ข้ามมหาสาคร บทที่ 39 : เขามีนาง นางมีเขา

ข้ามมหาสาคร บทที่ 39 : เขามีนาง นางมีเขา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 39 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แต่นางมิยอมเงยหน้าขึ้นรับฟัง ขณะที่กันตังนั่งนิ่ง…น้ำในตายังคงร่วงลงมา…ด้วยว่า ภาพอันเลวร้ายแต่หนหลังกำลังประดังกันพลุ่งพล่านราวน้ำที่เดือดจัด

ในที่สุด ชายหนุ่มก็เอ่ย

“ขอให้แม่นายเข้าไปพักในห้องก่อนจะได้ไหมขอรับ”

ทันใดนั้น สะลอแมก็ทำท่าชะงักงัน…ขณะเพ่งพิศ…มียิ้มนิดๆผุดขึ้นในแววตา

ครั้นแล้วจึงตอบกลับมาแกมขำขัน

“ได้สิขอรับ”

ต่อจากนั้น จึงตะโกนเรียก

“ไอ้บุก เสร็จหรือยัง”

เพียงสิ้นเสียง ประตูก็เปิดออก สมุนคนหนึ่งคลานเข้ามานั่งพับเพียบรายงาน

“ย้ายของแล้วขอรับ กำลังปูเสื่อกับฟูก”

“นางจะเข้าห้องก่อนก็ได้” สะลอแมพยักหน้า “จะอาบน้ำรือไม่…ถ้าอาบก็ให้ชายนี้ตักน้ำให้ข้างๆเรือ…”

ว่าแล้วจึงหันมาทางชายหนุ่ม พลางถามด้วยสำเนียงแดกดัน หากก็มียิ้มหยันเหยาะอยู่

“ใต้เท้าจะช่วยตักให้ได้หรือไม่ล่ะขอรับ…แล้วนี่ใต้เท้าแอบไปเป็นข้าทาสแม่นางตั้งแต่ครั้งใด”

กันตังจึงตอบเพียงสั้นๆ มิพลอยขบขันไปด้วย

“หน้าที่รับใช้ทุกอย่างเป็นของข้า ไม่ต้องหาใครมาทำ”

“จริงสินะ” สะลอแมยินยอมพร้อมพยักหน้า “ข้าเองก็ยังจำได้…ว่า…เจ้าเก่งกล้าสามารถขนาดไหน…ยิ่งสิบปีหลัง…เจ้าได้ไปเล่าเรียนถึงปีนัง…เจ้าก็เหมือนไปชุบตัวใหม่…กลายเป็นใครอีกคนที่ข้าก็น่าจะจำไม่ได้…แต่ข้ามันก็บัดซบตรงที่เพียรลืมเท่าไรก็ลืมไม่ลงนั่นแล”

กันตังฟังแล้วได้แต่เม้มริมฝีปาก

ดูราจึงหันมาทางเขาคล้ายใคร่ถาม…หากก็มิอยากต่อถ้อยคำให้ยาวออกไป

เบื้องนอก ใบเรือสองเสากำลังกางรับลมอันราวกับเป็นใจ ให้เรือทั้งสองแล่นฉิวลิ่วไปในท้องทะเล

หากจะให้เดา…นางก็ใคร่เดาเอาว่า เมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขายังรุ่นหนุ่ม…เขาคงเคยรับใช้อยู่ในเรือลำนี้หรือลำก่อนหน้านี้ที่มีสะลอแมเป็นมูลนาย…จนกระทั่งเขาพบหนทางสายเสรีให้มีโอกาสปลีกตัวไปเมื่ออายุสิบห้า โดยพ่อเขาช่วยเยียวยาชาวอังกฤษให้หายจากพิษบาดแผล

