ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 10 : ลา สเปเซีย

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 10 : ลา สเปเซีย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 10 –

ราวบ่ายโมงเศษตามเวลาท้องถิ่น สมุทรไทก็พารถตู้ที่มีผู้กำกับรายการเสียงดังฟังชัดเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาพับไปพันมาราวกับเคยคุ้นเข้าถนนนี้ออกถนนนั้นจนมาจอดเทียบหน้าตึกแถวที่มีคูหาเรียงกันไปโดยสำนักงานที่มีบ้านและอพาร์ตเมนท์ให้เช่าคือหนึ่งในหลายคูหาที่แลเห็น

มีป้ายติดเด่นอยู่เหนือขอบประตู

เพื่อนสนิททั้งสามจึงก้าวเข้าไปเจรจากับผู้จัดการหนุ่มผู้นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กๆ มีผู้ช่วยเป็นชายหน้าหล่อกำลังตกลงบางอย่างกับหญิงกลางคนผู้เป็นคนมาเช่าที่พักเช่นกัน

ครั้นได้กุญแจอพาร์ตเมนท์แล้ว ผู้ช่วยจึงพยักหน้าให้ขับรถตามเขาไปยังประตูใหญ่เก่าแก่โทรมๆจนคนในรถตู้เปล่งเสียง

“โอ้โฮ…” ยาเยียอุทธรณ์ดังๆจากด้านหลัง “นี่พี่โยนึกยังไงถึงมาเช่าอะไรพรรค์นี้อยู่”

“ที่นี่เขาก็อยู่กันยังงี้ทั้งนั้นแหละน่าาา” อีกฝ่ายทอดเสียงพลางเปิดประตูรถก้าวฉับๆไปเปิดท้าย ขนกระเป๋ากองใหญ่ลงมาวางบนทางเท้า ปรายจึงฉวยกุญแจจากสมุทรไทไขประตูสูงใหญ่แห่งกาลเวลาให้เปิดออก แล้วกลับมารับปู่ย่าลงไป โดยปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสามลากกระเป๋าคนละสองใบเดินนำหลังจากถามผู้ช่วยบริษัทถึงที่จอดรถแล้วหนุ่มนั่นชี้บอกไปทางหัวถนน

“มีที่ว่างตรงหัวมุม เป็นที่จอดรถสาธารณะ แต่พอถึงค่ำ ก็ต้องขับไปเก็บไว้ในที่จอดรถใต้สถานีรถไฟ อยู่ถัดไปไม่มาก ที่แลเห็นประตูเหล็กมีตะแกรงโปร่งๆ”

มีบันไดไม่กี่ขั้นพาขึ้นไปสู่ทางเดินแคบๆจนกระทั่งถึงลิฟต์โบราณมีบานไม้ปิด

โยธีจึงกดลิฟต์ลงมาจนเทียบสนิท ครั้นแล้วก็เปิดบานไม้ เปิดประตูลิฟต์ที่เป็นกระจกใส เชิญปู่ย่าและบิดาพร้อมหญิงสาวทั้งคู่กับปรายเข้าไปก่อน กดลิฟต์ไปสู่ชั้นสองอันเป็นห้องชุดที่เช่าไว้

“อุ๊ยตาย สบายมากเลยย่าขา” บนฟ้าร้องเสียงใสเมื่อเดินลึกเข้าไปจนถึงห้องข้างใน

โยธีเช่าไว้สองชุด สำหรับสองครอบครัวกับหนึ่งหนุ่ม

“จริงด้วยลูก ข้างในดีมากเลย ดีไหมป๊า”

ปู่กวาดตาทั่วห้องกลางที่ก้าวเข้าไป พลางพยักหน้าขณะสำรวจโดยรอบที่มีโต๊ะอาหารยาวหกที่นั่งพร้อมแพนทรีอันมีเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวครบครัน ครั้นเมื่อเดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่มีทั้งเตียงขนาดควีนไซส์และเตียงเดี่ยว มีตู้บิลด์อินติดผนังยาวเต็มเนื้อที่พร้อมโต๊ะเก้าอี้โบราณมีราคา เรียบแต่กรุ่นด้วยบรรยากาศผาสุก ก็ได้แต่พอใจ

