สีตคีตา (๒๔๗๕) บทที่ 28 : กล่อม

สีตคีตา (๒๔๗๕) บทที่ 28 : กล่อม

โดย : กันต์พิชญ์

สีตคีตา (๒๔๗๕) โดย กันต์พิชญ์ เรื่องราวของ ‘ฮันกี’ หนุ่มน้อยชาวเกาหลี และ ‘คีตา’ ทายาทสายเลือดตระกูล ‘ชระ’ คนสุดท้าย ที่จะเป็นผู้ปลดปล่อยวิญญาณมากมายซึ่งถูกจองจำภายใต้อาคมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในเรือนมนิลาแสนสวยงาม วิญญาณทุกดวงจะสู่สุขคติไหม อ่านออนไลน์ได้ในเว็บไซต์ anowl.co ที่ๆ มีนวนิยายออนไลน์สนุกๆ ให้อ่านออนไลน์

พายุแรง น้ำคลองล้น

เสียงน้ำวน ดังลั่น แลคลื่นขาว

ยี…เหล่…เละ…ยี…เหล่…เละ…

 

แม่ชีเรี่ยมขับขานเพลงกล่อมเด็กของชาวมอญด้วยน้ำตานองหน้า

มาบัดนี้แม่ชีวัยสามสิบเอ็ดจำสภาพตัวเองตอนอยู่ในห้องใต้ถุนเรือนมนิลาหลังนั้นแทบไม่ได้ เด็กสาวคนนั้นดูราวกับเป็นคนอื่นที่หล่อนเคยรู้จักเมื่อนานแสนนานมาแล้ว

“ไม่จริง…ไม่จริงใช่ไหมที่แม่แท้ๆ ของข้าคือ…”

อุบาสิกาพยักหน้า “แม่ผู้ให้กำเนิดเอ็งคือคุณเอื้อง!”

กะหมอกอึ้งจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงจ้องมองแม่ชี เขาเพิ่งเข้าใจเหตุผลที่ใบหน้ามารดาของมะม่าวมีรอยตีนกาลึกขึ้นในช่วงห้าปีที่ผันผ่าน

แม่ชีเรี่ยมเบนสายตาไปยังตะเกียงน้ำมันมะพร้าว นึกถึงตอนมะม่าวนั่งตาลอยอยู่ริมแพ หลังจากได้รู้ความจริงเมื่อห้าปีก่อน และหล่อนยังจดจำสีหน้าอมทุกข์ของลูกสาวได้ดี

มะม่าวหวาดกลัวจับใจ แต่ใบหน้าขาวซีดนั้นกลับไม่ยอมแสดงความรู้สึกใดออกมาอีกต่อไปแล้ว เด็กสาววัยสิบสี่เอาแต่นั่งเงียบงันเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกนี้

นางเรี่ยมเวทนาลูกสาวเหลือเกิน

‘มะม่าว…แม่รู้ดีว่าเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ขืนแม่ยอมให้มะม่าวอยู่กินกับกะหมอกต่อไป หลานของแม่ที่เกิดมาแต่ละคนก็มีโอกาสที่จะ…’

‘แม่แน่ใจแล้วหรือว่ากะหมอกกับมะม่าวมีพ่อคนเดียวกันชื่ออาสว์’

เด็กสาวเอ่ยถามด้วยเสียงเบาหวิว หัวใจหนักอึ้งดุจถูกควักไปถ่วงน้ำด้วยหินก้อนใหญ่ แล้วบังเกิดเป็นคลื่นแห่งความท้อแท้และสิ้นหวังเหนือผิวน้ำ

‘กะหมอกเป็นคนบอกแม่เอง ว่าไม่มีสินสอดทองหมั้นอะไรมากมาย มีเพียงกำไลทองที่ตาสมได้มาจากพ่อแท้ๆ ของกะหมอก’

‘คุณอาสว์ พ่อของกะหมอก…และเป็นพ่อของมะม่าวงั้นหรือ’