นางจำที่เขาเล่าให้บิดาฟังอย่างถ่องแท้ราวกับเห็นด้วยตา

ครั้นมาพบกันครานี้…เขาจึงมาในทีท่าใหม่ที่สะลอแมก็คงสุดแสนจะขวางนัยน์ตา

เมื่อสักครู่ นางก็รู้ว่าจอมโจรตรงหน้าแดกดัน

“ข้าครั่นเนื้อครั่นตัว ใคร่อาบน้ำแล้วละ” นางก็เลยตัดบท พร้อมความกำสรดโศกจางไป เมื่อได้แลเห็นทั้งกิริยาแลถ้อยคำที่รอบอกกล่าวว่ารับผิด

“ถ้างั้น…” สะลอแมขยับตัวลุกขึ้น “ตามข้ามา”

ดูรายังคงจับมือชายหนุ่มไว้มั่น น่าแปลกที่ความกลัวเมื่อครู่ก่อนเริ่มบันเทาเมื่อก้าวตามชายร่างใหญ่ออกไปยืนหน้าประตูที่ลมทะเลพัดกรูอยู่รอบกาย เงาตะคุ่มของชายหลายคนขวักไขว่อยู่ตรงหน้า แต่เพียงสะลอแมก้าวออกไป คนทั้งหลายต่างก็หันพรึ่บมาพร้อมกัน เตรียมรอรับบัญชา

“เอาน้ำจืดมาให้นางอาบ…ตรงนี้ก็ได้…แล้วพวกมึงก็ไปให้พ้น” พลางหันมาทางกันตัง “ก็แล้วเจ้าเล่า…ใจคอจะเฝ้ากระทั่งนางอาบน้ำเลยเชียวรึ”

เขาก็เลยพยักหน้า

“ข้าจะยืนหันหลัง”

“ถ้างั้นก็ตามใจ” ดูเหมือนผู้พูดก็นึกออกว่าอีกฝ่ายมุ่งหมายเช่นไร

นอกจากไม่ไว้ใจ ก็ยังไม่ไว้หน้า

“ข้าเข้าห้องไปได้แล้วใช่หรือไม่” อีกฝ่ายจึงถามไถ่แกมขำนิดหนึ่ง

แต่ชายหนุ่มไม่ตอบ

เจ้าของเรือก็เลยเปิดประตูกลับเข้าไป

ปล่อยให้ดูราปลดห่อผ้าแลกระบอกน้ำออกจากไหล่…วางลง

กันตังจึงบอกนางอย่างอ่อนโยน

“กระผมจะยืนอยู่ตรงนี้นะขอรับ” โดยพลันเขาก็หันหลังให้ เดินข้ามไปยืนริมเรือตรงข้าม มองออกไปในผืนน้ำวาววามท่ามกลางความมืดที่มีเพียงไฟหัวเรือริบหรี่

มีเสียงรดน้ำซู่ดังเบาๆ

ฝ่ายเขา ณ บัดนี้ มิเคยรู้สึกสุขฤดีใดเท่าสายลมคลอเคล้าเย็นฉ่ำ ไกลออกไปตรงหน้า แลเห็นเพียงน้ำกับฟ้าผืนกว้าง

เขามีนาง นางมีเขา ความเศร้าจึงเลือนจางดังปลิดปลด

นางอาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวแห้ง ดึงผ้าออกมาสวมใส่ ที่คือซิ่นผ้าฝ้ายทอมือ เสื้อเนื้อเดียวกันตัวสั้นผูกด้วยผ้าเส้นเล็กเป็นระยะอย่างง่ายๆ

ไม่มีผ้าโจงกระเบนไหม สไบแพรอีกต่อไป

“กันตัง” นางเอ่ยเสียงเบา “อาบน้ำแล้วค่อยหายเหนอะหนะ เจ้าจะอาบบ้างหรือไม่”

“อาบขอรับ”

“ข้าจะยืนเป็นเพื่อนเจ้า”

เขากับนางต่างก็มองกันในความมืด…ชายฉกรรจ์ยืดคอเล็งแลอยู่ห่างออกไป คงคอยเฝ้ามิให้เขาล่วงเกินนาง…กันตังคาดเดา พลางก็อยากหัวเราะออกมา

