊ะ  คุณไพลินใช้ฉันมาจ้ะ”

ร่างที่ปลายสะพานยังยืนนิ่ง นางกลอยจึงพูดต่อ “พอดีว่าฉันรีบร้อน เลยลืมหยิบจดหมายของแม่โฉมติดมือมาด้วย แต่ฉันเอาทองหยองมาแล้ว คงไม่เป็นไรนะจ๊ะ”

เมื่อสุดจะยื้อเวลาต่อไปได้อีก คนคนนั้นก็หมุนตัวกลับมาให้เห็นหน้ากันชัดเต็มสองตาท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง นางกลอยชาวาบไปทั้งตัว

“นางดวง เอ็งเองรึที่เขียนจดหมายหาคุณไพลิน”

นางดวงเองก็ผิดคาดที่ผู้ที่มาไม่ใช่ไพลิน ตามแผนการที่บุหลันกำหนดไว้ นางจะต้องฆ่าโฉมและไพลินที่ท่าน้ำนี้ จากนั้นก็ป้ายความผิดว่าไพลินเป็นฆาตรกรฆ่าโฉม โดยมีศพของทั้งคู่และจดหมายที่โฉมเขียนไปข่มขู่ไพลินเป็นหลักฐานสำคัญ แต่คนที่มากลับเป็นเพียงบ่าว จะลงมือตามแผนเดิมก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก ในเวลาสั้นๆ นางจึงจนปัญญาจะแก้ไขสถานการณ์ ได้แต่ตะลึงมองฝ่ายตรงข้ามอย่างจังงัง

เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ นางกลอยก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นด้านหลังนางดวงมีกระสอบใบใหญ่วางอยู่ หญิงสาวคนหนึ่งโผล่ออกมาครึ่งตัว มีผ้ามัดปาก มือและเท้าแน่นหนา เจ้าตัวกำลังร้องอู้อี้เรียกให้คนช่วย ลักษณะแบบนี้ต่อให้คนโง่แค่ไหนมาเห็นเข้า ก็บอกได้โดยไม่ลังเลว่าผู้หญิงคนนั้นต้องถูกจับมาอย่างแน่นอน

ปากไวเท่าความคิด นางกลอยอุทานออกมาอย่างลืมตัว  “เอ๊ะ! นั่นใครถูกมัดอยู่ตรงนั้น เอ็งจะทำกระไรมัน”

ประโยคนั้นเท่ากับเป็นการพิพากษาชีวิตของนางโดยแท้ พอหลุดปากออกไปแล้วกลอยก็ใจหายวาบ รีบหันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่รอช้า ทันใดนั้นเองชายสามคนที่ซ่อนอยู่ก็โผล่ออกมาจากดงกล้วย ออกวิ่งตามไปติดๆ โดยที่นางดวงห้ามไม่ทัน

“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องของผู้หญิงแว่วมาตามลม ก่อนที่นายยอดและพรรคพวกจะเดินกลับมา ในมือถือดาบเล่มหนึ่ง คมดาบชุ่มไปด้วยเลือดสดๆ หยดเป็นทางยาว

นางดวงใจหวิว เข่าอ่อนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ นางฝืนใจถามทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว

“เอ็งฆ่ามันแล้วรึ”

“มันเห็นหน้าเอ็งแล้ว และเห็นนางคนที่อยู่ในกระสอบด้วย อย่างนี้เก็บไว้ไม่ได้” นายยอดตอบเรียบๆ “ส่วนนางคนที่อยู่ในกระสอบ ถ้าจะฆ่าก็รีบๆ ทำเข้าเถิด ขืนชักช้ามีคนผ่านมาจะยุ่ง”

เวลาที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาดมาถึงแล้ว นางดวงหันไปมองโฉมที่พยายามดิ้นรน ก่อนจะสูดลมหายใจลึกยาวเพื่อบรรเทาความตื่นเต้น กระนั้นเสียงก็ยังไม่วายสั่น

“โยนมันลงไปในน้ำ ให้มันจมน้ำตายก็แล้วกัน”

