ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 11 : แผนของปราย

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 11 : แผนของปราย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 11 –

ยาเยียผู้เมื่อครู่ยังยืนสูสีอยู่กับบิดา หากแต่บัดนี้ถอยร่นลงมาเคียงอยู่ข้างซ้ายสมุทรไทโดยมีปู่อยู่ขวา

หล่อนกับย่ายืนชิดอยู่ด้านหลัง จึงแลเห็นทุกกิริยา

เด็กคนนั้นทำท่าราวเป็นผู้รู้ใจ

น้ำตาที่ไหลง่ายของหล่อนจึงไหลซึมออกมาจนต้องยกนิ้วกรีดออกไป

ย่าเหลือบเห็นจึงบีบมือหลานไว้เชิงเตือนให้ทำใจดีๆ

ก็ดูสิดู…แม้แต่ปรายผู้ยืนเคียงอยู่กับปู่ ก็ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ตอนน้องของโยธีปล่อยแขนจากพ่อมา ‘ก้อร่อก้อติกคนขับรถ’

ตอนที่พี่ชายเหลียวมาสบตากับหล่อนแวบหนึ่งนั้นคงมีความหมาย

แต่คนเอาแต่ใจอย่างตนเองน่ะหรือจะรับได้ มิว่าปรายจะหมายความว่ากระไร หล่อนก็ยอมไม่ได้อยู่ดี

เสียงโยธีที่กำลังบรรยายจึงคล้ายผ่านหูไป

“คุณปู่คุณย่าดูซีฮะ…ผู้คนไม่ทราบหลั่งไหลมาจากไหนมากจัง นี่ก็ยังไม่รวมคนที่เขาไปทางเรือนะครับ แต่ทางเรือก็ไม่สะดวกสำหรับเราเพราะมีเวลาจำกัด…ทางเรือนั่นเหมาะกับคนมีเวลามาก”

“เขาก็เช่าเรือไปงั้นหรือโย” ปู่เป็นผู้ที่เมื่อถึงยามสำคัญ เขาเก็บปากเสียงได้มั่นคงทันทีที่เหลือบเห็นยาเยียเคลื่อนกายลงมาเทียบข้างสมุทรไท จึงเอี้ยวตัวไปสบตากับหลานผู้อยู่ข้างหลังเขิงเตือนให้ระวังกิริยา…ตัวเขาเองจึงโต้ตอบกับพี่ชายของน้องสาวได้โดยไม่มีทีท่าขุ่นข้อง ‘มันก็น้องๆละครทีวี’

คิดเสียได้เช่นนี้ ที่ควรเข้าข้างหลานก็ถือเป็นทานแก่การเดินทางที่มีหนึ่งชายสองหญิง หรือสองหญิงสามชาย ให้ได้เข้ามาปรุงปนเป็นกระสายราวกำลังเลือกเครื่องปรุงยา

“เช่าไปฮะคุณปู่” โยธีตอบสนอง “คือเขาก็เช่าเรือกันไป เลียบชายหาดไปเรื่อยๆไงครับ เสียเวลาก็ไม่มาก ชั่วโมงสองชั่วโมงก็ชมหมู่บ้านห้าแห่งครบแล้วละฮะ ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่ลำบากกว่าก็ตรงที่ท่าเรือไม่ได้อยู่นี่หรอกนะครับ”

“อ้าว…งั้นอยู่ที่ไหน” ปู่ถามเรื่อยไป เก็บความสงสารหลานไว้มิดชิด

“ต้องขึ้นบัสหรือไม่ก็เดินไปน่ะฮะ…”

“ถ้างั้นไปรถไฟน่าจะดีที่สุดนะ…ใช่ไหม ไท” ผู้อาวุโสก็เลยหันมาทางเขา พร้อมกับมองเลยไป แลเห็นเด็กสาวยังคงเคลียคลออยู่กับไหล่ชายหนุ่ม จึงใคร่ทอดถอนใจเสียนัก

มาเที่ยวคราวนี้ หลานรักน่าจะได้บทเรียนใหม่มีราคา

จะได้รู้ซึ้งตรึงตาไปจนตายว่าในชีวิตของมนุษย์ล้วนถูกฉุดดึงด้วยกิเลส ไม่มีใครพิเศษกว่าใครเหมือนยามพิเศษอยู่ในบ้าน

ยืนดูผู้คนขวักไขว่ไปมาจนตาลายสักครู่ก็กลับที่พัก

เดินกลับคราวนี้ ยาเยียก็ยังเดินตีไหล่เคียงอยู่กับชายหนุ่ม

ย่าเห็นแล้วกลุ้มใจ สงสารหลานอีกเช่นกัน

จึงเพียงแต่แยกกันเข้าห้องตรงหน้าลิฟต์ ปล่อยให้พ่อลูกทั้งสามขึ้นไปก่อน เหลือแค่ห้าคนยืนรอ

ปรายก็ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ในทีท่า ‘เด็กขี้แย’ ของบนฟ้า เสเอ่ยขึ้นว่า

“พรุ่งนี้ กินอะไรง่ายๆแล้วก็เดินไปสถานีนะย่านะ กะออกแปดโมง ดีไหมปู่”