“ดีมาก” ปู่พยักหน้า พลางเหลียวไปทางประตู “แล้วนี่ไทนอนไหน”

“นอนกับปรายที่ห้องข้างหน้าไงฮะ” เขาหมายถึงห้องเล็กกะทัดรัดที่อยู่ใกล้ห้องสุขาและประตูทางเข้าที่ผ่านมาก่อนถึงห้องข้างใน

แต่น้องบนไม่พูดกับยาเยียทั้งๆเข้ามายืนอยู่เยื้องกัน

ปู่ก็เลยต้องทำหน้าที่เจ้าของการเดินทางคราวนี้ โดยถามหล่อนว่า

“แล้วนี่หนูก็เลยยังไม่ไปเรียนใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ…ก็ดูก่อนค่ะ…กลับไปแล้วถ้ายังไม่มีอะไรมาดลใจให้เบื่อ ก็จะลองเดินทางดูค่ะ…ไกลแค่ไหนก็จะลองดู”

แต่น้องบนแอบเบะปาก…ไม่อยากได้ยิน เด็กอะไร้…นึกว่าตัวเองเก่งขนาดไหน…จึงหันหลังออกเดินไปสมทบกับปราย รอสองชายขนของ

ก็พอดีลิฟต์เปิด ทั้งสมุทรไทและโยธีเข็นกระเป๋าทั้งหมดออกมา เพียงไม่กี่อึดใจ ต่างก็ได้ที่ทางเป็นส่วนสัดของตนเอง

ยงยุทธ โยธี และยาเยียได้ห้องชุดที่อยู่อีกชั้น ต้องขนของขึ้นลิฟต์จากไป

“ไปไปซะได้ค่อยยังชั่ว” น้องบนบ่นเบาๆ

ปรายก็เลยปราม

“ไม่เอานะน้อง…ไม่เอา…เราเป็นพี่เขานะ เป็นเจ้าของทัวร์ เรื่องผัวเมียต้องปล่อยให้มันอยู่แต่บนจอ”

ครั้นแล้ว พี่ชายก็หัวเราะ ขณะที่น้องสาวร้องวี๊ด มองเลยไปยังชายหนุ่มเพื่อนของพี่ ก็แลเห็นเขากำลังยิ้มอย่างขำ

ปู่กับย่าถึงกับส่ายหน้า

“ปรายมันก็แสบซะไม่มี น้องบนหน้าแตกเย็บกี่เข็ม” ย่าถาม “แล้วนี่เราจะไปกินอะไรกันที่ไหนดี”

เลย 18.00 น. ไปแล้วเล็กน้อย หลานคนที่สามก็เลยพูดผ่านมือถือไปยังโยธี

“หน้าที่มึงหาร้านดินเนอร์นะเว้ย เอาไอ้ที่มันเข้าไส้หน่อย กูจะลงไปเดี๋ยวนี้แล้ว”

ครู่ต่อมา โยธีก็หาร้านอาหารเล็กๆแต่รสชาติดี ไม่ไกลจากที่พักให้นักเดินทางได้ลองลิ้มชิมดู

“กูว่าอิตาเลียนนี่ฝีมือกุ๊กมันไม่ต้องเอ่ยอีกแล้วจริงๆว่ะ” ปรายชมเชย “นี่ขนาดเมืองเล็กๆนะ ยังไม่อัตคัดของถูกปาก”

“อย่าลืมว่า ลา สเปเชียนี่มันเมืองติดทางรถไฟไง เดินไม่กี่ก้าวก็ขึ้นรถไม่กี่นาทีถึงชิงเคว แตร์เร่”