นางหันหลังกลับ ไม่กล้ามองสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อชายสองคนช่วยกันเปิดปากกระสอบ ดึงร่างของโฉมออกมาแก้เชือกที่มัด ต่อยท้องอีกทีจนสลบแล้วผลักลงน้ำ นางหันหน้าไปทางดงกล้วย พึมพำด้วยน้ำเสียงเวทนาผู้ที่เอ่ยถึง

“กลอยเอ๊ย อย่าถือโทษโกรธเคืองข้าเลย ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของเอ็งเองที่มาแทนคุณไพลิน ข้าจนใจจริงๆ”

 

ตั้งแต่พิชญาไปทำงานที่ร้านขายผ้า หล่อนและเขมก็กลับเรือนพร้อมกันทุกวัน จนกลายเป็นความเคยชินที่จะเห็นทั้งสองเดินเคียงกันมาถึงเรือนใหญ่ จากนั้นหญิงสาวจะแยกไปทางเรือนเล็ก ส่วนเขมก็ตรงเข้าหอนอนของตัวเอง เพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไปรับประทานอาหาร

แต่วันนี้พอเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบจดหมายแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มีตัวหนังสือเล็กๆ เขียนไว้เพียงบรรทัดเดียว

 

คืนนี้สองยามกรุณามาพบฉันที่โรงเก็บฟืน มีเรื่องสำคัญจะหารือ

                                                                                                ไพลิน

 

คิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากัน ถึงแม้ว่าหลังจากเขาออกอุบายช่วยให้ไพลินกลับมาเป็นคนโปรดของสามี หล่อนจะคลายท่าทีปั้นปึ่งลงไปมาก แต่เขมกับหล่อนก็ไม่เคยพูดจาปราศรัยกันอย่างจริงจัง นอกจากทักทายตามมารยาทเวลาทานอาหารเท่านั้น

แล้วนี่ไพลินนึกอย่างไร ถึงอุตรินัดน้องชายสามีไปพบในเวลากลางคืน ปลอดจากสายตาผู้คนเช่นนี้

จู่ๆ เขมก็รู้สึกเหมือนมีแสงสปอตไลต์สว่างจ้าส่องตรงมาที่ใบหน้า มันสาดแสงรุนแรงเสียจนเขาตาพร่า ท่ามกลางความขาวพร่าพรายนั้น จู่ๆ ในสมองของชายหนุ่มก็ปรากฏภาพกนกยืนจังก้าอยู่ในห้องมืดสลัว ดวงหน้าของพี่ชายบึ้งตึงน่ากลัว ขณะด่าทอเขากับไพลินอย่างเกรี้ยวกราด

พี่ชายพูดอะไรเขมไม่อาจรู้ได้ เพราะภาพนั้นปรากฏขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วก็หายไป ชายหนุ่มสลัดศีรษะอย่างมึนงง รีบยกมือขึ้นลูบหน้าตาแต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ทิ้งไว้เพียงความประหลาดใจให้กับเจ้าตัวเท่านั้น

แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ประตูห้องของกนกก็ถูกเคาะเบาๆ เมื่อเจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นสาวใช้ผิวคล้ำนั่งคุกเข่าอยู่หน้าห้อง

“แม้น มีธุระกับข้ารึ” กนกถามอย่างแปลกใจ

นางแม้นคลานเข้ามาใกล้ ยอบตัวต่ำแทบติดพื้นเพื่อซ่อนสีหน้า “คุณกนกเจ้าขา เมื่อตะกี้บ่าวได้ยินบ่าวชายที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่สองคนซุบซิบกัน ท่าทางไม่น่าไว้ใจ มันนัดกันว่าคืนนี้จะไปคุยกันต่อที่โรงเก็บฟืน บ่าวกลัวมันจะยกพวกมาปล้น เลยรีบมาเรียนคุณกนกเจ้าค่ะ”

“ว่าอย่างไรนะ” คิ้วของกนกขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก “พวกมันจะบังอาจถึงเพียงนั้นเทียวหรือ”

“บ่าวก็ไม่มั่นใจดอกเจ้าค่ะ มันคุยกันเบามาก ถ้าอย่างไรคืนนี้คุณกนกไปแอบฟังพวกมันดีไหมเจ้าคะ มันนัดกันตอนสองยามที่โรงเก็บฟืน”

