ข้ามมหาสาคร บทที่ 32 : คือใครคือเขา

ข้ามมหาสาคร บทที่ 32 : คือใครคือเขา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 32 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

อาบน้ำเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันเข้าห้อง เปลี่ยนเสื้อผ้า ดูราก็เลยต้องพลอยเข้าข้างในแล้วขัดดาล เอนตัวลงนอนบนตั่งเตี้ยที่มีฟูกค่อนข้างหนา หุ้มด้วยผ้าขาวบาง อ่างเจียระไนบรรจุน้ำแลแก้ว พร้อมดอกจำปูนข้างหัวนอนส่งกลิ่นหอมจัด แม้จะเข้ามาอยู่ในบ้านของชายผู้ที่นางยังขัดใจในอาการ หากก็ยังอุ่นใจที่หน้าห้อง ณ บัดนี้ มีพี่น้องทั้งคู่มานอนเฝ้า

นางมิเข้าใจตนเองครามครันเลยว่า เหตุไฉนจึงวางใจทั้งสองเป็นอันดี

แม้จะยังรู้สึก…

บิดากับกัปตันหาได้มั่นใจเต็มที่ไม่…ด้วยเกรงจะเป็นใครสักคนที่ถูกส่งมาสอดแนม

เช่นเดียวกับนาง…แม้จะดูคล้ายวางใจ แต่ก่อนจะหลับทุกคืน นางมักจะถามตนเองทุกครา…

ชายที่ชื่อกันตัง คือใคร

นั่นก็เป็นเพราะ…มิว่า บิดา ตาปันจัง พี่ชาย น้องชาย รวมทั้งกัปตันต่างก็ยังมิเชื่อมั่นคำบอกเล่าของชายแปลกหน้า…เพียงแต่ความจำเป็นต้องใช้เขามีอยู่ จึงเสมือน ‘ดูๆกันไปก่อน…จนกว่า…’

ก็พรุ่งนี้แล้ว ทุกคนก็จะชวนกันไปบ้านเขา บ้านที่บอกว่าคือบ้านแม่…แม่ผู้มีอาชีพหาปลา

หัวใจดูราจึงเต้นแรงเมื่อนึกถึงแสงจากนัยน์ตาเขา

ชายต่ำต้อย หากมิได้ด้อยค่า

นางก็เพิ่งประจักษ์แก่สายตายามนี้ว่า มีอยู่จริง

แล้วนี่เกิดอันใดขึ้นมา จึงยิ่งคิดก็ยิ่งว้าเหว่…แลเห็นแต่ภาพของเขา…ซัดเซพเนจร ประเดี๋ยวไปกับเรือ ประเดี๋ยวขึ้นบก

พร้อมกับย่ามใบหนึ่ง

ใช้ความรู้ที่มีอยู่แลกดอลล่าร์ แลรูปี

นั่นน่ะสิ…เมื่อใดเล่าเขาจะเก็บเงินได้…เก็บได้ยามใด จะได้ปลูกบ้านให้แม่อยู่แทนกระต๊อบผุพัง…นางวาดภาพเขาไปมา

โดยพลัน น้ำตาก็ไหลหยาดลงเปียกหมอน

มีหรือไม่ ชายยากจนแต่เป็นคนดี

มีหรือไม่ ชายมั่งมี แต่เป็นคนร้าย

นางวนเวียนถามไถ่ หากก็ตอบแน่นอนหาได้ไม่ ด้วยว่าในชีวิตที่ลืมตาดูโลก กิน นอน พบหน้า พูดจา ชิดใกล้กัน ทั้งตื่นแลหลับก็มีไม่กี่คน

แต่ทุกคนดีกับนาง รักนาง เอ็นดูนาง…คิดเพียงว่านางทั้งบางทั้งเปราะ เพราะดังนั้น จึงทะนุถนอม มิให้ความหลังอันโหดร้ายเรื่องพ่อแม่ ตามทำลายวัยเยาว์

หากพวกเขาหารู้ไม่ว่า…นางมิได้เปราะบางถึงเช่นนั้น

ฝนข้างนอกซาลงแล้ว แต่ดูราหาได้ง่วงไม่ จึงเปิดมุ้งลงจากตั่ง ค่อยๆย่องไปถอดดาลอย่างแผ่วเบา

เพียงแต่บานไม้หนาแง้มออกเท่านั้น พลันก็แลเห็นชายหนุ่มยังคงนั่งพิงเสา ตามองมาที่ประตู

แลมาสบตากันพอดี

ทันทีทันใด เขาก็พึมพำ

“แม่นาย ยังไม่ง่วงอีกหรือขอรับ”

