ข้ามมหาสาคร บทที่ 36 : ความหลังฝังใจ

ข้ามมหาสาคร บทที่ 36 : ความหลังฝังใจ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 36 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“รีบลงเรือเลยขอรับ” เหมืองบอกกล่าว

“ฉันกะพวกนี้ยังไม่ได้กินข้าวเลย” กันตังเอ่ยขึ้น “ที่จริงเสียงสัญญาณนี่ก็ไม่ถึงกะน่ากลัวมิใช่หรือ…เขาเพียงแต่บอกเราว่าเขาแลเห็นเรือโจรสลัดแล้วนะ แต่มันก็อยู่ห่างอย่างน้อยก็สามสี่กิโลแค่นั้น”

“พ่อเหมือต้องให้พวกนี้กินข้าวก่อน…ตอนนี้ฉันมิสู้จะตกใจแล้ว…เริ่มชินแล้วละมัง…เสียงสัญญาณไรนี่” คุณหลวงก็เลยถือโอกาสนี้ตัดบทเพื่อให้กันตังกับกายีแลฝีพายได้กินข้าว

ช่วยให้แลเห็นความไร้น้ำใจของเจ้าของกองเรือคราวนี้เอง

ท้ายที่สุด เสียงสัญญาณก็หยุดลง

ทุกคนอิ่มอาหาร ฝนก็ขาดเม็ดพอดี

“ใกล้ถึงปลายเกาะหรือยังพ่อเหมือง” คุณหลวงถามไถ่เมื่อมองออกไปแลเห็นท้องนาปลูกข้าวเหนียวยาวเหยียดไปจนจรดเนินสูงเบื้องหน้า

“ยังขอรับ” เจ้าของเรือเริ่มเบื่อตอบคำถาม จึงตัดบทเสียว่า “ใต้เท้ามาคราวนี้เท่ากับมาเที่ยวมาฉลองเรือใหม่ กระผมก็เลยอยากให้ใต้เท้าทำใจสบายๆ ไม่ต้องห่วงอันใดเลยขอรับ…ทันทีที่ถึงปลายเกาะ…ก็รับรองเลยว่า เรือของกระผมจะรอใต้เท้าอยู่ตรงนั้น”

อีกฝ่ายจำใจพยักหน้า แม้จะยังรู้สึกคล้ายในทรวงอกมีเขม่าปลิวเข้ามาจับจนมัวฝ้าก็ตาม

กันตังแลกายีนั่งอยู่ห่างออกไปตรงปลายสุดผ้าใบที่ปูรองรวมกับพวกฝีพายของนายกองเรือ แต่มิไกลจนเกิไปจึงได้ยินเสียงของเหมืองค่อนข้างชัด ก็ได้แต่หันมาสบตากัน

กายียังอดขำคำว่า ตั้วเฮีย ที่พี่ชายช่างเสกสรรขึ้นมาเรียกขานอีกฝ่ายเสียมิได้

เมื่อคืน ตอนที่นางเอนกายลงนอน แต่พี่ชายยังคงนั่งทอดถอนใจ พิงเสาต้นใหญ่หน้าห้อง แม่นาย ของเขา ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปราย นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่บานไม้ขัดดาลตรงหน้า นางยังเผยอตัวกระซิบกระซาบกับเขาเลยว่า

แล้วนี่…ถ้าเรื่องราวมันไม่ได้เป็นอย่างที่พี่หวัง พี่จะทำเช่นไร

พี่ชายนางจึงตอบอย่างมั่นใจ

คอยดูไปก่อนแล้วกัน เจ้าอาจจะนึกไม่ออกเพลานี้ แต่คงจะนึกออกวันหน้า

อาจจะจริงของเขา

นั่นก็เนื่องด้วยภาพอันสาหัสโหดเหี้ยมไม่เคยปรากฏชัดในใจนาง

แต่ฝังตรึงแนบแน่นอยู่กับเขา…กับดวงตาดวงใจแลดวงวิญญาณ มิเคยถ่ายถอนได้แม้เพียงหนึ่งนาทีจนกระทั่งบัดนี้…10 ปีเต็ม

ก็แลจำเพาะได้พบปะเด็กหญิงเล็กๆอย่างจงใจเมื่อนางได้ 7 ขวบ แล 13 ขวบ…จวบจนนาทีนี้…ที่เขาเองคือผู้ขีดเส้นชะตากรรม นำตนเองมาลงเรือของนางจนได้ ครั้นแล้วก็สมความปรารถนา

เหตุไฉน เขาจึงจะละทิ้งสิ่งที่ตนเองสานไว้ โดยมิสานต่อไปจนครบถ้วนเสียด้วยเล่า

ในเมื่อการศึกษาช่วยเขาเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าเช่นนั้น ก็ลงเรือกันได้แล้ว” ในที่สุดเหมืองก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง

 

ลงนั่งเรียงกันโดยไม่มีผ้าใบคลุมอีกครั้งก็ดังหนึ่งถูกปลดปล่อย เมื่อไม้ยางลำยาวพาแล่นอ้าวออกไปในลำน้ำสายน้อยจนทะลุถึงหมู่บ้าน แต่เหมืองก็เอ่ยอย่างแกนๆ