กนกคงจะแปลกใจ ถ้าได้เห็นว่าหลังจากคลานพ้นห้องของเขาออกมา นางแม้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คล้ายคนที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญลุล่วงไปด้วยดี ใบหน้าของหล่อนปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อคิดถึงค่าจ้างอย่างงามที่จะได้รับ

เขมไปถึงโรงเก็บฟืนตามเวลานัด เขาวางตะเกียงที่ถือติดมือมาลงกับพื้น สอดส่ายสายตาหาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สะใภ้

“คุณพี่ไพลินขอรับ ผมมาแล้ว คุณพี่อยู่ที่ไหน”

ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมลึกสุดของห้อง ไพลินปลดผ้าผืนยาวที่ใช้คลุมศีรษะลง เรียกเขาเสียงสั่น “คุณเขม มาแล้วหรือ รู้ไหมว่าฉันกลุ้มใจแทบจะตายอยู่แล้ว”

“คุณพี่เป็นกระไร ถูกใครรังแกหรือขอรับ”

แม้จะมืดแต่เขมมั่นใจว่าเขามองไม่ผิด หญิงสาวตรงหน้ากำลังร้องไห้ หยาดน้ำตาบนผิวแก้มของหล่อนเป็นพยานได้

“มีคนรู้เรื่องของเราตอนอยู่ในวัง มันส่งจดหมายมาข่มขู่ฉัน” ไพลินส่งจดหมายฉบับนั้นให้เขม “ทีแรกฉันคิดว่ามันคงต้องการทรัพย์สิน จึงให้กลอยเอาทองหยองไปให้มัน แต่กลอยลืมเอาจดหมายไปด้วย ซ้ำยังหายตัวไปนับแต่วันนั้น ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”

เขมใจหายวาบ แม้ไพลินจะอธิบายไม่ชัดเจนนัก แต่สมองที่ฉับไวตามประสาตำรวจก็ปะติดปะต่อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว หากมีคนรู้ว่าไพลินเคยเป็นคนรักของน้องชายก่อนมาแต่งงานกับกนก ความเสียหายที่ตามมาคงมากมายเหลือคณา แต่ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือนางกลอยก็พลอยหายตัวไปด้วย

“กลอยหายไปหลังจากเอาของไปให้คนร้าย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว บอกผมมาให้หมด เกิดเรื่องมากี่วันแล้ว และกลอยไปพบคนร้ายวันไหน”

“จดหมายมาถึงฉันเมื่อสามวันก่อน ทีแรกฉันตั้งใจจะไปพบคนเขียนจดหมายด้วยตัวเอง แต่บังเอิญคุณแม่ล้มหัวแตก ฉันต้องอยู่ดูแลจึงให้กลอยไปแทน จนถึงตอนนี้กลอยหายตัวไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว”

ไพลินสะอื้น ปราดเข้ามาเขย่ามือชายหนุ่มอย่างร้อนรน “คุณเขม หากเรื่องที่เราเคยลอบคบหากันถูกเปิดโปงขึ้นมาจริงๆ ฉันจะทำอย่างไรดี คุณพี่กับคุณแม่คงโกรธจนไม่มองหน้าฉัน ชื่อเสียงของฉันก็ต้องย่อยยับป่นปี้ ฉันทนไม่ได้ ฉันกลัว”

“ใจเย็นๆ ขอรับ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ก่อนอื่นบอกผมมาก่อน เรื่องของคุณพี่กับผมมีใครรู้บ้าง คนในวังรู้หรือเปล่า”

“การลอบติดต่อกับผู้ชายเป็นเรื่องน่าอาย คิดว่าฉันจะกล้าให้ใครรู้อย่างนั้นรึ เพราะฉันหลงเชื่อว่าคุณจริงใจดอก จึงยอมลดเกียรติของตัวเอง ลอบส่งเพลงยาวและออกมาพบปะคุณ”

