ข้ามมหาสาคร บทที่ 18 : ขมุกขมอม

ข้ามมหาสาคร บทที่ 18 : ขมุกขมอม

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 18 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

น่าแปลกที่บัดนี้คุณหลวงแลลูกๆเดินออกมาส่งเขาลงเรือลำเดิมที่มีคนมลายูคนเดิมกรรเชียงหัว โดยตัวเขาเองมีถุงผ้าขาวเนื้อดีของอังกฤษบรรจุกระดาษที่เขียนด้วยปากกา ปรากฏหมึกเส้นใหญ่ซึ่งคุณหลวงบรรจงแจงข้อความไว้บนนั้นสอดอยู่กับกระเป๋าเสื้อแขนสั้นตัวสั้นดูซอมซ่อกับกางเกงครึ่งแข้งเก่าคร่ำที่สวมใส่ตั้งแต่เช้า

“คราวนี้เจ้าถือท้ายได้ละหรือ” เจ้าของเรือถามด้วยน้ำเสียงเมตตากว่าเดิม…กว่าเมื่อวาน…กว่าเมื่อเช้าแลเมื่อเย็น ยิ่งกว่านั้นยังแลเห็นพร้อมกับคิดขึ้นมาได้ว่า อีกฝ่ายไม่มีเครื่องนุ่งห่มที่พอจะสมกับความผึ่งผายเอาเสียเลย ช่างตรงข้ามกับความรู้ความชำนาญที่มีอยู่ “หรือว่ากลัวจะช้า”

“กลัวช้าขอรับ” ชายแปลกหน้าตอบรับชัดถ้อย ทำให้คนที่ยืนส่งเขาอยู่รวมทั้งกัปตันเซปาแลตาปันจังผู้มีกังวลใช่น้อยค่อยปลอดโปร่งโล่งสบาย “กว่าจะไปถึงก็คงราว…ตีหนึ่งตีสองขอรับ…ได้เรื่องว่ากระไรก็ต้องรีบกลับมารายงานใต้เท้า อาจถึงนี่ราวสามโมงเช้า หรืออาจจะกว่านั้นเล็กน้อยก็ได้ขอรับ แล้วแต่ท่านเจ้าเมือง”

“ตอนเจ้าไปถึง ท่านอาจหลับแล้ว” คุณหลวงพึมพำ “ก็เอาละ…หลับก็หลับ…เจ้าก็คอยจนกว่าท่านจะตื่นแล้วกัน สั่งว่ากระไรรืออาจจะเขียนตอบมา ก็รีบเอามาส่งข้า”

“ขอรับใต้เท้า” ครั้นแล้วชายผู้ยังอยู่ในความกังขาว่าคือผู้ใดก็ยกมือพนม พร้อมกับเหลือบมาทางเงารางๆของสาวน้อย

“ขอให้เจ้าพาจดหมายข้าไปด้วยดี ส่งให้ถึงที่โดยไม่มีเรื่องใดมากีดขวาง”

ครั้นแล้ว เรือแคนนูที่คราวนี้กลิ้งก็นำถังไม้ว่างๆติดไปด้วยอีกตามเคยหกถัง เพื่อไปบรรทุกน้ำจืดจากหมู่บ้านระหว่างรอเจ้าเมืองก็ออกจากกำปั่นสองเสา มีสายตาเฝ้ามองเงาตะคุ่มของชายแปลกหน้าผู้คืนนี้ใช้ผ้าคาดเอวโพกศีรษะ พาเรือเล็กเคลื่อนจากสายตาอย่างเร่งรีบ

ครั้นแยกจากกัปตันลงมาถึงห้องข้างล่าง คุณหลวงจึงเอ่ยกับตาปันจัง

“เออ…ตา…เห็นไอ้เจ้านี่มันมีแต่เสื้อผ้าเก่าโกรมแล้วก็เวทนา…”

“ขอรับ” อีกฝ่ายนิ่งนึกพลางก็เห็นด้วย เพียงแต่แปลกใจที่แต่ไหนแต่ไร คุณหลวงมิเคยนำเอาการแต่งกายโดยเฉพาะของไพร่ทาสมาใส่ใจ แล้วนี่เหตุใดจึงเอาใจใส่เนื้อตัวชายผู้นี้

“ก็ตอนที่เรากลับไปบ้านเจ้าเมือง เราก็ซื้อเสื้อกางเกงหรือผ้านุ่งมาให้มันซีขอรับ” ด้าวออกความเห็นด้วยความเป็นเด็ก

“คือ…เราก็ใช้งานมันมาก แทบจะทุกอย่าง” คุณหลวงเอ่ยต่อ

ดูราก็เลยเห็นด้วย

“ใช่เจ้าค่ะ…ตั้งแต่…เอ้อ…เขาขึ้นมาบนเรือ…ก็รับใช้สารพัด”

