ข้ามมหาสาคร บทที่ 51 : ปล้นหญิง

ข้ามมหาสาคร บทที่ 51 : ปล้นหญิง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 51 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แต่ไหนแต่ไรมา เรือโจรทุกลำไม่เคยยินยอมให้หญิงเฉียดกรายด้วยถือว่าหญิงเป็นสิ่งอัปมงคล…หากก็ด้วยอำนาจล้นเหลือของสะลอแม แม้มิรู้ว่าเนื้อแท้คือฉันใด ก็จำต้องยอมให้เป็นไปตามนายสั่ง กระนั้นก็ยังตะขิดตะขวงมิรู้แล้วว่า นางนี้คือดวงแก้วหรือเพชรนิลจินดา ค่าควรเมืองเพียงไหน มิน่าจะใช่เพียงแค่คือบุตรีผู้มั่งคั่ง น่าจะมีเรื่องราวซับซ้อนมากกว่านั้น

จึงมาถึงนาทีที่เคยปล้นเขา ก็กลับจะถูกเขาเข้าปล้น

ที่น่ากังขาสับสนก็ได้แก่ สิ่งที่จะถูกปล้นคือหญิงงาม

ผู้กำลังทวงถามคือชายหนุ่มที่โจรทั้งสี่ก๊ก รู้จักเป็นอย่างดี…ด้วยต่างก็มีสิ่งแลกเปลี่ยนกันแลกัน ติดสินบนกันได้ด้วยสินค้า อาจจะเป็นดีบุก…กี่ภารา ก็สุดแต่เรื่องราวที่ต่อรอง หากถ้ายาก…ก็เพิ่มจำนวนดีบุก แต่ถ้าง่าย ก็ลดจำนวนภาราลงไป

คราวนี้ก็เช่นกัน…ต่างก็กระซิบกันอื้ออึง

เหมืองส่งคนมาขอให้นายช่วยทำท่าโจมตีเรือดูราที่เพิ่งส่งออกจากอู่ต่อเรือเมืองตรัง นัยว่าชายหนุ่มลูกผสมหน้าตาดีจะเพียรทำคะแนนหกคะเมนตีลังกาท้ายิงท้าต่อย พาสาวน้อยออกจากวงล้อมไปให้ได้ บิดาแลพี่น้องของนางนั้นก็จักเต็มใจยกนางให้ ตัวนางเองก็จักสิ้นเกรงกริ่ง แลเห็นแต่ความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา

เป็นกู กูไม่ยักกะลงทุน หญิงมีถมไป สมุนหนุ่ม ชวนกันขำขันวิธีการของนายกองเรือ รวยขนาดมัน เอาใครก็ได้โว้ย

ก็มันรักของมัน

นอกจากรักแล้ว ก็ยังคิดการไกล บางคนที่หัวไวบอกกล่าว เป็นลูกเขยเศรษฐีก็ไม่ใช่เล่นดอกนา

แต่เมื่อเหมืองยังไม่ยิง ข้างนี้จึงยังคงจ้องปืนตรงไป คุมเชิงกันอยู่ไม่ไกลมาก

หากเหมืองก็ยังตะโกนขณะที่พุ่งเรือเร็วเข้าใกล้ จนกระทั่งมาลอยลำอยู่ตรงหน้า ไม่ไกลกว่า ๒๐๐ หลา

“ว่ายังไร จะให้รือไม่ให้”

ไม่มีผู้ใดต่อความ นอกจากเตรียมยิง

แต่ก็หาได้ยิงไม่ ด้วยว่านายสั่ง

กูไม่กะให้มันถึงตาย มันไม่มีผิดอันใด

จริงสิ…โอเบนึกในใจ…นับแต่เขาย้ายจากกลุ่มโจรของ อิหยัง มาอยู่ในก๊กของสะลอแม ยังมิเคยได้ยินว่านายผู้นี้ฆ่าใคร นายท้ายไมโบเท่านั้นเคยบอก