พอนึกถึงความหลังไพลินก็อดแค้นขึ้นมาไม่ได้ หล่อนสะบัดหน้าไปทางอื่น ดวงตาทอแววทั้งรักทั้งเกลียด “นอกจากกลอย ก็มีแค่โขลนช่วงที่เฝ้าประตูวังเท่านั้นที่รู้ ฉันต้องติดสินบนหล่อนถึงจะออกไปพบคุณได้ แต่โขลนช่วงก็รับอัฐจากฉันไปมากโข ไม่น่าจะพูดไปดอก”

เขมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ผู้หญิงอย่างคุณไพลินช่างซื่อเหลือเกิน “หากคุณพี่ซื้อโขลนคนนั้นได้ คนอื่นก็ซื้อเขาได้เหมือนกัน แต่เอาเถิด อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ผมจะไปคุยกับโขลนคนนั้นก่อน หลังจากนั้นน่าจะพอรู้ว่าไอ้โม่งคนนี้เป็นใคร”

“คุณต้องรีบจัดการนะคุณเขม หากชักช้าฉันเกรงว่าเรื่องของเราจะถูกเปิดโปง หรือไม่คนที่ทำร้ายกลอยก็อาจจะมาทำร้ายฉันเข้าบ้าง ฉันไม่อยากหายตัวไปอย่างกลอย”

“วางใจเถิดขอรับ ผมเคยบอกแล้วไงว่าจะช่วยคุณพี่ เพื่อไถ่โทษสำหรับทุกอย่างที่เคยทำไว้ ผมจะไม่ทิ้งคุณพี่เป็นอันขาด”

เขมอยากให้หญิงสาวใจเย็นลง แต่อารมณ์ของไพลินไม่ต่างจากเส้นด้ายที่ถูกขึงจนตึง จวนจะขาดผึงอยู่รอมร่อ คำพูดอ่อนโยนของชายหนุ่มจึงเสมือนคมมีด ที่มาตัดด้ายบางเบานั้นให้ขาดจากกัน หล่อนร้องไห้โฮ โผเข้ากอดเขาอย่างจะยึดเป็นที่พึ่ง เล่นเอาเขมทำอะไรไม่ถูก สำหรับคนในโลกสมัยใหม่อย่างเขา สัมผัสเพียงเท่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่การปลอบผู้หญิงไม่ใช่ความถนัดของเขานี่สิ

ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะคิดออกว่าควรทำอย่างไรต่อไป ประตูห้องเก็บฟืนก็ถูกถีบโครมใหญ่ เสียงเกรี้ยวกราดบอกความโกรธจัดของกนกดังกึกก้องอยู่ในความสลัวราง

“พ่อเขม แม่ไพลิน มาทำกระไรกันมืดๆ ค่ำๆ”

สองร่างที่อิงแอบกันอยู่ผละออกจากกันทันที เป็นเวลาเดียวกับที่ตะเกียงเจ้าพายุสาดแสงสว่างจ้าไปทั่วห้อง เผยให้เห็นกนกและบ่าวชายหญิงอีกห้าคนกำลังทยอยเดินเข้ามา สายตาทุกคู่พุ่งไปที่หนุ่มสาวทั้งสองเป็นตาเดียว มันบอกอย่างโจ่งแจ้งว่าทุกคนคิดอย่างไรกับการพบปะครั้งนี้

“คุณพี่”

ไพลินเรียกสามีด้วยเสียงแหบพร่า บอกความหวาดกลัวจับใจ แต่กลับเพิ่มความสงสัยให้กับผู้มาใหม่ จากที่ระแวงอยู่แล้วก็กลายเป็นเชื่อมั่น ว่าเมียกับน้องชายนัดพบกันเพื่อทำเรื่องบัดสีจริง กนกกำหมัดแน่น สองตาแดงก่ำ

“พี่ไม่นึกเลยว่าพ่อเขมจะทำกับพี่ได้ แม่ไพลินก็เหมือนกัน หน้าไม่อาย เสียแรงเป็นถึงลูกพระน้ำพระยา กลับคบชู้สู่ชาย การอบรมในวังไม่ช่วยสั่งสอนหล่อนบ้างเลยรึ ว่ากุลสตรีที่ดีเขาเป็นกันอย่างไร”