ต่างก็ทั้งอิ่มและอร่อย เดินย่อยอาหาร กะว่าจะกลับที่พัก

ขณะปรายกำลังจะไขกุญแจก็ยังพึมพำ

“ให้ตายเถอะ…นี่ถ้าไม่เข้าไปเห็นข้างใน คนไม่รู้จะนึกว่าโกดังร้าง”

“พี่ไทขา…” แต่เสียงรุ่นสาวดังขัดจังหวะ ขณะหันไปรอบๆถนนซอยที่มีเพียงผู้คนเดินสวนไปมาประปราย “เดี๋ยวเราไปเดินดูอะไรแถวนี้กันไหมคะ…น้องอยากรู้ว่าทางรถไฟมันอยู่ตรงไหน”

แม้ทุกคนจะอึ้งไป…โดยเฉพาะบนฟ้าที่โลหิตฉีดแรงจนหน้าตาแดงบึ้งตึง หากอึดใจหนึ่งก็เห็นด้วย แม้ว่าขณะนี้ทุ่มกว่าแล้ว ตามถนนหนทางมืดมิดเหลือแต่ดวงไฟบนเสาส่องสว่าง

“ไปก็ไป” ปู่ก็เลยเอาใจน้องของโยธีผู้ที่ตลอดการเดินทางคราวนี้ เขาจะต้องทำหน้าที่ล่ามเพื่อเสริมความไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษของคนอิตาเลียน “ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้จะได้ไปกันสบายๆ”

“ถึงไงก็รู้กันอยู่แล้วละปู่” ปรายว่าพลางพยักพเยิดกับเพื่อนผู้เดินเงียบๆ “ใช่ไหมไท…ว่าแต่ว่าเหนื่อยไหมขับรถ…”

“ตื่นเต้นดี” อีกฝ่ายบอกเรียบๆโดยไม่ทันหันไปมองน้องบนผู้มีน้ำตาคลอตา ด้วยว่าโมโหหึงสายาเยีย “ตอนเข้าเมืองนี่ก็ถือว่าฝึกวิทยายุทธ์ละกัน…คุณปู่คุณย่ารำคาญเสียงโยไหมฮะ”

“โอ๊ย…จะรำคาญอะไร้” ย่าร้องเสียงสูง

“ก็ตกใจนิกหน่วย” แต่ปู่แปลงถ้อยคำอย่างขำขันเนื่องด้วยโยธีนั้นยามตกใจ เกรงสมุทรไทเลี้ยวผิด เสียงของเขาจะดังลั่น “แต่ก็ดีแล้วโย จริงไหมคุณยุทธ วันหลังมาอีกก็จะได้คล่อง ขับเองได้นี่ เอาไง ได้เดินทางสบายๆ ถึงไหนถึงกัน”

“จริงครับ” ยงยุทธตอบสนองขณะผละจากประตูที่พักอย่างเปลี่ยนใจพร้อมกัน มีลูกสาวคล้องแขน ลูกชายเดินนำ สมุทรไทคอยระแวดระวังปู่เหมือนเดิม เดินฝ่ายามค่ำที่อากาศหนาวเย็น

เมือง ลา สเปเซีย (La Spezia) เป็นเมืองเล็กอันเป็นต้นทางรถไฟท้องถิ่น พาไปสู่ ‘ชิงเคว แตร์เร่’ อันเป็นเมืองมรดกโลก ที่ผู้คนจากทุกหนแห่งนิยมมาเยี่ยมเยือน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงมักจะมาแวะพักที่ ลา สเปเซียนี้ เนื่องจากมีที่พักราคาไม่แพง รวมทั้งติดกับทางรถไฟและท่าเรือเพียงแต่เดินไม่นาน

