คดีรักข้ามเวลา บทที่ 19 : ซินเดอเรลล่า

คดีรักข้ามเวลา บทที่ 19 : ซินเดอเรลล่า

โดย : ณรัญชน์

คดีรักข้ามเวลา โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของการเดินทางย้อนอดีต เพื่อไขปริศนาฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งหนทางเดียวที่พิชญาจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้คือสืบหาต้นตอของคดีฆาตกรรม ในชาติภพที่ผ่านมา ‘คดีรักข้ามเวลา’ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………..

-19-

โอกาสที่บุหลันรอคอยมาถึงในอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เมื่อพิชญาเป็นตัวแทนบ่าวในครัว มาขออนุญาตหล่อนออกไปดูลิเก

“ลิเกเกระไรรึแม่ผิน ทำไมถึงอยากดูกันนัก”

“เห็นป้าแจ่มบอกว่าเป็นคณะเดิมที่เล่นอยู่ท้ายตลาดนั่นละค่ะ แต่คราวนี้เปลี่ยนเนื้อเรื่องไปเอานิทานของฝรั่งมาแสดง คนดูเลยชอบกันมาก พวกในครัวได้ยินคนในตลาดพูดกันเลยอยากดูบ้าง เลยให้ฉันเป็นตัวแทนมาขออนุญาตคุณ”

ปกติบุหลันไม่ค่อยชอบให้บ่าวออกไปเที่ยวชมมหรสพนอกบ้าน เพราะพอกลับมาก็มักจะเอาแต่คุยกันถึงความสนุกสนานที่ได้รับจนไม่เป็นอันทำงาน แต่ครั้งนี้หล่อนกลับอนุญาตทันทีอย่างใจป้ำ

“แล้วแม่ผินล่ะจะไปดูกับเขาด้วยหรือเปล่า”

“ฉันคงไม่ไปหรอกค่ะ อยากอยู่ที่เรือนมากกว่า เผื่อว่าคุณมีกระไรจะใช้สอย”

“ฉันไม่มีธุระจะใช้สอยดอก หรือถ้ามีบ่าวคนอื่นๆก็อยู่ ดวงก็อยู่ แม่ผินไปกับพวกในครัวเถิด ไม่ต้องห่วง”

พิชญายิ้มให้กับความมีน้ำใจนั้น แต่ยังยืนยัน “ฉันไม่ไปดีกว่า ฉันไม่ชอบเที่ยวกลางคืนค่ะ”

บุหลันชักหงุดหงิดแต่พยายามซ่อนความขุ่นใจไว้ เมื่ออีกฝ่ายยืนกรานปฏิเสธหล่อนก็เปลี่ยนวิธีใหม่

“เอาอย่างนี้เถิด ฉันกับคุณพี่ไม่ได้ออกไปนอกบ้านนานแล้ว คืนพรุ่งนี้ฉันจะชวนคุณพี่ไปดูลิเกด้วยกัน แล้วแม่ผินกับพวกในครัวก็ไปด้วย ไปกันหลายๆคนน่าจะสนุก”

เมื่อเจ้าของบ้านรวบรัดจนแทบจะเป็นบังคับ พิชญาจึงต้องยอมรับปาก ก่อนจะขอตัวลงไปแจ้งข่าวดีกับพรรคพวกที่รออยู่ ทันทีที่ร่างอ้อนแอ้นพ้นสายตาไป นางดวงก็กระซิบถาม

“คุณเจ้าคะ ที่คุณให้คุณผินไปดูลิเกก็เพราะ….” นางละคำพูดไว้อย่างรู้กัน

บุหลันหยิบเสื้อตัวที่สองที่จะตัดให้สามีขึ้นมาเย็บต่อ พูดอย่างสบายอารมณ์

“ใช่  ฉันจะให้คุณเขมลงมือตอนกลับจากดูลิเก”