“ดี” ประธานพยักหน้าพลางว่า “ไทจะได้ไม่ต้องขับรถหนึ่งวัน”

“ขับก็ได้ครับ ไม่เป็นไร” ชายหนุ่มยิ้มๆ หากนัยน์ตามองหน้าหญิงสาว “น้องบนคงเหนื่อยแล้ว คงอยากนอน”

แต่น้องบนเม้มปากแน่น ว่าจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล หากก็กลั้นไม่ได้ จึงหันหลังให้ทันควัน

ปู่กับย่าได้แต่มองตากัน ขณะปรายเอ่ย

“น้องกูขี้งอน มึงก็รู้”

ทันใดนั้นผู้ถูกว่ากล่าวก็สะอื้นดังฮัก

“ไม่เอานะ น้องบน” ย่าว่า “ใจน้อยขนาดนี้ไม่ได้นาลูกนา ลูกคิดมากไปก็ไม่สบายใจตัวเองมันดีอยู่หรอกหรือ”

“นั่นน่ะซี” ปรายงึมงำ น้ำเสียงไร้กังวานนั่นก็เนื่องด้วยเขาเองก็ต้องใจแข็งกับ ‘การแข่งขัน’ คราวนี้…ซึ่งดูๆไปก็ไม่น่าจะใช่แค่หนึ่งชายสองหญิง

ด้วยว่ากริ่งเกรงโยธีอยู่เหมือนกัน

เพียงแต่ก้าวเข้าห้องนอนใหญ่ พ้นจากสายตาสองชายผู้พักอยู่ที่ห้องเล็กด้านหน้า บนฟ้าก็เอนตัวลงนอนสะอึกสะอื้นบนเตียงเดี่ยวที่ตั้งชิดผนัง ถัดจากเตียงใหญ่ของปู่ย่า

ผู้อาวุโสไม่ตามเข้ามา เพราะสมุทรไทจัดการเข้ามารินน้ำจากขวดใหญ่ที่ซื้อจากร้านสรรพสินค้าใกล้ที่พักเมื่อกลางวัน นำมาบริการปู่ย่า ครั้นแล้วจึงนั่งลงพร้อมปราย

แม้ไม่เอ่ยความอันใด ทุกคนก็ล่วงรู้ถึงเรื่องสำคัญที่อยู่ในใจ

ปู่จึงชมซ้ำถึงความสบายของห้องหับ โดยย่าเดินไปเปิดประตูด้านข้าง ออกไปยืนชมสิ่งแวดล้อมที่คือด้านหลังตึกสูงหลายชั้น มีที่ว่างรูปสี่เหลี่ยมตรงกลางไว้วางราวตากผ้า กระถาง ไม้พุ่มไม้กอกับทางเดินแคบๆ ครั้นแล้วก็มีเสียงแว่วๆของย่า

“ไท…อากาศเริ่มเย็นมากแล้วนะจ๊ะข้างนอกนี่”

“คุณย่าอุ่นพอไหมครับ” เขาตามออกมาถามไถ่ขณะมองดูเสื้อขนสัตว์สีดำที่คลุมทับเสื้อตัวใน

“พอจ้ะพอ…เสื้อตัวนี้ถ้าร้อนนิดเดียวใส่ไม่ไหว” น้ำเสียงเธอยังคงเป็นกันเอง “ปรายเขาให้เอาของมาน้อยหน่อย กระเป๋าไม่ต้องใหญ่มากเพราะกลัวท้ายรถจะใส่ไม่หมด”

“กำลังดีเลยละครับ”

ขณะที่ปู่กับปรายพึมพำกัน

“ปู่ฮะ…ถ้ายังไงละก็ปรายขอไว้เลยนะว่า อย่าเข้าข้างน้องบน”

“โฮ้ย…จะไปเข้าข้างมันทำมั้ย ดีเหมือนกัน…มันจะได้รู้ว่าแต่ละคนเขาก็มีศักดิ์ศรีของเขา…”

“ปรายจะไม่บีบเพื่อนให้มาชอบน้องเป็นอันขาด…คือว่า…ใช่…ปรายวางแผนให้มันมาเจอกัน…แต่…ถ้า…มันดูแล้ว เห็นว่าไปกันไม่ได้ มันก็มีสิทธิ์ใช่ไหมปู่…มีสิทธิ์เขียนชีวิตมันด้วยตัวมันเอง”

“ใช่ซี…” ปู่ของเขาพยักหน้า แม้กระนั้นสีผิวก็ดูเผือดไป “แต่ถ้าเขาเบื่อหลานเราจริง ปู่ก็…ก็…นะ…คงเสียดายมาก…”

“เป็นความผิดของหลานปู่เอง โทษใครได้” อีกฝ่ายว่าอย่างยอมรับความเป็นจริง

“เป็นความผิดของปู่ด้วยที่เลี้ยงมันไม่ดี”

“ปู่ครับ…อย่าโทษตัวเองเลย ถ้างั้นก็ต้องโทษพ่อแม่ พี่ๆของมันด้วย…ปรายด้วย…ที่โอ๋มันเกินไป”

