ข้ามมหาสาคร บทที่ 49 : มุ่งคืนสู่ดูรา

ข้ามมหาสาคร บทที่ 49 : มุ่งคืนสู่ดูรา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 49 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

หนุ่มสาวทั้งคู่ต่างก็เดินคลอเคลียกันมา มีย่ามแลกระบอกน้ำสองสามกระบอกคล้องหัวไหล่…กำไลข้อเท้าของสาวน้อยถูกถอดแล้วหย่อนไว้ในถุงผ้า หยิบรองเท้าไม้หรือที่เรียกว่าเกี๊ยะอันเป็นสินค้าจากจีนมาสอดเข้ากับปลายเท้าซึ่งบัดนี้จะเดินเท้าเปล่าดังที่เคยชินหาได้ไม่ แต่กันตังก็ยังเปลือยฝ่าเท้าเดินย่ำไปในป่าโปร่งอันชื้นด้วยทรายชุ่มน้ำ ลุยไปบนใบไม้ทั้งแห้งแลสดที่หล่นร่วงลงมาปูรอยทางเดินอันพาวกเลี้ยวไปขวามือ แลเห็นอย่างชัดเจนทีเดียวว่า แม้ผู้คนจะหลบลี้ไปเนิ่นนานครั้งพม่ามารังควานคราวนั้น ทิ้งป่าให้เป็นป่า ปล่อยน้ำตกโตรกธารให้ทะยานจากหน้าผาอันงามงดลดหลั่นด้วยชั้นเชิง ราวชวนเชิญมาระเริงธารา สดับเสียงนานาวิหคอันร่อนปีกเล่นเสียงอยู่ตรงหน้า โผไปพลันหันหลังกลับ ขยับทั้งปากแลขา โฉบเฉี่ยวผ่านไปมา คล้ายล้อเล่นกับอากาศ…หากบัดนี้ ก็ยังดูราวคึกคักด้วยหมู่มนุษย์

นั่นก็คือ…ภาพกองขยะที่ปรากฏอยู่ด้านข้าง เกลื่อนกล่นด้วยเปลือกกุ้ง ปู หอยอันสุมอยู่ ช่วยให้รู้ว่ายังมีผู้คนไปมา…แต่ไปอย่างลับกลับอย่างซ่อนเร้น ท่ามกลางฝูงยุงที่บินหวึ่งๆเต็มชายป่า

“กันตัง…โจรสลัดคงมาที่นี่ละมังนะ” ดูราทักถามพลางเดินเร็วขณะผ่านเปลือกสัตว์ทะเลกองพะเนินท่ามกลางก้อนหินที่พวกนั้นนำมาวางล้อมเป็นเตาไว้ก่อไฟ เพียงแต่ไม่มีภาชนะหุงต้มทิ้งไว้

ช่างไม่สมกับความงามแห่งหาดขาวเกลาเกลี้ยงบนชายฝั่ง

“นกเยอะจังเลยนะกันตัง” นางเอ่ยพลางเหนี่ยวแขนเขาเข้ามา

ชายหนุ่มก็ได้แต่พยักหน้าขณะมองดูหมู่เหล่าสกุณาหลากหลายที่กำลังโผผินบินจากในถ้ำอันเป็นที่ทำรังด้วยน้ำลาย

“เยอะมาก…เห็นนกอีแอ่นนั่นรือไม่” เขาก็เลยชี้ชวนให้นางชม “รังมันขายได้ราคาดี”

“เจ้าเคยขายบ้างไหม…ราคาสักเท่าไร” นางหาเรื่องถามไปอย่างนั้น ด้วยแลเห็นสีหน้าเขาเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา…แม้เมื่อครู่ จะดูสดชื่นขึ้นพักหนึ่ง ตอนที่เขาแลนางซาบซึ้งกันแลกัน หากก็เพียงผ่านผันไม่กี่อึดใจ กันตังก็เงียบเฉยขึ้นมาอีกจนได้

“ไม่เคยเลย…ก็ด้วยรังนกนี้เป็นสินค้าที่จะค้าขายกันได้ก็เฉพาะแค่พระคลังสินค้าของหลวงเท่านั้น”

“เช่นนั้นรือ…ข้ามิเคยรู้เลย รู้แต่เรื่องดีบุก” นางหาทางให้เขาพูดคุย

แต่กันตังก็ชวนนางนั่งรอเรือบนพื้นทรายเหนือหาด ทะเลดูสะอาดหากก็ช่างเวิ้งว้างมัวหม่น แสงอ่อนจางลามล้นจากฟากฟ้าเพียงบางเบา แรเงาผืนครามอมควันให้ชวนครั่นคร้ามเยือกเย็น

“ว่าแต่ว่า เจ้าพูดค้างไว้จำได้หรือไม่ว่า เจ้าเองก็มีงานทำ”