นางดวงหน้าเสีย บุหลันนึกรู้ว่านางค่อนข้างเอ็นดูพิชญาอยู่มาก จึงปลอบใจ “ฉันรู้ว่าดวงไม่อยากทำร้ายแม่ผิน ฉันเองก็นึกถึงความดีของหล่อน ไม่อยากจะฆ่าแกงเหมือนกัน ถึงต้องใช้วิธีนี้”

นางดวงถอนหายใจ “ตอนแรกที่คุณรับคุณผินมาอยู่ด้วย บ่าวก็ดีใจว่าเราจะได้คนไว้คอยเป็นแขนขา ไม่คิดเล้ยว่าสุดท้ายจะต้องมาเป็นปรปักษ์กันเสียเอง”

“ที่ฉันพาแม่ผินมาอยู่ด้วยก็เพราะเห็นว่าหล่อนเป็นคนประหลาด น่าจะใช้ประโยชน์ได้ แล้วหล่อนก็ช่วยเหลือเราได้มากจริงๆ แต่เมื่อมีดมีสองคม แล้วคมของมันก็ทำท่าจะบาดมือฉัน ฉันก็ต้องกำจัดทิ้ง”

“แล้วหลังจากวันพรุ่งนี้ คุณจะทำอย่างไรต่อเจ้าคะ”

“ถ้าแม่ผินถูกฉุด หล่อนคงไม่มีหน้าจะอยู่เรือนนี้อีกต่อไป ฉันจะให้อัฐก้อนหนึ่ง แล้วให้หล่อนออกไปหาที่อยู่เอาเอง พอสิ้นไร้ไม้ตอกแม่ผินคงหมดปัญญาจะรังควานเรา เรื่องคุณทรัพย์ก็ต้องเลิกราไปด้วย”

นางดวงพยักหน้าหงึกหงัก “นั่นสิเจ้าคะ ถ้าถึงขนาดไม่มีที่ซุกหัวนอน คุณผินเธอคงเลิกคิดเรื่องคุณทรัพย์แล้วละเจ้าค่ะ หรือต่อให้ไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่มีหลักฐาน ใครมันจะเชื่อ”

“คุณพี่เองก็จะสิ้นอาลัยใยดีหล่อน ฉันจะได้หมดเสี้ยนหนามตำใจเสียที” บุหลันยิ้มละไมเมื่อนึกถึงเวลาที่คู่แข่งคนล่าสุดจะต้องพ่ายแพ้

เมียของคุณพี่มีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่นางปิ่น ไม่ใช่แม่ไพลิน และแน่นอนว่าจะต้องไม่ใช่หล่อนด้วย…แม่ผิน

โรงลิเกตั้งอยู่บนลานดินหลังตลาด มีฉากขนาดใหญ่วาดเป็นรูปท้องพระโรง ด้านหน้าตั้งเก้าอี้ยาวหลายตัวไว้ให้คนดูนั่ง แต่เพราะชาวบ้านแห่มาชมกันมากมาย ที่นั่งจึงไม่พอ ต้องปูเสื่อนั่งดูกับพื้นดิน ใกล้ๆ กันมีพ่อค้าเร่ตั้งแผงขายขนมขบเคี้ยวหลายชนิด ดูครึกครื้นราวกับมีงานเทศกาล

บ่าวคนหนึ่งรีบรุดมาจองที่นั่งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เย็น เมื่อกนกมาถึงเขาจึงได้นั่งเป็นสง่าที่แถวหน้าสุด ไม่ต้องปะปนกับชาวบ้าน บุหลันนั่งเคียงข้างสามี ตามด้วยพิชญา ส่วนนางดวงนั่งคอยรับใช้อยู่ที่พื้น

