ข้ามมหาสาคร บทที่ 8 : ร่ำเรียน

ข้ามมหาสาคร บทที่ 8 : ร่ำเรียน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

“ข้ามมหาสาคร” นวนิยายพีเรียด โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ เรื่องราวความรักโรแมนติกของสองหนุ่มสาวที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปจนถึงความรักชาติรักแผ่นดินและการต่อกรกับชาติตะวันตกที่จ้องจะเข้ามาครอบครอง นิยายออนไลน์อีกหนึ่งเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้อ่านออนไลน์

************************

– 8 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ขึ้นจากท่าน้ำแล้ว จึงแลเห็นเจ้าเมืองในโจงกระเบนไหม ตาหมากรุก เสื้อแขนสั้นขาว ยืนเด่นเป็นสง่าท่ามกลางชายฉกรรจ์ชูคบไฟ คอยต้อนรับอาคันตุกะรวมทั้งหมด 15 คน

ผู้เป็นใหญ่กว่าผู้ใดในที่นั้นจึงส่งเสียงทักทาย

“เป็นอย่างไรบ้างคุณหลวง ไม่ได้เจอกันเสียนาน สบายดีรือไม่” เอ่ยพลางเจ้าเมืองก็ตบบ่าหลวงประกาศฯอย่างกันเองในฐานะที่รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอันดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ไปไป เข้าไปกินข้าวด้วยกัน สำรับตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว”

“ขอบพระคุณใต้เท้าขอรับ” หลวงประกาศบุรีตอบรับอย่างนอบน้อม อย่างน้อยก็ยินดีที่อีกฝ่ายได้ผลัดเปลี่ยนหน้าที่มาดูแลเมืองพังงาเมื่อมินาน นั่นก็เนื่องด้วยเมื่อ 14-15 ปีที่ผ่านไป พม่าเริ่มขัดแย้งกับบริษัทของอังกฤษในอินเดีย ทำให้ผองภัยที่พม่าเคยตามรังควาญสยามค่อยๆลดลง ไม่มีกองทัพใหญ่ส่งมาทำลายตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง เกาะถลางย่อยยับจนผู้คนโผนเผ่นหลบหนีลี้ภัยไปสู่ป่าดงอีกต่อไป ด้วยว่าพม่าจำต้องหันไปทุ่มเทกำลังสู้รบกับอังกฤษ

“เดินไกลหน่อยนะ…แล้วนี่กำลังหิวกันมากรือไม่”

“ไม่หิวขอรับ” คุณหลวงตอบอย่างเกรงใจ เพราะแท้จริงแล้วท้องก็เริ่มร้องอยู่เหมือนกัน แต่การเดินตามเจ้าของบ้านมาสู่ถิ่นใหม่ผ่านทางดินยาวไกลอันปกคลุมด้วยไม้ยืนต้นแผ่สาขาครึ้มทะมึน ก็ช่วยให้ตื่นเต้นจนลืมหิว

กระทั่งแลเห็นลานกว้างกับเรือนใหญ่มุงแฝกใต้ถุนสูง ท่ามกลางแสงจากคบไฟที่ปักไว้ทั้งสองข้าง หูกทอผ้าตั้งเรียงกันในความมืดใต้เรือน ส่วนข้างขวาแลซ้ายคือชายฉกรรจ์ยี่สิบนายยืนเรียงแถวคอยต้อนรับอาคันตุกะผู้ที่นายของเขาบอกกล่าวว่าคือเศรษฐีคนสำคัญ

มีแสงจากเรือนชั้นบนผ่านออกมาจากประตูหัวบันไดที่ผู้อยู่ภายในเปิดกว้างไว้ทั้งสองบาน

“หลานๆก็โตๆกันทุกคนแล้วนะ…” เจ้าเมืองยังคงเอ่ยความขณะล้างเท้าก้าวขึ้นเรือน ผู้คนที่ตามหลังจึงทำตาม

