ข้ามมหาสาคร บทที่ 44 : ร้ายกว่าโจร

ข้ามมหาสาคร บทที่ 44 : ร้ายกว่าโจร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 44 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ภาพที่แลเห็นตรงหน้าช่างชวนให้ประหลาดใจในโชคชะตา…สะลอแมพิจารณานางอย่างเอ็นดู…รู้โดยพลันว่านางคือคนผู้มีทั้งค่าแลราคา จึงรู้สึกถึงบุญคุณของตายายแลหลวงประกาศบุรีที่ฟูมฟักนางมาอย่างหญิงสามัญ ไม่กระสันฝันถึงเจ้าชายหรือบุรุษใดในโลกที่หายาก สิบปีผ่านไป ท่ามกลางความใจหายในสันดานร้ายของตนเอง สะลอแมจึงมองนางอย่างขออภัย ใคร่แก้ตัวใหม่ ณ บัดนี้เป็นต้นไป

ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น

“นางอยากได้ไรบอกข้า…คฤหาสน์สักหลัง ตึกแถวกี่คูหาในปีนัง ข้าซื้อให้ได้…”

ดูราก็เลยลดฝักข้าวโพดลง บอกตรงไปตรงมา

“ข้าไม่อยากได้ของที่เจ้าปล้นเอามารวย”

สะลอแมฟังแล้วถึงกับยิ้มกว้าง

“แม่นางคือหญิงงาม…ทั้งหน้าตาแลน้ำใจ”

“ข้าแค่คนธรรมดา…มีรัก เกลียด โกรธ โฉดเขลา…อย่าหวังว่าข้าจะเป็นอย่างที่เจ้าหวังไว้”

สะลอแมก็เลยหยิบข้าวโพดมาแทะบ้าง พลางพยักหน้ากับชายหนุ่ม

“เจ้าก็กินสิ…รินน้ำชาให้นาง”

กันตังยังคงอ้างว้างใจมิหายได้…แม้เมื่อครู่ดูคล้ายวาบหวาม แต่เพียงมินาน ความทรมานก็คืนมา

ครั้นแล้วจึงรินน้ำชาใส่ในจอกกระเบื้องส่งให้นางแลสะลอแม หยิบข้าวโพดมาแกะทีละสองสามเม็ดส่งเข้าปากด้วยท่าทางเนิบเนือย

“ดูเจ้าทำท่าเหมือนเบื่อหน่าย” โจรใหญ่แทะข้าวโพดอย่างอร่อยจนหมดท่อนภายในพริบตา ต่อจากนั้นนายบุกก็เดินถือจานใหญ่ที่มีข้าวโพดอีกสี่ท่อนร้อนกำลังดีเข้ามาวาง นำจานว่างเปล่าออกไป…แต่กันตังก็ยังแกะเม็ดข้าวโพดใส่ปากช้าๆ หน้าตาไม่เบิกบาน “เถอะน่ะ…อย่าได้เป็นกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ…”

อีกฝ่ายทิ้งท้ายอย่างมีความหมายที่ตนเองล่วงรู้เพียงผู้เดียว

“หรือเจ้ากลัวว่าไอ้เหมืองจะตามมาทัน แล้วมันก็จะมาชิงเอาแม่นางไป” อีกฝ่ายไต่ถามเรื่อยไปอย่างสบายๆ คล้ายขำนิดหนึ่ง “ถ้าถึงเช่นนั้นก็ไม่ต้องกลัว แค่ข้าเอาไอ้คนพายสี่ตัวมาเก็บ กว่ามันจะกระเสือกกระสนพาพ่อแลพี่ๆแม่นางออกมาตาม…ก็…ฮะฮะ…ไหน…ทั้งหมดมีกี่คนลองนับดู…หนึ่ง สอง สาม…”

“ข้าเป็นห่วงคุณพ่อกะตา”

“โอย…แม่นางขอรับ…” สะลอแมร้องดัง “คนอย่างหลวงประกาศบุรี มีหรือจะแพ้ไอ้เหมือง”

อีกฝ่ายยังคงกินข้าวโพดอย่างเอร็ดอร่อย ควบกับซดน้ำชา แต่ไม่ดูตะกละมูมมาม…

“ตาเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อข้าถูกหักหลัง” นางก็เลยเอ่ยออกมา

นับเป็นยามเช้าที่ไม่น่าจะมีในชีวิต นั่นก็คือ ได้มีโอกาสพูดคุยกับมหาโจรราวเคยสนิทกันมานาน