“ก็มีน่ะสิ” เมื่อถึงตรงนี้ แสงตาของชายหนุ่มพลันแวววาวขึ้นมา

“งานใดหรือ บอกได้รือไม่” นางก็เลยเอนศีรษะเข้ามาแนบกับบ่าเขา

“ที่ถามเจ้า ก็เพื่อว่า ถ้าเจอหน้าคุณพ่อกะพี่ดาบแลตากะน้องชาย ข้าจะได้มีเรื่องดีๆของเจ้าเล่าให้พวกเขาฟังอย่างไรเล่า”

“ข้ารู้” กันตังก็เลยโอบบ่านางเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงบของยามเช้าที่ค่อยๆเคลื่อนไป

แต่ยังแลไม่เห็นเงาของกำปั่นสองเสา

“ถ้ารู้ ก็ต้องบอกข้า”

“คงต้องรอไว้ก่อน” ชายผู้ยังไม่ปรากฏอย่างเด่นชัดว่า เขาคือใครหรือมิฉะนั้นก็…ผู้ใดส่งเขามา…ยังคงอ้ำอึ้งออมคำ “คือ…ข้าก็ยังไม่แน่ใจเลยแม่นาง…ก็…ขอให้ข้าได้ลำดับความอันควรแลมิควรไปพลาง…เอ้า…โน่นแน่ะ…เรือมาแล้ว…เรือมา…”

ดูราตื่นเต้นจนถึงแก่ลุกขึ้นยืน

กันตังก็เลยดึงผ้าแดงผืนสำคัญที่ติดอยู่ในย่ามออกมา…ชูขึ้นพลางสะบัดปลาย พร้อมกับออกไปยืนเด่น ให้คนในเรือแลเห็นทันใดนั้น

เรือจึงจอดห่างฝั่งออกไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร

สักครู่ก็แลเห็นเรือเล็กลำสั้นมุ่งหน้ามา มีคนกรรเชียงหัวแลท้าย จนกระทั่งแล่นมาเกยชายหาด

“นายให้มารับ” คนพายท้ายคือหนึ่งในสมุนโจร 20 คนที่มากับเรือลำนี้ ทั้งคู่มีปืนปลายติดดาบเสียบไว้ด้านหลัง

“รับกลับไปเรือนายหรืออย่างไร” กันตังก้าวออกไปยืนตรงในกางเกงครึ่งแข้ง เสื้อแขนสั้นตัวสั้นที่ดูกระชับฉับไว กริชใต้ผ้าเคียนเอวช่วยให้อุ่นใจ

“รับไปกะเรือที่มานี่ แล้วให้ไปส่งไว้ที่เรือคุณหลวง” พลางสมุนโจรก็พยักหน้าไปยังทะเลด้านในอันเป็นทางพาไปสู่อ่าวที่เรือคุณหลวงจอดหลบฝนแลพายุก่อนถึงปากพระ

“ถ้างั้นก็ดีเลย” ดูราเอ่ยออกมาเต็มเสียงด้วยสำเนียงสดใส “คิดถึงเรือเต็มทีแล้ว”

“แต่ก็ไกลเหมือนกันขอรับ” สมุนโจรรายงานอย่างนอบน้อม ด้วยกัปตันบอกว่าผู้ที่มารอเรือคือลูกคุณหลวงกับผู้คุ้มกัน

“ว่าแต่ว่า…” กันตังจึงถามไถ่ “ได้ยินเสียงปืนเมื่อครู่…แต่หยุดไป…แล้วไงมาบอกให้รีบหนี”

“พ่อค้ามันสั่งยิง…” มลายูหนุ่มทั้งคู่เอ่ยกล่าวอย่างไม่ตระหนก “ที่หยุดได้ก็เพราะนายจับคนของมันมัดไว้แล้ว รอแลกไอ้นั่นกะหญิงที่พ่อค้าเอามาด้วย”

เมื่อถึงตรงนี้ ชายหนุ่มชะงักงัน

“หญิง…หญิงงั้นหรือ…รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”

“ยังไม่เห็นหน้า…ที่รู้ก็เพราะนายให้คนลงเรือเล็กมาบอกให้ออกเรือมารับสองคนบนเกาะ พาไปรอที่เรือคุณหลวง…ก็เลยถามมันว่า ใครยิงปืน มันก็เลยเล่าให้ฟังว่าพ่อค้าเป็นฝ่ายยิง…แต่นายไม่ยิงตอบ…มันก็เลยส่งคนว่ายน้ำมายื่นหนังสือ…นายก็เลยให้คนจับมันมัดไว้…แล้วสั่งให้มันส่งหญิงชื่อกายีมาแลกกะไอ้ห่านั่น”

“ยังงั้นดอกรึ” กันตังออกอุทาน

โดยพลัน สีหน้าก็พรูพรั่งด้วยความเบิกบานยินดี

 

เรือที่เขาแลนางก้าวขึ้นมายืนอยู่นี้มีทั้งนายท้ายแลกะลาสียี่สิบคนเช่นเดียวกับเรือที่สะลอแมนั่งมา จึงเพียงแต่เงยหน้าขึ้นจากบันไดเชือก ก็พบมลายูกลางคนแลลูกเรือยืนคอย