‘ทีแรกแม่ก็ไม่รู้หรอก เพราะเช้าวันที่ห้าแม่ขอร้องให้ตาสมพาออกจากบ้านหลังนั้นแล้ว’ ในหัวนางเรี่ยมมีแต่ความทรงจำขมขื่นฟุ้งกระจาย ทั้งที่พยายามเก็บกดความรู้สึกพวกนั้นลงไปได้แล้วแท้ๆ ‘นับแต่นั้นแม่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับตระกูลนั้นอีกเลย’

‘แม่ไม่รู้เลยหรือว่าตาสมเอากะหมอกมาจากไหน’

เรี่ยมส่ายหน้า ‘ตาสมไม่เคยบอกแม่ และก่อนหน้านี้มันก็ไปอยู่กินกับเมียคนแรกที่ไหนก็ไม่รู้ พอหล่อนตาย มันถึงได้ย้ายมาอยู่กับนางสนที่คลองมอญ’

นั่นเป็นตอนที่กะหมอกเริ่มเข้าหามะม่าว

‘ที่สำคัญ…’ เรี่ยมเอ่ยต่อ เลื่อนสายตาไปยังข้อมือของลูกสาว ‘แม่ไม่เคยลืมกำไลทองฉลุลายใบมะกอกวงนั้น’

‘หมายความว่า…’ มะม่าวมองมารดาด้วยแววตาปนเประหว่างความหวาดกลัวกับความกังวลใจ

‘ใช่ ปีศาจตนนั้นเคยเอากำไลวงนี้มาให้แม่ในคืนที่สองที่…’ เรี่ยมสะอื้น ‘แต่แม่ไม่มีทางรับของอัปมงคลมาเก็บไว้กับตัวเด็ดขาด’

ตอนนั้นเองเสียงเมาอ้อแอ้ของไอ้สมก็แว่วให้ได้ยินมาแต่ไกล

‘มะม่าวเอ๋ย ชีวิตคู่ของเอ็งจะเป็นยังไงบ้างหนอ’ มันจงใจร้องเพลงให้สองแม่ลูกได้ยิน

เรี่ยมรีบเดินขึ้นไปริมตลิ่ง ตวาดแหว ‘เมาแล้วก็รีบไสหัวไปนอน อย่ามัวแต่พล่าม วันๆ หัดช่วยแม่สนเขาเอาของสวนไปขายในตลาดมั่ง’

‘โอ๊ย! ก่อนจะห่วงคนอื่น ห่วงสายเลือดปีศาจที่อยู่ในท้องลูกสาวเอ็งไม่ดีกว่ารึ ได้ข่าวว่าสามเดือนแล้วนี้’ น้ำเสียงของไอ้สมถูกกดต่ำให้ฟังดูดุดัน ‘คนในตระกูลนี้มักมากในกามเหมือนกันไม่มีผิด ฮ่าๆ’

นางเรี่ยมถึงกับหน้าม้าน ความโกรธที่กลัดหนองอยู่ในอกพลันปะทุขึ้นมาอีกคำรบ

‘กูบอกแล้วใช่ไหมไอ้สม ว่าอย่าเอ่ยถึงคนในตระกูลนั้นให้กูได้ยินอีก ขืนมึงยังพูดมาก ประเดี๋ยวได้ตายเป็นผีเฝ้าปากคลองมอญไม่รู้ตัว’

‘พ่อสมหมายความว่ายังไง’

มะม่าวเรียกขี้เมาว่าพ่อนับแต่ตกลงปลงใจกับกะหมอก คำตอบที่มีอยู่ในใจเด็กสาวหน้าซีดเผือดมากขึ้นไปอีก

‘แม่เอ็งยังไม่ได้บอกหรือ ข้านึกว่านางเรี่ยมเห็นกำไลทองที่ข้าเอามาจากคนตระกูลนั้นแล้วจะรู้เสียอีก’

‘หุบปาก!’ นางเรี่ยมคำราม

‘แล้วใครเป็นคนเอามาให้พ่อสมหรือจ๊ะ’ มะม่าวรบเร้า

‘ลูกสาวอีกคนของปีศาจตนนั้นไง ฮ่าๆ คนเดียวกันกับที่สั่งทำไวโอลินให้ไอ้กะหมอกนั่นละ’

