ข้ามมหาสาคร บทที่ 26 : ขวางหูขวางตา

ข้ามมหาสาคร บทที่ 26 : ขวางหูขวางตา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 26 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

 

“รวมกับผ้าของฝรั่งของแขกที่พี่เก็บไว้ให้ น้องดูราก็คงชอบใจละทีนี้” เหมืองก็เลยเอ่ยขึ้นบ้างอย่างมิยอมแพ้…ใครมีฉันก็มีเช่นกัน

แต่ดูราจะพลอยเนื้อตัวสั่นด้วยความอยากได้ก็หาไม่ มิอยากอวดด้วยซ้ำว่าตนเองมีแล้วทุกอย่างที่ชายทั้งคู่เอ่ยออกมา

ดาบต่างหากที่ขัดขึ้น

“โต๊ะเครื่องแก้วเจียระไนของอังกฤษหรือผ้าฝรั่ง ผ้าแขก น้องก็มีเต็มตู้แล้วมิใช่หรือ”

“ค่ะพี่ มีแล้ว”

หากบิดาก็เพียงยิ้มในหน้า ด้วยมิต้องเสียเวลาพูดจามากมาย

ครั้นแล้วจึงล้วงพดด้วงอันเป็นเงินสยามมิใช่เงินดอลล่าร์ของสเปนหรือรูปีของอินเดียออกจากไถ้ จ่ายให้กัปตันเป็นค่าปืน

จึงโล่งอกไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

กัปตันโฮปก็ได้เวลาอำลาไปด้วยใจที่เบิกบานพร้อมความสัมพันธ์เหนือท้องทะเล

“ขอบพระคุณใต้เท้าอย่างยิ่งขอรับ ถ้าคราวหน้ามีเรื่องใดให้ผมรับใช้ก็เชิญบอกได้เลยขอรับ”

สายตาทุกคู่ที่จ้องจับอยู่ที่ชาวอเมริกันก็ได้แต่แลตามเขาลงบันไดเชือก มีกัปตันเซปาแลเหมืองลงไปส่ง

คุณหลวงก็เลยลดเสียงลง พลางดึงปืนหนึ่งกระบอกที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาพลิกดู

“ท่าทางเจ้าเมื่อครู่ยังกะจะบอกอันใดกันตัง”

ชายหนุ่มจึงเอ่ยความ

“ปืนสามบอกนี้ไม่มีที่ติดดาบขอรับ คือธรรมดาปืนชนิดนี้ควรมีที่ติดดาบ มิฉะนั้นก็คงไม่มีใครสามารถใช้ดาบปลายปืนสังหารศัตรู…ที่เขาเรียกกันว่า ปืนคาบศิลาก็คือเช่นนี้ขอรับ”

คุณหลวงเพียงแต่พยักหน้า หากก็ย้อนถาม

“แล้วเจ้าว่าเจ้าเคยยิงใช่หรือไม่”

“ขอรับ”

กายีนั่งอยู่เบื้องหลังคนทั้งหลาย…คอยเงี่ยหูฟัง หากพร้อมกันนั้น ร่างทั้งร่างก็สั่นไหว นัยน์ตามีน้ำไหลรินลงมาจนแก้มเปียก ต้องรีบใช้หลังมือปาดออกไป

ทันใดนั้นจึงได้ยินเสียงพี่ชาย

“ยิงใคร” คุณหลวงถามซ้ำคำที่เคยถาม หากก็ยังไม่ได้คำตอบ

“ช่วยเขายิงพวกเรือคนพาลที่คอยจ้องรังแกขอรับ” นางได้ยินกันตังชัดเจนจนจับความสะท้านไหวในใจเขาได้สิ้น

“เรือคนพาลน่ะเรือพวกไหน”

แต่เหมืองกับกัปตันก็โผล่จากบันไดมาพอดี

ผิวหน้าระเรื่อเจือยิ้มพราย ด้วยว่าครานี้เขาทั้งคู่คงจะได้คนละ 1 หรือ 2 เปอร์เซนต์จากเพื่อนพ่อค้า