“ไม่ต้องขึ้นนะขอรับ เดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน”

ขณะที่ใจตนเองก็สะท้อนวับๆเช่นกัน

“ไม่ขึ้นน่ะดีแล้ว” คุณหลวงบอกเขาอย่างอัดอั้น…เพราะเหตุอันใด ตนเองก็นึกรู้ จู่ๆจึงไม่สบายใจขึ้นมาจริงจัง

ชั่วโมงนาทีกำลังผ่านไป…น้ำกำลังลง เรือที่ดูคล้ายไม่หนักตั้งแต่เช้า บัดนี้เริ่มหนักขึ้น ค่อยๆหนักจนคนพายต้องออกแรงระยะหนึ่ง กระทั่งล่วงถึงตอนที่น้ำลึก จึงแล่นเร็วขึ้นคล่องขึ้นขณะที่ฟ้าเบื้องบนอันพยับโพยมค่อยๆมืดลงมัวลง

กันตังบนเรือตามจึงจุดเทียนไขที่มีไส้ชุบน้ำมันมะพร้าวขึ้นดวงหนึ่ง เฉียนบนเรือนำก็จุดขึ้นสำหรับเรือที่เขานั่งอีกดวงหนึ่ง

“ช้าไปนิดหน่อยขอรับ แต่ก็ใกล้ถึงแล้ว” เสียงเจ้าของเรือผู้หยุดพูดไปครู่หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างอ่อยๆ เสมือนไม่ค่อยอยากเปล่งเสียงสักเท่าไร

คนในเรือทั้งพ่อ ลูกชาย ลูกสาวก็ยังคงนั่งนิ่ง มิกล่าววาจา ด้วยว่าไม่มีภูมิภาพแปลกตาจากฝั่งซ้ายให้เอ่ยถึง เนื่องด้วยแลเห็นแต่หาดกว้าง มีน้ำหล่อเป็นบางตอน ไกลออกไปคือเกาะใหญ่ที่บัดนี้เรือพาพ้นมาแล้ว เหลือแต่น้ำจรดฟ้า

อีกครู่เดียวก็จะถึงสุดท้ายปลายเกาะอันมีทั้งแหลมที่ชาวบ้านเรียกกันว่า แหลมเจ้า กับหาดทรายขาวยาว พร้อมด้วยเกาะแก่งน้อยใหญ่มากมาย รวมทั้งบางช่วงตามชายฝั่งคืออ่าวจอดเรือที่พึ่งได้

“บ้านกันตังอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้นะคุณพ่อ” ดาบเอ่ยถามเบาๆ

น้องสาวจึงนิ่งฟัง

“นั่นน่ะซี” คุณหลวงพึมพำในลำคอ “ก็นี่เรามาเพราะกันตังด้วยใช่รึไม่”

เหมืองได้ยินชัดจึงตอบว่า

“ใช่ขอรับ คือกระผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า มันคือใคร…คือใครกัน…ถึงได้ทำท่าโอหังอวดดีถึงเช่นนี้”

แต่ครั้นเรือจอดเทียบท่าปลายแหลมยาวอันยื่นออกไปในทะเลผืนกว้าง กลับแลไม่เห็นบ้านสักหลังเรือสักลำท่ามกลางยามพลบที่กำลังแผ่ขยายกลายเป็นมืดมิด

ขณะที่คนพายหัวเรือชูแท่งเทียนที่มีเปลวไฟ

เพื่อให้ทุกคนในเรือก้าวขึ้นบันไดตลิ่งอันทิ้งเป็นลานกว้างไว้ตรงหน้า แต่ครั้งหนึ่งคงมีบ้านเรือนผู้คนเคยอยู่อาศัย หากได้อพยพหลบไป เนื่องด้วยเกรงกลัวโจรสลัดที่อาจบุกเข้ามายามใดก็ได้ แม้สัญญาณเตือนภัยจะส่งเสียงเตือน หากก็เสมือนเตือนให้หนีมากกว่าเตือนให้สู้

ดาบแลดูราต่างก็เกาะแขนบิดาคนละข้าง หลังจากก้าวขึ้นไปยืนใจสั่นๆ พลางถามอีกฝ่าย

“ก็เหตุใดจึงไม่ไปให้ถึงเรือของเจ้าเสียเลยเล่า” คุณหลวงจึงปริปากทั้งๆกำลังคิดครุ่น

“พักอยู่แถวนี้ก่อนดีกว่าขอรับ ก็เมื่อครู่ใต้เท้าก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือขอรับว่า โจรสลัดกำลังมา แต่มาถึงไหนแล้วเราไม่รู้ ไม่มีทงจะทราบได้ ฉะนั้น ก็คงต้องให้เฉียนออกไปกะคนเรือ ไปดูลาดเลาให้แน่ใจ”