มะม่าวหายใจแทบไม่ออก หล่อนไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรดี ทุกอย่างรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริงไปเสียหมด ‘ผู้ชายคนนั้น…ยังมีลูกสาวอีกคนงั้นหรือ’

‘เออสิ ชื่อลลิตหรือไงนี่แหละ ได้ข่าวว่าเมียออกหน้าออกตาคนนี้เป็นลูกสาวเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับเชียว ดูแล้วแม่ลลิตนั่นไม่น่าจะแก่เกินกะหมอกกับเอ็งปีสองปี’

ลลิต กะหมอก มะม่าว…เด็กทั้งสามมีพ่อคนเดียวกันคือผู้ชายที่ชื่ออาสว์งั้นหรือ

เด็กทั้งสามเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันงั้นหรือ

มะม่าวปล่อยคำถามให้หลั่งไหลไปตามหยาดน้ำตา

ตอนนี้หล่อนอยากล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ตัวเองหลับไหลไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงแสนเจ็บปวดอีกเลย

เพราะการลืมทุกสิ่ง…เป็นยาสุดวิเศษในโลกหล้าใบนี้แล้ว

‘รู้กำพืดแบบนี้แล้ว วันนี้ก็นั่งนับญาติกันให้ดีล่ะ จะได้เรียกถูก ฮ่าๆ’ ไอ้สมโซซัดโซเซไปตามตลิ่งคลองมอญ

‘ขอบใจ แต่ทีหลังไม่ต้องมาสาระแนเรื่องในครอบครัวคนอื่น’

‘ใครว่าคนอื่นคนไกล ถ้าขาดข้าไป มีหวังตระกูลนั้นคงง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่มีคนคอยเอาสมบัติไปขายให้พอดี’

‘เออ เมาแล้วพูดมากนะมึง รีบไสหัวเข้าเรือนไปได้แล้ว!’

แม้ปากนางเรี่ยมจะตวาดไล่ไสส่ง แต่ลึกๆ แล้วหล่อนรู้ดีว่าสิ่งที่ไอ้สมพูดมาล้วนเป็นความจริง

หลังคลอดมะม่าวได้ไม่ทันไร หล่อนก็ได้ข่าวพาฬ เจ้าของเรือนมนิลาหลังนั้นจากไอ้สมนี่เอง

แม้นางเรี่ยมไม่ใช่คนรู้หนังสือ แต่กาลเวลาทำให้หล่อนเรียนรู้ว่าการพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งใดให้แตกต่างไปจากเดิมนั้น เป็นธรรมดาที่ย่อมก่อเกิดความไม่เห็นพ้องปรากฏควบคู่ไปด้วยกันเสมอ ดุจเดียวกับการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

ผลจากการปฏิวัติก็นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล และก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน

จนท้ายที่สุดความหวาดระแวงระหว่างกันผลักดันให้เกิดการใช้กำลังทางการทหารเข้าตัดสิน อันเรียกกันทั่วไปว่า กบฏบวรเดช อันเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งของตระกูลชระ

แม้พันโทพระพาฬพลยุทธสามารถหลบหนีไปต่างประเทศพร้อมภริยาได้ แต่ก็ถูกถอดยศ และปลดจากราชการ

แล้วผู้ชายสุรุ่ยสุร่ายอย่างอาสว์จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรเล่า

แน่นอนว่าเหลืออยู่ทางเดียวคือ ขายของเก่าของตระกูลกิน ก่อนจะลามไปรีดไถนางลิ้ม ลูกสาวเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับ และเป็นมารดาของลลิตนั่นเอง

สันดานปีศาจของแท้…นางเรี่ยมนึก

‘มะม่าว นั่นเอ็งจะไปไหน’

นางเรี่ยมมัวแต่สาปส่งไอ้สม จึงไม่ทันมองมะม่าวที่กำลังเดินไปอีกด้านของแม่น้ำเจ้าพระยา

‘อยากไปนั่งรับลมตรงโน้นสักหน่อยจ้ะ’