นายฆ่าคนสุดท้ายเมื่อสิบปีที่แล้วมังนะ…เห็นไอ้หันมันว่างั้น…ถัดจากนั้นมาก็ไม่เคยฆ่าใคร เอาแต่ปล้นอย่างเดียว…

สะลอแมก็เลยต่างจากอิหยังนายเก่า

นั่นเอาทั้งปล้นแลฆ่า…ปล้นด้วยฆ่าด้วยจนบัดนี้

นี่กระมังคือสาเหตุที่ทำให้โอเบต้องย้ายก๊ก…หากก็ต้องคอยระวังตนทุกยิบตา ด้วยเกรงอิหยังจะลอบส่งสมุนมาเอาชีวิต ในฐานะคนทรยศ

“ว่ายังไร” เหมืองแผดเสียงอีกครา เห็นได้ชัดว่านายกองเรือเป็นผู้เอาแต่ใจ

ไม่เหมือนนายของเหล่าโจร

สะลอแมมิเคยตะโกนดังลั่น…เขาเพียงแต่พูดเรียบ หากถ้าออกคำสั่ง ก็ดังขึ้นพอประมาณ ไม่น่ารำคาญเช่นนี้

เรือนกายเขาจึงปรากฏในกล้องมองไกล นายท้ายไมโบถึงแก่นึกขำ

มันทำท่าเหมือนเด็กใคร่ได้ของเล่น

“แล้วจะจ้องกันแค่นี้หรือยังไรเหอพี่” สมุนคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาถาม “ปล่อยให้มันหยามเราขนาดนี้เลยเหรอ”

“ไม่หยงไม่หยามอันใดดอก” ไมโบใจเย็น “ก็นายสั่งว่าไร จำไม่ได้แล้วรือว่า…มันก็แค่อยากได้หญิง…แต่หญิงไม่อยากได้มัน…มันก็เลยใคร่เอาชนะ…ฮะฮะ…ถึงกะลงทุนจ้างนายกะอีแค่ดีบุกห้าสิบภารา…”

“มันเหนียวเนอะ พี่…ห้าสิบภารา…ฮ่าฮ่า…ฮ่า…แค่ได้ยินก็ยังจะถีบตกทะเล”

นายท้ายก็เลยยิ้มออกมาได้

ดีแล้วที่นายเหมืองกลายเป็นตัวตลก

แต่จะไม่ขำก็ตรงที่ค่อนข้างเสียเวลา…เมื่อทุกกระบอกปืนจ้องตรงไปยังนายกองเรือผู้กำลังกลั่นกล้าโกรธเกรี้ยว แผดเสียงกึกก้องอันดามัน…หากก็หาทำอันใดไม่นอกจากพาเรือปืนมาจ่ออยู่ตรงหน้าให้เสียวไส้เล่น

 

แท้จริงแล้ว เรือของจอมโจรสะลอแมจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็หาไม่ เพราะหลังจากแลกเปลี่ยนเชลยกันเสร็จสิ้น โดยส่งเฉียนคืนไป รับนางวัยรุ่นขึ้นมาแล้ว แลเห็นเรือเร็วลำที่เหมืองนั่งมาพลันหันหลังกลับ สะลอแมก็กำชับให้นายท้ายเรือของเขาพาเรือตามไปให้ทัน

อีกประเดี๋ยว มันก็จักรู้ละว่า…กูไม่ได้มาแค่สองลำ

มีเรืออีกสามลำตามมา ทุกลำสำคัญตรงมีปืน

มันติดปืนแค่ไหน กูอาจติดมากกว่า นายของเหล่าโจรพึมพำ

หลังจากส่งไอ้เฉียนคืนไป รับกายีขึ้นมา เขาจึงสุดแสนสบายใจ

ต่อจากนั้น จึงมีบัญชาให้นายท้ายพาเรือเดินทาง

มิช้ามินาน เสียงปืนจากเรือตามก็ส่งสัญญาณให้รู้…ว่า…อีกสักครู่…ได้พบกัน

ดังนั้น นาทีนี้ เรือโจรรวมสี่ลำ จึงตามหลังเรือเร็วของเหมืองมาไม่ห่าง…เรือสี่ลำแลเรือเร็วอีกลำหนึ่งของนายกองเรือยังห่างกว่า…หากไม่มองจากกล้องมองไกล ก็ราวกับสุดสายตา ลิบอยู่ตรงขอบฟ้า เว้นลำที่เมื่อกี้จับกายีขังไว้ซึ่งอยู่ถัดไปมิไกล

