ข้ามมหาสาคร บทที่ 21 : ร้อยโทโลว์

ข้ามมหาสาคร บทที่ 21 : ร้อยโทโลว์

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 21 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ทันใดที่ทาสชายเข้าไปหมอบกราบรายงาน พระภักดีภูมินทร์ก็พยักหน้า พลางหันไปทางทูตอังกฤษ พร้อมกับเอ่ยภาษาสยามที่อีกฝ่ายก็เข้าใจ

“ฉันมีล่ามคนหนึ่งจะมาช่วยถ่ายทอดข้อความที่เราหารือกัน ท่านจะยินดีให้เข้ามารือไม่ บางทีท่านอาจอยากฟังภาษาของท่าน”

“ไม่ขัดข้องดอกขอรับ” ร้อยโทโลว์ตอบคำเมื่อมองเลยไปยังกรมการเมืองหนึ่งนายแลผู้มีความสำคัญในพังงาอีกสองสามนาย ณ ที่นั้น ครั้นแล้วจึงหันมามองชายผู้เพิ่งคลานมาถึง…มานั่งเลยขอบพรมออกไป

“ถ้าเช่นนั้น นี่คือล่ามที่เพิ่งมารับจ้างในเรือเพื่อนบิดาของฉัน…นับเป็นครั้งแรกที่เราจะลองใช้งานเขา เชิญท่านเสนอเรื่องราวได้ทุกเรื่องเท่าที่จะเป็นไปได้” คุณพระผู้ยังหนุ่มเอ่ยต่อ

ประตูเรือนเปิดกว้าง…กลางชานเรือนแวดล้อมด้วยชายฉกรรจ์ ทุกคนมีอาวุธครบมือ คนบนลานบ้านถือหอกดาบ คนบนเรือนถือปืน

แต่ท่าทางทูตหนุ่มก็หาได้สะทกสะท้านใดไม่ แม้จะไม่มีอาวุธใดๆติดตัวมา ในที่สุดเขาก็เอ่ย

“ฉันอยากรู้ว่าท่านเคยรู้เกี่ยวกับสงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าที่กำลังดำเนินอยู่หรือไม่”

กันตังจึงถ่ายทอดให้บุตรชายเจ้าเมืองฟัง

คุณพระก็ตอบมาว่า

“ฉันแค่ได้รู้ว่าพวกพม่าฆ่าคนอังกฤษเสียมากมาย พอมาถึงเพลานี้ คนสยามที่พังงาก็เลยกลัวพม่ากันจนการค้าดูจะเฉื่อยชาไป การเกษตรก็พลอยชะงักเท่านั้น”

น้ำเสียงภาษาอังกฤษที่กันตังเปล่งจากลำคอเป็นภาษาที่ทูตผู้เพิ่งมาจากเกาะหมากสนใจใช่น้อย…จึงถึงแก่เอ่ยชม

“คุณเรียนภาษาอังกฤษจากไหน”

“จากเกาะพริ้นซ์ ออฟ เวลส์ ขอรับ”

“งั้นรึ” อีกฝ่ายเบิกตากว้าง “โรงเรียนอะไร”

เมื่อกันตังเอ่ยชื่อสถานศึกษา ก็ถามต่อถึงนามครูชาวอังกฤษคนหนึ่ง

เขาจึงตอบฉาดฉาดว่าเป็นครูของเขาเช่นกัน

“ฉันก็มาในฐานะทูตจากผู้สำเร็จราชการแห่งปีนังหรือพริ้นซ์ ออฟ เวลส์ ที่คุณเคยศึกษา”

สีหน้าพระภักดีภูมินทร์จึงค่อนข้างแช่มชื่นแกมตื่นเต้นตลอดเวลา ด้วยว่าครานี้คือครั้งแรกที่บิดามอบหน้าที่ต้อนรับทูตไว้กับเขา เพื่อทดสอบความเข้าใจว่าจะทำได้ดีหรือไม่

“แล้วนี่ท่านจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯไหม”

กันตังจึงถ่ายทอดเรื่อยไป ขณะที่คุณพระกล่าวต่อ

“ถ้าท่านไปพระนคร ฉันก็จะได้ให้ช้างกับคนดูแลตามไปรับใช้ ทุกอย่างจัดให้ได้ภายในหนึ่งวัน ฉันกับกรมการเมืองก็อาจเดินทางไปด้วย พาท่านเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินของเรา”