ไพลินเจ็บแสบเหมือนถูกสามีตบเข้าเต็มแรง หล่อนคร่ำครวญเสียงสั่น “คุณพี่ด่าว่าน้องทำไม น้องไม่ได้ทำกระไรผิด น้องเพียงแค่…”

“แค่ลอบมาพบกับน้องชายฉันตอนดึกๆ ในที่ลับหูลับตาคนใช่ไหม” กนกสอดขึ้นทันควัน “ทั้งยังกอดรัดกันอีกด้วย นี่บังเอิญฉันเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อนดอก หากไม่เข้ามาก็ไม่รู้จะเลยเถิดไปถึงไหน”

“ผมกับคุณพี่ไพลินเพียงแต่มีธุระต้องหารือกันเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นจริงๆ ขอรับ” เขมอธิบาย พร้อมกันนั้นด้วยสัญชาตญาณตำรวจ เขารีบกวาดสายตามองหน้าทุกคนในที่นั้นเพื่อหาพิรุธ

ทว่าท่าทีของน้องชายกลับยิ่งสร้างความเดือดดาลให้กนกจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ เขาถือว่าการที่เขมกล้ามองหน้าทุกคนอย่างเอาเรื่อง แทนที่จะหลบตาอย่างคนทำผิด เป็นการท้าทายผู้เป็นพี่อย่างที่สุด

“จะหารือกันทำไมไม่คุยตอนกลางวัน ชายหญิงแอบนัดพบสองต่อสองในยามวิกาล จะให้คนอื่นคิดอย่างไร”

“คุณพี่ขาฟังน้องก่อน” ไพลินอ้อนวอน ท่าทางเหมือนจะเป็นลมลงไปตรงนั้น “น้องบริสุทธิ์ใจ ตอนกลางวันน้องต้องดูแลคุณแม่ จึงต้องนัดพบคุณเขมในเวลานี้ จะได้พูดคุยกันได้สะดวกเท่านั้นเอง”

“ไม่ใช่เพราะหล่อนจะคุยกับพ่อเขมเรื่องที่เคยแอบคบหากัน เลยกลัวคนจะได้ยินดอกรึ” กนกตอบกลับมาด้วยเสียงตวาด หอบน้อยๆ ด้วยความโกรธสุดขีด “ถึงขนาดติดสินบนโขลนเพื่อลอบออกจากวังมาพลอดรักกับผู้ชาย มีแต่นางกากีเท่านั้นถึงจะทำได้ ฉันไม่คิดเลยว่านี่จะเป็นการกระทำของเมียฉัน”

“คุณพี่” ผู้ฟังทั้งสองอุทานขึ้นพร้อมกัน ไพลินน้ำตาไหลพราก มองสามีอย่างตะลึงพรึงเพริดกับถ้อยคำร้ายกาจของเขา

“ฉันไม่ใช่เพิ่งจะมาดอกนะ ฉันมาดักรออยู่ก่อนแล้ว จึงได้ยินคำพูดของหล่อนทั้งหมด” กนกมองน้องชาย ความเสียใจพุ่งขึ้นมาจนแน่นอก “พี่ไม่คิดเลยว่าพ่อเขมจะทรยศพี่ได้ ทำไมไม่บอกพี่ว่าแม่ไพลินเป็นคนรักของเจ้า ที่ผ่านมาเจ้าคงหัวเราะเยาะพี่มาตลอดละสิ ที่หน้าโง่เอาดอกไม้ที่เจ้าเด็ดดมแล้วมาเชยชม”

“ผมกับคุณพี่ไพลินเพียงแต่ลอบส่งเพลงยาวให้กัน ไม่มีกระไรมากไปกว่านี้เลยขอรับ” เขมรีบบอก แม้จะไม่แน่ใจนักว่าความสัมพันธ์ของหญิงสาวกับคุณเขมตัวจริง จะลึกซึ้งถึงระดับไหน