ริมฝีปากมะม่าวสั่นระริก ยกมือลูบท้องน้อยซึ่งมีอายุครรภ์ราวสามเดือน

ไม่มีใครสามารถหยิบยื่นพลังงานชีวิตให้หล่อนได้อีกต่อไปแล้ว คล้ายจักรวาลกว้างใหญ่เหลือแค่หล่อนเพียงคนเดียวที่สามารถจบปัญหานี้ได้

‘อย่าไปนานนักล่ะ จะได้กลับมาช่วยแม่เอาปลานิลขึ้นจากกระชัง ประเดี๋ยวแม่ค้าก็มารับไปขายที่ตลาด’ นางเรี่ยมสำทับ

‘พายุแรง น้ำคลองล้น เสียงน้ำวน ดังลั่น…’

ฝ่ามือมะม่าวยังคงลูบไล้ท้องน้อยประหนึ่งต้องการกุมมือลูกน้อยเอาไว้ขณะที่อนธการกำลังจะมาเยือน เสียงขับกล่อมของหล่อนเริ่มพร่า ลำคอตีบตันด้วยความเจ็บปวด

ความรักระหว่างหล่อนกับกะหมอกเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว…

ไม่ว่ายุคสมัยใดความรักในสายเลือดไม่มีทางเป็นไปได้

มะม่าวหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจของตนสอดประสานไปการไหลเอื่อยของสายน้ำ

‘ถึงคนอื่นจะพรากกะหมอกไปจากแม่ได้ แต่แม่จะไม่ให้ใครมาพรากลูกไปจากแม่ได้เด็ดขาด’

ตูม!

 

กะหมอกสะดุ้งเฮือก เสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกน้ำ ดังมาจากทางเรือนแพของนางเรี่ยมตรงปากคลองมอญไม่ใช่หรือ

‘หรือว่า…’

กะหมอกสังหรณ์ประหลาด ประหนึ่งมีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ชัดว่า เสียงวัตถุกระทบผิวน้ำดังก้องแทรกฝ่ากลุ่มละอองน้ำเหนือผืนดินมายังเรือนฝาสำหรวดของเขานั้น เป็นเสียงอะไร

เด็กหนุ่มกระโจนลงตรงหน้าบันได วิ่งไปยังเรือนแพตรงปากคลองมอญ เห็นนางเรี่ยม หญิงวัยยี่สิบหกกำลังรินน้ำซาวข้าวออกจากหม้อดิน ทั้งที่เลยเวลาไก่ขันมานานมากแล้ว

‘เมื่อตะกี้แม่ได้ยินเสียงตรงแม่น้ำเจ้าพระยาหรือเปล่า’ กะหมอกละล่ำละลักร้อนใจ

‘ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรนี่’

นางเรี่ยมไร้ท่าทีแยแส หล่อนรู้ดีว่าวิธีนี้ดีที่สุดแล้วที่จะทำให้เด็กหนุ่มเจ็บปวดน้อยลง อีกอย่างตอนฟ้ายังไม่สางก็มักมีเด็กในเรือนแพหลังอื่นกระโดดน้ำเรียกความสดชื่น ก่อนช่วยพ่อแม่เตรียมของสวนไปขายเสมอ

‘แต่เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงมาจากทางเรือนแพของแม่เรี่ยม’

นางเรี่ยมยกหม้อดินตั้งลงบนเตาฟืน ก่อนหันไปง่วนกับการทอนทางมะพร้าว สลับกับการฉีกกาบเขียงแห้งให้เป็นริ้ว แล้วมัดให้เป็นกำสำหรับทำเชื้อไฟ

อาการนางเรี่ยมดูลุกลี้ลุกลน คล้ายพยายามหางานให้ตัวเองยุ่งขิงตลอดเวลา ‘อีกอย่างข้าไม่ใช่แม่ของเอ็ง บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ ว่าไม่ต้องมานับญาติอะไรกับฉัน’ ในใจหล่อนช่างขมปร่า

‘แต่ก่อนหน้านี้แม่เรี่ยมยังให้ฉัน…’