“กันตัง” กัปตันเซปาหันมากระซิบกับชายหนุ่มแปลกหน้าผู้ดูเหมือนเพียงสิบชั่วโมงที่ผ่านไป ‘หน้า’ ของเขาที่ค่อนข้างแปลก ก็ดูจะค่อยๆเป็นที่คุ้นเคยของคนในเรือ โดยเฉพาะลูกเรือทั้งสิบคนที่บัดนี้ติดตามมาสี่คนเพราะต่างก็ยังมิได้กินข้าวเย็น แต่กลับเป็นกันเองหยอกล้อ “พวกเจ้าต้องรออยู่ข้างล่าง…เดี๋ยวแม่ครัวก็คงเอากับข้าวมาให้”

“ขอรับ”

“ข้าจะต้องขึ้นเรือนไปกะคุณหลวง”

“ขอรับ” กันตังตอบรับทุกถ้อย เพราะอย่างน้อยก็ตระหนัก

ตลอดทางที่มาด้วยกัน ลูกเรือไม่อดอยาก ต่างก็กินอาหารกันเต็มที่

‘คุณหลวงเลี้ยงคนดียิ่ง ไม่ปล่อยให้ขาดของกิน’ ลูกเรือมลายูบอกกล่าว ‘ที่ว่าคนมลายูไม่ชอบคนสยาม ก็คงต้องเว้นคุณหลวงไว้คนหนึ่ง’

ครั้นแล้วจึงพาคณะของหลวงประกาศบุรีเดินข้ามชานใหญ่ไปถึงยกพื้นกว้างขวางที่บัดนี้มีพรมผืนใหญ่ปูลาดพร้อมเบาะกำมะหยี่สีเข้มเกินสิบที่นั่ง ล้อมจานข้าวอันวางเรียงกันเป็นระยะ ด้านขวาของทุกที่นั่งมีถ้วยทองเหลืองบรรจุน้ำดื่มวางกำกับ ชามล้างมือตั้งถัดออกมา แสงจากโคมแขวนทองเหลืองอันใหญ่ที่มีโซ่ห้อย เป็นสินค้าเข้าจากอินเดียทั้งสองข้าง ส่งความสว่างลงมาจับลวดลายพรมแลภาชนะทองเหลืองขัดสะอาด ดูเอี่ยมอ่าสมฐานะ

“เชิญ…เชิญ…” เจ้าเมืองผายมือขณะมองหน้าทุกคน พลางชมเชย “นี่ลูกๆคุณหลวงทั้งนั้นเลยรือ…เว้นนายเหมืองหนึ่งคน กัปตัน กับตาอีกสอง…”

“ขอรับ…ลูกๆสี่คน แต่วันนี้ขออนุญาตกระผมพาลูกสาวมาด้วย เพราะเป็นวันฉลองเรือใหม่…”

“เสียดาย…ลูกชายมีเมียแล้ว มิฉะนั้นก็คงต้องทำพิธีขอลูกสาวคุณหลวงเสียแต่คืนนี้…จริงไหม เจ้าสังข์” บิดาของเขาหันมาล้อ

นายสังข์ ลูกชายเจ้าเมืองได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ…แต่คุณหลวงลอบถอนใจอย่างโล่งอก

“เอ้า…ยกมาได้แล้ว” เจ้าเมืองหันไปบอกคนข้างใน

เพียงแต่สิ้นเสียง ชายฉกรรจ์อันเป็นกำลังของเมืองได้ทุกหน้าที่ ต่างก็ยกจานชามถ้วยทองเหลืองบรรจุอาหารคลานออกมาวางเรียงลงตรงกลางจนเต็มผืนพรมหน้าเบาะที่นั่ง

“เอ้า…เชิญ…เชิญ…คุณหลวง…ลูกชายลูกสาว เหมือง กัปตัน ปันจัง…เชิญเลย ไม่ต้องเกรงใจนะ เรากันเอง…คุณหลวงคงหิวแล้ว”