พอได้เวลานักแสดงที่แต่งตัวเป็นแขก ก็ออกมาเกริ่นนำให้คนดูเข้าใจพอสังเขป ว่าลิเกเรื่องนี้มีชื่อว่า “ซินเดอเรลลา” ดัดแปลงมาจากนิทานของฝรั่ง แต่นำมาเพิ่มอรรถรสให้เข้ากับคนไทย เป็นเรื่องของสาวงามผู้อาภัพนามว่าซินเดอเรลลา นางอาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างพ่อ แต่แม่เลี้ยงใจร้ายอิจฉาที่ซินเดอเรลลาสวยกว่าลูกสาวของตน จึงหาทางกลั่นแกล้งสารพัด ซินเดอเรลลาก็สู้อดทนรักษาความดีเรื่อยมา

วันหนึ่งซินเดอเรลลามีโอกาสได้ไปร่วมงานเลี้ยงสวมหน้ากาก ที่จัดขึ้นในพระราชวัง โดยใช้ชื่อปลอมว่า “โมรา” พอถึงเวลาเที่ยงคืนอันเป็นเวลาที่ต้องกลับบ้าน นางได้ทำรองเท้าแก้วหลุดไว้ บังเอิญพระเชษฐาของเจ้าชายเก็บได้ และเกิดจิตปฏิพัทธ์ใคร่จะอภิเษกกับเจ้าของรองเท้าแก้วนี้ แต่แม่เลี้ยงล่วงรู้ความลับเข้าเสียก่อน จึงขังซินเดอเรลลาไว้ในห้อง แล้วให้ลูกของตัวปลอมเป็นนางเข้าไปในวังแทน ซินเดอเรลลาที่อยู่ในห้องขังก็ได้แต่ร้องลิเก ตัดพ้อถึงโชคชะตาอันโหดร้ายอยู่เพียงลำพัง

นางเอกลิเกผู้แสดงเป็นซินเดอเรลลา เป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจด ผิวสองสีอย่างที่เรียกว่าสีน้ำผึ้ง ท่วงท่าสง่างามดูเป็นผู้ดี หล่อนเทวษรำพันถึงชีวิตตัวเองอย่างเศร้าสลด ทำเอาคนดูโดยเฉพาะคนแก่ถึงกับร้องไห้ตามเป็นวรรคเป็นเวร นางดวงดูไปก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแค้นใจแทนนางซินผู้อาภัพไป แต่กำลังดูเพลินๆ หางตานางก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งผลุบๆโผล่ๆอยู่ที่หลืบข้างเวที  ดวงหน้านั้นคุ้นตานัก  คล้ายกับ…

“นางปิ่น!”

พอเห็นนางดวง เจ้าของใบหน้านั้นก็หลบวูบเข้าหลังม่านไปอย่างว่องไว เป็นจังหวะที่ลิเกกำลังถึงตอนสนุก นางฟ้าแม่ทูนหัวมาช่วยซินเดอเรลลาออกจากห้องขัง ปี่พาทย์บรรเลงดนตรีคึกคัก นางดวงพยายามชะเง้อมองจนทั่ว แต่ไม่เห็นใคร ใจหนึ่งนางอยากจะลุกออกไปตามหา แต่ความไม่แน่ใจบวกกับความอยากดูลิเกมีมากกว่า สุดท้ายนางจึงตัดใจว่า

“สงสัยเราจะตาฝาดไปกระมัง” ก่อนจะกลับไปสนใจการแสดงบนเวทีต่อ

พอออกจากห้องขังได้ ซินเดอเรลลาก็รีบไปแสดงตัวยังพระราชวัง แต่ระหว่างทางนางบังเอิญได้เห็นพระเชษฐาเข้าเสียก่อน จึงรู้ว่าพระเชษฐาผู้นี้เป็นคนขาเป๋ ซ้ำหน้าตายังขี้ริ้วขี้เหร่ไม่เหมาะสมกับสาวงามอย่างนางแม้แต่น้อย ด้วยความรังเกียจ ซินเดอเรลลากับนางฟ้าแม่ทูนหัวจึงช่วยกันลวงพระเชษฐาไปยังบ้านร้างกลางป่า แล้วจับแมวหลายตัวโยนเข้าไป พระเชษฐาผู้เป็นโรคหอบหืดมาแต่เยาว์วัย จึงอาการกำเริบ ล้มลงขาดใจตายอยู่ในบ้านร้างนั่นเอง