‘นั่นมันเรื่องเมื่อก่อน ประเดี๋ยวนี้ก็คือประเดี๋ยวนี้ ถ้าข้าไม่เห็นกำไลทองของตระกูลอัปมงคลนั่นละก็…’

กะหมอกกระวนกระวาย ถามสอดนางเรี่ยม ‘มะม่าวล่ะ’

‘ไม่รู้ มันคงรับความจริงไม่ได้ คงหนีไปตรอมใจตายที่ไหนเสียละมั้ง’ นางเรี่ยมไม่อยากให้เด็กทั้งสองต้องทุกข์ตรมไปมากกว่านี้อีกต่อไปแล้ว

เด็กหนุ่มตัดสินใจวิ่งเลาะไปตามแนวตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา พลางพร่ำอธิษฐานในใจ ไม่ให้ลางสังหรณ์เป็นจริง

ความมืดก่อนรุ่งสางนั้น มักเป็นสภาวะไร้แสงที่มืดมิดที่สุด ความมืดที่รายล้อมรอบกายเด็กหนุ่มราวกับจะกลืนกินสรรพสิ่ง ช่องว่างระหว่างกะหมอกกับนางเรี่ยมไร้สิ่งใดขวางกั้น มีเพียงสายลมโชยแซมด้วยกลิ่นหญ้าชื้นแฉะและซากใบไม้เน่าเปื่อย

ไม่กี่อึดใจต่อมา นางเรี่ยมก็เห็นเด็กหนุ่มทิ้งหีบไวโอลินในมือ แล้วกระโจนลงน้ำเจ้าพระยา

“สายเลือดปีศาจงั้นหรือ”

สองตากะหมอกพลันดำมืด ส่อแววคลุ้มคลั่งด้วยความกลัว แม่ชีเรี่ยมไม่อยากคิดเลยว่านั่นมันหมายความว่าอย่างไร

“ในเมื่อรากเหง้าของลูกสาวข้ากับเอ็งเป็นปีศาจ แล้วลูกหลานที่คลานตามกันมาจะไม่เป็นปีศาจได้อย่างไรกัน!” ปากแม่ชีเรี่ยมแห้งผาก ใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

“แล้วแม่ชีจะได้รู้…จะได้รู้ในเร็ววันนี้!!”

เด็กหนุ่มหัวเราะดังลั่น ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนน่าสยดสยองดังอื้ออึง นัยน์ตาของเด็กหนุ่มพลันทอประกายเจิดจ้าน่าพรั่นพรึงออกมาวูบหนึ่ง

แม่ชีเรี่ยมสะท้านจับขั้วหัวใจ เมื่อเงยหน้าสบตากะหมอก ก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดช่างน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าภูติผีปีศาจทั้งขุมนรกรวมกันเสียอีก

แต่ผู้ที่มีหยาดน้ำตาหลั่งรินจากหางตาทั้งสองข้างกลับเป็นคีตา

เขาปิดเปลือกตาพลางสะอื้นฮัก รอยยิ้มของบิดามารดาผุดขึ้นในมโนภาพ คล้ายบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตของคีตากำลังล่องลอยสู่สถานที่ที่ไม่มีอยู่ในชีวิตจริง เป็นทะเลสาบสีเงินซึ่งตั้งอยู่กลางหุบเขาเขียวขจี ดอกไม้ป่าขึ้นแซมกระจัดกระจายตามริมฝั่ง ที่แห่งนั้นปราศจากความทุกข์ตรมและร้าวรานใจ

“เรากลับกันเถอะ” ฮันกีกระซิบบอกคีตา สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย

จางญ์กับขวัญชัยต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาอยากจะผละจากหลังพุ่มไม้แห่งนี้ แล้วออกไปสูดอากาศอันปลอดโปร่งนอกสวนทึบเสียที

“ความจริง…ช่างโหดร้ายเหลือเกิน” นางสนงึมงำ

ทุกสิ่งที่ชายหญิงทั้งห้าคนได้ยินจากปากแม่ชีในวันนี้ ทำให้ลมหายใจของพวกเขาแทบขาดห้วง ต่อด้วยอาการหดหู่อย่างยากจะหาคำใดเปรียบ

 



Don`t copy text!