“ดีเหมือนกันขอรับ แต่แม่นายจะเมื่อยหรือไม่”

“ไม่เมื่อย…ข้าจะหันหลังให้ มองฟ้าไปพลางๆ”

เสียงเขาหย่อนถังไม้ลงไปในทะเลที่เรือกำลังแล่น

คงแสนจะคล่องแคล่วในวิธีที่อยู่กับเรือมานานครัน…นางนึกในใจอย่างหรรษา

นึกไม่ถึงเลยว่า ชายแปลกหน้าคนหนึ่งผู้มาถึงเรือดูราอย่างน่าสงสัย จะกลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ได้เพียงนี้

พลันก็นึกถึงบิดา ตาแลพี่กับน้องพร้อมด้วยหญิงร่วมสายเลือดกับเขาอีกหนึ่ง ที่ถูกทิ้งไว้บนฝั่งกับเจ้าของกองเรือแลบริวาร 

ป่านฉะนี้ เหมืองจะโมโหโกรธาจนหน้ามืดเพียงไหน

อยากรู้ว่าเขาจักทำฉันใด

“กันตัง…นายเหมืองคงฟาดหัวฟาดหางแล้วละมัง…เจ้าว่าจะพาไปบ้านเจ้าที่ฝั่งทะเลข้างนอกนี่นา…” ปลายเสียงนางฟังดูช่างไร้ทุกข์ มีแต่สุขฤทัย

ขณะที่เขาตักน้ำรดตัวดังซู่ซ่า ริมฝีปากผายออกยิ้มในความมืด

“กระผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอันใด จึงทำให้มันกะแม่นายแยกกันไปเสียอย่างนั้น”

นางได้ยินเสียงเขา ราวกำลังกลั้นหัวเราะ

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่า…ว่า…” นางเองก็รู้สึกเริงร่าเมื่อนึกถึงหน้าตาเดือดดุดุคั่ง คล้ายกำลังใคร่ฆ่าใครสักคนของนายกองเรือ “อือ…คงไม่อยากมากไปกว่า อยากรู้ว่าคุณพ่อจักเป็นห่วงสักแค่ไหน”

“ห่วงน่ะห่วงแน่ขอรับ” เขาตอบกลับไป ขณะหันหลังให้นางพลางรดน้ำขันสุดท้าย “แต่คงไม่มากมายสักเท่าไร”

“เหตุใดเจ้าจึงแน่ใจถึงเช่นนั้น”

กันตังเงียบไป…อึดใจหนึ่ง…จึงตอบ

“ก็เพราะมีกระผมดูแลแม่นายอยู่ด้วยยังไรเล่า…ใครกี่คนไม่รู้…แต่คุณหลวงท่านต้องดูออกว่ากระผมเป็นคนอย่างไร”

“แล้วเจ้าเป็นคนอย่างไร” นางย้อนถามในความมืดที่บัดนี้มิรู้สึกกลัวเกรงใดๆ มิว่าฝนฟ้า ทะเลบ้า รวมทั้งโจรสลัด

เสียงเขาสวมเสื้อผ้าที่อยู่ในห่อแขวนไหล่ คงเป็นกางเกงสีฝาดสั้นแค่หน้าแข้งตัวนั้น

“กระผมก็เป็นคน…” ชายหนุ่มกล่าวตอบอย่างแจ่มใสหัวใจเต็ม “เป็นคนซื่อสัตย์ขอรับ…”

นางหันกลับมาหาเขาผู้ยืนตรง มีห่อผ้าแลกระบอกน้ำติดหัวไหล่

“แล้วอย่างไรอีก” ดูราถาม…แย้มยิ้มปริ่มเปรมอยู่ในหน้า…นางลองท้าทายเขาไปอย่างนั้น

“แล้ว…แล้ว…ก็…มีรักเดียว” กันตังพึมพำในลำคอ ใคร่ให้ได้ยินจำเพาะนาง “รักด้วยใจดวงเดียว”

Don`t copy text!