ทุกคนกำลังหิวจัด ดังนั้นจึงตอบสนองคำเชิญชวนโดยมิชักช้า

อาหารคืนนี้เพียบพูนเต็มที่ประหนึ่งต้อนรับแขกเมือง

มีพะแนงเป็ด ไก่ย่างเหลืองเกรียมสับเป็นชิ้นๆ แต่มิใหญ่นัก พอดีคำ กระดูกร่อนออกจากกันอย่างไว้ฝีมือ ปลาทะเลนึ่งน้ำบูดูตัวใหญ่ หมูติดหนังทอดกรอบ ไข่เจียวผสมกับผักหั่นฝอย ข้าวผัดพื้นเมือง ข้าวสวยที่คนอังกฤษติเตียนว่าข้าวพังงา กับข้าวถลางคุณภาพต่ำ สู้ข้าวเมืองไทรบุรีมิได้…นอกนั้นเป็นผักสด

“รับประทานให้อิ่มๆนะคุณหลวง ไม่ต้องเกรงใจ ถ้ากับข้าวจะไม่ถูกปากไปบ้างก็ขออภัยด้วย”

“ถูกปากทีเดียวขอรับ รสดีทุกจาน” หลวงประกาศบุรีตอบอย่างจริงใจ “ใต้เท้าไม่ต้องเป็นห่วงดอกขอรับ แต่ถ้าคนที่มากับกระผมจะรับประทานมากไปบ้าง ก็ขอติดไว้ก่อน วันหลังกระผมขอเชิญใต้เท้ากับลูกหลานไปค้างคืนที่ตะกั่วป่า รับประทานอาหารรสชาติตะกั่วป่าบ้าง กระผมจะยินดีเป็นที่สุดขอรับ”

พวกผู้เยาว์ได้แต่นั่งกันเงียบๆ เว้นแต่กัปตันเซปา เหมือง แลดาบที่อาจเอ่ยขึ้นบ้างเป็นระยะเกี่ยวกับรสชาติอาหารในสำรับที่นับว่าเลอเลิศ โดยเฉพาะอาหารหวานที่มีทั้งผลไม้ สังขยา กล้วยฉาบ ยังไม่นับทุเรียนเนื้อเนียนหอมละมุน

เว้นการบ้านงานเมืองเรื่องหนักที่จะต้องหารือกันในชั่วโมงถัดจากนี้

 

บ้านพักอีกหนึ่งหลังที่เจ้าเมืองเตรียมไว้ให้ อยู่ถัดจากเรือนหลังใหญ่ไม่กี่ก้าว สำหรับรับแขกคนสำคัญโดยเฉพาะ

หลังอาหาร กัปตันเซปาจึงขอตัวลงมาดูแลว่าลูกเรือจะขนเสื้อผ้าของใช้ของนายใส่ย่ามนำไปไว้ที่เรือนพักแล้วหรือหาไม่ ก็ปรากฏว่ากันตังจัดการแล้วอย่างเรียบร้อย พร้อมรายงาน

“มีห้องนอนหลายห้องขอรับ คนของท่านเจ้าเมืองให้แม่นายนอนห้องเล็กที่แยกต่างหากจากห้องคุณหลวงแลพี่น้องขอรับ…กระผมว่าห้องเล็กนี่กำลังดี คงเป็นห้องทำงานฝีมือ เพราะเห็นมีเศษผ้ากองซ้อนกันอยู่” อีกฝ่ายรายงานกัปตันอย่างถี่ถ้วน “แต่เพลานี้เขาปูพรมกะฟูก กางมุ้งขาวสวยขลิบลูกไม้ไว้ให้ขอรับ ประตูหน้าต่างก็ลงกลอนแน่นดี นี่กระผมก็ปิดหน้าต่างเรียบร้อยแล้ว”

กัปตันฟังพลางชมเชย

“ฝรั่งคงฝึกเจ้าตั้งแต่เล็กละสิ ถึงได้ผิดจากใครๆ”

“ขอรับ…ฝรั่งฝึกกระผม”

เพียงยังมิทันข้ามวัน กันตังก็สุดแสนจะยินดีที่ทุกคนพอใจเขา

“ฝรั่งก็ฝึกข้าเช่นกัน” กัปตันเซปาบอกกล่าว “พวกฝรั่งเป็นพวกทำการใดทำจริง ไม่ทิ้งขว้างไปไหน เจ้าโชคดีแล้วที่ได้ไปเรียนปีนัง”

