ข้ามมหาสาคร บทที่ 5 : รอบรู้

ข้ามมหาสาคร บทที่ 5 : รอบรู้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 5 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ชายแปลกหน้าลับตาไปนาน ช่วยให้ดูราเริ่มสำราญขึ้นมาใหม่ แม้เรือจะผกโผนโยนตัวเพียงไร แต่นางก็ชินเสียแล้วกับฝนฟ้านาวาทั้งเล็กแลใหญ่ ด้วยว่าหลวงประกาศบุรีมักจะพานางไป ผจญทั้งลมแลคลื่นเพื่อให้นางตื่นใจตื่นตา ตลอดเวลาที่มีแต่ลูกชายผู้ไปไหนไปกัน กับตาปันจังเพียงหนึ่งก็พึงพอใจแล้ว

‘ลูกจะได้คลาดแคล้วจากความกลัว’ บิดาเลี้ยงสอนสั่ง ‘หญิงที่นั่งอยู่แต่กับบ้านกับงานครัวก็มักจะกลัวโน่นนี่ ทุกสีทุกอย่าง ลูกอยู่ข้างๆทะเล เท่ากับอยู่กับความไม่แน่นอน จำเป็นต้องสอนตัวเองไว้ว่า…ต้องหัดเป็นคนชอบตั้งคำถาม’

ขณะบอกนางดังนั้น พลันก็คิดถึงขุนเทพอักษร ผู้แม้จะเป็นนักเลงเก่งกาจมิเกรงใคร แต่เป็นผู้ไม่ช่างสงสัย เป็นผู้ไว้ใจคนจึงถูกลูกเรือคนหนึ่งหักหลัง ลวงไปจนเข้าสู่กับดักสะลอแม

ทรัพย์สินสี่ลำเรือ รวมทองแลปืนผาหน้าไม้ถูกสะลอแมกวาดเอาไปหมดสิ้น แม้ผ้าจะติดกายสักชิ้นก็แทบไม่เหลือ

“พี่ด่านกับด้าว…คุณพ่อเจ้าคะ” นางกระซิบกระซาบแผ่วเบา “ลูกกลัวคนมาใหม่เหลือกำลังเจ้าค่ะ”

หลวงประกาศฯพลันพยักหน้า

เหตุไฉนจักมิรู้ว่าน่ากลัว…จู่ๆก็ยอมรับคนแปลกหน้าขึ้นมาบนเรือ เชื่อที่คนคนนั้นบอกกล่าว

“ไม่ต้องกลัวมากดอกลูก…ต้องนึกนะว่า…มันคนเดียว…เราเกือบยี่สิบ…สมมุติว่ามันโกหก ก็คงอีกไม่นาน กัปตันต้องจับได้…ปันจัง…” พลางเขาก็หันไปทางตาของสาวน้อย “ตาก็หาทางคุยกับมันบ่อยๆปะไร”

“กระผมนึกอยู่แล้วละขอรับ…คงไม่แคล้วได้รู้ว่ามันของจริงหรือของเก๊”

“ดีแล้ว” อีกฝ่ายพยักหน้าพลางพูดเบาๆ “เราก็ไม่ควรกระโตกกระตากจนมันรู้ตัว…ด่าน…ด้าว…เจ้าควรพูดคุยกับมันจงดี อยากรู้เกี่ยวกับอังกฤษก็ควรถามมัน”

“อยากรู้สิขอรับ…ก็อังกฤษมาชวนสยามไปรบกะพม่าด้วยมิใช่รือขอรับ”

“เออ…เจ้าก็พลอยตื่นเต้นไปกะเขาด้วย” คุณหลวงเปรยๆแกมเอ่ยชม “ทำราวกะสยามไม่เคยรบพม่ามาก่อนงั้นละ”

“เคยสิขอรับ ตาก็เล่าออกเรื่อยว่าสยามรบพม่าบ่อยจนเกือบจะป่นเป็นผงอยู่แล้ว ใช่หรือไม่ตา” ด่านหันไปหัวเราะ

“ใช่สิ…” ตาปันจังตอบขณะถูกโยนไปมาด้วยแรงลมแลคลื่นเบื้องนอก

แต่ทุกคนก็ชอบใจที่ตนเองไม่คลื่นไส้วิงเวียนด้วยว่าเพียรเป็นมิตรกับคลื่นลมมาแต่เล็ก

ขอเพียงมิใช่พายุใหญ่ก็ใช้ได้แล้ว

คลื่นสูงเพียงสามศอกกว่าแค่นี้ หาเป็นไรไม่

“ก็เมื่อสี่ปีก่อน มันก็มาตั้งยุ้งฉางอยู่ที่ปลายด่านกาญจน์โน่นไงเล่า”