“คงยังไปไม่ได้ขอรับ” ร้อยโทโลว์ตอบกลับมา “เพราะเราแค่ได้รับมอบหมายให้คณะของเราเข้าพบเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น แต่ฉันก็ได้พบเพียงลูกชายเจ้าเมือง เลยมอบจดหมายของผู้สำเร็จราชการปีนังฝากไปถึงเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เพราะมีเรื่องพ่อค้าจีนโกงเงินจากคนต่างๆหลายราย แล้วหนีเข้ามาในสยาม”

เมื่อถึงตรงนี้ พระภักดีภูมินทร์จึงตัดบท

“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ต้องติดต่อกับที่นั่นโดยตรง ฉันคงไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับมณฑลอื่น” ผิวหน้าชื่นเมื่อครู่เปลี่ยนสีทันทีนั้น

 

ร้อยโทเจมส์ โลว์ ก็พอจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันไม่พึงปรารถนาระหว่างเจ้าเมืองทั้งสอง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนเรื่อง

“นอกจากนี้ ฉันก็ยังมีเหตุที่ค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับชาวฮินดูคนหนึ่งที่ถูกเฆี่ยนแล้วขังคุกเพียงเพราะเขามาเล่าเรื่องคนจีนกับคนมลายูที่พาสมัครพรรคพวกเข้าปล้นแล้วเลยเผาเรือให้ทหารของฉันฟัง…แต่เหตุไฉนเรื่องจึงเงียบไป”

“คงไม่เงียบ” คุณพระตอบแบ่งรับแบ่งสู้

กันตังรู้เรื่องนี้แล้วจากกลิ้ง จึงเท่ากับเน้นย้ำเรื่องราวว่าเกิดขึ้นจริง

ร้อยโทโลว์ก็เพียงทิ้งท้าย แต่มีนัยให้เข้าใจได้ว่า ฝ่ายราชการควรให้ความเป็นธรรมกับเด็กหนุ่มฮินดูผู้เข้ามาอยู่ที่พังงากว่าสองปีมาแล้วนั้นด้วย

สืบเนื่องจากเรื่องนี้ก็คือเรื่องภัยอันตรายที่ทูตบอกกล่าว

“แล้วเรื่องที่สยามเข้าใจผิดคิดว่าส่วนใหญ่เกิดจากพวกพม่ากับพวกปล้นนั้น แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่ดอกขอรับ แต่เกิดจากพวกโจรสลัดมากกว่า” ร้อยโทโลว์ลงเสียงหนักเลยทีเดียว ชวนให้ล่ามเสียวปลาบไปทั้งร่าง

ด้วยไม่อยากได้ยินคำนี้เอาเสียเลย

“คืออย่างไรหรือท่าน” คุณพระไต่ถามอย่างใคร่รู้ว่าทูตเข้ามาสืบดูเหตุการณ์นานเพียงใด รวมทั้งใช่ดังที่กล่าวหาหรือไม่

“ก็คือเราได้ข่าวอยู่เสมอว่า โจรสลัดมักจะเข้ามารบกวนชายฝั่งทะเลตั้งแต่ปีนังขึ้นมาถึงเกาะถลางนะขอรับ”

“พวกมันมีรังอยู่แถวนั้นอย่างไรเล่าท่าน” พระภักดีภูมินทร์จึงตอบข้อกังขา

“ก็นั่นแหละขอรับที่เราคาดหวัง…คือหวังว่าสยามกับอังกฤษในฐานะเป็นพันธมิตรกัน ควรร่วมมือกันกวาดล้างคนร้ายให้หมดไปจากฝั่งทะเล” นายร้อยโทหนุ่มมีสุ้มเสียงจริงจังแสดงถึงความปรารถนาอันแรงกล้า พร้อมกับขอร้องสืบไป “คือโจรสลัดสี่ก๊กนี้ค่อนข้างกำเริบขึ้นเรื่อยๆ เป็นภัยร้ายแรงกับทุกอาชีพ”