“น้องควรเรียกมันว่ามัน” ดาบขัดขึ้นเมื่อรู้สึกขวางหู

หมู่นี้ เขาอารมณ์มิสู้ดี…เห็นชายแปลกหน้าเวียนมองน้องสาว ก็ราวกับถูกของร้อน

ครั้นเห็นนัยน์ตาเหมือง ก็เริ่มมีวี่แววแห่งฟอนไฟจนหวงแหนอยู่ในใจมิรู้จบ

“แต่เขาก็ไม่ใช่กะลาสีของเรานะพี่ดาบ” น้องบุญธรรมแย้งอย่างไม่ชอบใจ “ฉันเห็นว่าคุณพ่อก็ทำถูกแล้วที่จะหาเสื้อผ้าดีกว่านี้ให้เขา”

“นั่นซี…จะได้ใช้มันไปไหนๆก็ไม่อายใครไงพี่” ด่านเห็นด้วยอีกเช่นกัน “คิดดูก็ได้ คุณพ่อใช้มันถือหนังสือไปให้เจ้าเมือง…แล้วมันก็คลานกะรุ่งกะริ่งเข้าไป”

“พี่ด่านพูดซะนึกออกเลยว่า มันจะดูขมุกขมอมขนาดไหน” ด้าวแทรงขึ้นมา

ครั้นแล้ว น้องชายของทั้งคู่ต่างก็ชวนกันหัวเราะตัวโคลงเมื่อนึกถึงชายชื่อกันตังคลานเข้าไปนั่งหมอบอยู่หน้ายกพื้นพลางยื่นถุงบรรจุจดหมาย

“มันกรรเชียงเรือไปทั้งคืน…ฮ่าฮ่าฮ่า…” ด่านเอาแต่ขบขัน

แต่มีผู้ไม่หัวเราะแม้กระทั่งยิ้มตามคือดาบแลดูรา อีกฝ่ายก็ยังมิวายยิงฟัน

“ไม่เห็นจะน่าขันตรงไหน” พี่ชายทำหน้าบึ้ง

หากคุณหลวงแลตาปันจังก็ได้แต่มองสองคนพร้อมกับอึ้งอั้น

ที่จริง ความขบขันของเด็กหนุ่มก็ช่วยให้เวทนาคนหน้าใหม่ครามครัน

อย่างน้อยก็มิลืมคำถามที่ต้องถามกันแลกันว่า เขาผู้นี้คือใคร

“ด่าน ด้าว…ไม่เอาลูก…อย่าเอาใครมาถากถาง…ก็มันยากจนอย่างไรเล่า มันจึงดูเก่าโทรม ไม่สมกับเป็นคนเดินสารของพ่อ…ว่าแต่ว่า…ง่วงกันหรือยังล่ะลูก”

ดูรารู้เลยว่าบิดาตัดบท จึงพยักหน้า

“ง่วงแล้วเจ้าค่ะ”

“เจ้าว่าเจ้าขึ้นไปนอนบนนั้นได้…”

“แต่หาควรนอนไม่” ตาปันจังขัดขึ้น “นอนสูงกว่าพ่อแม่ได้รือ”

“ถ้าเช่นนั้น ลูกก็นอนที่นี่ ให้พี่ดาบขึ้นไปนอนบนนั้น คุณพ่อนอนอีกฟาก”

ที่นอนอันตีกระดานยื่นออกมาสี่แผ่นมีข้างละสองที่ เท่ากับเตียงแคบๆสี่เตียง เพียงแต่เป็นเตียงที่ยามเมื่อคลื่นโยกโยน ก็ต้องอาศัยเชือกตาข่ายถักถี่ๆที่กั้นไว้ กันมิให้ตกลงมาจึงค่อนข้างคล้ายชิงช้ามิผิดไป

“ว่าแต่ว่าคุณพ่อจะหลับลงหรือไม่เจ้าคะ” ดูราถามไถ่อย่างผู้คอยดูแลเอาใจใส่บิดาแทนมารดาเลี้ยงทั้งสาม “เพราะกำปั่นลำเก่าก็ไม่มีที่นอนติดเพดานเหมือนลำนี้แม้นว่ามีถึงสามเสา”

“ก็ลำนี้เป็นของขวัญของลูกไงเล่า…พ่อก็เลยสั่งต่ออย่างพิเศษ อะไรที่ยังขาดก็ใส่เข้าไป เช่นบานเกล็ดไว้รับลมก็ควรต้องมี จริงไหม”

“จริงเจ้าค่ะ”

ตาปันจังได้แต่มองหน้าคุณหลวงแน่วนิ่ง

ความรักจริงๆนั้นมีอยู่

ดูแค่บิดาเลี้ยงผู้นี้ก็แลเห็นแล้วว่า ที่เขาแลนางกระออมพาหลานมาพึ่งใบบุญ ช่างเป็นกุศลสุนทรนี่กระไร