ก่อนสิ้นพระชนม์พระองค์ได้หยิบหินฝนทองขึ้นมากำไว้ พลางร้องตะโกนเรียกชื่อ “โมร” จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

พอถึงตอนนี้ บรรดาคนดูต่างก็วิจารณ์กันแซ่ด บางคนลืมตัวตะโกนด่าซินเดอเรลลาออกมาดังๆ

“อีคนใจบาป อีเวรตะไล พระเชษฐาทำผิดอะไร มึงถึงต้องฆ่าเขา” ยายแก่คนหนึ่งร้องลั่น ด่าแล้วก็ยังไม่หนำใจ ต้องหันไปบ้วนน้ำหมากอีกปรี๊ดเพื่อระบายอารมณ์

เสียงโห่ร้องด่าทอดังสับสนอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะสงบลงเมื่อลิเกทำการแสดงต่อ เนื้อเรื่องต่อมากล่าวถึงเจ้าชายซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเชษฐา พอรู้ว่าพี่ชายตายก่อนจะได้อภิเษกกับหญิงงามที่สวมรองเท้าแก้ว ก็ทรงสงสารที่นางจะต้องหม้ายขันหมาก จึงตัดสินพระทัยจะรับนางเป็นชายา กระนั้นแม่เลี้ยงและน้องสาวก็ยังตามมาใส่ร้ายว่าซินเดอเรลลาขโมยทองในท้องพระคลังไป ซินเดอเรลลาจึงต้องฝ่าฟันอุปสรรคอีกพักใหญ่ กว่าจะได้ครองรักกับเจ้าชายอย่างมีความสุข

ตอนแรกบ่าวบ้านคุณทรัพย์ก็นั่งชมการแสดงกันอย่างเพลิดเพลิน แต่พอมาถึงกลางเรื่อง หลายคนเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย หันไปซุบซิบกับคนข้างๆ ยิ่งมาถึงตอนที่พระเชษฐาถูกฆ่าตายในบ้านร้าง มีแมววิ่งเต็มห้อง บ่าวทั้งหมดก็เงียบกริบ แต่ละคนมีสีหน้าอิหลักอิเหลื่อ ทำท่าคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า

พิชญาลอบชำเลืองดูคุณกนก เห็นเขานั่งหน้าขรึม จ้องมองการแสดงตาไม่กะพริบ บุหลันนั่งนิ่ง แม้จะพยายามเกลื่อนสีหน้าให้เป็นปกติ แต่อาการกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังระงับอารมณ์อย่างยากเย็น

พอลิเกจบลง กนกเป็นคนแรกที่ลุกจากที่นั่ง เขาเดินตรงไปยังรถม้าโดยไม่พูดจา กระนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่ลืมหันมาช่วยประคองภรรยาขึ้นรถคันหน้า ก่อนจะก้าวตามไปนั่งเคียงข้าง

“ขอบคุณค่ะคุณพี่” บุหลันกระซิบบอกสามี แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทีเฉยเมยชวนอึดอัด  พิชญาก้าวขึ้นรถม้าคันหลัง มีนางดวงซึ่งก้มหน้างุดไม่ยอมมองใครตามมานั่งข้างๆ ส่วนบ่าวที่เหลือจะเดินเท้ากลับบ้านกันเอง

คืนนั้นเป็นคืนเดือนหงาย แสงจันทร์ข้างขึ้นส่องสว่างช่วยให้เห็นถนนได้ชัดเจนไม่แพ้กลางวัน เมื่อรถแล่นพ้นเขตชุมชนที่มีบ้านเรือนแน่นหนา สองข้างทางก็เปลี่ยนเป็นป่าละเมาะมืดครึ้ม แม้แต่ดวงจันทร์ก็ยังถูกบดบังด้วยเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ชั่วโมงก่อน ลมกระโชกแรงบอกให้รู้ว่าคงจะมีพายุฝนในไม่ช้า กนกจึงตะโกนเร่งคนขับรถ