“เพียงแค่นั้นก็เลวมากแล้ว และอย่าคิดว่าพี่จะไม่รู้จักนิสัยพ่อเขม เจ้าน่ะรึจะละเว้นผู้หญิงที่วิ่งแร่มาให้ท่าถึงที่”  กนกตวาด ก่อนจะหันไปทางฝ่ายหญิง บริภาษต่ออย่างไม่ไว้หน้า

“หล่อนก็เหมือนกัน หากฉันรู้ว่าหล่อนไร้ยางอายเช่นนี้ ไม่มีวันเสียละที่ฉันจะยกขันหมากไปสู่ขอ ซ้ำพอมาอยู่ในเรือนฉัน หล่อนยังไม่ทิ้งพฤติกรรมสำส่อน กล้านัดคนรักเก่ามาพบปะ ลักลอบเป็นชู้ งามหน้านักละแม่ไพลิน”

“น้องกับคุณเขมไม่ได้เป็นชู้กัน น้องสาบานได้”

“ฉันเห็นด้วยตาตัวเอง อย่าเปลืองน้ำลายแก้ตัวอีกเลย ไม่อย่างนั้นฉันอาจระงับใจไม่อยู่ ฆ่าหล่อนเสียตรงนี้ก็ได้”

“คุณพี่ขอรับ” เขมอยากจะอธิบาย แต่ผู้เป็นพี่ปักใจเชื่อความคิดของตนเองไปแล้วจึงโบกมือห้าม

“ไม่ต้องพูดกระไรแล้วพ่อเขม ถ้าไม่อยากให้เรื่องรู้ถึงหูคุณแม่ เจ้าจงย้ายไปอยู่ที่ร้านขายผ้าเสีย แล้วนับจากนี้อย่ามาให้พี่เห็นหน้าอีก ส่วนหล่อน…” เขาหันไปทางร่างบางที่ยืนซวนเซคล้ายจะเป็นลม แสงตะเกียงสะท้อนให้เห็นคราบน้ำตานองหน้า

“ไปเก็บข้าวของของหล่อน พรุ่งนี้เช้าย้ายไปอยู่เรือนคุณย่าละมุน แล้วถ้าฉันไม่สั่งก็อย่าได้มาเหยียบเรือนใหญ่อีกเป็นอันขาด ฉันลงโทษเท่านี้นับว่ากรุณามากแล้ว หากคุณพ่อของหล่อนรู้ว่าหล่อนทำเรื่องงามหน้ากระไรไว้ ท่านต้องไม่ตำหนิฉันแน่”

คุณย่าละมุนเป็นอนุภรรยาคนหนึ่งของพระยาอรรถนิติกร หล่อนมาจากครอบครัวยากจน ซ้ำยังปากร้าย ชอบวิวาทกับเมียคนอื่นๆ สามีจึงปลูกเรือนเล็กๆ เกือบสุดเขตบ้านให้พำนักเพื่อตัดรำคาญ การย้ายไพลินไปอยู่ที่นั่นจึงเท่ากับเนรเทศหล่อนไปไกลหูไกลตา แทบว่าจะไล่ออกจากบ้านก็ไม่ปาน

“คุณพี่ขา กรุณาเถิด อย่าไล่น้องไปเลย” ไพลินทรุดตัวลงกอดขาสามี ซบแก้มอาบน้ำตาลงกับท่อนขาของเขา “ที่ผ่านมาน้องผิดพลาดไปแล้ว แต่เรื่องมีชู้น้องไม่ได้ทำจริงๆ ฟังน้องบ้าง”

“ต่อให้ไม่ได้มีชู้ แต่ลำพังลอบคบหากับน้องชายฉัน แล้วมาย้อมแมวขายหลอกแต่งงานกับฉัน ก็ร้ายแรงสุดจะให้อภัยแล้ว”

กนกปลดมือที่เกาะขาเขาออกโดยแรงแทบจะเป็นสะบัด แล้วเดินตึงๆ ออกไปทันที ทิ้งให้หญิงสาวร้องไห้คร่ำครวญราวใจจะขาดอยู่ตรงนั้น

เขมก้มลงประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น ประหลาดแท้! สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกับภาพเหตุการณ์ที่เขาเห็นมาในนิมิตก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยนเลย

 

Don`t copy text!