นางก็เลยรีบหับบานไม้เข้าหากัน ขัดดาลแล้วยืนนิ่ง โลหิตวิ่งทั่วกาย

ถึงอย่างไรก็มิหาญกล้าก้าวออกไปพูดจากับเขา

ชายหนุ่มก็ได้แต่ยิ้มๆ…ยิ้มในหน้า…เหลือบไปทางกายี ก็แลเห็นนางนอนหนุนย่ามหลับสนิทอยู่มิห่าง

แต่เขาสิ ยังคงตาสว่างนั่งพิงเสา ขณะที่ยามต้นค่อยๆล่วงไปจนเลยยามสอง…สมองของเขาก็ยังคงเปิดกว้าง ภาพต่างๆไหลเข้ามา

แลเห็นตนเองเมื่ออายุสิบห้า ยืนจังก้าท้าทายต่อหน้าชายผู้พ่อ ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนไป จากชายหนุ่มวัยต้นผมเกรียนกลายเป็นหนุ่มใหญ่ผมยาว หนวดเครารุงรัง ดวงตาแดงก่ำเมามาย

‘ข้าจะไม่นับพ่อเป็นพ่ออีกต่อไป’ เขาแลเห็นตนเองชี้หน้าชายผู้ให้กำเนิด

น้ำตากันตังได้แต่ไหลรินลงมาโดยไม่ทันรู้สึก จึงปาดมันออกไปโดยแรง พลางซบหน้าลงกับเข่าที่ตั้งชัน

เสียงไก่ขันแล้วสักครู่ ผู้คนในเรือนจึงต่างตื่นขึ้นพร้อมกัน

เพียงไม่นาน เจ้าของเรือนกับคนสนิทก็เดินออกมาถึงยกพื้นที่อาคันตุกะทั้งพ่อลูกตาปันจังแลกัปตันต่างก็นั่งห้อยเท้ารวมหมู่กันอยู่หน้าชานกว้างอันเปียกชื้นด้วยฝนหนักเมื่อคืนซึ่งเพิ่งขาดเม็ดไปเมื่อตีสองกว่าๆ

“หวังว่าใต้เท้าคงหลับสบายนะขอรับ” เหมืองถามไถ่ด้วยมารยาทอันดี พลางหันไปทางสาวน้อย “แล้วน้องดูราเล่าหลับสนิทหรือไม่…ถ้ามีอันใดไม่ถูกใจก็ยกโทษให้คนบ้านนี้ด้วยนะขอรับ”

“ไม่มีดอกค่ะ” นางจึงตอบเขาเพียงเรียบๆ อย่างน้อยเช้าวันนี้ก็คงต้องเอาใจนายกองเรือ เมื่อได้มาอาศัยชายคาบ้านเขากินอยู่หลับนอน ตื่นขึ้นพร้อมหน้ากันอย่างค่อนข้างสบาย ตัวเขาเองก็ไม่เข้ามาวุ่นวายใดๆ พาตัวหายไปทางด้านหลัง ครั้นกลับมาอีกครั้งตอนเช้าตรู่ ก็ดูว่ามีแววตาพอใจ

ไม่มีวี่แววหมกมุ่นแกมขุ่นเคืองเหมือนวันวาน

“เดี๋ยวเราก็รับทานข้าวเช้ากันก่อนนะขอรับ กรุณารับทานให้อิ่มมากหน่อยเพราะเราก็คงต้องเดินกันค่อนข้างไกล จะใช้แต่เรือ ใต้เท้าก็จะแลไม่เห็นเกาะทั้งเกาะว่าเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนขนาดไหน…เมื่อก่อนคือ ปีมะเส็งรอบก่อนหน้านี้ที่พม่ายังมารังควานถลางได้อยู่น่ะขอรับ ตอนนั้นกระผมก็ยังเด็กอยู่…พ่อกระผมก็ยังไม่ตาย…ก็ยังจำได้ว่าเราก็รีบหอบหิ้วกันพะรุงพะรังไปอยู่แถวปากน้ำปะเหลียนขอรับ…ลงเรือตามกันไป…ก็เรือแบบเดียวกะที่เรานั่งมาเมื่อวานนั่นละขอรับ…โอย…ยังจำได้สนิทติดใจเลยว่าหิวมาก หิวกันไส้แทบขาดกันทีเดียว…โชคยังดีที่แม่หิ้วกล้วยที่เพิ่งตัดมาได้เครือหนึ่ง…ก็ช่วยปะทังหิวกันไป”

ด้าวก็เลยโพล่งถามขึ้นมาตามนิสัยของเขา

“ก็แล้วเจ้าเล่า กันตัง ตอนพม่าตีถลางคราวนั้น เจ้าทำยังไร”

