ข้ามมหาสาคร บทที่ 22 : สลัด

ข้ามมหาสาคร บทที่ 22 : สลัด

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 22 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

อันคำว่า ‘โจรสลัด’ นี้ หาได้เป็นคำที่ฟังแล้วชวนสะเทือนใจจำเพาะทูตอังกฤษรือเจ้าเมืองแห่งชายฝั่งทะเลชายแดนภาคใต้ของสยาม รวมทั้งเจ้าของเรือสำเภาที่เป็นขุนนางข้าราชการแลพ่อค้าทั้งสยามจีนแขกฝรั่งเท่านั้นไม่ หากแต่เป็นสิ่งกีดขวางอย่างใหญ่ในมหาสาครอันสลับสลอนด้วยผลประโยชน์ของย่านนี้เป็นอันมาก

นอกจากนั้น คำหรือนามนี้ยังเป็นชื่อที่ผู้เยาว์หนึ่งแลผู้สูงวัยอีกหนึ่งมักจะถึงแก่สะดุ้งผวาทันทีที่ได้ยิน

ดูราจึงเมินหน้าไปเสียทันใด แม้คุณหลวงฟังแล้วก็ยังต้องอ้ำอึ้ง เหลือบมองทั้งคู่อย่างหวาดหวั่น…เกรงลูกบุญธรรมจะเปล่งเสียงจนเจ้าเมืองตกใจ

แต่นางก็สะกดกลั้นไว้ได้

เจ้าเมืองแลเห็นอีกฝ่ายหันไปอีกทาง จึงนึกขึ้นมาได้ถึงเรื่องราวของดูรา ครั้นแล้วจึงเปลี่ยนเป็นพยักหน้าเรียกนางรับใช้

“ยกสำรับได้แล้วทิม”

“เจ้าค่ะ”

ไม่กี่นาทีต่อมา กับข้าวรสโอชาก็เลื่อนเข้ามาวางเรียงตรงหน้า

ระหว่างอาหาร พระภักดีภูมินทร์จึงเล่าให้ฟัง

“พรุ่งนี้ เขาว่าเขาจะมาอีก เอาหนังสือที่เขาเขียนเตือนความจำมาให้เราเก็บไว้กันหลงลืมว่าเขาใคร่ให้เราทำอันใดบ้าง” พลางเจ้าตัวก็เยื้อนยิ้มอย่างขำขัน “กระผมก็เลยจะเรียนท่านพ่อว่า เราก็เอารามเกียรติ์มาแสดงส่งเขาเสียหน่อย เพราะเขาว่า เขาเองก็ต้องรีบกลับไปทำธุระที่ผู้สำเร็จราชการเกาะหมากต้องการให้ทำ”

“ก็เอาสิ เราเตรียมพร้อมอยู่แล้ว…ว่าแต่ว่าพรุ่งนี้คุณหลวงจะมาร่วมวงกะเราอีกไหม มาก็ดีนะ ไม่มีธุระอื่นมิใช่หรือ”

“ไม่มีขอรับ…แต่…” หลวงประกาศบุรีพลันนึกถึงโจรสลัดอันเป็นจุดประสงค์ใหม่อีกอย่างหนึ่งซึ่งทูตอังกฤษหมายมั่น มอบไว้กับทางการสยาม “แต่เพียงเท่านี้ก็ดูจะพอแล้วสำหรับกระผมแลลูกๆขอรับ แค่ได้แอบดูเขา กับรู้ว่าเขามาเพราะอยากให้เราช่วยอันใด”

“ดาบอยากอยู่หรือไม่” เจ้าเมืองก็เลยยิ้มๆพลางหันไปทางลูกคนโตของผู้มาเยือน

“ไม่อยากขอรับ”

เมื่อสักครู่ จากช่องไม้ในเรือนด้านใน ก็สามารถแลเห็นคนข้างนอกได้ถนัด

นอกจากนี้ ก็ยังรู้ชัดต่อไปด้วยว่าการที่ทูตอังกฤษจำต้องพาเรือมาถึงพังงา ก็เนื่องด้วยมิอาจติดต่อกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้ตามที่ผู้สำเร็จราชการปีนังร้องขอ

คงเพราะมีเรื่องราวมาต่อรอง

ครั้นแล้วก็จริงดังนั้น

“เออ…เราก็เลยต้องยอมให้เขาคาดคั้นเอาตามใจละสินี่” เจ้าเมืองได้แต่พึมพำ “แต่ละเรื่องที่เขาอยากให้เราทำ…ก็ล้วนแต่ยากทั้งสิ้น ยากจนน่าหนักใจ”