“แน่นอน…แม่นาง” สะลอแมวางซังข้าวโพดท่อนที่สองลงในจาน ใช้ผ้าเช็ดปากประจำตนเช็ดมือพลางจิบน้ำชา ท่าทางมารยาทไม่ผิดไปจากผู้ได้รับการอบรมมาดี…ครั้นแล้วจึงนึกขึ้นได้ว่า…อ้อ…เพราะเขาเคยเป็น ‘คนของหลวง’ “ในวงงานไม่ว่างานเล็กงานใหญ่ คนคดในข้องอในกระดูกเกลื่อนเต็มอยู่ทั่วไป…นางรู้รือไม่ว่า…โจรบางคนที่เป็นโจรก็ด้วยเจ็บแค้นที่เคยถูกเจ้าเมืองเลวทรามบางรายรังแกจนสุดจะอยู่เป็นคนดีต่อไปได้…”

“เจ้าว่า…นั่นเขาคิดผิดหรือไม่” ดูราวางซังข้าวโพดที่กินหมดแล้วลงในจาน เช็ดปากด้วยผ้าของนาง พลางหันไปมองกันตังแลเห็นชายหนุ่มยังคงแกะทีละเม็ดเข้าปากอย่างช้าๆ หากก็ตั้งใจฟังสะลอแม “คุณพ่อสั่งสอนข้า ตายายข้าก็เคยบอกข้า…อย่าได้ตอบแทนความเลวด้วยความเลว”

“ที่จริง…มันก็ต้องเช่นนั้นละ แม่นาง” อีกฝ่ายไม่เถียงคอเป็นเอ็นเพื่อเข้าข้างตนเองดังที่นางหวังว่าเขาจักเข้าข้าง “แต่ก็คิดดู ใครจะมีปัญญาขึ้นถึงความถูกควรขนาดนั้นได้ ก็คงต้องพระผู้เป็นเจ้าแล้วละ…แต่…”

สะลอแมเช้าวันนี้ดูมีเรื่องกระปรี้กระเปร่าอยู่ในใจ

“อ้อ…ข้าลืมถามไปว่า…เหตุใดเจ้าจึงพาคนไปริบทั้งเรือทั้งคนของนายเหมืองมาได้”

“จะยากกระไรเสียนักเล่า แม่นาง” สะลอแมยิ้มกว้างออกมา “ก็มันเป็นฝ่ายส่งคนมาติดต่อข้าไม่รู้รึ…”

“นี่เจ้าพูดจริงหรือเท็จ” ดูราร้องเบาๆ ขณะถือถ้วยน้ำชาค้างอยู่ในมือ

“โธ่เอ๊ย…ข้าจักโกหกนางได้ยังไร” โจรใหญ่ส่ายหน้า “ก็ที่ข้าส่งคนไปวันวาน ถ้าไม่เพราะมันมาว่าจ้าง ข้าน่ะรึจะใคร่เกี่ยวข้องกะมัน…ข้าไม่อยากเสียลูกปืนไงล่ะ…ฮ่ะฮ่ะ…ไม่ใคร่เสียแรงไปยุ่งยากกะคนนำความลำบากมาให้…นั่นก็คือ…เหมืองไม่เคยซื่อกะใคร…คนไม่ซื่อ ไม่ว่ากะเราหรือกะใคร…อย่าพาตัวเข้าไปใกล้ เสนียดจัญไรที่สุด”

 

ฝนหยุดสนิท อากาศรอบอ่าวค่อยๆระบายบางด้วยสีแห่งท้องฟ้ายามเลยรุ่ง…แต่แสงทองกลางหาวก็ยังมิพวยพุ่งลงมาเหมือนในยามไร้ฝน ดังนั้นสะลอแมจึงพยักหน้า

“ถ้าเจ้าอยากไปเดินที่หาดทราย…ก็ไปกันเถิด…โอกาสเลอเลิศมีไม่มาก…อยากคุยกันเพื่อจะได้เข้าใจกันก็จงคุยจงทำความเข้าใจ” สะลอแมดูใจดียิ่งนัก สมกับที่อยากตอบแทนนางด้วยความสำนึกผิด “แต่ข้าไม่อาจไปด้วยได้…ทั้งๆอยากไป…นั่นก็เพราะข้าไม่วางใจไอ้เหมืองว่ามันจะไม่ส่งคนไปตามเรือเร็วเรือปืนของมันตามมาถล่มเรือข้า”

เมื่อเขาเอ่ยมาถึงตรงนี้ กันตังก็เลยเห็นด้วย รีบกินข้าวโพดจนหมดฝัก พลางขอท่อนที่เหลืออีกสามท่อนใส่ถุงย่าม