โดยพลัน กายีก็ลอบถอนใจยาวอย่างโล่งอก

เจ้าของกองเรือเข้ามาช่วยให้เรื่องราวเปลี่ยนไปโดยบอกกล่าว

“ถ้าใต้เท้าลองใช้แล้วไม่พอใจ กระผมจะเอาของกระผมมาให้ใช้แทนขอรับ ว่าแต่ว่ากะลาสีพวกนี้ยิงปืนเป็นหรือไม่ขอรับ”

“เป็นสิ” หลวงประกาศบุรีตอบรับ แม้ความในใจอันฉุกเฉินยังคงเกินเลยในสีหน้าจนดาบเองก็รำคาญ แต่ขัดด้วยประโยชน์ที่ต้องพึ่งพา จึงจำต้องนิ่งเข้าไว้

แม้กระนั้นก็ใคร่จะบอกบิดา

‘ทำอย่างไรเราจะมิต้องอาศัยชายผู้นี้’

แต่ทันทีนั้น เหมืองก็ถามไถ่

“เรือของคุณหลวงสามลำไปถึงไหนกันบ้างขอรับ ใกล้จะกลับมาหรือยัง”

“คงใกล้แล้วละ” นาทีนี้ อารมณ์อีกฝ่ายเริ่มสงบ สีหน้าจึงดีขึ้น “ก็ลำหนึ่งไปเมืองจีน อีกลำไปอินเดีย อีกลำไปชวา…แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับถึงท่าก่อนเดือนสิบ”

เหมืองก็เลยป้อนปรนความพอใจ

“ใต้เท้าเก่งจริงๆขอรับ กระผมนี่ยอมแพ้ทุกประตู เพราะกระผมเองต้องไปเอง คุมทั้งห้าลำกับเรือปืนไปเองทุกเที่ยวทุกถิ่นทุกดินแดนเลยขอรับ”

“มิน่า…” อีกฝ่ายลากเสียงเพียงเท่านั้น ด้วยต้องระวังคำพูดพลั้งปาก พาดพิงถึง ‘โจรสลัด’

“เที่ยวใหม่นี้กระผมว่าจะไปอินเดีย…ใต้เท้าพร้อมเมื่อไหร่ ฝากเรือไปกับกระผมก็ได้ขอรับ” เหมืองเดินหน้าประจบเต็มที่

ท่ามกลางสายตาเจ็ดคู่ที่มองมา

ดาบขวางหูขวางตานายกองเรือมากกว่าใคร

ด่าน ด้าว กำลังสนใจใช่น้อย ด้วยกำลังรุ่นหนุ่ม ไม่มีเรื่องซุ่มซ่อนอยู่ในใจ…จึงค่อนข้างถูกใจในชายผู้จะว่าไปแล้ว ก็คือเศรษฐีใหญ่แห่งน่านน้ำ ทำท่ามาติดใจดูรา…อาจถึงแก่มาสู่ขอนางในเวลาถัดจากนี้

หากเป็นเช่นนั้นก็นับว่าดีสำหรับทุกคน โดยเฉพาะบิดา

คุณหลวงจะได้มีลูกเขยไว้เป็นกำลังสำคัญการสืบต่อการค้า

ด่านกับด้าวคิดแค่นั้น หากก็คนละความคิดกับดาบ

พี่ชายคนโตกำลังหวาดระแวงคลางแคลงใจในการมาของเพื่อนกัปตัน

ที่รู้ชัดนั้นก็คือ คงหวังมาขอลูกสาว มาเป็นทองแผ่นเดียว

แล้วอย่างไรอีก…อย่างไรน่ะหรือ…นั่นก็คือ

เพราะบิดาคงไม่มีชีวิตอยู่ค้ำฟ้า

ท่าทางหมอนั่นก็คล่องแคล่วแพรวพราว มิรู้ว่าเขาแลน้องสามคนจะตามทันมันหรือไม่

ถ้าตามไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเหมืองดีบุกของบิดาแลการค้าทางไกลที่ค่อยๆเติบใหญ่ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแลแสงสว่างจากหัวใจที่หลายคราวยอมเสียน้อยเพื่อได้มาก