“ขับเร็วหน่อยเจ้าชิด ฝนจะมาแล้วเห็นไหม”

นายชิดลงแส้เร่งม้าตามบัญชา พารถของเจ้านายแล่นผ่านฉิวผ่านป่าละเมาะไปอย่างรวดเร็ว แต่พอรถของพิชญาจะผ่านไปบ้าง ทันใดนั้นตะไลหลายอันก็ถูกโยนออกมาจากข้างทาง แสงจ้าบาดตาและความร้อนจากเปลวเพลิงทำให้ม้าลากรถตกใจ มันยกสองขาหน้าขึ้นตะกุยอากาศ ร้องเสียงกึกก้อง ก่อนจะกระโจนพรวดออกไปอย่างเสียขวัญ

“เฮ้ย! หยุดโว้ย! หยุด!”  นายอินคนขับรถพยายามบังคับม้าสุดชีวิต แต่ม้าเจ้ากรรมยังคงควบตะบึงไปบนถนนขรุขระ มีพิชญากับนางดวงซึ่งเกาะที่นั่งแน่น นั่งหัวสั่นหัวคลอนอยู่ด้านหลัง

“แม่ผิน” เสียงกนกร้องเรียกแว่วมา แต่พิชญาไม่มีแก่ใจจะตะโกนตอบ หล่อนเหลือบเห็นแส้ม้าเก่าๆวางอยู่ใต้ที่นั่ง จึงหยิบมาถือไว้มั่น เหลียวซ้ายแลขวามองรอบข้างอย่างหวั่นใจ

จริงดังคาด! พอนายอินบังคับม้าให้สงบลงได้ จู่ๆ ผู้ชายโพกหน้าด้วยผ้าดำสามคนก็กรูออกมาจากป่าข้างทาง เข้าล้อมรถม้าไว้โดยเร็ว ทันใดนั้นพิชญาที่รอจังหวะอยู่ก็โดดแผล็วลงจากรถ แล้ววิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปในป่า ความว่องไวของหล่อนทำให้คณะโจรชะงัก มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“ตามไป แม่ผินหนีไปแล้ว” คนที่เป็นหัวหน้าร้องสั่ง

พิชญารู้ว่าหล่อนไม่มีทางจะวิ่งได้เร็วกว่าผู้ชายกลุ่มนี้แน่ อีกไม่นานหรอกพวกมันจะต้องจับหล่อนได้ เร็วเท่าความคิด หญิงสาวฉีกสไบชิ้นเล็กๆ ออกมาชิ้นหนึ่ง เอาแขวนไว้กับกิ่งไม้ให้ดูเหมือนถูกเกี่ยวขาด จากนั้นก็หลบเข้าข้างทาง ก้มตัวคุดคู้ให้พุ่มไม้สูงท่วมหัวช่วยอำพรางตัวไว้ หล่อนหอบน้อยๆ ใจเต้นรัวเป็นตีกลองจนกลัวว่าจะได้ยินไปถึงหูคนร้าย

‘พี่โจ พีชจะตายตอนนี้ไม่ได้ พีชจะต้องล้างแค้นคนที่ทำกับพี่ก่อน’

‘คุณเขม ฉันจะไม่ยอมให้มันจบลงตรงนี้ ฉันจะไม่ยอมให้คุณตายเปล่าเด็ดขาด’ หล่อนร่ำร้องอยู่ในใจ

คนร้ายคนหนึ่งเอะอะขึ้นเมื่อพบเศษผ้าของหล่อน ตามมาด้วยเสียงสั่งการคุ้นหูของคนที่เป็นหัวหน้า