“ทางเราก็เฝ้าระวังอยู่แล้ว” คุณพระได้แต่ตอบกลับเป็นกลางๆแลแกนๆ

เนื่องด้วยจริงดังที่ทูตว่า

“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ควรต้องไล่คนบางคนที่ส่อให้เห็นว่า พวกเขาเข้าไปมั่วสุมชุมนุมอยู่กับโจรสลัดด้วยนะขอรับ ใครก็ตามให้ที่ทางพวกนี้หลบไปพัก หรืออาศัยไปในเรือโจรสลัด ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ทำผิดเท่ากับเป็นโจรสลัดเสียเองเหมือนกัน”

กันตังได้แต่ถ่ายทอดประโยคต่อประโยคอย่างชัดเจนเน้นคำ

เหลือบมองสีหน้าพระภักดีภูมินทร์ก็เห็นว่าค่อนข้างไม่อยากฟัง

จะอยากฟังได้ไฉนในเมื่อทูตอังกฤษกล่าวต่อ

“ฝ่ายเราถือว่าใครก็ตามที่ให้พวกโจรสลัดแอบแฝงซ่อนตัวอยู่ตามเมืองท่าต่างๆที่อังกฤษเองก็ต้องอาศัยไปมาค้าขายเช่นกัน ย่อมถือเป็นศัตรูของสาธารณะที่ควรกำจัดให้หมดไป”

กันตังแปลความตามนั้นทุกประโยค โดยคุณพระก็ทำท่าเสมือนรับฟังเป็นอย่างดี ช่วยให้ร้อยโทผู้ได้รับมอบหมายให้เข้ามาในฐานะทูตดูเหมือนจะไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้น ขอบคุณคุณพระด้วยวาจาไพเราะ ยกย่องชมเชยการต้อนรับอันเต็มไปด้วยมิตรไมตรีอย่างหรูหรา

ก่อนลากลับก็ถามไถ่

“ฉันแลเห็นเรือใหญ่ในแม่น้ำของท่านหลายลำ…บางที รัฐบาลปีนังซึ่งกำลังจะส่งกองเรือไปอังวะ อาจจะมาขอยืมเรือของท่านบ้าง จะว่ากระไรหรือไม่”

พระภักดีภูมินทร์จึงตอบกลับ หากก็รู้กันในทีว่าไร้เยื่อไย

“ทางการพังงาคงไม่กล้าดำเนินการโดยพลการดอก แต่ถ้าท่านต้องการ ฉันก็จะกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบ”

“ทั้งหมดที่เราเจรจากันวันนี้ หวังว่าท่านคงไม่ลืม” ครั้นแล้ว จึงได้เวลาทูตจากปีนังกล่าวตบท้าย “แต่ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะส่งข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ท่านเก็บไว้ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่ มายื่นหนังสือให้ท่าน”

ครั้นแล้ว ร้อยโทชาวอังกฤษก็ลากลับไปลงเรือแคนนูที่มีคนสนิทกับทหารแค่สี่นายอยู่เฝ้า

เขาแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่เข้าไปถึงเรือนเจ้าเมืองท่ามกลางชายฉกรรจ์ร้อยคน อาวุธครบมือ โดยเขามิได้ถือแม้แต่มีดเล็กๆติดตัวไป

แสดงให้ฝ่ายสยามแลเห็นถึงการมาอันมีเพียงไมตรีจิตมิตรภาพ

ครั้นพระภักดีภูมินทร์เสร็จธุระเจรจาก้าวเข้าสู่ห้องข้างใน สายตาแวบแรกที่สบกับบิดามีวี่แววว่ากังวล

ขณะหย่อนตัวลงนั่งบนเบาะโดยกันตังคลานเลี่ยงไป

หากก็ยังได้ยินบุตรชายเจ้าเมืองเอ่ยขึ้น

“มาคราวนี้ นอกจากมาเรื่องพม่า ก็ยังมาเรื่องให้ทางเรากวาดล้างโจรสลัดแถวหมู่เกาะลังกาวี”

เจ้าเมืองฟังพลางหันไปพยักพเยิดกับหลวงประกาศฯ

“ส่งกองกำลังเล็กๆไปช่วยอังกฤษรบพม่าน่าจะง่ายกว่ารบกะโจรบ้านเราหรือไม่คุณหลวง”

Don`t copy text!