“ฝรั่งก็เช่นนี้แหละขอรับ” คุณหลวงตอบอย่างรู้แจ้งด้วยได้สังเกตนิสัยทั้งฝรั่ง จีน แขก มายาวนาน เนื่องจากมีงานที่ต้องติดต่อข้องเกี่ยวกันทั้งทางตรงทางอ้อม แทบจะว่าได้ว่า ‘แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่’ จึงมิสงสัยใดๆ “พวกเขาก็ออกล่าอาณานิคมกันอย่างไรล่ะขอรับ ยึดเมืองแขกได้ก็ย่ามใจมาเอาเมืองพม่า กระผมคิดว่าคงอีกมิช้านัก พม่าก็คงมีอันเป็น สาสมกะที่เคยมากุมเหงสยาม”

เจ้าเมืองได้แต่พยักหน้า ด้วยเห็นจริงตามคำของอีกฝ่าย เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุร้ายอันเกิดตั้งแต่ปีมะเส็งที่พม่าเข้ามาทำลายเมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง ถลางวายวอด ขณะที่ตนเองกำลังรุ่นหนุ่ม ต้องหนีกระเจิดกระเจิงพาพ่อแม่เครือญาติเข้าไปซุ่มซ่อนอยู่ในป่า อดอยากแทบชีวิตจะหาไม่

“ฉะนั้น ก็คงต้องแบ่งรับแบ่งสู้เขาไปพลางๆ” เจ้าเมืองตอบเป็นกลางๆเช่นเคย

แม้ในใจจะใคร่เอ่ยเรื่องโจรสลัดที่รู้มา

หากก็เห็นแก่เนื้อนวลชวนให้เมตตาผู้นั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าแลบัดนี้มีท่าทางไม่ผาสุก เนื่องจากได้ยินชื่ออันปลุกเร้าความโศกสลด

“แล้วนี่คนของคุณหลวงไปไหน…ทิม เอ็งหาข้าวปลาให้คนของท่านกินแล้วหรือไม่”

“รับทานเสร็จแล้วเจ้าค่ะ” ครั้นแล้ว ทิมกับอีกสองสามคนก็ช่วยกันขนภาชนะใส่ถาดลงไปจนเหลือแต่กากับถ้วยน้ำชา

แลฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง ตั้งแต่ลงเม็ดปรอยๆจนกระทั่งหนักขึ้น พอจะช่วยละลายความอบอ้าวให้คลายลงไป

“สงสัยคุณหลวงจะต้องค้างบ้านฉันเสียแล้วละ” เจ้าเมืองเอ่ยอย่างยินดี

แต่ทันทีทันใด ทิมก็วิ่งฝ่าฝนมาจากหัวบันไดเข้ามาระล่ำระลัก

“มีผู้หญิงมาตามหาพี่ชายเจ้าค่ะ”

“พี่ชาย” คุณหลวงพึมพำพร้อมขมวดคิ้ว “ชื่อว่ากระไร”

“กันตังเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นไปตามกันตัง…คนที่มากะท่านน่ะ ให้มันมานี่” เจ้าเมืองบอกกล่าว

“มันอยู่ที่ใต้ถุนนี่แล้วเจ้าค่ะ…กำลังพูดกะคนมาตาม” นางรับใช้รายงาน

“เรียกมันขึ้นมา”

เพียงไม่กี่อึดใจ ชายผู้เคยแปลกหน้าแต่บัดนี้หาได้แปลกใดไม่ ยิ่งเมื่อครู่ได้รับใช้ในฐานะล่าม ความดีความชอบเป็นที่ประจักษ์ก็ยิ่งทำให้ผู้อุปการะเขาเพิ่มความเลื่อมใส ก็วิ่งฝ่าฝนจากหัวบันได ข้ามชานมาคุกเข่าลงตรงหน้ายกพื้นอันมีชายคายื่นมาบัง พร้อมด้วยกลิ้งแลหญิงอีกหนึ่ง

เมื่อเงยหน้าขึ้น ต่างก็ตื่นตะลึงไปตามกัน

ด้วยว่าหญิงนั้น ใบหน้าคมเข้ม ริมฝีปากเต็มขึ้นสัน ดวงตาใหญ่ ขนตางอนยาว ผิวค่อนข้างคล้ำ โพกศีรษะด้วยผ้าทอพื้นถิ่นแห่งดินแดนชายฝั่ง กางเกงสีน้ำตาลแห้งครึ่งแข้งเก่าคร่ำ เสื้อสีเดียวกันแขนสั้น สะพายกระบอกไม้ไผ่บรรจุน้ำกับห่อผ้าแขวนไหล่

ต่างก็ก้มลงกราบผู้เป็นใหญ่ทั้งสองพร้อมกัน

“นั่นรือ น้องของเจ้า” เจ้าของเรือนถามไถ่

สายตาดาบจับจ้องตรงไป พอดีเจ้าตัวเงยหน้า ตาจึงสบตากันพอดี

“ขอรับ แม่ให้มาตามขอรับ”