“แม่ผินคงวิ่งไปทางนี้เป็นแน่ พวกเอ็งตามไป จำไว้ว่าอย่าทำร้าย แค่พาตัวมาให้ข้าก็พอ”

ชายสองคนรับคำแล้วบุกตะลุยไปตามทิศทางที่หล่อนหลอกล่อ เหลือตัวหัวหน้าเดินย้อนกลับมาเพียงลำพัง เขาร้องเรียกหล่อนใกล้เข้ามาทุกที

“แม่ผิน ฉันรู้ว่าหล่อนอยู่แถวนี้ ออกมาเถิด”

ดูจากท่ามองหาสะเปะสะปะก็รู้ว่าเขาร้องขู่ไปอย่างนั้นเอง เผื่อว่าพิชญาจะหลบอยู่แถวนี้ จะได้วิ่งออกมาให้เห็นตัว หล่อนจึงปักหลักนิ่งไม่ขยับ แม้แข้งขาจะเริ่มปวดเมื่อยจากการก้มตัวเป็นเวลานาน ร่างสูงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อไม่พบความผิดปกติเขาก็หมุนตัวกลับ แต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็บังเอิญสะดุดกิ่งไม้จนหน้าคะมำ

เจ้ากรรมเหลือเกิน ร่างสูงใหญ่นั้นล้มโครมลงมาตรงพุ่มไม้ที่พิชญาซ่อนตัวอยู่พอดี ผ้าคลุมหน้าของเขาถูกกิ่งไม้เกี่ยวหลุด เจ้าตัวสบถลั่น พอเงยหน้าขึ้นสายตาชายหนุ่มก็ประสานเข้ากับดวงตาดำขลับราวเม็ดนิล ที่กำลังเบิกกว้างจ้องเป๋งมาที่ตน ทั้งคู่อุทานออกมาพร้อมกัน

“คุณเขม!”

“แม่ผิน!”

พิชญาลุกขึ้นอย่างว่องไว เมื่อฝ่ายตรงข้ามเอื้อมมือมาคว้าตัว หล่อนก็ฟาดแส้ม้าเข้าใส่เต็มเหนี่ยว มันกระทบถูกซีกแก้มดังผัวะจนเขมหน้าชาไปทั้งแถบ เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาทันที พิชญาอาศัยจังหวะนั้นยกเท้าเตะผ่าหมากกลางลำตัว เล่นเอาชายหนุ่มจุกจนตัวงอ ก่อนหล่อนจะถีบซ้ำอีกครั้งแล้วออกวิ่งหนี

พิชญาวิ่งตะบึงสุดชีวิต ภาวนาขออย่าให้ลูกน้องอีกสองคนของเขาย้อนกลับมาตอนนี้เลย มิฉะนั้นหล่อนคงหนีไม่พ้นเป็นแน่  มีเสียงสวบสาบเหมือนกับมีคนวิ่งตามมาข้างหลัง ตามด้วยเสียงเอ็ดตะโรของเขม แต่พิชญาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง หล่อนตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไปตามทิศทางที่มุ่งสู่ถนนใหญ่ ใจชื้นจนแทบจะโลดออกมานอกอก เมื่อได้ยินคนร้องเรียกชื่อตนมาแต่ไกล

“แม่ผิน อยู่ที่ไหน ตอบฉันด้วย”

กนกนั่นเอง เขาขับรถม้ามาตามทาง มีบุหลันนั่งอยู่บนเบาะหลัง ส่วนนายอินขับรถอีกคันตามมาห่างๆ บุหลันหน้าตาตื่น สองมือประคองท้องไว้ กนกจึงไม่อาจขับรถได้เร็วนักเพราะเป็นห่วงครรภ์ของภรรยา