นับแต่นี้สืบไป ก็ต้องเฝ้าดูแลแค่ที่ว่า

คู่ครองของหลานจะดีเด่นเพียงไหน

นายเหมืองผู้เพิ่งผละจากไปนั่นน่ะหรือ…ก็เพียงแค่ถือตนว่ารวย

หรือจะคือลูกชายคนโตที่ชื่อดาบ…ตาปันจังก็ยังรู้สึกกระดากใจ ด้วยมิเคยนึกว่าชายผู้นี้จะเปลี่ยนจากพี่ชายมาเป็นสามีของหลานรัก

 

ในยามเดียวกันนี้ ชายที่ชื่อกันตังก็กำลังกรรเชียงเรือแคนนูจากกลางทะเลที่เรือดูราจอดทอดสมอเข้าสู่แม่น้ำพังงาระหว่างความทะมึนของยอดหินสูงที่ยามตะวันส่องจ้าแสนงามงดหมดจดดังภูผาในหิมพานต์ ชายผู้มากับดินฟ้าอากาศอันแปรปรวนไร้อาการหวนคะนึงใดๆในแท่งศิลาดำละเอียดชวนตาชวนใจให้ไหลหลง ด้วยว่าจิตนั้นมุ่งตรงบ้านท่านพระยา กะให้ถึงก่อนไก่ขัน ด้วยระยะทางที่เรียกว่าต้องบุกบั่นดั้นด้นด้วยพละกำลังที่สั่งสมไว้นานช้า

“ไกลจังโว้ย” กลิ้งโวยวายเป็นระยะ “ก็ไหนจะไปไทรบุรีไงเล่า”

“คนอังกฤษมาถึงก่อน ก็ต้องอยู่ก่อน”

ที่จริง กลิ้งเองก็รู้ขั้นตอนตั้งแต่ออกเรือเมื่อวานเป็นอย่างดี…ว่า…ไปไทรบุรีเที่ยวนี้ นอกจากพาลูกเที่ยวแล้ว ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องใด

แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกลจากทะเลจนถึงแม่น้ำ จากแม่น้ำถึงฟากฝั่ง ต้องเปลืองทั้งกำลังแลบังคับตนให้สู้ได้กับอดนอน สู้ได้กับความมืดมิดที่เรือกำลังจรไป มีแสงจากดวงเทียนที่ไส้ชุบน้ำมันเพียงแท่งเดียวได้อาศัย ประเดี๋ยวหนึ่งจึงหรี่ใกล้ดับ อีกประเดี๋ยวจึงลุกโชนขึ้นมาเพียงวูบวาบด้วยแรงลม

“ก็ดีไม่ใช่หรือมึง…ขืนมากลางวัน ก็ไม่รู้จะเจอใครบ้าง”

“เออ” กลิ้งเองก็รู้ดี

มีหมู่คนที่เรียกว่า ‘โจร’ แทรกซึมอยู่ทั่วไป

“สิบกว่าวันก่อนก็มีพวกเจ๊กสิบสองคนกะมลายูห้าคนเข้าปล้นกำปั่นสองเสาที่เรือเรามาจอดอยู่นี่ด้วยนา” กลิ้งเล่า เสียงของเขาค่อนข้างดังฟังได้ชัดเจนด้วยกระแสลมที่พัดเบาๆ

แม่น้ำช่างเงียบสงัดเปล่าเปลี่ยวกระไรเช่นนี้

นี่ถ้าไม่มีดวงหน้าหนึ่งผ่านเข้ามาตรึงอยู่ในตา ก็มิรู้ว่าจะว้าเหว่สักเพียงไร

“แล้วมีคนตายไหมเล่า”

“ก็ตายหมดลำน่ะซี…”

“กี่คน”

“หกสิบกว่าคน เป็นคนฮินดูหมดเลย มันมาจากมณฑลโจฬะ มึงรู้จักหรือไม่…กวาดเอาของไปแล้วก็เผาเรือ”

“น่ากลัวจริงๆ”

“เจ๊กพวกนี้ก็อยู่ในพังงาทั้งนั้น” กลิ้งเริ่มหายง่วงจึงเล่าอย่างมันปาก หากก็ลดเสียงลง “แต่มึงรู้รึไม่ว่า ข้าราชการสยามนี่ละกลับจะมาจับคนฮินดูที่มันกำลังจะเปิดโปงไอ้พวกเจ๊กที่พังงานี่ไปเฆี่ยนแล้วก็ขังคุกด้วย…ดู…ดูมันทำอำนาจ…เข้าข้างเจ๊กเห็นไหม…ไม่เห็นหัวชาติอื่น”

กันตังก็เลยบอก

“กลิ้ง…คนทุกชาติทุกภาษาก็มีทั้งคนดีคนเลว”

 

Don`t copy text!