ในยามค่ำที่มืดเหมือนไม่มืดเช่นนี้ บริเวณด้านหน้าทางรถไฟจึงยังคงคึกคักขวักไขว่ด้วยผู้คนที่เดินทางจากฟลอเรนซ์ ปิซ่าและมิลาน ถ้าจะไปยังหมู่บ้านทั้ง 5 ก็มักจะมาค้างคืน ณ โรงแรมหน้าสถานีรถไฟหรือมิฉะนั้นก็ตามที่พักในเมืองเล็กนี้ที่คณะจากกรุงเทพฯกำลังจะแรมคืนเพื่อตื่นเช้าขึ้นมากินอาหารแล้วจะได้ออกเดินทางโดยรถไฟเพียงไม่กี่นาทีก็จะถึงเมืองบนภูเขาที่โยธีตั้งใจให้ทุกคนได้มาชม

แต่ผู้ที่ซมกว่าใครคงไม่เกินบนฟ้าผู้แม้คล้องแขนอยู่กับย่า หากก็คอยเหลือบมอง แลเห็นน้องของโยธีมักจะเอี้ยวตัวหันมา โลหิตในกายก็จะพุ่งปรี๊ดแล่นปร๊าด มิอาจเบิกบานได้

จับมือย่าไว้ อีกฝ่ายจึงรู้สึกว่า มือหลานค่อนข้างเย็น

แต่อย่างน้อย ความเห็นของย่าก็น่าฟัง

‘หนูก็ต้องยั้งตัวเองไว้ให้ได้ ไม่ต้องถามไม่ต้องตามรังควาน เพราะนั่นมันไม่สมควรกับศักดิ์ศรีของหนูไง รอให้เขาตัดสินใจเองดีไหม เพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ย่าว่า เขาเองก็คิดมาก…อย่าลืมว่า เขาไม่เหมือนสามมุขหรอกนะ เอะอะก็จะมาหมั้น แล้วตอนนี้เป็นไง’

จำได้ว่า หล่อนเองก็ไม่สามารถจะตอบคำใดได้

รู้แต่เพียงว่า อยากให้เขารักหล่อนคนเดียวตลอดชีวิตก็พอใจแล้ว

ถึงสถานีรถไฟอย่างเหงาใจ ขณะที่นัยน์ตาคล้ายเศร้าสร้อยขึ้นมาใหม่ เมื่อได้ยินเสียงฉอเลาะ

“พี่ไทขา…พี่อยากขับรถไฟไหมคะ”

โยธีก็เลยหันมายิ้มฟันขาว ปรายตามองน้องสาว

“ดู…ดูมัน ถามบ้าๆ”

ยงยุทธพลอยหัวเราะเอ็นดู

“ก็น้องอยากรู้นี่นาว่าพี่ไททำอะไรไม่เป็นมั่ง”

“รู้ได้ไงว่า พี่เขาทำอะไรเป็นทุกอย่าง อย่างที่ไม่เป็นเจ้าตัวก็รู้อยู่คนเดียว จริงไหม…ฮ่าฮ่า” โยธีทำเสียง

ปรายก็เลยเป็นลูกคู่

“เออ…จริงว่ะ…คนเราจะทำอะไรเป็นไปหมดทุกอย่าง ไม่มีหรอก”

แต่ผู้คนที่กำลังสัญจรไปมาสับสนอยู่ตรงหน้าก็ชวนให้ทุกคนหยุดเดินและหยุดดูอยู่ตรงหัวมุมบาทวิถี

“พรุ่งนี้ เราก็ต้องมาซื้อตั๋วที่ห้องขายตั๋วที่เห็นอยู่นั่นแหละฮะ…เขามีตั๋วแบบไปกลับวันเดียว กับ 2 วัน นักท่องเที่ยวจะได้ท่องเที่ยวสะดวกขึ้นไงครับ คุณปู่” โยธีชี้แจงให้ผู้อาวุโสฟัง “เพราะบางคนเขาไปแล้วก็ไปค้างคืนที่หมู่บ้านบนเขา สุดแต่จะอยากค้างตรงไหน”

แต่บนฟ้าก็แทบจะไม่ได้ยินเมื่อจำใจต้องมองภาพตรงหน้า

Don`t copy text!