“เผื่อหิว” เขาบอกชายตรงหน้าอย่างง่ายๆ

เห็นได้ชัดว่าเคยสนิทชิดใกล้กันอย่างยิ่ง

“เออ…เอาไป…เดี๋ยวข้าจะเติมของกินให้ไป น้ำอีกสองสามบอกก็ได้” โจรอนุญาตอย่างใจดี

ครั้นแล้ว เพียงไม่กี่นาทีต่อจากนั้น เขากับนางก็คล้องแขนกันเดินไปตามหาดทรายยาวตรงหน้า มีถุงย่ามกับกระบอกน้ำแขวนไหล่พะรุงพะรัง ท่ามกลางยามเช้าที่ไร้เปลวแดด

“แม่นาง…ข้าแทบไม่เชื่อว่า ที่เรามาเดินกันอยู่นี่ไม่ใช่ความฝัน”

“ข้าก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน” นางหันมา แสงจากแววตากลมดำเป็นประกาย…. “นึกไม่ออกเอาทีเดียวว่า เพียงกะพริบตา ข้ากะเจ้าก็มาเดินอยู่ด้วยกันสองคน…มันช่างไม่น่าเป็นไปได้”

“แต่มันก็เป็นไปแล้ว” กันตังบอกกล่าว

“ถึงไงก็ยังดูเหมือนเจ้าเศร้าๆ” ดูราคาดหมาย

นั่นก็เนื่องด้วยนางเห็นแสงมัวหม่นฉายออกมา…จากหน่วยตาคมขนตาดกหนาของเขา

“จริง…ถึงไงข้าก็ยังกลุ้มใจ”

“เรื่องไรหรือเจ้าคะ” นางก็เลยสัพยอกพริ้มพราย

“ก็เรื่อง…เอ้อ…เรื่องเจ้ากะข้า….ถึงนางจะไม่ใช่ลูกแท้ของคุณหลวง แต่สิบปีที่แล้วมา นางก็กลายเป็นลูกแท้ๆของหลวงประกาศบุรีเต็มตัว” กันตังกล่าวคำพลางดึงดวงหน้านางเข้ามาแนบกับแก้มเขาพร้อมจูบเบาๆอย่างถนอม “ข้านึกถึงคุณหลวงตอนรู้ว่าข้ากะเจ้ารักกัน นึกถึงหน้าตายายของเจ้า พี่ชายกะน้องชาย…ใจก็สั่นไปถึงไหนๆ โดยเฉพาะคุณหลวงกะพี่ชายคนโต คงแทบจะฆ่าข้าเสียละกระมัง”

“กันตัง” นางก็เลยกอดคอเขาไว้แน่น เอนศีรษะเข้าไปซบกับซอกบ่า “เป็นหน้าที่ข้าเอง…ข้าจะบอกคุณพ่อกะตากะพี่ดาบเองว่าจงปล่อยข้าไป…ข้าไม่ใช่หญิงสูงศักดิ์ที่ต้องเจาะจงรักแต่ชายสูงส่ง…ข้าเป็นแค่ลูกกำพร้าที่พ่อแม่ถูกโจรฆ่าตาย…โจรนั่นเคยเป็นนายเจ้าก็จริง…แต่เจ้าก็หนีการเป็นสมุนโจรไปนานถึงสิบปี…วันนี้…เจ้าก็เลยไม่มีอันใดเกี่ยวกะเขาอีก”

“ยังมี แม่นาง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นราวกระซิบ

นางจึงถอนดวงหน้าออกจากเขา พากันเดินไปนั่งพักที่ไม้ใหญ่เหนือหาด แขวนถุงย่ามแลกระบอกน้ำไว้ตรงกิ่งก้านเตี้ยๆตรงนั้น พลันก็กอดคอเขาไว้ ซบหน้าลงกับไหล่ของเขาพลางถาม

“บุญคุณหรืออย่างไร”

เขาก็เลยพยักหน้า

นางจึงตอบรับ

“ข้าเข้าใจที่เจ้ารู้สึก ข้าเองก็นึกไว้เหมือนเจ้า…ก็คือคุณพ่อกะตามีบุญคุณที่เลี้ยงดูข้ามา ไม่ว่าข้าจะยากจนเพียงไหน ก็จะหาทางตอบแทนบุญคุณคุณพ่อกะตายายจนกว่าจะตายจากกัน” นางเน้นเสียงแต่ละคำอย่างมั่นใจ “ว่าแต่ว่า…เพลานี้เจ้ามีงานใดทำอยู่ ก่อนจะมาถึงเรือคุณพ่อ”

“มี” คำถามนี้ช่วยให้เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมา จึงตอบนางอย่างเต็มใจ

 

Don`t copy text!