“คุณกนก ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ” พิชญาตะโกนเรียก

รถม้าคันนั้นถูกบังคับให้จอดลงตรงหน้าหล่อน จากนั้นกนกก็กระโจนลงมา ทันทีที่เห็นดวงหน้าขาวผ่อง มีเหงื่อพรายเต็มหน้า เขาก็รวบร่างบางเข้ามากอดไว้แน่น ความมุทะลุของชายหนุ่มเหนือความคาดหมายของทุกคน จนแม้แต่พิชญาก็ยังตกใจ หล่อนรีบผละออกจากอ้อมแขนแข็งแรงนั้น กนกจึงจับมือหล่อนไว้แทน ถามเสียงเป็นห่วงเป็นใย

“แม่ผินเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

“ฉันไม่เป็นไรดอกค่ะ แต่พวกโจรมันตามฉันมา ฉันว่าเรารีบไปจากที่นี่เถิด”

กนกเห็นด้วย หลังจากประคองพิชญาขึ้นไปนั่งบนเบาะเคียงข้างภรรยาแล้ว เขาก็พารถม้ากลับบ้านทันที ใช้เวลาเพียงไม่นานทุกคนก็กลับสู่ความปลอดภัยของเรือนใหญ่ พิชญาก้าวลงจากรถอย่างโผเผ เหนื่อยจนอยากล้มตัวลงนอนเสียตรงนี้

“ฉันขอกลับไปพักก่อนนะคะ”

แต่กนกกลับท้วงขึ้น “จะได้อย่างไร คืนนี้แม่ผินไปผจญอันตรายมา หากกลับไปนอนที่เรือนเล็กคนเดียว เกิดตอนดึกจับไข้ขึ้นมาใครจะช่วยได้”

จะว่าหล่อนอยู่เพียงลำพังก็ไม่ถูกนัก เพราะหลังจากบุหลันย้ายมาอยู่ที่เรือนใหญ่ พิชญาก็พักอยู่ที่เรือนเล็กหลังนั้นกับนางดวง แต่ความกังวลของกนกมีมากเสียจนมองข้ามความจริงข้อนี้ไป

“ดวงก็อยู่ คงไม่ปล่อยให้แม่ผินเป็นกระไรไปดอกค่ะคุณพี่” บุหลันเอ่ยเสียงเรียบ

“ไม่ได้ดอก นางดวงมันก็เหนื่อยมาทั้งคืนเหมือนกัน หัวถึงหมอนก็คงหลับสนิท” กนกบอกหน้าตาเฉย “เอาอย่างนี้เถิด ตั้งแต่คืนนี้ไปแม่ผินย้ายมาอยู่เสียด้วยกันบนเรือนใหญ่ ห้องหับก็ยังว่างอีกตั้งสองห้อง เผื่อเป็นกระไรขึ้นมาจะได้มีคนดูแล”

พิชญาเกือบจะค้านออกไปแล้ว แต่คิดดูอีกทีเรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์กับหล่อน หญิงสาวจึงรับคำโดยไม่อิดเอื้อน บุหลันก็ไม่มีท่าทีจะคัดค้าน หล่อนสั่งบ่าวให้จัดห้องให้พิชญา แล้วหันมาจูงมือหญิงสาวให้เดินขึ้นเรือนไปพร้อมกัน

ระหว่างที่ยังจัดห้องไม่เสร็จ บุหลันก็พาพิชญาไปนั่งรอที่ชานเรือน มีบ่าวสาวๆสามคนหมอบรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ

“ตอนที่นายชิดเล่าว่าแม่ผินวิ่งหนีโจรเข้าไปในป่า ฉันเป็นห่วงแทบแย่ บุญแท้ๆที่เราได้กลับมาพบหน้ากันอีก” เสียงหวานใสของหล่อนเต็มไปด้วยความอาทร ขณะช่วยปัดผมเผ้ารุงรังของพิชญาให้เข้าที่