คนในเรือต่างก็แลเห็นเรืออีกสามลำตามมา

บางคนถึงแก่เอ่ยเปรย

“วันนี้ดูจะมีแต่เรื่องหญิง…ชิงหญิง แลกหญิง”

“นายกำลังบ้าหญิง” อีกคนหนึ่งก็เลยหัวเราะ พลางก็เตะเพื่อนที่อยู่ข้างแก้เก้อ เพราะเขาเองแลเห็นกายีก็ถึงแก่ละเมอออกมา “นี่ถ้ากูพลอยบ้า…ก็เห็นจะ…นายก้อนายละวะ”

“มึงจะทำไร”

“กูก๊อ…” คนพูดก็เลยยิ้มแหย

“ไอ้ห่า…ขอที…อย่าเผยอหน้า…” เพื่อนของเขากำลังจะเขกหัว…ก็พอดี…ได้ยินเสียงปืน

ต่างก็ตกใจกันถ้วนหน้า

“เรือสะลอแมยิงเรือนาย” มีเสียงอุทานดัง

ถัดจากนาทีนั้น ต่างก็วิ่งกันอลหม่าน…แม้มีปืนเหน็บหลังเตรียมพร้อมอยู่แล้วก็ตาม แต่ด้วยความเป็นเรือพ่อค้า มิใช่เรือรบหรือเรือโจร จึงมักจะอลเวงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืน

“เฮ้ย…พวกมึง…เงียบกันหน่อย ได้ยินม้าย…ไอ้ห่า”

“ก็ใครยิงปืนล่ะพี่”

“ไอ้บัดซบ…มึงไม่เห็นรือ…เรือมหาภัยมาโน่นแล้ว…”

“ถ้างั้นก็ต้องถอยช่าย…ม้าย-ย…ถอยให้มันไปหน้า”

ครั้นแล้ว ทุกสายตาก็แลเห็นเรือนำลำหนึ่ง ใหญ่กว่าเรือตามทั้งสามลำ กำลังเดินหน้า วัดจากใบเรืออันละลิ่วราวปลิวมาในท้องทะเล

“นายจะแย่ม้ายเนี่ย” อีกคนถามไถ่ “ถูกล้อมซะแล้วรึไร…สงสัยจะมาปล้นรึป่าว”

“ปล้นน่ะแน่ แต่ไม่ได้ปล้นอัฐ”

“ปล้นหญิง” อีกฝ่ายยิงฟันขาวอย่างนึกสนุกมากกว่าทุกข์ร้อน

“ดีจริงโว้ย” เพื่อนของเขาพลอยครื้นเครงตามกันไป “ไหน…มาทายกันดีฝ่าว่า…ถัดจากนี้ไป…ใครจะยิงใครอีก”

คนออกความเห็นได้แต่หรี่ตาข้างหนึ่งเชิงนิ่งคิด

หากท้ายที่สุดก็เอ่ย

“ไม่มีใครยิงใคร”

“ไอ้ห่า”

“จริง…ถ้าไม่เชื่อมึงคอยดู”

ครั้นแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นไปตามที่ทายทักกันประหนึ่งว่าเล่น

แต่บัดนี้ทุกสิ่งกำลังเป็นไป ด้วยว่านายเหมืองยืนนิ่งอยู่ตรงหัวเรือเร็ว ประจันหน้ากับร่างร่างหนึ่งของชายหนุ่ม ผู้ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหลังแท่นเสียบปืนเรือโจร เคียงคู่กับมลายูร่างใหญ่

Don`t copy text!