“ไม่เช่นนั้น กระผมก็คงจะเป็นกุลีขนปลา หนังสือไม่ได้เรียน”

“หนังสือไม่ได้เรียนสำหรับข้า ถือเป็นเรื่องใหญ่” กัปตันเอ่ยพลางลงบันไดเรือนที่พัก จึงแลเห็นลูกเรือทั้งสองลำกำลังกางเต็นท์ที่ขนจากห้องในเรือ นำมาช่วยกันตั้งเสาขึงบนลานกว้างด้านหน้าอันสว่างด้วยแสงแห่งคบไฟ ครั้นแล้วจึงปูเสื่อนอนในนั้น

“เจ้ากินข้าวอิ่มแล้วทุกคนรือไม่”

“อิ่มแล้วทุกคนขอรับ”

“แล้วถังใส่น้ำเล่า อย่าลืมออกไปตักน้ำจืดจากบ่อตรงโน้นกลับเรือ”

ลูกเรือขนถังไม้หกใบมาวางเรียงบนลานดิน เตรียมหิ้วไปหาน้ำจืดกลางหมู่บ้านวันพรุ่งนี้

ส่วนบนเรือน เจ้าเมืองพังงากับหลวงประกาศบุรีต่างก็มองหน้ากันแลกันอย่างรู้กันเป็นนัยว่าอยากหารือเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง

“ลูกคุณหลวงชอบฟังรือไม่ ถ้าไม่ชอบฟังก็ลงไปเดินเล่นหน้าบ้าน ลมเย็นดี รือมิฉะนั้นก็อาบน้ำนอนให้หายเหนื่อย” เจ้าของเรือนบอกกล่าวพร้อมยิ้ม “นอกจากอยากฟังก็อยู่ฟัง”

“อยู่เจ้าค่ะ” น้องสาวออกเสียงเบา

เจ้าเมืองจึงมองตรงมา…หากก็เก็บกิริยาไว้โดยพลันมิทักถามด้วยถ้อยคำที่ชาวบ้านมักติดปากถามอยู่เนืองๆเป็นเชิงว่า ‘ลูกคนนี้รือมิใช่คือลูกสาวขุนเทพอักษรที่ถูกโจรทำถึงตาย’ ด้วยว่ารู้ใจอีกฝ่ายดี…ไม่มีคราใดที่ถูกทักแล้วเจ้าตัวจะไม่เคืองขุ่น ดังนั้นคุณหลวงก็เลยมองเมินเหินห่างไปเสียหลายราย ด้วยฤทธิ์ร้ายจากปากของคนทั้งหลายจนถึงแก่เอาไปลือ ‘หลวงประกาศฯทูนหัวทูนเกล้าลูกเลี้ยงจนกลายเป็นเทวดานางฟ้า’

“ถ้าอยากอยู่ก็อยู่ ว่าแต่แม่หนูอยู่ดึกได้รือ”

“ได้เจ้าค่ะ” ดูรายิ้มพรายขณะที่ลูกชายเจ้าเมืองจ้องมองตาไม่กะพริบจนดาบมิวายหวงหึง “อยากฟังเรื่องฝรั่งที่ได้ข่าวว่าจะมาที่ไทรบุรีเจ้าค่ะ”

“เออ…เจ้านี่ก็แปลกไปกว่าคนอื่นไม่น้อยเลยนะ” เจ้าเมืองพังงาพึมพำ

นั่นก็เนื่องด้วยสตรีเมืองนี้หาผู้ที่จะออกมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษได้ยาก ส่วนมากมักสงบเสงี่ยมเจียมกาย ไม่เหมือนสตรีที่เกาะถลางเอาเสียเลย…เจ้าเมืองนึกในใจ

“เป็นเพราะคุณพ่อตามใจกระมังเจ้าคะ คงเห็นว่าอิฉันเป็นลูกกำพร้า”

ทันใดนั้น ผู้กำลังฟังนางต่างก็เงียบกริบไปตามกัน

 

Don`t copy text!