“เจ้าไม่เหนื่อยรือนั่น” คุณหลวงถามขณะเอนอิงพิงหมอนข้างเรือ หากก็ถูกคลื่นโยนไปมา บางคราก็ถูกโยนจนสูงขึ้นไป ตกลงมากระแทกกับเบาะที่ปูรอง คลำก้นป้อยไปเหมือนกัน

หากก็ไม่หนักหนาเหมือนลงเรือลำเก่า นั่นก็เนื่องด้วยคุณหลวงออกแบบเรือดูราอย่างพิเศษกว่าลำใด โดยนำแบบเรือสำเภาจีนมาเป็นตัวอย่าง สร้างอย่างกว้างสบาย มีทั้งชั้นท้องเรือแลชั้นบนเรือ ตลอดจนชั้นดาดฟ้า

ห้องนายท้ายก็ใส่บานเกล็ดสำหรับรับลมแลระบายอากาศเข้าไว้ จักได้สิ้นกลิ่นอับชื้น

เหนือศีรษะขึ้นไปภายในห้องนี้ ตามขอบติดกับเพดาน ก็มีกระดานสี่แผ่นยื่นออกมาต่างเตียงนอน มีเชือกถักร้อยติดกันกั้นรอบ พร้อมตะขอเหล็กผูกติดกับเชือกถัก สำหรับเกี่ยวด้านบนกันกลิ้งตกลงมา มีบันไดเชือกห้อยข้างสำหรับไต่ขึ้นลง ส่วนใหญ่เป็นที่นอนของฝ่ายชาย ทำไว้เป็นระยะทั้งซ้ายขวา

หากมีหญิงมาด้วย ก็ให้นอนบนพื้นมีเสื่อแลผ้าปู พร้อมหมอนผ้าห่ม

แต่คราวนี้มีเพียงดูรา…คุณหลวงก็เลยแหงนมองพลางถาม

“ว่าแต่ว่า ถ้าพ่อจะให้ลูกขึ้นไปนอนบนชั้นนั่น ลูกจะกลัวหรือไม่”

“ไม่กลัวเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้น ค่ำนี้ก็ขึ้นไป พ่อจะนอนข้างล่างนี่กับพวกพี่ๆของเจ้า เพราะฝนตกเช่นนี้ ที่ทางบนฝั่งมีแต่ป่ากับดินทรายแฉะๆคงไม่สบายเท่าไรนัก”

“นอนในเรือก็ดีเจ้าค่ะ แปลกดี” บุตรีบุญธรรมไม่มีทีท่าว่าหวาดหวั่น

“น้องมีพี่กับน้องตั้งสามคน จะกลัวอันใด” ด่านบอกกล่าว

เขาค่อนข้างล่ำสัน ผิวสองสีออกข้างคล้ำ เรือนร่างกว้างมากกว่าสูง ไม่เหมือนดาบ ลูกนางพร้อมผู้โปร่งตรง ผิวค่อนข้างขาว ไม่เหมือนด้าวผู้ผอมบางร่างเล็กเหมือนแม่ของเขา

“พี่ดาบเลยหายไป” ดูราถามไถ่

“คงไปคุยกับกัปตัน” บิดาบอกกล่าวอย่างนึกรู้ แม้ดาบไม่ถึงกับวู่วาม หากก็ร้อนเงียบๆอยู่เหมือนกัน

เขาคงไม่มั่นใจในสายตาชายแปลกหน้าผู้มาถึงก็กวาดตามองจ้องอย่างดูออกว่าค่อนข้างตะลึงในความงามของสาวน้อยผิวสองสีนวลผ่อง

เรือที่มีเสากระโดงใหญ่สองเสาพร้อมใบเรือกว้างขึงตึงรับแรงลมอันโบกพัดพร้อมสายฝนแลน้ำทะเลซัดซ่า พาเรือผ่านไประหว่างภูเขาหินรูปร่างคล้ายปิระมิดที่แลเห็นโพรงถ้ำล้ำเข้าไป เรียงติดกันเป็นพืดสวยงามเมื่อมองจากช่องบานเกล็ดที่บัดนี้ตาปันจังโยกลิ้นไม้ออกกว้าง ชวนให้คุณหลวงแลลูกๆได้ชมแมกไม้ไพรพนาผ่านสายฝนที่ยังตกติดต่อกัน ขณะที่ลมซาลงไป แต่อีกพักใหญ่ก็โหมกระพือขึ้นมาใหม่ ขณะที่เรือใบดูรายังคงเผ่นโผนโยนตัวต่อไปคล้ายยอดคลื่นพาให้ลื่นไหล

มีเสียงกัปตันเซปาผ่านมาเพียงแว่วๆ คุณหลวงจึงพยักหน้าให้ด่านเปิดประตูไม้มองขึ้นไป

“ฉันไปด้วยดีกว่า จะได้เย็นหน่อย” ดูราบอกกล่าวพลางขออนุญาต “คุณพ่อเจ้าคะ ลูกขอขึ้นไปกับพี่ด่านนะเจ้าคะ”