“ใช่ค่ะ ที่ฉันรอดมาได้คงเพราะบุญรักษา แต่กรรมที่ทำเรื่องเลวทรามกับคนอื่น ต้องตกอยู่ที่คนร้ายและผู้บงการมัน อีกไม่นานพวกมันต้องได้รับผลกรรมแน่” พิชญาว่า เหลือบมองคนฟังก็เห็นหน้านิ่งตาแข็งไม่สะทกสะท้าน คล้ายกำลังฟังเรื่องของคนอื่นก็ไม่ปาน หล่อนจึงเอ่ยต่อสบายๆ

“ฉันเห็นหน้าหัวหน้าโจรด้วยค่ะคุณกนก พรุ่งนี้ฉันจะไปแจ้งนครบาลเอาผิดมัน”

ได้ผล ความตกใจไหววูบผ่านไปบนดวงหน้าของบุหลัน ราวกับสายลมพัดผ่านผิวน้ำจนเกิดแรงกระเพื่อม ก่อนเจ้าตัวจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ส่วนนางดวงอุทานออกมาเบาๆ แล้วก้มหน้างุด มีเพียงกนกคนเดียวที่ร้องออกมาอย่างยินดี

“ดีจริง ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ฉันจะเชิญนครบาลมาที่นี่ ให้แม่ผินบรรยายหน้าตาคนร้ายให้เขาฟัง จะได้จับตัวมันได้เร็วๆ”

“จับใครหรือขอรับคุณพี่”  เสียงหนึ่งดังขึ้น เขมนั่นเอง เขาเดินขึ้นบันไดมาด้วยกิริยาปกติ เมื่อเห็นคนนั่งกันอยู่เต็มนอกชาน ชายหนุ่มก็ทำหน้าแปลกใจ

กนกเอ่ยทัก “เจ้าเขมมาก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ช่วยไปตามนครบาลมาทีเถิด พี่มีเรื่องจะแจ้งความ”

จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพิชญาให้ฟัง น้องชายของกนกฟังพลางเหลือบมองพิชญาไปพลาง สายตาของเขาบอกอย่างโจ่งแจ้งว่าหล่อนเป็นตัวสร้างความวุ่นวายโดยแท้

พิชญาจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ หล่อนมั่นใจว่าตัวเองมองไม่ผิด เขมคือหัวหน้าโจรที่หล่อนพบในป่าแน่นอน แต่น่าแปลกนักที่ใบหน้าชายหนุ่มยังคงเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งเป็นสันและผิวแก้มเนียนเรียบเห็นได้ชัดภายใต้แสงตะเกียง ทั้งๆ ที่มันควรจะแตกเป็นแผลจากแส้ม้าของหล่อน

พอพี่ชายเล่าจบ เขมก็ถามขึ้น “หล่อนเห็นหน้าโจรคนนั้นหรือแม่ผิน มั่นใจนะว่าจำหน้ามันได้”

“ฉันจำได้แม่นค่ะ รับรองว่าถ้าเห็นมันอีกครั้ง ฉันชี้ตัวไม่พลาดแน่” พิชญาเน้นเสียงหนักแน่น

เขมยิ้มคล้ายจะเย้า แต่หญิงสาวรู้ดีว่าเขากำลังเยาะเย้ยหล่อน “ถ้าเช่นนั้นก็ดี ฉันไม่อยากให้นครบาลต้องเหนื่อยเปล่า หากมาแล้วหล่อนพูดจาเปะปะไม่รู้เรื่อง”

คืนนั้นแม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่กว่าพิชญาจะข่มตาลงได้เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบรุ่งสาง หล่อนมัวแต่คิดถึงรอยแผลบนแก้มของเขม มันจะล่องหนหายไปได้อย่างไรในเวลาสั้นๆ ชนิดที่แม้แต่หมอเทวดาก็ไม่น่าจะรักษาได้เร็วปานนี้

เป็นครั้งแรกที่พิชญารู้สึกว่าหล่อนคงต้องจับตามองผู้ชายคนนี้ให้ดีเสียแล้ว

Don`t copy text!