แต่บนฟ้าก็น้อยใจจนผล็อยหลับ

สมุทรไทพาย่ากลับจากระเบียงแล้วปิดประตู ปู่จึงเอ่ยกับเขาอย่างเอาใจ

“ไทเหนื่อยขับรถก็ไปนอนเลยดีกว่า”

“น้องบนคงหลับไปแล้ว” ชายหนุ่มคาดคะเนเนื่องด้วยไม่เห็นหล่อนออกจากห้องทั้งๆประตูก็ยังเปิดกว้าง

“คงหลับ” ผู้สูงวัยตอบสั้นๆพลางพยักหน้า “เขาเหมือนเด็กน่ะไท ถ้าเขาทำอะไรให้ไทไม่พอใจ ก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”

“โอย…คุณปู่ครับ ไม่มีเลยนะฮะ…ไม่มีเลย” เพื่อนของหลานร้องเบาๆ ด้วยเกรงคนข้างในจะตกใจตื่น แม้ว่าจะสะเทือนยิ่งกว่าในสุ้มเสียงผู้อาวุโสเชิงกันหลานออกจากเขา บอกให้รู้ถึงภาพร้าวรานขั่วโมงก่อน “ผมมีแต่เข้าใจน้องบน ไม่เคยคิดในทางร้าย”

“ดีแล้ว ไท…มึงก็คบน้องกูไปพลางๆ ยังไม่ต้องบังคับตัวมึงให้ทำอะไรทั้งสิ้นหรอกนะ…ไงๆกูก็ไม่ว่า ก็เห็นใจ” ปรายเอ่ยอย่างจริงจังต่อหน้าปู่ย่า

ชายหนุ่มก็เลยพนมมือไหว้ผู้อาวุโส

“ผมคงจะไม่สัญญาอะไรกับคุณปู่คุณย่าหรอกนะฮะ อยากให้คุณปู่คุณย่าดูผมไปก่อน ดูนานๆดีกว่าครับ”

 

รุ่งขึ้น ปรายเป็นผู้ไปซื้อบัตรโดยสารรถไฟประเภทไป-กลับชิงเคว แตร์เร ภายใน 1 วัน ราคาคนละ 16 ยูโร ผู้สูงอายุคนละ 13 ยูโร

ครั้นแล้ว จึงพาปู่ย่าเข้าไปนั่งภายในโบกี้ที่มีผู้คนทยอยกันขึ้นมาจนเต็มแน่นทุกโบกี้ กระทั่งรถออกจากสถานีถึงหมู่บ้านแรกที่ไกลสุดภายในครึ่งชั่วโมง

เช้าวันนี้ ‘น้องบน’ แต่งกายงาม กางเกงขาลีบดำ บู้ตดำ เสื้อหนังดำ ขลิบแดงเข้ม สวมหมวกไหมพรมแดงดึงลงมาคลุมหน้าผาก เสียบแว่นดำกรอบบรอนซ์ดูวูบวาว จนโยธีเอ่ยอย่างขึ้นอย่างปากเปราะ

“น้องบนเหมือนแม่เสือสาว”

“ดีไหมล่ะพี่โย” ท่าทางหล่อนเปลี่ยนแปร คล้ายไม่แคร์สายตาอีกหนึ่งชาย “แล้วพี่โยล่ะ ไม่โบฮีเมียนทั้งเซ็ตหรอกหรือคะ”

แต่ปู่ย่าเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

ดังนั้นตอนลงจากรถไฟ จึงเกาะสมุทรไทไว้แน่น ปู่บีบแขนเขาเบาๆ

ยาเยียเข้ามาพยุงปู่เพื่อว่าจะได้เดินขนาบไปกับเขา แต่ปู่บอก

“หนูไม่ต้องลำบากก็ได้นะ ปล่อยไทคนเดียวดีกว่า”

แต่รุ่นสาวไม่ฟัง ยังคงเคียงข้างปู่พาเขาลงจากรถไฟ

ครั้นแลเห็นหาดทรายยาวสุดสายตา พร้อมเรือเล็กหลากหลายสีสันจอดเทียบ ต่างก็ตื่นตาตื่นใจ

“ที่นี่ชื่ออะไรนะโย” ปู่ถามเพื่อนของหลานผู้รู้ดีที่สุด

“ชื่อ มอนเตรอสโซครับ” อีกฝ่ายตอบรับทันใดอย่างขึ้นใจทั้งห้าหมู่บ้าน “เป็นหมู่บ้านที่ไกลที่สุดในจำนวนห้าหมู่บ้านเลยฮะคุณปู่ ที่นี่เขาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ เป็นเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เมืองเก่าก็มีพวกหอคอยโบราณ…เห็นไหมฮะ…เมืองใหม่ก็มีแต่โรงแรม ร้านค้าอาหาร คาเฟ่ นักท่องเที่ยวชอบมาพักตากอากาศ”

แต่ฤดูใบไม้ร่วงทำให้ร่มที่เคยกางเป็นแนวยาวบนชายหาดหายไป

 

 

Don`t copy text!