คุณหลวงนิ่งคิดนิดหนึ่งจึงพยักหน้า หากก็กำชับตามหลัง

“ระวังดีๆนาลูก…พื้นลื่นหรือไม่ ด่านเจ้าอย่าเอาแต่รีบไป คอยดูน้องด้วย”

ครั้นแล้ว ด้าวก็เลยตามไปอีกคน

“ปันจังไม่ต้องไป” หลวงประกาศฯลดเสียงต่ำ “ข้าอยากคุยกะเจ้า”

“ขอรับ”

หลังจากนิ่งไปอึดใจจึงเอ่ยเบาๆ

“มันควรจะมาสอดแนมเรื่องอันใด”

“ดูเหมือนมันจะรอบรู้เรื่องราวของสยามเกินกว่าที่เราคิดขอรับ” ชายสูงวัยตอบคำด้วยน้ำเสียงที่ยังสงสัยไม่สร่างคลายเช่นเดียวกับผู้เป็นใหญ่

เห็นคุณหลวงใจดีเช่นนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่ขี้สงสัย

“ปันจังก็ยังตอบไม่ได้ใช่รือไม่ว่ามันควรจะเป็นใคร คงมาสอดแนมนั่นแน่นอน แต่มาสอดแนมให้ฝรั่งนั่นรือ…ข้าก็ยังไม่เชื่อเต็มที่ถึงเช่นนั้น” ผู้พูดพูดไปตรึกตราหาเหตุผลไปพร้อมกัน “ก็ถ้ามันเป็นคนสอดแนมของอังกฤษ  เหตุไฉนจึงจะมาเปิดเผยว่ามันเรียนสำเร็จจากเกาะหมาก ให้เราสงสัยเปล่าๆปลี้ๆ”

“นั่นน่ะซีขอรับ กระผมก็กำลังคิดอยู่”

 

ทั้งด่าน ด้าวแลดูราต่างก็พร้อมใจกันเปิดประตูขึ้นบันได ไปปรากฏกายภายในห้องนายท้ายที่คนทั้งสามยังคงโต้ตอบกันแลกัน

“อ้าว…น้อง…” ดาบหันไปหา

เพียงแต่มีคนมาเพิ่มอีกสาม ห้องนายท้ายที่เคยมีเพียงคนหนึ่งหรือสองคน ก็กลายเป็นห้องเล็กๆที่อุ่นหนาฝาคั่ง

ดูราหย่อนตัวลงนั่งติดกับดาบ มีน้องชายสองคนนั่งถัดไป ด้าวก็เลยทำท่าจะเบียดกับกันตังถ้าเจ้าตัวไม่รีบลุกขึ้น พลางทรุดกายลงนั่งพับเพียบบนพื้นพิงฝาด้านข้างเก้าอี้กัปตัน

ดาบจึงมองข้ามมาอย่างพอใจ ขณะที่บอกกล่าวให้น้องบุญธรรมเปลี่ยนที่กับเขา

“พี่จะได้คุยกับกันตังถนัดหน่อยก็เพราะกำลังถามเขาว่าฝรั่งที่เกาะหมากคิดอย่างไรกะสยามบ้าง พวกเขารู้จักพระเจ้าแผ่นดินกับสิ่งที่พระเจ้าแผ่นดินสยามทำมากน้อยแค่ไหน…กันตังก็กำลังจะเล่าให้ฟังพอดี”

“รู้มากขอรับ…บางคนก็พูดภาษาสยามได้ชัดทีเดียว อย่างฝรั่งคนที่ว่ากำลังเดินทางมาขอพบเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนี่ก็เช่นกันขอรับ ผู้สำเร็จราชการปีนังหรือเกาะหมากหรือพริ้นซ์ ออฟ เวลล์ เป็นคนส่งมาเพราะพูดภาษาสยามคล่องมาก” กันตังยังคงบรรยาย…สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าดาบ หากมิวายแลเลยไปสบตากับดวงตาหวานวาวราวดวงดาวคืนแรมของสาวน้อยผุดผาด “แต่ที่ต้องแวะไทรบุรีก่อนก็เพราะเจ้าเมืองไทรบุรีเป็นลูกชายเจ้าพระยานครฯขอรับ เขาต้องไปส่งจดหมายที่นั่นก่อน”

ดาบค่อนข้างตะลึงไปเหมือนกันเมื่ออีกฝ่ายใช้ถ้อยคำมีระดับ จับเอาแต่เนื้อหาสำคัญมาชี้แจง แสดงให้เห็นเด่นชัดว่ารู้จริง

“ก็คือเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองชั้นเอกของสยามใช่หรือไม่ขอรับ เป็นเมืองเอกของภาคใต้” ชายแปลกหน้าย้อนถาม

 

Don`t copy text!