‘มิใช่อัฐเพียงอย่างเดียวดอกลูก เจ้าควรต้องเข้าใจว่า…คนเรา…ทำการใหญ่ต้องแผ่เมตตาไปพร้อมกัน’

แต่เขาหรือน้องชายก็มิสำคัญไปกว่าดูรา

ขณะชำเลืองมอง…ก็แลเห็นว่าน้องสาวบุญธรรมดูจะไร้อารมณ์เชิงเลื่อมใสในชายสามเชื้อชาติ ทีท่าวาจาอันปราดเปรียวของชายตรงหน้า ราวมิได้เข้าไปซึมซาบอาบความรู้สึกที่ลึกกว่านั้น ไม่มีสัญญานใดใดบ่งบอกว่าชื่นชม

นางยังคงนั่งนิ่งไร้โสมนัส

ก็แน่ละซี

แม้เพิ่งออกมาเห็นโลกที่ใหญ่กว่าในวันนี้ก็ใช่ว่าในวันที่ผ่านมา นางมิรู้สีสาใดเลย

ตาของนางขยันบอกกล่าวนั่นนี่โน่นอยู่ทุกวัน

แกเองก็ยังเคยพูดกับเขา

‘ตาไม่อยากให้หลานโง่เง่าไม่ทันคน’

ผสมด้วยมิสเตอร์ฮาราลด์ ครูของนางมักจะอ้างอิงถึงบ้านเมืองที่อยู่ไกลออกไป ให้นางได้ประจักษ์ว่า วันใดวันหนึ่ง

นางอาจต้องพึ่งตนเอง

นั่นก็คือ มีปัญญาที่ผู้คนมิอาจข่มเหงนางได้

‘สิ่งที่หลานต้องเลือกให้ถูกก็คือเลือกชายที่จะมาเป็นคู่’ ตาปันจังเคยบอกเขา ‘เลือกข้าวของผิดยังมิสู้กระไร แต่เลือกคนผิดนี่ไม่ได้’

ดาบก็เลยฝังใจจำว่า ตนจะไม่ยอมให้น้องสาวหลุดมือไป

ครั้นแล้ว ในบัดนี้ กลับมีภาพตรงหน้าเลื่อนเข้ามาบาดนัยน์ตา

ชายนี้มาตีสนิทด้วยเรื่องใด แม้ยังมิทันเอ่ยปาก ก็ยากจะไม่รู้

“ถ้ามีโต๊ะเครื่องแก้วเจียระไนแล้วก็ไม่เป็นไรนะน้อง พี่มีของอีกเยอะแยะให้น้องเลือก” เหมืองยังคงคะยั้นคะยอ “นอกจากของแต่งตัว พี่ก็ยังมีเรือ น้องชอบลำไหนเลือกได้”

หลวงประกาศฯก็เลยขัดเขาไว้

“อย่าให้ถึงเช่นนั้นเลยเหมือง” คุณหลวงฟังแล้วยิ้มพราย

ชายหนุ่มก็เช่นนี้

ยามใคร่ได้ก็ทุ่มให้หมดตัว

“ข้ากลัววันข้างหน้า เจ้ามาทวงคืน ข้ากะลูกจะตีหน้าอย่างไร”

“โอย…ใต้เท้าขอรับ” อีกฝ่ายยกมือพนมเหนือหน้าผาก ก้มลงกราบปะหลกๆ “ใต้เท้าต้องไม่คิดยังนั้นนะขอรับ ถึงจะเคยคิดกะใครมาก่อน แต่ยกให้กระผมสักคนขอรับ”

กันตังมองพลาง พลันอยากลุกขึ้น

ถีบผู้พูดให้กระเด็นไปต่อหน้า 

 

Don`t copy text!