“กูชื่อไมโบ…นายท้ายไมโบ”

“อ้อ…ไมโบ” ชายหนุ่มได้แต่พยักหน้า “เราไม่เคยเจอกันมาก่อนใช่หรือไม่”

“ไม่เคยเจอ” อีกฝ่ายตอบเรียบๆจากริมฝีปากค่อนข้างหนาอันปกคลุมด้วยหนวดเคราไม่ยาวนัก “ตอนที่มึงอยู่ กูก็ยังเร่ร่อนอยู่แถวชวาโน่น”

“รู้ด้วยรึว่าข้าเคยอยู่”

“รู้…ไอ้หันบอก…บอกว่ามึงเป็นลูกเรือเก่า แต่ทะเลาะกะนาย…เลยลาออก…จนกระทั่งมาเจอกันอีกที มึงเป็นลูกเรือหลวงประกาศฯ…ก็เลยเอามึงมาเป็นคนคุ้มกันลูกสาวคุณหลวง” พลางเขาก็หันไปก้มหัวให้ดูรา “แม่นายเข้าไปพักในห้องก่อนดีกว่าขอรับ”

พลางผู้พูดก็เปิดประตูไม้ซ้ายมือ

แลเห็นห้องยาวคล้ายกันกับเรือสะลอแม แต่สั้นกว่าแคบกว่า ไม่ดูโอ่อ่าสักเท่าไร มีเพียงเบาะเก่าๆวางซ้อนกันอยู่ตรงมุมห้องพร้อมเชิงเทียนสองอันที่มีเทียนไขแท่งใหญ่ปักอยู่ ด้านข้างทั้งซ้ายขวาคือชั้นไม้ยาวสามชั้น ชั้นบนสุดติดเพดาน เห็นชัดว่าเป็นที่นอน มีหมอนแลผ้าห่มพับซ้อนอยู่ทุกชั้น ทุกช่องของแต่ละชั้นกว้างแลสูงพอให้ตัวคนลุกขึ้นนั่งได้สะดวก

ห้องค่อนข้างมืด ดังนั้นสมุนโจรจึงจัดแจงจุดเทียนสองดวงให้ทั้งห้องสว่างขึ้น

“เชิญแม่นายนั่ง” นายท้ายบอกกล่าว “กระผมคงต้องขอตัวขึ้นข้างบนไปคุมเรือ…อยากกินไรไหม…น้ำในบอกมีรือไม่”

“มี” ดูราตอบคำขณะเหลียวไปรอบๆที่มีกลิ่นมิสู้คุ้นเคยโชยมา

กันตังเองก็รู้ดี แต่เรือโจรสะอาดเพียงนี้ก็ถือว่าดีแล้ว ดีที่พวกมันไม่มานั่งกินกุ้งหอยปูปลากันในห้องนี้ แล้วทิ้งเศษอาหารไว้ซึ่งพวกมันไม่มีวันจะทำได้…เพราะถ้าสะลอแมรู้เข้า ก็จะถูกถีบแลตบจนล้มกลิ้ง ดีไม่ดีก็อาจจะผลักมันลงกลางทะเล ให้มันว่ายเข้าฝั่งเอาเอง ทำโทษที่เห็นเรือสำหรับอยู่อาศัยแทนบ้านเป็นที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล

“เปิดประตูได้รือไม่” เขาก็เลยออกคำสั่ง

นายท้ายจึงรีบหันไปพยักพเยิดให้สมุนเปิดประตูทั้งสองข้าง…แม้อีกข้างหนึ่งจะเปิดไปเจอห้อง…หากก็สั่งให้อ้ากว้าง บานที่อยู่ปลายสุดอีกห้องหนึ่งนั้นด้วย…สมุนโจรก็เลยบอกกล่าว

“ไม่ค่อยมีใครเข้ามาที่นี่นอกจากตอนนอน”

“ถ้าแม่นายอึดอัดก็ขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้า” ชายหนุ่มจึงหันมาเชิญชวน “วันนี้ดีมากนะขอรับ…ฝนก็ไม่มี แดดก็ไม่มา…คงดีกว่าอยู่ในห้อง”

“ดีกว่า” ดูราพยักหน้า

ณ บัดนี้ ไม่มีเสียงปืนดังอีกต่อไป…ทะเลผืนใหญ่เงียบสงัด ลมค่อนข้างแรงโบกโบย พาเอาใบเรือขึงตึง ขณะที่ทั้งนางแลเขาก้าวขึ้นมาบนห้องนายท้าย นั่งรวมอยู่กับไมโบ พอให้ใจอันสับสนคลายลง

นายท้ายดูจะมิสงสัยเมื่อได้ยินเขาส่งเสียงอย่างนอบน้อมว่า ‘ขอรับ’

พร้อมกันนั้นชายหนุ่มก็สบตากับนาง เป็นเชิงส่งสัญญาณให้เข้าใจว่า นายท้ายผู้นี้เห็นเขาเป็นเพียงคนรับใช้

นั่นย่อมทำให้ทุกเรื่องง่ายขึ้น

Don`t copy text!