“กระผมไม่ได้อยู่นี่ดอกขอรับ…ไปอยู่ปีนังก่อนหน้านี้แล้ว”

“แม่เจ้าพ่อเจ้ากะกายีเล่าทำอย่างไร”

“ยังอยู่เมืองนครฯขอรับ…มิต้องทำอย่างไรเลย” ชายหนุ่มก็เลยบอกปัดให้พ้นไป

“อ้อ…ถ้าเช่นนั้นพ่อแม่เจ้าก็เพิ่งมาอยู่ถลางตอนหลังเช่นนั้นหรือ” ดาบถามต่อ พลางมองเลยไปยังกายี

“ขอรับ”

เหมืองแลคนสนิทก็เพียงแต่นิ่งฟัง…

เมื่อคืนเขาเองก็ยังบ่นกับทั้งสาม

‘กูนี่ชักจะความจำมิดี…ยังนึกอยู่ทุกวี่วันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เลยนะว่า…กูเคยเจอหน้าไอ้กันตังตั้งแต่ครั้งใด…แต่เจอน่ะเจอแน่…ต้องเคยเจอ’

ลี่ก็เลยตอบไปพลางๆ

‘อาจจะแถวปีนังกระมังขอรับ ก็มันไปเรียนปีนัง’

‘มันจะง่ายไปรึไม่’ ข้างนายก็เลยเอ็ดเสียงดัง

‘ใต้เท้าจะมีเวลาจำใคร แค่ล่องเรือไปกลับ เรื่องใครอื่นก็ช่างมันอยู่แล้วนี่ขอรับ…’

ก็คงจริงของลี่

การค้าทางไกลที่ไปกับใบเรือนี้มิใช่ของง่าย…ไหนจะต้องคอยระวังพายุใหญ่ ไหนจะต้องเกรงภัยจากโจรสลัด ไหนจะต้องคอยบังคับบัญชากะลาสีให้อยู่ในโอวาท เพราะกะลาสีบางรายก็ถึงแก่ ‘ขายนาย’ เหมือนกัน…นอกจากนั้นก็ยังด่านภาษีที่มีข้าราชการคดโกงของเจ้าเมืองแต่ละเมืองคอยรีดนาทาเร้นมิเว้นแต่ละเที่ยว ใครพวกใครก็มักจะเอี่ยวกับพวกเดียวกัน คอยขัดแข้งขัดขากลุ่มอื่น

‘แต่กูต้องนึกให้ได้ว่าเคยเจอมันมาก่อนที่ใด’

ครั้นแล้ว ชายฉกรรจ์ก็นำพรมผืนกว้างออกมาปู ต่อจากนั้น สำรับอาหารเช้าก็แน่นขนัดด้วยกับข้าวจีนแลสยามหลากรส

ทุกคนต่างก็กินกันแทบหมดเกลี้ยงตามคำบอกกล่าวของนายกองเรือ

ราวตีห้าครึ่ง จึงเริ่มออกเดินจากเรือนของเหมืองไปสู่เรือนของหลวงบำรุงผู้ดูแลเกาะถลาง ถึงเรือนนั้นภายในห้านาที

หลวงบำรุงกับภริยาออกมาต้อนรับอย่างดีใจ

“นานแล้วซีนะที่ฉันไม่เคยเจอพ่อเหมืองเอาเสียเลย แต่ก็ได้ยินคนพูดถึงอยู่เรื่อยว่าร่ำรวยกลับมา”

“คุณหลวงขอรับ กราบขอบพระคุณคุณหลวงคุณนายอย่างที่สุดที่กรุณาอวยพรกระผมขอรับ” ว่าพลางเขาก็ทำท่าพินอบพิเทา ก้มลงกราบผู้อาวุโสทั้งสอง

ผู้ที่กำลังมองเขาอยู่ด้านหลังพลันก็รู้สึกกันไปต่างๆ ในเชิงสิ้นอางขนางว่าเหตุไฉนกิจการของเขาจึงดีวันดีคืน

แต่หลวงบำรุงแลภริยากำลังชื่นใจ จึงเอ่ยถึงร้อยโทเจมส์ โลว์

“เมื่อราวห้าหกวันมานี่เอง ทูตอังกฤษก็มาแวะ” ท่าทางผู้ดูแลเกาะน่าจะชื่นชอบคนยุโรปมากกว่าคนสยาม คนจีนแลมลายู ด้วยดวงตาแวววาวบ่งบอก “แลก็กระซิบถามฉันว่า…แถวนี้มีโจรสลัดเข้ามามั่วสุมกันอยู่หรือไม่ ฉันก็บอกไปว่า…เอ้อ…ก็น่าจะมีบ้างเหมือนกัน”

 

Don`t copy text!