“แม่กำลังป่วยอยู่เจ้าค่ะ”

“อยู่ที่ใด” คุณหลวงจึงไต่ถาม ด้วยนึกเสียดายครามครัน “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ากันตังอยู่นี่”

“ถามเขาเรื่อยมาเจ้าค่ะ” อีกฝ่ายกวาดนัยน์ตามองทุกดวงหน้า เห็นได้ชัดว่ามิเกรงใคร “แรกทีเดียวก็อาศัยเรือคนรู้จักมาขึ้นที่บ้านญาติท้ายเหมืองเจ้าค่ะ”

“แล้วอย่างไร”

“ต่อจากนั้นก็อาศัยเรือมาอีกเจ้าค่ะ” เจ้าของดวงตาคมที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีเค้าพี่ชายแลเค้ามลายูตอบคำ “เป็นเรือหาปลาที่พี่อิฉันอาศัยเขามาส่งไว้ใกล้ๆตะกั่วป่า เขาก็บอกลองตามดู คิดว่าคงไปไม่ไกล…ก็พอดีเจอพี่คนนี้จอดเรืออยู่เลยไปโน่น ก็ลองถาม เขาบอกว่าพี่กันตังอยู่บ้านเจ้าเมือง ก็เลยชวนเขามาส่งเจ้าค่ะ”

“แม่เจ้าอยู่ไหน” เจ้าเมืองถาม

“ถลางเจ้าค่ะ”

“มาจากถลางเชียวรึ”

“เจ้าค่ะ”

“แม่เจ็บเป็นโรคไร มากรือไม่”

“ไม่มากเจ้าค่ะ…แต่คิดถึงพี่ชายมาก คือไม่ได้พบกันนานสักปีหนึ่ง”

คุณหลวงฯนิ่งฟัง ก็เห็นว่าตรงกันกับที่กันตังบอกกล่าว

หากก็กำลังนิ่งตรอง ด้วยไม่หวังให้ต้องเสียคนรับใช้ผู้รอบรู้หลายเรื่อง

แม้เจ้าเมืองก็เริ่มลังเลแกมเสียดาย

“ตามกลับไปจับปลาหรืออย่างไร”

คราวนี้ผู้เป็นน้องค่อนข้างอึกอัก

พี่ชายจึงตอบแทน

“คงไม่ใช่ดอกขอรับ เรื่องจับปลาก็ทำแค่แก้ขัดเท่านั้น” ชายหนุ่มตอบอย่างระวังระไวให้ได้ใจความที่ตรงกับเรื่องราวที่เคยบอกกล่าวคุณหลวง “คือกระผมก็จากบ้านไปอยู่เกาะหมากเสียนาน จะมาเยี่ยมแม่กะน้องที่ถลางแค่ปีละครั้งเท่านั้น เพลามาพักที่ถลางก็ช่วยแม่จับปลาไปขายตลาด แต่ถ้าระหว่างนั้นมีคนจ้างไปกะกำปั่นก็ไปขอรับ พอถึงเปิดเรียนก็ขึ้นจากเรือไปเรียน”

“แล้วพ่อเจ้าล่ะ” เจ้าเมืองซักไซ้ “เจ้ามีพ่อรือไม่ ก็ตั้งแต่เล่ามา ข้ายังไม่เคยได้ยินเอ่ยถึงพ่อแม้แต่หนึ่งคำ”

“พ่อกระผมมีเมียอีกคนขอรับ”

เรื่องนี้…เขาเคยบอกกล่าวคุณหลวงเรียบร้อยแล้ว ผู้ฟังจึงมิสู้จะกังขา

“อ้อ…แล้วพ่อทำไร อยู่ไหน”

“คงเดินเรือค้าขายแถวทะเลชวาขอรับ”

“ไม่เคยมาหาแม่เจ้าเลยรึ”

“ไม่เคยมาหลายปีแล้วขอรับ…ตั้งแต่กายียังเล็ก”

“กายี”

“อิฉันเจ้าค่ะชื่อ กายี” นางผู้มาใหม่คลี่ริมฝีปากแน่นอิ่มออกยิ้มพราย ส่งแสงฉายระยิบระยับจากหน่วยตา

ดาบจึงเอาแต่จับจ้องมองหน้า

ด้วยไม่เคยเห็นนางใดนอกจากดูรางดงามเท่านางผู้นี้

แม้มีเชื้อสายมลายู หากเมื่อผสมด้วยเลือดเนื้อสยาม ก็ราวสีครามมืดถูกละอองหมอกปรุงปนจนเจือจาง

Don`t copy text!