ถ้อยคำของเขาก็พอฟังได้อยู่ ดังนั้น คุณหลวงจึงพยักหน้า

พอดีทุกคนจากเรือลำหลัง ต่างก็ก้าวขึ้นมาสมทบรวมกลุ่ม ทั้งด่านแลด้าวจึงชวนกันออกความเห็นเชิงสงสัย

กัปตันเซปาก็มิวายข้องใจเช่นกัน

“แล้วนี่พี่เหมืองจะเอาพวกเรามาจุกไว้ตรงนี้ทั้งคืนรึไร” ด่านถามไถ่อย่างเอาเรื่อง

ขณะที่คนเรือทั้งคู่ต่างก็ชูแท่งเทียน พลางเหลียวหาที่ติดตั้ง ครั้นเจอตอไม้กว้างอยู่ห่างออกไป จึงหยดน้ำตาเทียนติดเทียนทั้งสองแท่งไว้ ณ ที่นั้น

ฝ่ายกันตังจัดการปูผ้าใบ…เชื้อเชิญคุณหลวงแลคนทั้งหลายให้นั่งลง

แต่ตัวเขาแลน้องสาวยืนๆเดินๆเตรียมพร้อมอยู่

“ตกลงก็เลยไม่รู้ว่าบ้านเจ้าอยู่ตรงไหนละซีนะ” หลวงประกาศบุรีไม่มีทางอื่นใดที่จะทำลายบรรยากาศอันน่าหวาดพรั่นหวั่นไหว นอกจากเท้าความซ้ำๆถึงที่ที่หมายใจว่าต้องไป รวมทั้งเหมืองเองก็นัยว่าเช่นนั้น คือใจเขากับใจคุณหลวงตรงกันในเชิงที่จะต้องเคี่ยวคั้นเอาให้ได้ว่ากันตังคือใคร

“หาไม่ยากเลยขอรับ” กันตังคุกเข่าลงพลางตอบยิ้มๆ “เพียงแต่อ้อมแหลมแล้วเลี้ยวไปไม่ไกล”

“ติดทะเลด้านนอกเช่นนั้นรึ” เหมืองอดเสียงเขียวขึ้นมามิได้ พลางก็นึกถึงทะเลด้านนอกที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะ ส่วนใหญ่ร้างไร้ผู้คน ดังเช่นเกาะเตลิบงที่ไม่มีพลเมืองอยู่อาศัย แม้จะตั้งอยู่ในทำเลดีเยี่ยม แต่เนื่องด้วยเป็นเกาะที่โจรสลัดมักจะวนเวียนไปมา คอยดักปล้นพ่อค้าพื้นเมือง หรือแม้กระทั่งเกาะยาวอันอุดมไปด้วยแร่ดีบุก ก็มีแต่ป่า ด้วยเหตุที่คนทั้งหลาหวาดเกรงภัยจากโจรเหล่านี้เช่นกัน “ตกลงบ้านเจ้าอยู่ตรงไหนกันแน่”

ปลายเสียงอีกฝ่ายเริ่มไม่วางใจ

ถ้ามึงหลอกให้กูมาเสียเที่ยวละก็ เหมืองคำรามในลำคอ … แล้วอย่าหาว่ากูร้าย

ครั้นแล้ว คุณหลวงแลลูกชายลูกสาวก็ถึงแก่กระสับกระส่าย

ตาปันจังถึงกับต้องลุกเดินไปมาเช่นกันกับกัปตัน

ครึ่งชั่วโมงต่อจากนั้น จึงปรากฏแสงวอมแวมนำมาจากผืนทะเลตรงหน้า…เพียงอึดใจเต็มก็แลเห็นเรือที่มีคนพายหัวท้ายแลดวงเทียนติดอยู่ตรงหัวเรือ พาเรือมาเทียบท่าพร้อมชายฉกรรจ์ห้าคน มีเฉียนผู้ขาไปยังดูสบายๆในกางเกงย้อมฝาดครึ่งแข้งเปลือยท่อนบน หากแต่ขากลับมานี้ มีเชือกเกลียวไม่เล็กนักมัดแขนทั้งสองข้างไพล่หลัง ชายคนหนึ่งถึงแก่ดึงลากเขาขึ้นจากท่าน้ำ พามายังคนที่ยังนั่งสลอนรอเวลา

พลางผลักเฉียนให้ทรุดลงตรงหน้านายของเขา

พร้อมกับดึงปืนที่เหน็บบ่าด้านหลังออกมา ท่ามกลางอาการตะลึงพรึงเพริดของคุณหลวงแลลูกๆ

แต่ทันใดนั้น ตัวหัวหน้าก็หันมาพบกันตัง

ต่างก็จ้องมองกันแลกันผ่านแสงจากดวงเทียนที่ถูกลมเบาๆโบกโบยจนวูบวับ

หากต่างฝ่ายต่างก็อับจน ด้วยมิอาจเปล่งถ้อยคำใดออกมาได้

อึดใจเต็ม ตัวหัวหน้าวัยราวสี่สิบก็ออกคำสั่ง

“มัดมันทุกคนเดี๋ยวนี้”

 

Don`t copy text!